ช้าพลู คู่ธาตุน้ำ

ช้าลู คู่ธาตุน้ำ………..โดย ‘พี่ต้อม’

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Piper sarmentosum Roxb.
ชื่อวงศ์ : PIPERACEAE
ชื่ออื่ : ช้าพลู ผักอีเลิด นมวา ผักปูนา ผักพลูนก พลูลิง ผักอีไร เย่เท้ย ผักแค
ลักษณะทั่วไป : ไม้ล้มลุก เถาทอดเลื้อยไปตามพื้นดิน ใบเรียงสลับ แผ่นใบเป็นรูปหัวใจ ผิวใบสีเขียวเข้มเป็นมันลื่น ดอกออกเป็นช่อตามซอกใบและปลายยอด ดอกขนาดเล็กอัดเรียงกันแน่นเป็นช่อรูปทรงกระบอกคล้ายดีปลี ผลสดสีเขียว รูปร่างกลม อัดกันเป็นกลุ่มอยู่บนแกน
การขยายพันธุ์ : ปักชำ เพาะเมล็ด

ช้าพลู ยาเบาหวาน คลานตามพื้น
……ช้าพลูเป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดอยู่แถวอินโดนีเซีย แต่เป็นผักพื้นบ้านที่คนไทยคุ้นเคยมานานแล้วเพราะอยู่ในตำรับยาและอาหารหลายชนิด เป็นผักที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูงมาก ที่สำคัญคือ มีน้ำมันหอมระเหยที่ทำให้อาหารมีรสชาติดีขึ้นและช่วยย่อยอาหาร หมอพื้นบ้านทุกภาคใช้ช้าพลูในสรรพคุณต่างๆ เช่น ยาแก้ไอ ยาช่วยย่อยอาหาร ยาแก้ปวดเมื่อย ยาช่วยลดความดันและเบาหวาน บำรุงธาตุ แก้ปัสสาวะรดที่นอน ขับปัสสาวะ แก้อาการขัดเบา ช่วยเจริญอาหาร ทำให้เลือดลมซ่าน เป็นต้น
…..ในการใช้คุมเบาหวานนั้น มีการศึกษาวิจัยพบว่า สารสกัดใบช้าพลูมีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือด โดยมีผลเพิ่มการหลั่งอินซูลินและฟื้นฟูเซลล์สร้างอินซูลินในตับอ่อนของหนูที่เป็นเบาหวาน ดังนั้นการใช้ช้าพลูคู่กับการรักษาแผนปัจจุบันก็จะได้ประโยชน์จากฤทธิ์ของสมุนไพรชนิดนี้ในการช่วยคุมน้ำตาล และฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระที่จะปกป้องเซลล์ของอวัยวะต่างๆ จากภาวะตึงเครียดจากออกซิเดชัน (Oxidative stress) จากการเป็นเบาหวาน

ช้าพลู ดูแลธาตุน้ำ แก้เมื่อยขบ
…..ในทางการแพทย์แผนไทยช้าพลูเป็นสมุนไพรที่สำคัญทีเดียวเพราะเป็นส่วนประกอบ ๑ ใน ๕ ของตำรับยาเบญจกูลซึ่งประกอบด้วยผลดีปลี รากช้าพลู เถาสะค้าน รากเจตมูลเพลิงแดง ขิงแห้ง มีสรรพคุณบำรุงธาตุทั้ง ๔ ให้บริบูรณ์ รากช้าพลูเป็นสมุนไพรประจำธาตุน้ำ เถาสะค้านประจำธาตุลม ดีปลีประจำธาตุดิน เจตมูลเพลิงแดงประจำธาตุไฟ ขิงแห้งประจำอากาศธาตุ
…..ในตำรับนี้รากช้าพลูทำหน้าที่ระงับอาการเมื่อยขบ ตามตำนานที่เล่ากันว่า มีพระฤๅษี ๖ พระองค์ พระองค์หนึ่งชื่อฤๅษีบัพพะตัง บริโภคซึ่งผลดีปลี อาจระงับอชินโรคได้ องค์หนึ่ง ชื่อฤๅษีอุธา บริโภคซึ่งรากช้าพลู อาจระงับอาการเมื่อยขบได้ องค์หนึ่งชื่อฤๅษีบุพเทวา บริโภคซึ่งเถาสะค้าน อาจระงับเสมหะและวาตะได้ องค์หนึ่งชื่อฤๅษี บุพพรต บริโภคซึ่งเจตมูลเพลิงแดง อาจระงับโรคอันบังเกิดแต่ดีอันทำให้หนาวและเย็นได้ องค์หนึ่งชื่อฤๅษี มหิทธิกรรม บริโภคซึ่งขิงแห้งอาจระงับตรีโทษได้ และอีกองค์หนึ่งชื่อฤๅษีมุรทาธร เธอองค์นี้เป็น ผู้ประมวลสรรพยา ๕ สิ่งนี้เข้าเป็นพิกัดขนานนามว่า เบญจกูล
…..ตำรับเบญจกูลนี้มีชื่อตรงกับตำรับของอายุรเวทของอินเดีย แต่ของอินเดียไม่ได้ใช้รากช้าพลู เขาใช้รากดีปลี อาจเป็นเพราะที่นั่นไม่ได้มีรากช้าพลูมากมายอย่างบ้านเรา ซึ่งขอให้มีที่ชื้นๆ อย่างสวนผลไม้ ช้าพลูก็จะเลื้อยคลุมดินเต็มไปหมด นอกจากตำรับเบญจกูลแล้ว รากช้าพลูยังอยู่ในตำรับยาอีกมากมาย ทั้งยากษัย ยาธาตุ ยาซาง เป็นต้น
…..ตำรายาไทยกล่าวถึงช้าพลูว่า ทั้งต้น รสเผ็ดร้อน ขับเสมหะ แก้ท้องอืดเฟ้อ ช่วยเจริญอาหาร แก้ไอ แก้หวัด ใบ รสเผ็ดร้อน เป็นยาขับลม ช่วยเจริญอาหาร ทำให้เลือดลมซ่าน ขับเสมหะ แก้เบาหวาน ราก รสร้อน ขับเสมหะ บำรุงธาตุ ขับลมในลำไส้ ราก ผล และใบ ทำให้ร่างกายอบอุ่น แก้ท้องอืดเฟ้อ ขับลมในลำไส้ ช่วยย่อยอาหาร รักษาอาการปวดกระเพาะเนื่องจากความเย็นพร่องในธาตุ แก้ธาตุน้ำพิการ แก้ไอเย็น ขับเสมหะ แก้บวมน้ำ แก้ไข้จับสั่น แก้ปวดฟัน ปวดกระดูกเนื่องจากลมชื้นติดเกาะ แก้ฟกช้ำ ใช้ภายนอก รักษาขาเน่าขาเปื่อย
…..ช้าพลูเป็นสมุนไพรที่มีคุณสมบัติช่วยดูแลไต จากการที่ช่วยลดน้ำตาลในเลือด อุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์ต่างๆ ที่สำคัญคือ เซลล์ของหน่วยไตและผนังหลอดเลือด ในทางการแพทย์แผนไทยช้าพลูมีรสร้อนช่วยการไหลเวียนของเลือด ช่วยย่อย ทำให้ไม่มีของเสียคั่งค้าง
ตำรับยา
…..ยาปัสสาวะขัด ขัดเบา กะปริบกะปรอย(เนียม  เฮมกระโทก) : ใช้ ช้าพลูทั้งห้า คือเอาทั้งต้นตลอดถึงราก นำมาล้างน้ำให้สะอาด ย่างไฟให้เหลือง ต้มกินวันละ ๔ ครั้งๆ ละ ๑ แก้ว วิธีต้มใส่น้ำพอท่วมยา ต้มให้เดือดนาน ๑๐ – ๑๕ นาที
…..ยาโรคกษัยไตพิการ มีอาการเป็นหร่อย เดินไม่ได้ ปวดร้อนตามแข้งขา เจ็บฮ่อมแฮ่ม(ตาวิน  ตุ้มทอง) : ใช้รากพริกไทย รากดีปลี รากกะเพรา รากผักอีเลิศ (ช้าพลู) หัวตะไคร้แกง ต้มกิน วิธีกินก็กินแทนน้ำเลยยิ่งดี
…..ยาขับปัสสาวะ ขับลม แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ ลดอาการจุกเสียดแน่นท้อง ขับเสมหะ (พ่อหมออับดลหรอหมาน  ดาราโชติ) : นำทั้งต้นที่ได้ตากจนแห้งแล้วประมาณ ๑ กำมือต่อน้ำ ๑ ลิตร มาต้มให้เดือด แล้วนำมาดื่มอุ่นๆ ครั้งละ ๑ แก้วชา วันละ ๒ เวลา เช้า และเย็น หลังอาหาร
…..ยาช่วยลดความดันโลหิตสูง ลดเบาหวาน ขับปัสสาวะ ช่วยระบบขับถ่ายให้ทำงานดีขึ้น (พ่อหมออับดลหรอหมาน ดาราโชติ แม่หมอแมะหะโล๊ะ มะแซม และแม่หมองซารีเปาะ แวกาจิ: นำรากหรือทั้งต้นที่ได้ตากจนแห้งแล้วประมาณ ๑ กำมือต่อน้ำ ๑ ลิตร มาต้มให้เดือด แล้วนำมาดื่มอุ่นๆ ครั้งละ ๑/๒ – ๑ แก้วชา วันละ ๓ เวลา เช้า เที่ยง และเย็น หลังอาหาร
…..ยาแก้ปวดเอว ปวดหลัง ปวดเมื่อย เอ็นอักเสบเนื่องจากทำงานมากไป (แม่หมอมือลอ  มะแซ: ต้นช้าพลูทั้ง ๕ กับทั้งต้นของต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิงที่ได้ตากจนแห้งแล้ว สัดส่วนสมุนไพรอย่างละเท่าๆ กัน รวมกันให้ได้ประมาณ ๑ กำมือต่อน้ำ ๑ ลิตร มาต้มให้เดือด แล้วนำมาดื่มอุ่นๆ ครั้งละ ๑/๒ แก้วชา วันละ ๓ เวลา เช้า เที่ยง และเย็น หลังอาหาร
…..ยานิ่ว : ให้เอารากมะขามป้อม ว่านไฟ หมากกระจาย รากช้าพลู (อีเลิด) ทั้งรากใส่ในปริมาณเท่าๆ กัน เคี่ยวให้เหลือ ๑ บวย หลังจากนั้นใส่พริกและขิงรับประทาน
…..ยาช่วยคุมเบาหวาน (จากตำรายาชาวบ้านขนานแท้ของหลวงพ่อศุข วัดมะขามเฒ่า และกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์) : ท่านให้เอาต้นช้าพลูทั้งห้า (เอาทั้งต้นตลอดถึงราก) ๑ กำมือ พับเถาต้นช้าพลูเป็น ๓ ทบ ใช้ตอกไม้ไผ่มัดเป็น ๓ เปลาะ ใส่หม้อดินต้มกับน้ำ ๓ ขัน ต้มเคี่ยวให้เหลือน้ำ ๑ ขัน (กินครั้งละครึ่งแก้ว วันละ ๓ ครั้งก่อนอาหาร) ใช้น้ำยากิน มีสรรพคุณแก้โรคเบาหวาน
…..ยาลดเบาหวาน (แม่หมอตีเมาะ  รงโซะ) : นำทั้งต้นที่ได้ตากจนแห้งแล้วประมาณ ๑ กำมือต่อน้ำ ๑ ลิตร มาต้มให้เดือดโดยให้น้ำเหลือ ๑/๒ ส่วน แล้วนำมาดื่มอุ่นๆ เป็นชาต่างน้ำ
…..ยาแก้อ่อนเพลียเบื่ออาหาร เกียจคร้านไม่อยากทำอะไร (ตำรับบุญช่วย  แสนสุข) : ใช้ ช้าพลูทั้งห้าสับตากแดดให้แห้ง นำมาต้มกิน เช้า-เย็นทุกวัน ทำให้กินอาหารได้ มีกำลังดีขึ้นวิธีต้มใส่น้ำพอท่วมยา ต้มให้เดือดนาน ๑๐ – ๑๕ นาที กินครั้งละ ๑ แก้ว
…..ยาแก้กลากเกลื้อน ลดอาการคันตามร่างกายเนื่องจากโดนขี้หนอน (แม่หมอมือลอ  มะแซ) : นำใบขนาดพอประมาณ มาตำให้ละเอียด แล้วนำมาทาถูหรือพอกแผลบริเวณที่มีอาการบ่อยๆ จนกว่าอาการจะดีขึ้น
…..ยาแก้ไข้หวัด แก้ไอ ขับเสมหะ ลดอาการปวดเอว (แม่หมอตีเมาะ  รงโซะ และ แม่หมอซีตีเมาะห์  ดอระ) : นำใบที่ได้ทำการตากจนแห้งแล้ว ประมาณ ๑ กำมือต่อน้ำ ๑ ลิตร มาต้มให้เดือด แล้วนำมาดื่มอุ่นๆ ครั้งละ ๑/๒ แก้วชา วันละ ๓ เวลา เช้า เที่ยง และเย็น หลังอาหาร

ข้อควรระวัง :
…..ใบช้าพลูสดมีผลึกแคลเซียมออกซาเลตสูง ซึ่งอาจถูกดูดซึมไปตกตะกอนเกิดเป็นนิ่วในปัสสาวะจึงไม่ควรรับประทานมากเกินไป และควรรับประทานอาหารจำพวกโปรตีนร่วมด้วย แต่การกินชาช้าพลูหรือยาต้มไม่ได้มีผลึกแคลเซียมออกซาเลตแต่อย่างใด เพราะเป็นสารที่ไม่ละลายน้ำ นอกจากนี้ปัญหาการมีแคลเซียมออกซาเลตในร่างกายมาก อาจเป็นผลมาจากการขาดวิตามินบี ๑ หรือ บี ๖ ซึ่งมีอยู่ในข้าวกล้อง การขาดวิตามินดังกล่าวทำให้เมตาบอลิซึมในร่างกายไม่ปกติ เกิดการสร้างแคลเซียมออกซาเลตมากกว่าปกติ

ปิดการแสดงความเห็น