ข้าวโพด ประโยชน์ที่เหลือเชื่อ

ข้าวโพด ประโยชน์ที่เหลือเชื่อ………..โดยพี่ต้อม’


ชื่อวิทยาศาสตร์ : Zea mays L.
ชื่อวงศ์ : POACEAE
ชื่ออื่ : ข้าวแข่ ขือเคส่ะ ข้าวสาลี สาลี โพด จาฆง
ลักษณะทั่วไป : พืชใบเลี้ยงเดี่ยว ลำต้นเป็นปล้องสีเขียว สูงประมาณ ๑๕๐ – ๒๒๐ เซนติเมตร ใบมีสีเขียวเรียวคล้ายใบหญ้า ประกอบด้วยกาบใบ แผ่นใบ หูใบ มีดอกตัวผู้ และดอกตัวเมีย อยู่บนต้นเดียวกัน แต่คนละตำแหน่ง ช่อดอกตัวผู้อยู่ส่วนยอดของลำต้น ช่อดอกตัวเมียจะอยู่ต่ำถัดลงมาออกระหว่างกาบของใบและลำต้น ยอดเกสรตัวเมียจะเป็นเส้นบางๆ คล้ายกับเส้นไหมยาวและยื่นพ้นออกมาจำนวนมาก ผลเป็นทรงกระบอก หุ้มด้วยกาบหลายชั้น ฝักอ่อนจะมีสีเขียว เมื่อแก่จะเปลี่ยนเป็นสีนวล ภายในฝักมีเม็ดเกาะกันเป็นแถว มีสีต่างกัน
การขยายพันธุ์ : เพาะเมล็ด
ข้าวโพด ยาเด่นทางปัสสาวะ
…..ข้าวโพดไม่ใช่พืชพื้นถิ่นของบ้านเรา แต่มีถิ่นกำเนิดอยู่ในทวีปอเมริกา และเป็นอาหารหลักชนิดหนึ่งในอเมริกากลาง ส่วนในประเทศไทยนั้นมีหลักฐานว่าในสมัยอยุธยามีการปลูกข้าวโพดกินเป็นของหวานหรือของว่างไม่ได้กินอาหารหลักเหมือนข้าว การปลูกเป็นพืชเศรษฐกิจเพิ่งมาเริ่มทำกันเป็นล่ำเป็นสันในสมัยหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 นี้เอง ดังนั้นสรรพคุณในตำรายาไทยจึงไม่ได้มีบอกไว้
…..ส่วนสรรพคุณในยาจีน คือ เมล็ด รสชุ่ม สุขุม ไม่มีพิษ บำรุงกระเพาะอาหาร ฝาดสมาน บำรุงหัวใจ ปอด ทำให้เจริญอาหาร ต้มน้ำกินขับปัสสาวะ ซัง รสชุ่ม สุขุม ไม่มีพิษ บำรุงม้าม ขับปัสสาวะ แก้บวมน้ำ แก้บิดและท้องร่วง ยอดเกสรตัวเมีย (ไหมข้าวโพด) รสชุ่ม สุขุม ขับปัสสาวะ ขับร้อน บำรุงตับ ขับน้ำดี แก้ไตอักเสบบวมน้ำ ตับอักเสบเป็นดีซ่าน ความดันเลือดสูง ถุงน้ำดีอักเสบ นิ่วในถุงน้ำดี เบาหวาน อาเจียนเป็นเลือด โพรงจมูกอักเสบ เลือดกำเดาออกง่าย ฝีหลายหัวที่เต้านม ต้นและใบ แก้นิ่ว ใช้สดหรือแห้ง ราก ขับปัสสาวะ แก้นิ่ว และอาเจียนเป็นเลือด
…..ข้าวโพดมีประโยชน์ทางยาที่เด่นในการรักษาโรคต่างๆ ที่เกี่ยวกับทางเดินปัสสาวะ เช่น ไตอักเสบ ไตอักเสบเรื้อรัง กระเพาะปัสสาวะอักเสบ นิ่ว โรคติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ ข้าวโพดยังช่วยระงับหรือบรรเทาอาการปวดเวลาเบา ทำให้เบาได้ลื่นขึ้นคล่องขึ้น และยังมีสรรพคุณบำรุงรักษาไตอีกด้วย แต่สรรพคุณที่เด่นที่สุดของข้าวโพด คือ ขับปัสสาวะ นิยมใช้ขับปัสสาวะในคนที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน คนไข้ที่ตัวบวมน้ำเนื่องจากไตหรือหัวใจอ่อนแอ
…..ทุกส่วนของข้าวโพดใช้เป็นยาได้ แต่ที่ดีที่สุดคือ ไหมข้าวโพด บางทีก็เรียกว่า หนวดข้าวโพด หรือฝอยข้าวโพด ซึ่งก็คือ เกสรตัวเมียของข้าวโพด คนยุโรปและอเมริกานิยมใช้ส่วนนี้มากที่สุด และมีการค้นคว้าจนพบว่าไหมข้าวโพดช่วงที่ดีที่สุดคือ ตอนที่ไหมข้าวโพดยาวพ้นฝักออกมามากที่สุด ดูหนาแน่นเป็นพู่ห้อยลงมา เส้นไหมมีสีเขียวยังไม่เปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล ซึ่งเป็นช่วงที่ข้าวโพดยังเป็นฝักอ่อนอยู่ ไหมข้าวโพดในช่วงนี้จะอ่อนนุ่มเป็นเงาเหมือนเส้นไหมส่วน ในขณะที่ตำราจีนบอกว่า หนวดข้าวโพดที่ได้จากฝักข้าวโพดแก่ก็ใช้ได้ เมื่อเก็บแล้วรีบผึ่งแดดให้แห้ง เก็บไว้ในภาชนะที่ปิดมิดชิด
…..มีการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับประโยชน์ของไหมข้าวโพดมากมาย โดยพบว่า มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระสูงจากสารโพลีฟีนอล แทนนิน โปรแอนโทไซยานิน และซาโปนิน มีการศึกษาในสัตว์ทดลองพบว่า ไหมข้าวโพดช่วยปกป้องตับไม่ให้เกิดความเสียหายจากรังสีแกมมา และลดภาวะเครียดจากอนุมูลอิสระ (Oxidative stress) จากการออกกำลังอย่างหนัก การศึกษาฤทธิ์ขับปัสสาวะของไหมข้าวโพดในหนูทดลอง พบว่ามีฤทธิ์ขับเกลือโซเดียมและโพแทสเซียมด้วย
…..ไหมข้าวโพดยังมีผลลดระดับน้ำตาลในเลือดในหนูทดลองที่เหนี่ยวนำให้เป็นเบาหวาน ช่วยฟื้นฟูเบต้าเซลล์ของตับอ่อนที่ถูกทำลาย เพิ่มการหลั่งอินซูลิน และยังมีฤทธิ์ต้านการอ่อนเพลีย เพิ่มความทนทานของร่างกายในการออกกำลัง สารฟลาโวนอยด์ในไหมข้าวโพดมีฤทธิ์ลดไขมันในเลือด ทั้งไขมันตัวร้ายแอลดีแอล คอเลสเตอรอล ไขมันไตรกลีเซอไรด์ในหนูที่ถูกเลี้ยงด้วยอาหารไขมันสูง สารสกัดจากไหมข้าวโพดมีฤทธิ์ลดอักเสบและต้านซึมเศร้าในหนูทดลอง และมีการศึกษาในหลอดทดลองพบว่าไหมข้าวโพดมีฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์โคลีนเอสเทอเรส ซึ่งอาจมีบทบาทสำคัญในการปกป้องระบบประสาทในผู้ป่วยอัลไซเมอร์
…..ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับไตนั้น มีการศึกษาพบว่า หนูทดลองที่ถูกเหนี่ยวนำให้ไตวายด้วยยา Gentamicin และ Piroxicam เมื่อได้รับสารสกัดเอทานอลจากไหมข้าวโพด ๗๕ มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม หรือได้รับไหมข้าวโพดร่วมกับผักปั๋ง (Anredera cordifolia (Ten.) Steenis) เป็นเวลา ๔ สัปดาห์ มีผลช่วยให้การทำงานของไตดีขึ้น ลดค่าครีเอทินีน โดยพบว่ากลไกนี้น่าจะมาจากการที่สมุนไพรทั้งสองมีผลลดภาวะเครียดจากอนุมูลอิสระ (Oxidative stress) ป้องกันการเกิด Lipid peroxidation ซึ่งเป็นการก่ออนุมูลอิสระจากการเสื่อมสลายของไขมัน ช่วยเพิ่มเอนไซม์ที่มีผลต่อการต้านอนุมูลอิสระ (Catalase ,SOD) ทำให้ช่วยฟื้นฟูไตที่ถูกทำลายได้ นอกจากนี้ในหนูทดลองที่เป็นเบาหวานและไตวาย ยังพบว่าสารสกัดโพลีแซคคาไรด์จากไหมข้าวโพด (Corn Silk Polysaccharide D3) มีผลช่วยปกป้องไต จากการที่มีผลในการลด Transforming growth factor-beta (TGF-β) ซึ่งเป็นตัวการที่ทำให้เกิดโรคไตเรื้อรัง พังผืดที่ท่อไต และโกลเมอรูลัสแข็ง
…..นอกจากนี้ยังมีการศึกษาการใช้ไหมข้าวโพดในผู้ป่วยนิ่วในไตขนาด ๖ – ๘ มิลลิเมตร จำนวน ๖๐ ราย อายุระหว่าง ๒๐ – ๖๐ ปี เปรียบเทียบการได้รับยาสลายนิ่ว (Uralyt-U) ๑ ถ้วยชา วันละ ๓ ครั้ง กับกลุ่มที่ได้รับชาไหมข้าวโพด วันละ ๒ ถ้วยชา พบว่าชาไหมข้าวโพดช่วยเพิ่มการขับปัสสาวะและขับนิ่ว แต่ไม่มีฤทธิ์สลายนิ่วเหมือนยา Uralyt-U โดยชาไหมข้าวโพดช่วยกระตุ้นการบีบตัวของกล้ามเนื้อเรียบผ่านการขับปัสสาวะและขับนิ่ว ขณะที่ยา Uralyt-U มีคุณสมบัติขับนิ่วจากการที่ทำให้ปัสสาวะให้เป็นด่าง (Urinary alkalinization)
…..ในคนปกติสามารถดื่มชาไหมข้าวโพดได้อย่างปลอดภัยหรือใช้ขับปัสสาวะตามการใช้แบบพื้นบ้านคือ รักษากระเพาะปัสสาวะอักเสบ ปัสสาวะรดที่นอน ต่อมลูกหมากอักเสบ ติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ นิ่วในไต ทางเดินปัสสาวะอักเสบเฉียบพลันหรือเรื้อรัง
…..สำหรับในผู้ป่วยที่มีการทำงานของไตบกพร่อง ควรดื่มแต่น้อย ไม่ควรดื่มต่างน้ำ เพราะอาจเสริมฤทธิ์ยาขับปัสสาวะจากที่แพทย์ให้มา ไหมข้าวโพดยังไม่มีงานวิจัยในผู้ป่วยไตว่าสามารถทำให้การทำงานของไตกลับมาดีขึ้น มีเพียงการศึกษาในหนูทดลอง ดังนั้นการใช้ไหมข้าวโพดในผู้ป่วยไต อาจหวังผลในแง่อื่นๆ เช่น บรรเทาอาการอ่อนเพลีย ซึ่งพบได้บ่อยในผู้ป่วยไต ช่วยควบคุมระดับน้ำตาล ความดัน และไขมันในเลือด ต้านอนุมูลอิสระ และลดการอักเสบในร่างกาย
ตำรับยา
…..ยาขับปัสสาวะ บำรุงร่างกาย : ไหมข้าวโพดแห้ง ๔-๘ กรัม วันละ ๓ ครั้ง หรือใช้ซองชาบรรจุไหมข้าวโพดแห้ง ๐.๕ กรัม ชงในน้ำเดือด ๑๕๐ มิลลิลิตร นาน ๕ – ๑๐ นาที จิบดื่มได้วันละหลายๆ ครั้ง
…..ยาเบาหวาน ลดความดันโลหิตสูง (แม่หมอตีเมาะ รงโซะ) : นำไหมข้าวโพดที่ได้ทำการตากจนแห้งแล้ว ประมาณ ๑ หยิบมือต่อน้ำร้อนจัด ๑ แก้วชา รอให้อุ่น แล้วนำมาดื่ม วันละ ๒ – ๓ เวลา ก่อนอาหาร

Exif_JPEG_PICTURE

…..ยาเบาหวาน ลดความดันโลหิตสูง (แม่หมอแมะหะโล๊ะ มะแซ แม่หมอเยาะ มะแซ พ่อหมออับดลหรอหมาน ดาราโชติ) : นำไหมข้าวโพด (ได้ทั้งแบบสดและแบบแห้ง) สัดส่วน ๑ กำมือต่อน้ำ ๑ ลิตร มาต้มให้เดือด โดยให้น้ำเหลือ ๑/๓ ส่วน แล้วนำมาดื่มอุ่นๆ ครั้งละ ๑/๒ – ๑ แก้วชา วันละ ๓ เวลา ก่อนอาหารหรือนำซังข้าวโพดที่ได้ทำการตัดเป็นชิ้นๆ และตากจนแห้งแล้ว ประมาณ ๑ กำมือต่อน้ำ ๑ ลิตร มาต้มให้เดือด แล้วนำมาดื่มอุ่นๆ ครั้งละ ๑/๒ – ๑ แก้วชา วันละ ๓ เวลา ก่อนอาหาร
…..ยาช่วยขับปัสสาวะ แก้ร้อนในกระหายน้ำ ช่วยลดอาการบวมเนื่องจากโรคไต (แม่หมอซีตีเมาะห์ ดอระ): นำไหมข้าวโพด (ได้ทั้งแบบสดและแบบแห้ง)ประมาณ ๑ กำมือต่อน้ำ ๑ ลิตรมาต้มให้เดือด แล้วนำมาดื่มอุ่นๆ ครั้งละ ๑ แก้วชา วันละ ๒ – ๓ เวลา ก่อนอาหาร หรือเมื่อมีอาการ
ยาขับนิ่วในไต ขับปัสสาวะ (พ่อหมอฮามะ ดือราฮิง): นำข้าวโพด ๔ ฝัก พร้อมด้วยไหมข้าวโพดประมาณ ๑ กำมือ และใบหินฟ้าแลบสด (Strobilanthes crispa Blume) จำนวน ๘ ใบ ต่อน้ำ ๑ ลิตร นำสมุนไพรทั้งหมดมาต้มเดือด ให้เหลือน้ำ ๑/๒ ส่วน นำมากรองแล้วดื่มอุ่นๆ ครั้งละ ๑/๒ แก้วชา วันละ ๓ เวลา ก่อนอาหาร เมื่อมีก้อนนิ่วลักษณะคล้ายหินกรวดหรือมีฟองออกมา ให้หยุดดื่มสมุนไพรตำรับนี้ แล้วเปลี่ยนมาดื่มน้ำสมุนไพรจากใบของต้นหญ้าหนวดแมวกับใบของต้นลูกใต้ใบที่ตากจนแห้งแล้ว สัดส่วนของสมุนไพรรวมกันประมาณ ๑ กำมือต่อน้ำ ๑ ลิตร ต้มให้เดือด แล้วนำมาดื่มอุ่นๆ ครั้งละ ๑/๒ แก้วชา วันละ ๓ เวลา ก่อนอาหาร จนกว่าอาการจะดีขึ้น
ข้อควรระวัง
– การใช้อย่างต่อเนื่องควรมีความระมัดระวัง เพราะอาจมีผลทำให้โพแทสเซียมในเลือดต่ำ อันเนื่องมาจากฤทธิ์ขับปัสสาวะ
– การใช้ไหมข้าวโพดในหญิงตั้งครรภ์ถูกจัดให้อยู่ในระดับที่ “น่าจะปลอดภัย” (Possibly Safe) กล่าวคือมีงานวิจัยที่ยืนยันว่า มีความปลอดภัยหากใช้อย่างเหมาะสม แต่งานวิจัยยังมีจำกัดในด้านปริมาณและคุณภาพ อย่างไรก็ตามไม่ควรใช้ในขนาดสูง เพราะมีฤทธิ์กระตุ้นการบีบตัวของมดลูก ส่วนในหญิงให้นมบุตรยังไม่มีข้อมูลการใช้
– ระวังการใช้ไหมข้าวโพดร่วมกับยาลดระดับน้ำตาลในเลือด ยาลดความดันโลหิต ยาขับปัสสาวะ เพราะอาจเสริมฤทธิ์ยาเหล่านั้น
– ไหมข้าวโพดมีวิตามินเคที่อาจต้านฤทธิ์ยาละลายลิ่มเลือดวาร์ฟาริน (Warfarin) หากจะรับประทานไหมข้าวโพด ควรดื่มในปริมาณที่เท่าๆ กัน ในแต่ละวัน เพื่อให้แพทย์ปรับการใช้ยาวาร์ฟารินได้อย่างถูกต้อง
น่ารู้
…..ใน “สมุนไพร ๙๑ ชนิด พิชิตโรค ชุดตำรายาล้ำค่าของหมอโฮจุน” หนังสือแปลจากภาษาเกาหลีที่นำเสนอตำรายาของหมอหลวงในราชสำนักโชซอน ที่ยูเนสโกได้คัดเลือกให้เป็นมรดกความทรงจำแห่งโลก ในรูปแบบการ์ตูนสาระความรู้ มีตำรับยาไหมข้าวโพดที่น่าสนใจ ใช้แก้อาการบวมได้ วิธีการคือ นำไหมข้าวโพด ๕๐ กรัม กับเมล็ดเทียนเกล็ดหอย ๑๕ กรัม มาต้มน้ำ แบ่งดื่มวันละ ๓ ครั้ง จะเกิดผลดีต่อร่างกาย
…..ปัจจุบันคนเกาหลียังนิยมดื่มเครื่องดื่มจากไหมข้าวโพด โดยใช้ลดอาการบวม บางคนนิยมใช้ดื่มหลังคลอดบุตร ใช้ในโรคตับอักเสบ ความดันสูง เบาหวาน ลดไขมัน และยังเชื่อว่าการดื่มชาไหมข้าวโพดจะช่วยเผาผลาญไขมัน ลดพุง ลดความอ้วน ทำให้หุ่นดี ผิวพรรณดี
…..ไม่เพียงแต่ในเอเชียเท่านั้นที่นิยมใช้ไหมข้าวโพดเป็นยาขับปัสสาวะ ในอเมริกาเองก็จัดว่าไหมข้าวโพดเป็นยาพื้นบ้านของเขาที่ใช้เป็นยาขับปัสสาวะอ่อนๆ รักษาความผิดปกติของระบบทางเดินปัสสาวะ และในอเมริกายังจัดให้ไหมข้าวโพดอยู่ในสถานะที่มีความปลอดภัย (Generally Recognized as Safe – GRAS) เมื่อใช้ในขนาดที่เป็นอาหาร

ปิดการแสดงความเห็น