โกฐน้ำเต้า ยาไตสัญชาติจีน

โกฐน้ำเต้า ยาไตสัญชาติจีน ………..โดย ‘พี่ต้อม’

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Rheum palmatum L.
ชื่อวงศ์ : POLYGONACEAE
ชื่อื่น : โกฐน้ำเต้า ตั้วอึ้ง ต้าหวาง เยี่ยต้าหวาง จี๋จ่าวต้าหวาง Turkish rhubarb
ลักษณะทั่วไป : ไม้ล้มลุกขนาดใหญ่ สูง ๑๕-๒ เมตร เหง้าและรากอ้วนสั้น ลำต้นกลวง เป็นร่องตามยาว ใบขนาดใหญ่คล้ายองุ่น เรียงสลับ ขอบจักเว้าลึก ดอกช่อแบบแยกแขนง ขนาดใหญ่ มีขนสั้นนุ่มหนาแน่น ดอกย่อยขนาดเล็ก สีแดงแกมม่วง พบน้อยมากที่เป็นสีขาวแกมเหลือง ผลสดรูปทรงรีแกมขอบขนาน มีปีกขนาดเล็ก เมล็ดทรงรูปไข่กว้าง สีน้ำตาลเข้ม
การขยายพันธุ์ : เพาะเมล็ด

โกฐน้ำเต้า ยาระบายเก่าแก่ ยาไตยุคใหม่
…..โกฐน้ำเต้าถูกใช้เป็นยาในการแพทย์แผนจีนมานานกว่า ๒,๐๐๐ ปี มีการใช้รักษาโรคในระบบทางเดินอาหาร รวมทั้งโรคไตด้วย โกฐน้ำเต้าอยู่ในตำรับยาไทยหลายตำรับด้วยกัน ใช้เป็นตัวยาในกลุ่มยาถ่ายหรือยาระบาย อยู่ใน “พิกัดโกฐพิเศษ” ซึ่งประกอบด้วยโกฐ ๓ ชนิด ได้แก่ โกฐน้ำเต้า โกฐกะกลิ้ง และโกฐกักกรา อยู่ในตำรับยาหอมอินทจักร ยาธรณีสันฑะฆาต ยาผสมเพชรสังฆาต ยากษัยเส้น ซึ่งอยู่ในบัญชียาหลักแห่งชาติ
…..ส่วนของโกฐน้ำเต้าที่นำมาใช้ คือ รากหรือเหง้า รสฝาดมันสุขุม (ปอกเปลือกออกนำไปนึ่งแล้วตากแห้ง) บำรุงธาตุ แก้ธาตุพิการ ขับน้ำดี แก้อาหารไม่ย่อย แก้ท้องเสีย ขับลมในลำไส้ ขับลมลงสู่คูถทวาร ทำให้ปัสสาวะและอุจจาระเดินสะดวก เป็นยาระบายที่ดี รู้ถ่ายรู้ปิดเอง เพราะมีฤทธิ์ฝาดสมานด้วย และไม่ระคายเคืองลำไส้ แก้เจ็บตา แก้ริดสีดวงทวาร ถือว่าโกฐน้ำเต้าเป็นสมุนไพรที่มีการใช้อย่างขวางมากที่สุดตัวหนึ่ง แม้แต่เภสัชกรแผนปัจจุบันก็ยังรู้จักใช้โกฐน้ำเต้าในรูปแบบของ Rhubarb Tincture เป็นส่วนประกอบของยาธาตุน้ำแดง
…..มีการศึกษาฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาในห้องทดลองพบว่า โกฐน้ำเต้ามีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ลดความดันโลหิต ต้านเชื้อรา ลดโคเลสเตอรอลในเลือด ลดอักเสบ ต้านความอ้วน ต้านการชัก ต้านพิษต่อตับและไต ต้านไวรัส ลดยูเรียในเลือด มีสารเหมือนอินซูลิน ขับน้ำดี มีฤทธิ์เหมือนฮอร์โมนเอสโตรเจน ต้านพิษเฉียบพลันของสารกำจัดศัตรูพืชกลุ่มออร์กาโนฟอสเฟต ขยายหลอดเลือด ทำให้แท้ง
…..โกฐน้ำเต้าเป็นยาระบายที่มีสรรพคุณรู้ปิดรู้เปิด เนื่องมาจากมีสาร Sennosides และ Rheirpsides ซึ่งเป็นสารพวกแอนทราควิโนน สารในกลุ่มนี้ออกฤทธิ์ในการกระตุ้นการบีบตัวของลำไส้และทำให้น้ำในลำไส้ใหญ่มีปริมาณเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากของเหลวถูกดูดซึมเข้าสู่เยื่อเมือกของลำไส้ใหญ่ โดยจะใช้เวลาในการออกฤทธิ์ประมาณ ๖-๘ ชั่วโมง โกฐน้ำเต้ายังมีสารแทนนิน (Tannin) ซึ่งมีฤทธิ์ฝาดสมาน ใช้ห้ามเลือดได้ทั้งภายนอกและภายใน รักษาแผลในกระเพาะอาหาร และเหมาะสำหรับสตรีที่ประจำเดือนมาไม่เป็นปกติอีกด้วย

ชะลอไตเสื่อม เพิ่มคุณภาพชีวิตผู้ป่วยไตวาย
…..มีข้อมูลการศึกษาวิจัยประโยชน์ของโกฐน้ำเต้าต่อไตซึ่งพบว่า มีฤทธิ์ขับปัสสาวะ ฤทธิ์ปกป้องและฟื้นฟูไต ทำให้ค่า GFR ดีขึ้น ลดการสะสมของเสียในร่างกาย จึงน่าเชื่อว่า สมุนไพรชนิดนี้มีประโยชน์ต่อผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังไม่มากก็น้อย และมีความปลอดภัยระดับหนึ่งหากใช้อย่างเหมาะสม
…..ในประเทศจีนมีการศึกษาวิจัยในผู้ป่วยไตวาย ๕๖ ราย โดยใช้ตำรับยาที่มีส่วนผสมของโกฐน้ำเต้า ผลการศึกษาพบว่า ตำรับดังกล่าวช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยไตวาย โดยบรรเทาอาการเหนื่อยล้า อ่อนเพลีย กลัวความเย็น เสื่อมสมรรถภาพทางเพศ ความซึมเศร้าทางจิตใจ และมีผลในการลดค่า BUN และลดค่า ครีเอทินีน (Creatinine) ทำให้ภาวะเลือดจางดีขึ้น ในขณะที่กลุ่มที่ได้รับยาแผนปัจจุบันมีผลลดค่า BUN และค่าครีเอทินีน เช่นกัน แต่ไม่มีผลบรรเทาอาการต่างๆ ซึ่งทำให้คุณภาพชีวิตผู้ป่วยดีขึ้น
…..ในการศึกษาอีกชิ้นหนึ่งที่ติดตามผู้ป่วยไตวาย ๓๘ ราย พบว่า โกฐน้ำเต้าช่วยชะลอการฟอกไต โดยมีผลลดค่า BUN ชะลอการเพิ่มขึ้นของค่าครีเอทินีน ส่วนงานวิจัยอีกชิ้นพบว่า โกฐน้ำเต้าช่วยลดอาการเป็นพิษในเลือด (Uremia) ในผู้ป่วยฟอกไตได้ดีกว่ากลุ่มที่ไม่ได้รับโกฐน้ำเต้า นอกจากนี้การให้โกฐน้ำเต้าเดี่ยวๆ หรือให้ร่วมกับยา Captopril และร่วมกับการจำกัดโปรตีนและฟอสฟอรัสเป็นเวลา ๖-๒๒ เดือน มีผลชะลอการเสื่อมของไตได้ และช่วยลดอาการคลื่นไส้เบื่ออาหารจากภาวะเป็นพิษในเลือด
โกฐน้ำเต้า ใช้เรื่องไต ต้องเคี่ยวไฟนานๆ
…..การที่โกฐน้ำเต้าสามารถช่วยชะลอการเสื่อมของไตได้ อาจจะเนื่องมาจากมีสารแอนทราควิโนนไกลโคไซด์ (Anthraquinone glycoside) ซึ่งเป็นสารตัวเดียวกับที่มีฤทธิ์ทำให้ถ่ายท้องเมื่อใช้ในปริมาณที่สูง แต่สามารถช่วยไตได้หากใช้ในปริมาณที่ต่ำลง ดังนั้นการใช้ในผู้ป่วยโรคไตจะต้องฆ่าฤทธิ์ของสารแอนทราควิโนนก่อน เพื่อไม่ให้ถ่ายท้องและมีผลเสียต่อไต การใช้เป็นยานิยมให้ต้มเคี่ยวอย่างน้อย 1 ชั่วโมง หรือเอาไปนึ่งกับเหล้าจะช่วยทำให้ฤทธิ์เป็นยาถ่ายน้อยลง
…..ขนาดการใช้โดยทั่วไปของโกฐน้ำเต้าคือ ครั้งละ ๓๐๐ – ๓,๐๐๐ มิลลิกรัม วันละ ๓ ครั้ง ควรต้มโกฐน้ำเต้าเป็นเวลาอย่างน้อย ๑ ชั่วโมง เพื่อลดฤทธิ์ถ่ายท้อง ถ้าขนาดที่ใช้อยู่ทำให้ผู้ป่วยถ่ายเหลว ควรลดขนาดลง หรือปรุงโกฐน้ำเต้าให้สุกในเวลาที่นานขึ้น หากเป็นโกฐน้ำเต้าในรูปของทิงค์เจอร์ ขนาดที่ใช้คือครั้งละ ๒-๓ มิลลิลิตร วันละ ๓ ครั้ง หรือในขนาดที่ไม่ทำให้ถ่ายท้อง การใช้ในขนาดดังกล่าวไม่ค่อยพบอาการไม่พึงประสงค์ ยกเว้นอาการท้องผูกเล็กน้อย แต่พบน้อยมาก
…..โกฐน้ำเต้าจัดเป็นสมุนไพรที่ค่อนข้างปลอดภัยถ้าใช้อย่างถูกต้อง ในการนำมาใช้เป็นยามีรายงานว่า การรับประทานต่อเนื่องเป็นเวลา ๓ เดือน มีความปลอดภัย

ตำรับยา
…..ไตวายเรื้อรัง : ใช้รากโกฐน้ำเต้า ๓๐๐-๓,๐๐๐ มิลลิกรัม วันละ ๓ ครั้ง (ไม่ระบุระยะเวลาที่ใช้ แต่เป็นขนาดที่มีการเผยแพร่มากที่สุด)
…..แก้ปวดประจำเดือน : ผงจากรากโกฐน้ำเต้า วันละ ๒,๕๒๐ มิลลิกรัม ให้รับประทาน ๒ วัน ก่อนมีประจำเดือน และรับประทานต่อเนื่อง ๕ วัน ๓ รอบเดือน
…..แก้ท้องเสีย : ผงราก : ๑/๔ – ๑/๒ ช้อนชา หรือประมาณ ๑ กรัม ต้มกับน้ำ ๑ ถ้วย เป็นเวลา ๑๐ นาที รับประทาน ๑ ช้อนโต๊ะ หรือ ๑๕ ซีซี เวลามีอาการ สามารถรับประทานได้จนถึงวันละ ๑ ถ้วยชา ถ้าเป็นรูปแบบทิงเจอร์ ให้รับประทานวันละ ๑/๔ ช้อนชา
…..แก้ท้องผูก : ผงราก ๑ ช้อนชา หรือประมาณ ๕ – ๖ กรัม ต้มกับน้ำ ๑ ถ้วย เป็นเวลา ๑๐ นาที (ควรใช้เฉพาะเวลามีอาการ หากใช้ติดต่อกันไม่ควรเกิน ๘ – ๑๐ วัน)
…..อ้ : สารสกัดจากโกฐน้ำเต้า ๑.๒๕ กรัม เทียบเท่าสารสกัดหยาบ ๕ กรัม รับประทานวันละ ๒ – ๓ ครั้ง เป็นเวลา ๓ เดือน ถ้าในเด็กอายุ ๙ – ๑๓ ปี ใช้ขนาดเดียวกัน แต่รับประทานวันละครั้งก่อนนอน เป็นเวลา ๗ วัน

ข้อควรระวัง
– ถึงแม้จะมีข้อมูลว่าโกฐน้ำเต้าช่วยรักษาโรคไตได้ แต่ไม่มีเครื่องยืนยันว่าสามารถรักษาให้หายขาด จนถึงขณะนี้ยังไม่มียาแผนปัจจุบันหรือยาสมุนไพรที่รักษาโรคไตให้หายได้ นอกจากนี้การใช้โกฐน้ำเต้าของผู้ป่วยโรคไตจะต้องใช้ความระมัดระวัง เพราะในโกฐน้ำเต้าเองมีสารหลายชนิดที่หากใช้ไม่ถูกต้อง ก็อาจส่งผลเสียต่อไต
– ใบโกฐน้ำเต้ามีกรดออกซาลิกในปริมาณสูง ในรากก็พบเช่นกัน การรับประทานติดต่อกันเป็นระยะเวลานานหรือในปริมาณสูง อาจทำให้เกิดนิ่วในไต ผู้ป่วยที่มีนิ่วในไตจึงควรหลีกเลี่ยงการใช้โกฐน้ำเต้า
– โกฐน้ำเต้ามีสารแอนทราควิโนนซึ่งมีฤทธิ์ระบาย หากรับประทานติดต่อกันเป็นระยะเวลานานหรือในปริมาณสูง อาจทำให้เกิดไตวาย ต้องต้มเคี่ยวให้หมดฤทธิ์ระบายก่อน
– มีกรณีผู้ป่วยรายหนึ่งที่รับประทานยาที่มีส่วนประกอบของโกฐน้ำเต้าเป็นเวลา ๖ สัปดาห์ ก่อนที่จะ ใช้ยา Diclofenac ซึ่งเป็นยาในกลุ่ม NSAIDs ร่วมด้วย หลังจากนั้น ๒ วันก็ปรากฏอาการไตวาย ภาวะไตวายดังกล่าวอาจเป็นผลมาจากสารแอนทราควิโนนในโกฐน้ำเต้ามีปฏิกิริยากับยาในกลุ่ม NSAIDs จึงควรหลีกเลี่ยงการใช้โกฐน้ำเต้าร่วมกับยาที่อาจมีผลต่อไต เช่น Cyclosporine, Amikacin, Gentamicin และยาแก้อักเสบกลุ่ม NSAIDs
– โกฐน้ำเต้าอาจทำให้ปัสสาวะเปลี่ยนสีเป็นชมพูหรือแดง โดยเฉพาะการรับประทานในปริมาณมาก
– มีรายงานว่าโกฐน้ำเต้าทำให้เกิดการแพ้ ทั้งผื่นแพ้ ภูมิแพ้เฉียบพลันรุนแรง (anaphylaxis)

อันตรกิริยาระหว่างยากับโกฐน้ำเต้า
– ระวังการใช้โกฐน้ำเต้าร่วมกับยาระบาย ยาที่มีผลต่อตับและไต ยาที่ถูกเปลี่ยนแปลงผ่าน CYP3A4
และยาที่ขนส่งผ่าน P-Glycoprotein
– โกฐน้ำเต้ามีผลลดการเคลื่อนที่ของลำไส้ จึงอาจมีผลชะลอการดูดซึมยาที่รับประทาน แนะนำให้รับประทานโกฐน้ำเต้าห่างจากยาโรคประจำตัวอย่างน้อย ๒ ชั่วโมง
– โกฐน้ำเต้ามีกรดออกซาลิก ซึ่งจะไปจับกับแร่ธาตุบางชนิด และรบกวนการดูดซึม แนะนำให้รับประทานโกฐน้ำเต้าห่างจากแคลเซียม ธาตุเหล็ก สังกะสี อย่างน้อย ๒ ชั่วโมง
– หลีกเลี่ยงการใช้ร่วมกับยาละลายลิ่มเลือดวาร์ฟาริน (Warfarin) เพราะฤทธิ์ระบายของโกฐน้ำเต้า อาจทำให้เกิดภาวะท้องเสีย ซึ่งจะทำให้ยาละลายลิ่มเลือดมีระดับสูงขึ้น จึงมีผลเสริมฤทธิ์ยา เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดเลือดออก
– หลีกเลี่ยงการใช้ร่วมกับยาหัวใจไดจ็อกซิน (Digoxin) เพราะฤทธิ์ระบายของโกฐน้ำเต้าอาจทำให้ระดับโพแทสเซียมในเลือดต่ำ จนกระตุ้นให้เกิดพิษจากยาไดจ็อกซิน
– หลีกเลี่ยงการใช้ร่วมกับยาหรือสมุนไพรที่มีผลลดระดับโพแทสเซียม เช่น ยาขับปัสสาวะ ยาสเตียรอยด์ เป็นต้น เพราะฤทธิ์ระบายและขับปัสสาวะของโกฐน้ำเต้าอาจไปเสริมฤทธิ์ของยาหรือสมุนไพรเหล่านั้น ทำให้ระดับโพแทสเซียมในเลือดต่ำ
ข้อห้าม
– ห้ามใช้ในเด็กอายุต่ำกว่า ๑๒ ปี เคยมีรายงานว่ามีเด็กอายุ ๔ ขวบ กินใบโกฐน้ำเต้าแล้วเสียชีวิต
– ห้ามใช้ในหญิงตั้งครรภ์และหญิงให้นมบุตร เนื่องจากยังขาดข้อมูลความปลอดภัย และมีฤทธิ์เพิ่มการบีบตัวของมดลูก
– ห้ามใช้ในผู้ป่วยที่มีภาวะทางเดินอาหารอุดตัน (Gastrointestinal obstruction) หรือปวดท้องโดย ไม่ทราบสาเหตุ หรือในผู้ป่วยที่มีการอักเสบของระบบทางเดินอาหาร (Crohn’s disease) ซึ่งมักมีอาการถ่ายอุจจาระผิดปกติ ถ่ายบ่อย อุจจาระปนมูกเลือด ท้องเสียอย่างรุนแรง ปวดท้อง และผู้ป่วยลำไส้แปรปรวน
– ห้ามใช้ในผู้ป่วยตับวาย ผู้ป่วยไตวายตั้งแต่ระยะที่ ๓ (GFR < 60) ขึ้นไป และผู้ป่วยนิ่วในไต (เนื่องมีกรดออกซาลิกซึ่งพบมากในใบ)

ปิดการแสดงความเห็น