เกล็ดปลา ต้นเบาหวาน ตำนานท้องถิ่น

เกล็ดปลา ต้นเบาหวาน ตำนานท้องถิ่น………..โดย ‘พี่ต้อม’


ชื่อวิทยาศาสตร์ : Aerva lanata (L.) Juss
ชื่อวงศ์ : AMARANTHACEAE
ชื่ออื่น : หูปลาข่อ ต้นเบาหวาน แมะยาเงาะ บาตูการัง Mountain knot grass Polpala
ลักษณะทั่วไป : พืชล้มลุก ลำต้นสูง ๑๕ – ๕๐ ซม. แผ่กิ่งก้านสาขาออกไปบริเวณกว้าง ลำต้นและกิ่งมีขนปกคลุม ใบเรียงสลับ ดอกมีขนาดเล็กมากออกเป็นช่อมีสีขาวแกมเขียว เมล็ดมีรูปร่างเหมือนไต มีสีดำ
การขยายพันธุ์ : เพาะเมล็ด

เกล็ดปลา ยาและผัก แดนใต้
.เกล็ดปลามีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ต้นเบาหวาน สมุนไพรชนิดนี้มีอาจารย์ ๒ กลุ่ม ต่างคนต่างไปพบในเวลาไล่เลี่ยกัน แต่เรียกชื่อต่างกัน จึงมีการรายงานมาคู่คี่กัน แซงเข้าเส้นชัยกันเฉียดฉิว อาจารย์กลุ่มแรกท่านไปพบชาวบ้านใช้พืชต้นนี้รักษาอาการบวม ปวดข้อ เบาหวาน ชาวบ้านแถวนั้นเรียกต้นเกล็ดปลา แต่ยังไม่เคยมีรายงานการพบในประเทศไทย จึงจัดทำรายงานมาที่หอพรรณไม้ แต่ยังไม่มีการตีพิมพ์ ในระหว่างนั้นก็มีอาจารย์อีกกลุ่มหนึ่งไปพบชาวบ้าน (คนละพื้นที่) ใช้สมุนไพรต้นนี้รักษาเบาหวาน เรียกชื่อว่า ต้นเบาหวาน และได้ทำการศึกษาหาชื่อวิทยาศาสตร์และหาสารเคมีที่ที่มีฤทธิ์ลดเบาหวาน จึงกลายเป็นที่มาของชื่อที่เรียกขานต่างกัน
.เกล็ดปลาเป็นต้นไม้ที่พบทั่วไปในประเทศไทย แต่พบมากทางภาคใต้ และพบทั่วไปในอินเดียและศรีลังกา ทั้งไทย อินเดีย ศรีลังกา ใช้ใบเป็นอาหาร นิยมเอายอดอ่อนใส่ในแกง ส่วนการใช้เป็นยานั้นสมุนไพรต้นนี้ปรากฏอยู่ในตำราทางอายุรเวท แต่ในประเทศไทยเห็นจะมีแต่ใน 3 จังหวัดภาคใต้เท่านั้นที่รู้จักใช้
แมะยาเงาะ ต้นแม่นางสุดสวย ช่วยไล่ภูตผี
.แม่หมอมือลอ มะแซ หมอยาสมุนไพร อำเภอรามัน จังหวัดยะลา บอกว่า เกล็ดปลามีชื่อเป็นภาษายาวีว่า แมะยาเงาะ แปลว่า แม่นางสุดสวย และยังเรียกกันในอีกชื่อหนึ่งว่า บาตูการัง หมายถึง ต้นก้อนนิ่ว เป็นพืชสมุนไพรที่ขึ้นตามป่าทั่วไป
.แม่หมอเล่าว่า ในสมัยก่อนคุณพ่อของท่านซึ่งเป็นหมอยาที่ชำนาญในการใช้สมุนไพรและปัดเป่าโรคภัยต่างๆ มักจะนำสมุนไพรชนิดนี้มาใช้บ่อยๆ ในการรักษาคนไข้ ท่านจะปลูกสมุนไพรไว้รอบๆ บ้านเต็มไปหมดรวมทั้งต้นแมะยาเงาะ โดยใช้ต้นนี้แก้ปัสสาวะขัด ปัสสาวะกะปริดกะปรอย ขับปัสสาวะ ขับนิ่ว ขับนิ่วในไต ลดเบาหวาน เป็นต้น
.ในสมัยก่อนนิยมนำมากินสดๆ เป็นผักกับข้าว และจัดใส่สำรับกินร่วมกับหมาก ใช้เป็นอาหารสำหรับสัตว์ เช่น ไก่ วัว แพะ ก็ได้
.แม่หมอมือลอยังเล่าอีกว่า ในสมัยนั้นคนที่เป็นหมอผีและชาวบ้านทั่วไปนำต้นแมะยาเงาะมาใช้ในการขับไล่ภูตผีปีศาจ แต่วิธีการใช้เป็นอย่างไรไม่ทราบรายละเอียด เข้าใจว่าเป็นเพราะกลิ่นของต้นนี้โดยเฉพาะส่วนรากมีกลิ่นคล้ายการบูร จึงเชื่อว่าสามารถไล่ภูตผีปีศาจได้ แต่ปัจจุบันไม่น่าจะใช้กันแล้ว การที่เกล็ดปลามีการใช้กันมานานในหลายประเทศ ทำให้มีงานวิจัยเกี่ยวกับสมุนไพรต้นนี้ค่อนข้างมาก โดยมีการศึกษาฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาซึ่งทำในหลอดทดลองและสัตว์ทดลอง เช่น ฤทธิ์ในการขับปัสสาวะ ต้านการเกิดนิ่ว ปกป้องไต ปกป้องตับ ต้านปวด ลดอักเสบ ลดน้ำตาลในเลือด ลดไขมันในเลือด ต้านเชื้อแบคทีเรีย ต้านเชื้อรา ต้านพยาธิ ต้านหอบหืด คุมกำเนิด ต้านท้องเสีย ต้านมะเร็ง ต้านการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็งปอดในหลอดทดลอง ปรับภูมิคุ้มกัน ต้านอนุมูลอิสระ ต้าน HIV ต้านความเป็นพิษต่อระบบประสาท สมานแผล มีสารเควอซิทิน (Quercetin) ต้านอนุมูลอิสระ
ต้นเบาหวาน งานวิจัยยืนยัน
.ต้นเบาหวานมีรายงานการศึกษาว่า ลดเบาหวานได้ โดยทำในหนูทดลองที่ถูกเหนี่ยวนำให้เป็นเบาหวาน พบว่าสารสกัดแอลกอฮอล์ของต้นเบาหวานสามารถลดระดับน้ำตาลในเลือด ซึ่งเกิดจากการที่สารสกัดไปมีผลในการยับยั้งเอนไซม์ย่อยแป้ง Amylase จากตับอ่อน และ α-Glucosidase จากลำไส้เล็ก ทำให้สามารถชะลอการดูดซึมกลูโคสเข้าสู่กระแสเลือด และชะลอการเพิ่มของระดับน้ำตาลในเลือด ปัจจุบันมีการนำยาแผนปัจจุบันที่ออกฤทธิ์ผ่านกลไกในลักษณะเดียวกับต้นเบาหวานนี้ มาใช้เป็นยารักษาเบาหวานแล้ว ยากลุ่มนี้เหมาะกับผู้ป่วยเบาหวานที่มีระดับน้ำตาลในเลือดหลังอาหารสูง
.ในประเทศไทยมีการศึกษาวิจัยโดย บุญส่ง คงคาทิพย์ และคณะ จากภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้ทำการสกัดแยกสารจากใบรวมทั้งต้นของต้นเบาหวานเพื่อหาสารออกฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือด และพบว่าเป็นสารอัลลานโทนิน (Allantoin) ซึ่งสารบริสุทธิ์ที่ออกฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือด และเป็นอนุพันธ์ของยูเรีย
.อย่างไรตาม ยังไม่มีงานศึกษาวิจัยในคนเกี่ยวกับฤทธิ์ในการลดน้ำตาลในเลือดของเกล็ดปลา ในการใช้สมุนไพรสำหรับผู้ป่วยเบาหวานนั้น หากสามารถคุมระดับน้ำตาลได้ดีอยู่แล้ว ก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องกินสมุนไพรลดน้ำตาลอีก ผู้ป่วยที่มีปัญหาตับ ไต หัวใจ ร่วมด้วย จำเป็นต้องมีความระมัดระวังในการใช้อย่างเคร่งครัด
เกล็ดปลา ยาไต ขับนิ่ว ขับปัสสาวะ
.ในทางอายุรเวทมีการใช้รากของต้นเกล็ดปลาในการรักษาโรคในระบบทางเดินปัสสาวะ เช่น ขับนิ่วในไต โรคต่อมลูกหมาก มีบันทึกว่ามีการใช้สมุนไพรต้นนี้ขับปัสสาวะ ขับนิ่วในไต มานานหลายศตวรรษ แล้ว โดยทำให้ปัสสาวะเป็นด่าง และป้องกันการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย มีงานวิจัยที่สนับสนุนการใช้ดังกล่าว เช่น มีการทดสอบให้สารสกัดน้ำจากเกล็ดปลาในหนูพบว่า มีผลช่วยลดการเกิดนิ่วในไตได้ เนื่องจากช่วยลดการสร้างผลึกนิ่วออกซาเลต และ Monosodium urate monohydrate crystal (MSMU) จึงน่าจะเป็นประโยชน์ในการใช้รักษาโรคเกาต์ได้ด้วย
.นอกจากนี้ยังมีการทดสอบในหนูทดลองที่เหนี่ยวนำให้เกิดไตวายเฉียบพลันด้วยยา Cisplatin แล้วให้สารสกัดน้ำ-เมทานอลจากต้นเกล็ดปลา ก็พบว่า ช่วยลดการอักเสบของโครงสร้างไต มีผลทำให้การทำงานของไตดีขึ้น ช่วยลดของเสียในเลือด ลดค่า BUN ลดค่าครีเอทินีน และลดค่ายูริกในเลือด มีการทดสอบในมนุษย์พบว่า มีผลเพิ่มปริมาณปัสสาวะ และช่วยขับโปแตสเซียม ดังนั้นการใช้สมุนไพรต้นนี้ต้องระวังการเกิดภาวะโพแทสเซียมต่ำ
.ผลการศึกษาวิจัยที่กล่าวมาเป็นสิ่งที่ยืนยันว่า ต้นเกล็ดปลามีฤทธิ์ไปในทางเดียวกับการใช้ของอายุรเวทและหมอพื้นบ้านไทย อย่างไรก็ตาม มีข้อสังเกตว่า แม้ในทางอายุรเวทจะนิยมนำเกล็ดปลามาทำเป็นชา แต่หมออายุรเวทจะไม่จ่ายให้กินเกิน ๑ สัปดาห์ เนื่องจากเชื่อว่าการกินติดต่อกันนานๆ จะส่งผลเสียต่อไต
.ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์ต้นเกล็ดปลาจำหน่ายทางออนไลน์ในรูปแบบของชาเพื่อใช้เป็นยาขับปัสสาวะที่แรง (Potent diuretic) ช่วยละลายนิ่ว (Dissolve bladder and kidney stone) และทำให้ทางเดินปัสสาวะสะอาด(Clear urinary tract)

ตำรับยา
.ยาแก้ปัสสาวะขัด ปัสสาวะกะปริดกะปรอย ขับปัสสาวะ ขับนิ่ว ขับนิ่วในไต ลดเบาหวาน (แม่หมอมือลอ มะแซ และแม่หมอซารีเปาะ แวกาจิ) : นำใบเพสลาดประมาณ ๗ – ๑๐ ใบต่อครั้ง มาเคี้ยวรับประทานสดหรือรับประทานร่วมกับหมาก วันละ ๒ – ๓ เวลา ก่อนอาหาร หรือขณะท้องว่าง แล้วดื่มน้ำต้มสุก (ที่ทิ้งไว้ให้อุ่นแล้ว) ตามมากๆ หรือ นำใบมาตากให้แห้ง แล้วนำมาคั่วให้หอม จากนั้นนำมาชงใส่ในน้ำร้อนดื่มอุ่นๆ เป็นชา สัดส่วนสมุนไพร ๑ ช้อนชา ต่อน้ำ ๑ แก้วชา ดื่มวันละ ๓ เวลา ก่อนอาหาร (ผงสมุนไพรที่คั่วเรียบร้อยแล้วควรเก็บในที่แห้งและมิดชิด)
.ยาลดเบาหวาน ขับนิ่ว ขับปัสสาวะ (แม่หมอแมะหะโล๊ะ มะแซ และแม่หมอเยาะ มะแซ) : นำรากหรือทั้งต้นที่ได้ทำการตากจนแห้งแล้วประมาณ ๑ กำมือต่อน้ำ ๑ ลิตร มาต้มให้เดือด แล้วนำมาดื่มอุ่นๆ ครั้งละ ๑ แก้วชา วันละ ๓ เวลา เช้า เที่ยง และเย็น ก่อนอาหาร
.ยาขับนิ่วในไต : น้ำคั้นจากใบ ๒ ช้อนชา วันละ ๒ ครั้ง
.ยาแก้ไข้ตัวเหลือง (แม่หมอมือลอ มะแซ และแม่หมอนิปะห์ นิเฮง) : นำรากสดประมาณ ๑ กำมือ มาตำให้ละเอียด แล้วนำมาคั้นผสมน้ำต้มสุกเล็กน้อยให้ได้ประมาณ ๑/๒ แก้วชา นำมาดื่มวันละ ๓ เวลา เช้า เที่ยง และเย็น ก่อนอาหาร จนกว่าอาการจะหายเป็นปกติ (ควรนำมากรองก่อนดื่มทุกครั้ง)

น่ารู้
     .ในรัฐมัธยประเทศ ของอินเดีย จะนำรากมาคั่วกับน้ำมันมัสตาร์ด เพื่อใช้ภายนอกสำหรับโรคผิวหนัง ลำต้นใช้มัดไว้รอบคอของวัวเพื่อกำจัดหนอนหรือพยาธิ ในรัฐอุตตรประเทศ ใช้รากสดที่บดแล้วผสมน้ำเล็กน้อยถูบนหน้าผาก เพื่อรักษาอาการปวดหัว รากมีกลิ่นคล้ายการบูร ใช้บรรเทาอาการระคายเคืองในคอ แก้ไอ เป็นยาขับพยาธิ รักษางูกัด แก้ท้องผูก ส่วนในรัฐเบงกอลตะวันตก ใช้น้ำคั้นจากต้นเกล็ดปลากินรักษาหัด

ข้อควรระวัง
– ระมัดระวังการใช้ในผู้ป่วยโรคหัวใจ และโรคไตเรื้อรังในระยะที่มีค่าไตน้อยกว่า ๖๐
– แพทย์อายุรเวทแนะนำ ถึงแม้จะยังไม่มีการศึกษาวิจัยยืนยัน (ไม่ควรกินติดต่อกันเกิน ๑ สัปดาห์) 

ปิดการแสดงความเห็น