โรคไต ในการแพทย์ ๒ ระบบ (บันทึกของแผ่นดิน ๑๑)

โรคไต ในการแพทย์ ๒ ระบบ


ไต อวัยวะมหัศจรรย์ ที่รับภาระหนัก
…..ไตเป็นอวัยวะที่น่าอัศจรรย์อย่างหนึ่งของร่างกายมนุษย์ มีหน้าที่ควบคุมระบบที่สำคัญหลายอย่าง ไม่เฉพาะแต่ในระบบขับถ่ายปัสสาวะ แต่ยังเกี่ยวข้องกับระบบไหลเวียนโลหิต หน้าที่หลักของไต คือ กรองของเสียจากเลือดเพื่อขับถ่ายออกจากร่างกาย ของเสียเหล่านี้ ได้แก่ ยูเรีย ครีอะตินีน กรดยูริก และสารประกอบไนโตรเจนอื่นๆ ซึ่งเกิดจากการเผาผลาญอาหารประเภทโปรตีนซึ่งมีมากในเนื้อสัตว์และถั่ว ไตช่วยรักษาสมดุลของเกลือแร่ กรดด่าง และน้ำในร่างกาย กำจัดน้ำส่วนเกินออกมาในรูปปัสสาวะ ซึ่งมีผลช่วยควบคุมความดันเลือด ทั้งยังกำจัดสารพิษ สารเคมี รวมถึงสารที่ตกค้างจากยาต่างๆ ออกจากร่างกายด้วย ไตยังดูดสารที่มีประโยชน์กลับคืน และสร้างฮอร์โมนเออริโธรพอยอิติน (Erythropoietin) ซึ่งทำหน้าที่สร้างเม็ดเลือดแดงและสร้างวิตามินดีชนิด Calcitriol ซึ่งช่วยควบคุมการดูดซึมแคลเซียม
ความมหัศจรรย์ของไตอยู่ที่ธรรมชาติสร้างให้ไตมนุษย์มีประสิทธิภาพสูงมาก ถ้าหากไตเสียหายไป จนเหลือหน่วยไต ๒๕-๓๐ เปอร์เซ็นต์ ก็ยังสามารถทำหน้าที่ให้ร่างกายเป็นปกติอยู่ได้ จึงเป็นเหตุผลว่าคนเรามีไต ๒ ข้าง แต่บริจาคให้คนอื่นหรือถูกตัดทิ้งไปข้างหนึ่งก็ยังอยู่ได้ เชื่อกันว่าการมีหน่วยไตสำรองไว้อย่างมหาศาลนี้น่าจะเกิดจากวิวัฒนาการของร่างกายมนุษย์เพื่อให้อยู่รอดได้ตั้งแต่ยุคดึกดำบรรพ์ เพราะมนุษย์เป็นนักล่ากินทั้งพืชและสัตว์ แต่การกินเนื้อไม่ได้มีบ่อยๆ นานๆ ทีจะล้มสัตว์ใหญ่ได้ ก็จะกินกันอย่างตะกละตะกลามจนพุงกาง การกินโปรตีนในปริมาณมหาศาลเข้าไปทีเดียว จึงต้องมีไตที่มีประสิทธิภาพไว้จัดการกับของเสียที่เกิดขึ้น
รู้จักไต เข้าใจทั้งระบบ
…..ระบบของไตแบ่งได้ ๓ ส่วน คือ ก่อนไต ตัวไต และใต้ไต
…..ส่วนก่อนไต คือ ระบบหัวใจและหลอดเลือดเป็นจุดตั้งต้นที่จะสูบฉีดเลือดเพื่อมาทำการฟอกที่ไต เลือดร้อยละ ๒๕ ของปริมาณเลือดทั้งหมดที่ปั๊มออกมาจากหัวใจ หรือประมาณนาทีละ ๑,๐๐๐ มิลลิลิตร จะไหลมาที่ไต แต่มีเฉพาะของเหลวที่ไม่รวมเม็ดเลือดต่างๆ เรียกว่า พลาสมา (Plasma) ไหลเข้าหน่วยไตนาทีละ ๖๐๐ มิลลิลิตร ทำให้ไตเป็นอวัยวะที่มีหลอดเลือดมาเลี้ยงมากที่สุดในร่างกาย
…..ตัวไต ประกอบด้วยหน่วยไต (Nephron) ซึ่งประกอบด้วยเส้นเลือดฝอย และท่อไตขนาดเล็ก ไตข้างหนึ่งจะมีหน่วยไตราว ๘ แสน ถึง หนึ่งล้านหน่วย ทำหน้าที่กรองเลือด ดูดสารที่ต้องการกลับคืน และขับสารที่ไม่ต้องการทิ้งทางปัสสาวะ กลไกนี้ควบคุมโดยฮอร์โมน และระบบประสาทอัตโนมัติ
…..พลาสมาจำนวน ๖๐๐ มิลลิลิตรต่อนาที ที่ไหลเข้ามาในหน่วยไต เมื่อผ่านการกรองแล้วจะออกมาเพียง ๑๒๐ มิลลิลิตรต่อนาที ซึ่งเรียกว่า “ปริมาตรการกรองในหน่วยไตส่วนต้น” (Glomerular filtration rate หรือ GFR) ซึ่งทางการแพทย์ใช้ GFR เป็นค่าอ้างอิงการทำงานของไตโดยรวม ในจำนวน ๑๒๐ มิลลิลิตรที่ผ่านการกรองของหน่วยไตส่วนต้น ร่างกายจะมีการดูดกลับสารต่างๆ จนเหลือเป็นน้ำปัสสาวะแค่ ๑ มิลลิลิตรต่อนาที หรือประมาณชั่วโมงละ ๖๐ มิลลิลิตร
…..ส่วนใต้ไต ประกอบด้วย กรวยไต ท่อไต กระเพาะปัสสาวะ ท่อปัสสาวะ ทั้งหมดนี้ทำหน้าที่ขับน้ำปัสสาวะออกจากร่างกาย น้ำปัสสาวะที่ออกจากไตจะไหลตามท่อไตเล็กๆ ในไตทั้งสองข้างมาที่กรวยไต จนสุดท้ายมารวมกันที่กระเพาะปัสสาวะ ซึ่งมีความจุประมาณ ๕๐๐-๑,๐๐๐ มิลลิลิตร ถ้าปริมาณน้ำปัสสาวะเกิน ๒๕๐ มิลลิลิตร จะรู้สึกปวดปัสสาวะ กระตุ้นให้ปัสสาวะออกมา
ความเสื่อมของไต โยงใยหลายสาเหตุ
…..การศึกษาทางวิทยาศาสตร์ทำให้รู้ว่า การเกิดอนุมูลอิสระในร่างกายทำให้เกิดความเสื่อมความเสียหายแก่เซลล์ต่างๆ ผ่านกลไกที่เรียกว่า ภาวะตึงเครียดที่เกิดจากออกซิเดชัน (Oxidative stress) ซึ่งเป็นภาวะที่ไม่สมดุลเนื่องจากมีอนุมูลอิสระมากกว่าสารต้านอนุมูลอิสระ อนุมูลอิสระจึงเข้าไปทำลายเซลล์จนเกิดความเสียหายตามมา เช่น การอักเสบ การเปลี่ยนแปลงในระดับยีน จนเกิดความเสื่อมแก่อวัยวะต่างๆ และมีผลต่อไตโดยทำให้หน่วยไตเสื่อมหรือฝ่อไปตามอายุที่มากขึ้น จนอาจมีผลต่อการทำงานของไต
…..แต่กลไกนี้จะได้รับการกระตุ้นให้รุนแรงขึ้นในไตจากความผิดปกติหรือปัญหาในระบบอื่นๆ ในส่วนก่อนไต โดยเฉพาะระบบหลอดเลือดและหัวใจ เช่น ถ้ามีโรคเรื้อรังอย่างเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง จะทำให้ปริมาณและคุณภาพเลือดที่ไปเลี้ยงไตไม่ได้ เซลล์ไตจะขาดอาหารและเสียหายทำให้ไตเสื่อมลง (ดู โรคไต ผลพวงของโรคเรื้อรัง หน้า…๒๒ ) หรือถ้าส่วนใต้ไตมีปัญหา เช่น มีการอุดตันจากนิ่ว (ดู นิ่ว เรื่องใหญ่ที่ไตพัง หน้า…๒๙) เกิดการติดเชื้อ (ดู ดูแลทางเดินปัสสาวะ ลดภาระให้ไต หน้า…๒๗) หากไม่รักษา ก็จะลุกลามขึ้นไปถึงตัวไตทำให้หน่วยไตเสียหายได้
…..นอกจากนี้การได้รับสารพิษเข้าสู่ร่างกายก็จะทำให้ไตทำงานหนักและอ่อนแอลง โดยเฉพาะสารพิษบางชนิดที่มีพิษต่อไตโดยตรง เช่น แคดเมียม แม้แต่ฝุ่นละออง PM 2.5 ที่ก่อมลภาวะปกคลุมกรุงเทพในช่วงที่ผ่านมา ก็มีงานวิจัยพบว่า การสัมผัส PM 2.5 ในระยะสั้นสามารถทำให้เกิดความเสียหายต่อตัวไต โดยไปกระตุ้นภาวะ Oxidative stress และการอักเสบอย่างเฉียบพลันได้ และในระยะยาวส่งผลเสียต่อการทำงานของไตได้ ไตของคนเราจะเสื่อมในอัตราร้อยละ ๑ ต่อปี นับตั้งแต่อายุ ๓๕ ปีขึ้นไป ซึ่งไม่ถือว่าเป็นโรค แต่เป็นการเสื่อมตามธรรมชาติ การเสื่อมจะเกิดขึ้นกับหน่วยไตบางส่วน แต่ไตก็ยังสามารถทำหน้าที่ได้ตามปกติ พอถึงอายุ ๘๐ ปี ความสามารถในการทำงานของไตจะลดลงเหลือประมาณครึ่งหนึ่ง ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติ
ไตทำงานพร่อง ต้องสังเกต
…..เมื่อไตถูกทำลาย หรือโรคไตลดการทำงานของไตลง ภาวะดังกล่าวถูกเรียกว่า “การทำงานของไตพร่องลง” โดยไตไม่สามารถกรองและขับของเสียออกจากเลือดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้มีของเสียและอิเล็กโทรไลต์สะสมคั่งค้างอยู่ในกระแสเลือดจนกลายเป็นสารพิษ นอกจากนี้ยังทำให้เกิดโรคเรื้อรังอื่นๆ เช่น เบาหวาน ไทรอยด์ ความดันโลหิตสูง และการเป็นหมัน เนื่องจากมีผลกระทบต่อฮอร์โมนเพศ เช่น โปรเจสเตอโรนในผู้หญิง หรือ เทสโทสเตอโรนในผู้ชาย
…..สภาวการณ์ทำงานที่พร่องลงของไตจนเข้าสู่ภาวะโรคไตเรื้อรัง อาจสังเกตได้ด้วยตนเองในเบื้องต้น แต่ในการวินิจฉัยทางการแพทย์จะต้องมีการตรวจด้วยวิธีการต่างๆ เพื่อให้แน่ชัด
การสังเกตด้วยตนเอง
ลักษณะของปัสสาวะ เช่น สีของปัสสาวะ ปัสสาวะขุ่น ปัสสาวะมีฟอง มีกลิ่นเฉพาะ
อาการในการขับถ่ายปัสสาวะ ถ้าปัสสาวะขัด แสบ ไม่พุ่งเป็นสาย ปัสสาวะบ่อย ปัสสาวะไปแล้วแต่ยังปวดปัสสาวะ อาการเหล่านี้มักบ่งบอกถึงความผิดปกติของทางเดินปัสสาวะส่วนล่าง ซึ่งมักจะเป็นปัญหาของส่วนใต้ไต ซึ่งอาจมีการติดเชื้อ หรือเกิดนิ่ว
อาการบวม เป็นอีกลักษณะอาการหนึ่งของโรคไต แต่ก็มีโรคไตที่ค่อยๆ เป็นมากขึ้นทีละน้อยๆ โดยไม่มีอาการบวมก็มี
การวินิจฉัยทางการแพทย์
• การตรวจเลือดเพื่อดูสารสัมพันธ์กับไต การทำงานของไต ระดับเกลือแร่ ความเข้มข้นเลือดฯลฯ
• การตรวจปัสสาวะเพื่อตรวจการทำงานโดยตรงของทางเดินปัสสาวะ ดูการขับสารต่างๆออกมาทางปัสสาวะ รวมไปถึงการแปลผลร่วมกับผลเลือด
• การตรวจทางรังสีวิทยา X-ray, Ultrasound, IVP, CT-scan, MRI, PET, SPECT เพื่อดูลักษณะทางกายภาพและการทำงาน
• การส่องกล้องเพื่อดูทางเดินปัสสาวะ

ปิดการแสดงความเห็น