กระดูก…เสาหลักของธาตุดิน อย่าให้หักล้ม

กระดูก…เสาหลักของธาตุดิน อย่าให้หักล้ม
…..เมื่อคนเราเข้าสู่วัยชรา ความเสื่อมของธาตุดินในร่างกายที่จะต้องดูแลและป้องกันก็คือ มวลของกระดูกซึ่งบางลง โรคกระดูกพรุนในผู้หญิงวัยหลังหมดประจำเดือนเป็นอาการเสื่อมที่เด่นชัดของธาตุดิน เกิดจากการลดลงของฮอร์โมนเอสโตรเจน ซึ่งทำหน้าที่ดูดซึมแคลเซียมเข้าสู่ร่างกาย และชะลอการสลายของแคลเซียมในเนื้อกระดูก เมื่อฮอร์โมนชนิดนี้พร่องลงไปก็จะทำให้กระดูกบางตัวลงอย่างรวดเร็ว จนเกิดภาวะกระดูกพรุนเนื่องเนื้อหรือมวลกระดูกลดความหนาแน่น จนเปราะบางและแตกหักได้ง่าย โดยเฉพาะในบริเวณข้อมือ สะโพก และสันหลัง
…..ในกระดูกมีแคลเซียมฟอสเฟตเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้กระดูกแข็งแรง ทนต่อแรงดึงรั้ง กระดูกมีการสร้างและสลายตัวอยู่ตลอดเวลา โดยใช้แคลเซียมจาก ๒ ทาง คือ จากอาหารที่กินเข้าไป และจากเนื้อกระดูกเก่าที่สลายออกมาในเลือด เด็กจะมีการสร้างกระดูกมากกว่าการสลาย ทำให้กระดูกมีการเจริญเติบโต มวลกระดูกจะค่อยๆ เพิ่มขึ้นจนมีความหนาแน่นสูงสุด เมื่ออายุประมาณ ๓๐-๓๕ ปี หลังจากนั้นจะเริ่มมีการสลายกระดูกมากกว่าการสร้าง ทำให้กระดูกค่อยๆ บางตัวลงตามอายุที่มากขึ้น ดังนั้นในวัยเยาว์จึงจำเป็นต้องกระตุ้นมวลกระดูกไว้ให้มากพอ และเมื่ออายุมากขึ้นก็ต้องพยายามลดการสลายตัวของกระดูก
…..การจะได้รับแคลเซียมเพื่อไปสร้างมวลกระดูกสะสมไว้ให้เพียงพอ มีอยู่หลายวิธี คือ
• กินอาหารที่มีแคลเซียมสูง เช่น นม เนยแข็ง ปลาที่กินได้ทั้งกระดูก (เช่น ปลาไส้ตัน) กุ้งแห้ง เต้าหู้แข็ง ถั่วแดง ผักสีเขียวเข้ม (เช่น ตำลึง คะน้า ใบชะพลู) งาดำคั่ว
• ออกกำลังกายสม่ำเสมอ โดยเฉพาะการออกกำลังที่มีการถ่วงหรือต้านน้ำหนัก (weight bearing) เช่น การเดิน การวิ่ง เต้นแอโรบิก กระโดดเชือก รำมวยจีน เต้นรำ เป็นต้น ร่วมกับการยกน้ำหนัก จะช่วยให้มีมวลกระดูกมากขึ้น และกระดูกมีความแข็งแรง ทั้งแขน ขา และกระดูกสันหลัง
• รับแสงแดดอ่อนๆ เป็นประจำ ช่วยให้ร่างกายสังเคราะห์วิตามินดีซึ่งไปช่วยการดูดซึมแคลเซียมมาใช้ในการสร้างกระดูก
• รักษาน้ำหนักอย่าให้ต่ำกว่าเกณฑ์ คนรูปร่างผอม ตัวเล็ก จะมีโอกาสเป็นโรคกระดูกพรุนได้มากกว่าคนทั่วไป
• หลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อการเกิดภาวะกระดูกพรุน เช่น ไม่กินอาหารประเภทโปรตีนหรือเนื้อสัตว์มากเกินไป ไม่กินอาหารเค็มจัดหรืออาหารที่มีโซเดียมสูง ไม่ดื่มน้ำอัดลมปริมาณมาก หรือหลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ ชา กาแฟ ช็อกโกแลต ในปริมาณมาก ระวังการใช้ยาบางชนิด เช่น ยาเสตียรอยด์ ซึ่งจะเร่งการขับแคลเซียมออกจากร่างกาย เป็นต้น
แหล่งแคลเซียมในอาหารไทย
…..คนไทยสมัยก่อนมีวิถีการบริโภคอาหารที่ช่วยเสริมสร้างกระดูก โดยมีความเชื่อที่ถ่ายทอดต่อๆ กันมาว่า ให้กินเนื้อสัตว์และปลาโดยรวมเอากระดูกหรือก้างเข้าไปด้วยหากสามารถทำได้ ดังนั้นจึงมีตำรับอาหารหลายชนิดที่ทำให้คนสมัยก่อนได้รับแคลเซียมไปใช้ในการสร้างกระดูกอย่างเพียงพอ เช่น ต้มเค็มปลาตะเพียนซึ่งเป็นปลาที่มีก้างเยอะ ลาบนก ลาบปลา ปลาทอดมันที่มีการสับกระดูกรวมไปด้วย นอกจากนี้ตำรับน้ำพริก ต้มยำ แกงส้ม จะมีรสเปรี้ยวนำ ซึ่งรสเปรี้ยวเหล่านี้จะไปเพิ่มการดูดซึมของแคลเซียมที่ลำไส้เล็ก นับเป็นภูมิปัญญาที่ทำให้คนไทยมีกระดูกแข็งแรงในยุคที่ยังไม่มีนมวัวและผลิตภัณฑ์อาหารเสริมที่อุดมไปด้วยแคลเซียมอย่างทุกวันนี้
สูตรปลาต้มเค็ม (ปลาตะเพียนสมุนไพร ๓ รส)
                                   สูตรป้าแป๊ว น.ส.พรรณี กลีบอุบล
ส่วนประกอบ
๑. ปลาตะเพียนขนาด ๑ ฝ่ามือ                     ๑   กิโลกรัม
๒. อ้อย
๓. ใบข่า
๔. รากผักชี                                           ๕-๖   ราก
๕. กระเทียม                                              ๒   หัว
๖. พริกไทย                                               ๑   ช้อนชา
๗. ตะไคร้                                                  ๑   ต้น
๘. เกลือ
๙. ผลมะดันแห้ง
๑๐. ซีอิ๊วหวาน
๑๑. น้ำตาลปี๊บ
วิธีทำ
๑. ล้างทำความสะอาดปลาตะเพียน เอาขี้ออก ระวังอย่าให้ดีแตก จะทำให้ปลามีรสขม (ไม่ต้องเอาเกล็ดออก) ตำเครื่อง คือ กระเทียม รากผักชี พริกไทย เกลือ เคล้ากับปลาให้ทั่ว พักไว้
๒. นำอ้อยมาปอกเปลือก วางรองก้นหม้อ ใส่ตะไคร้ทุบ วางปลาโดยใช้ใบข่ารองใต้ปลา ๑ ใบ ต่อ ๑ ตัว เพื่อสะดวกต่อการตัก
๓. นำน้ำตาลปี๊บ เกลือ ซีอิ๊วหวาน ผสมให้เข้ากัน ชิมรสให้กลมกล่อมใส่ลงในหม้อ ใส่น้ำให้ท่วมปลาประมาณ ๑ข้อนิ้ว ตั้งไฟจนเดือด ใส่ผลมะดันแห้ง ชิมรสตามชอบ จากนั้นเบาไฟ เคี่ยวด้วยไฟอ่อน ๒ วัน ๒ คืน หากใช้เตาถ่านจะดีมาก
เพชรสังฆาต กระดูกรักษากระดูก
……เถาของเพชรสังฆาตมีลักษณะคล้ายกระดูก คนอินเดียเรียกสมุนไพรชนิดนี้ว่า อัสถิศฤงขรา(Asthi Shrinkhala) อัสถิก็คือ อัฐิ หรือกระดูก ส่วนศฤงขรา หมายถึงข้อ จึงแปลว่าพืชที่มีลักษณะคล้ายข้อกระดูกนั่นเอง คนไทยใช้เพชรสังฆาตต้มกิน แกงกิน เป็นยาบำรุง และใช้รักษาโรคริดสีดวงทวาร โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศรเริ่มใช้เพชรสังฆาตเป็นยารักษาริดสีดวงทวารมาตั้งแต่ปี ๒๕๒๔ หมอยาพื้นบ้านใช้สมุนไพรชนิดนี้ในการรักษากระดูกหัก จึงมีชื่อเรียกที่บ่งบอกสรรพคุณดังกล่าวหลายชื่อ เช่น ร้อยข้อ ขันข้อ ต่อกระดูก ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์เพชรสังฆาตจำหน่ายในตลาดโลกเป็นยาเพิ่มความแข็งแรงของกระดูก เอ็น ข้อต่อ และมีงานศึกษาวิจัยฤทธิ์ของเพชรสังฆาตพบว่า บำรุงกระดูก แก้ปวด แก้อักเสบ มีสารฟลาโวนอยด์ที่ช่วยให้เส้นเลือดแข็งแรงขึ้น ซึ่งสนับสนุนการใช้รักษาริดสีดวงทวารของคนไทย
เพชรสังฆาต ต้านกระดูกพรุน
…..สรรพคุณในการรักษากระดูกของเพชรสังฆาตนี้ มีการศึกษาทดลองในหนูพบว่า เพชรสังฆาตมีส่วนในการซ่อมแซมกระดูกได้ ทำให้มีการสะสมแร่ธาตุในกระดูกเพิ่มขึ้น เพิ่มการสะสมของสารมิวโคพอลิแซ็กคาไรด์และแร่ธาตุในกระดูกที่หักได้ เพิ่มการดูดกลับของแคลเซียม ทำให้กระดูกยาว และกระดูกเอวของหนูที่ถูกตัดรังไข่มีความแข็งแรงเชิงกลเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ สารสกัดปิโตรเลียมอีเทอร์ของเพชรสังฆาต สามารถกระตุ้นการสร้างกระดูกและแร่ธาตุในเซลล์ไขกระดูก เนื้อเยื่อเกี่ยวพัน และเซลล์สร้างกระดูกของหนู นอกจากนี้ยังลดการสูญเสียกระดูกในหนูวัยหมดประจำเดือน
…..ส่วนการศึกษาในคน มีการทดลองในผู้หญิงวัยหลังหมดประจำเดือนอายุระหว่าง ๔๕-๗๕ ปี จำนวน ๑๙ คน กินเพชรสังฆาตวันละ ๒ ครั้ง ครั้งละ ๔๐๐ มิลลิกรัม เป็นเวลา ๓ เดือน พบว่า เพชรสังฆาตมีฤทธิ์ต้านการเกิดสภาวะกระดูกพรุนของผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน และค่าการทำงานของตับและไตเป็นปกติ จึงมีความปลอดภัยในการใช้ ดังนั้นเราจึงสามารถใช้เพชรสังฆาตในการบำรุงกระดูกได้ โดยนำมาแกงกิน (ตำรับอยู่ในบันทึกของแผ่นดิน ๖ สมุนไพรท้องไส้ในวิถีอาเซียน หน้า ๑๑๑) หรือกินในรูปแบบของแคปซูลหรือยาลูกกลอนก็ได้
                                               แกงเพชรสังฆาต
ส่วนประกอบ
เพชรสังฆาต น้ำมะขามเปียก น้ำปลา น้ำปลาร้า น้ำตาลปี๊บ ใบมะกรูด เครื่องแกง ข่า ตะไคร้ กระชาย พริกแห้ง หอมแดง ปลาย่าง เกลือ
วิธีทำ
…..เลือกเอาเพชรสังฆาตเฉพาะปล้องที่อ่อนๆ นำมาลอกเปลือกออก เคี่ยวในน้ำเดือดจนนิ่ม ใส่กระชอนพักไว้ ทำพริกแกงโดยโขลกข่า ตะไคร้ กระชาย พริกแห้ง หอมแดง กระเทียม กับเกลือให้ละเอียด แล้วใส่ปลาย่างลงไปโขลกรวมกับน้ำพริกแกง ตั้งน้ำให้เดือดใส่น้ำพริกแกงลงไปละลาย ปรุงรสด้วยน้ำมะขามเปียก น้ำปลา น้ำปลาร้า น้ำตาล เกลือ จากนั้นใส่เพชรสังฆาตที่สะเด็ดน้ำแล้วลงไป เคี่ยวไฟอ่อนไปเรื่อยๆ จนเพชรสังฆาตเปื่อยนิ่ม จากนั้นใส่ใบมะกรูดฉีกลงไป ปิดไฟแล้วยกลง
ตำรับยาลูกกลอนเพชรสังฆาต
…..นำเพชรสังฆาตมาตากให้แห้ง ทำเป็นผง ผสมน้ำมะขามเปียก ปั้นเป็นลูกกลอนขนาดปลายนิ้วก้อย รับประทานครั้งละ ๒ เม็ด วันละ ๒ ครั้ง หลังอาหาร เช้า-เย็น
ข้อควรระวัง : เพชรสังฆาตมีแคลเซียมออกซาเลทสูง ไม่ควรสัมผัสหรือกินโดยตรงเพราะมีความระคายเคือง การกินในรูปแคปซูลจะทำให้ฤทธิ์ระคายเคืองถูกทำลายโดยกรดในกระเพาะอาหาร ส่วนการทำเป็นยาลูกกลอนจะต้องใช้น้ำมะขามเปียกแทนน้ำผึ้งเพื่อฆ่าฤทธิ์ดังกล่าว

ปิดการแสดงความเห็น