ชะลอวัย ให้ชราอย่างน่ารัก

ชะลอวัย ให้ชราอย่างน่ารัก
…..ความเสื่อมของร่างกายหรือที่เรียกว่า ความชรา เป็นธรรมชาติของมนุษย์และสิ่งมีชีวิตอื่นๆ คนส่วนใหญ่ดูความชราที่การเปลี่ยนแปลงของสภาพร่างกายที่บ่งบอกถึงความมีอายุ เช่น ผมหงอก รอยเหี่ยวย่นบนใบหน้า กล้ามเนื้อและข้อต่อขาดความยืดหยุ่น กำลังวังชาถดถอย สายตาเสื่อมลง ความจำเสื่อม สมรรถภาพทางเพศเริ่มหย่อนลง ในอีกทางหนึ่งก็อาจยึดถือตามที่สังคมนิยามว่าช่วงอายุใดคือวัยชรา ในประเทศไทยกำหนดให้ผู้สูงอายุคือ ผู้ที่มีอายุตั้งแต่ ๖๐ ปีขึ้นไป เป็นวัยเกษียณ เพราะสมรรถภาพการทำงานของร่างกายด้อยลง จนถึงเวลาที่สมควรจะพักผ่อน
…..ทว่าในการศึกษาทางชีวภาพพบว่า ร่างกายคนเราจะเริ่มเสื่อมเมื่ออายุประมาณ ๓๐ ปี หรือยี่สิบปีปลายๆ ไปจนถึงสามสิบต้นๆ ร่างกายซึ่งก่อนหน้านี้จะเจริญเติบโตจนถึงจุดสูงสุด พอมาถึงช่วงนี้ก็จะเริ่มเสื่อมสภาพลง แม้กระทั่งในคัมภีร์แพทย์แผนไทยก็บอกไว้อย่างชัดเจนว่า คนเราเข้าสู่ปัจฉิมวัยหรือวัยชราเมื่ออายุ ๓๒ ปี ซึ่งนับว่าใกล้เคียงกับทางวิทยาศาสตร์มาก นอกจากนี้ความเสื่อมของอวัยวะต่างๆ ยังเกิดขึ้นเร็วช้าต่างกัน ในผิวหนังจะเริ่มขึ้นเมื่ออายุ ๒๙ ปี ในเซลล์สมองจะเริ่มเมื่ออายุ ๒๔ ปี
…..ทัศนะเกี่ยวกับกลไกและกระบวนการเสื่อมชรานั้นมีอยู่ ๒ กลุ่มใหญ่ๆ กลุ่มแรกมองว่า ความชรานั้นเกิดจากการสั่งสมความเสียหายในระดับเซลล์ที่มีอยู่ทั่วร่างกายซึ่งเกิดขึ้นเป็นปกติ และส่วนใหญ่ไม่ได้ก่อให้เกิดผลเสียร้ายแรงในทันที เนื่องจากร่างกายมีกลไกที่คอยแก้ไข แต่ถึงอย่างไรก็ตามความเสียหายบางส่วนก็ยังหลงเหลืออยู่ ซึ่งค่อยๆ สะสมไปทีละเล็กละน้อยนานเป็นปีๆ หรือหลายสิบปี ในที่สุดก็มีผลทำให้ระบบต่างๆ ของร่างกายเสียหาย บวกกับเมื่อคนเรามีอายุมากขึ้น กลไกแก้ไขก็พลอยเสื่อมลงไปด้วย ทำให้อวัยวะส่วนต่างๆ ทรุดโทรมลง ระบบภูมิคุ้มกันก็อ่อนแอลง และมีความเสี่ยงต่อโรคต่างๆ เช่น โรคหัวใจ โรคมะเร็งมากขึ้น
…..ในอีกทัศนะหนึ่ง การผ่านช่วงอายุต่างๆ ของมนุษย์ ตั้งแต่วัยเด็ก วัยรุ่นที่เริ่มเจริญพันธุ์ วัยหนุ่มสาวที่ร่างกายเจริญเติบโตเต็มที่ วัยหมดประจำเดือนหรือวัยทอง(ในผู้หญิง) และวัยชรา ล้วนถูกตั้งโปรแกรมไว้แล้วในยีนหรือพันธุกรรมของมนุษย์ ดังนั้นความชราจึงเป็นส่วนหนึ่งของนาฬิกาอายุขัยที่เดินไปเรื่อยๆ จนกว่าจะหมดเวลาเหมือนนาฬิกาทราย
…..แต่ถึงแม้ความเสื่อมจะเป็นเรื่องธรรมดา แต่ก็ไม่มีใครอยากแก่ ความชราจึงเป็นปรากฏการณ์ที่มนุษย์พยายามค้นหาวิธี ที่จะหยุดยั้งหรือชะลอให้ช้าลง มาตลอดประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในปัจจุบัน ทำให้เราเข้าใจกลไกและสาเหตุของความแก่ชราความเสื่อมของร่างกายได้ดีขึ้น และช่วยชี้หนทางในการที่จะลดปัจจัยที่เร่งและเสริมสร้างปัจจัยที่ช่วยชะลอความเสื่อมเหล่านั้น ซึ่งก็มีแนวทางการศึกษาอยู่หลายทฤษฎี
อนุมูลอิสระ ความเสื่อมเกิดแต่เนื้อในเซลล์
…..ทฤษฎีที่แพร่หลายที่สุดทฤษฎีหนึ่งคือ การอธิบายว่าความเสื่อมของร่างกายเกิดจากอนุมูลอิสระ ซึ่งเป็นของเสียที่เกิดจากกระบวนการหายใจระดับเซลล์ อนุมูลอิสระไปทำความเสียหายให้กับกลไกการผลิตพลังงานของเซลล์ต่างๆ คล้ายกับปฏิกิริยาการเกิดสนิม ความเสียหายเหล่านี้นำไปสู่ความเสื่อมสภาพ และโรคเรื้อรังต่างๆ อนุมูลอิสระยังทำลายเยื่อหุ้มเซลล์ และสามารถทำลายเอนไซม์และองค์ประกอบทางพันธุกรรมของเซลล์จนก่อให้เกิดมะเร็งได้ อนุมูลอิสระอีกส่วนหนึ่งอาจมาจากสิ่งปนเปื้อนในสารอาหาร เช่น สารกันบูด ยาฆ่าแมลง สีสังเคราะห์ผสมอาหาร ไขมันทรานส์ เป็นต้น นอกจากนี้ยังพบว่า ความเครียด การทำงานหนักใช้แรงมากเกินไป ยาบางชนิด มลภาวะ เช่น ควันบุหรี่ อากาศเป็นพิษ ตลอดจนสภาวะของโรคบางชนิด เช่น โรคเบาหวาน ก็สามารถทำให้ร่างกายมีอนุมูลอิสระเพิ่มขึ้นได้เช่นกัน
…..ดังนั้นกลยุทธ์ในการชะลอความเสื่อมคือ การลดปัจจัยภายนอกที่จะเข้าไปเป็นกองหนุนให้กับอนุมูลอิสระ และในอีกด้านหนึ่งคือ ทำให้ร่างกายได้รับสารต้านอนุมูลอิสระซึ่งจะไปช่วยป้องกันและยับยั้งไม่ให้อนุมูลอิสระทำความเสียหายให้แก่ร่างกายเราได้เพิ่มขึ้น ซึ่งในปัจจุบันเป็นที่รู้กันดีว่า สารต้านอนุมูลอิสระจำนวนมากอยู่ในพืชผัก สมุนไพร และผลไม้ ซึ่งอุดมไปด้วยวิตามินและสารพฤกษเคมีหลายชนิดที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระอย่างดี
เทโลเมียร์ นาฬิกาแห่งความชราภาพ
…..การศึกษาอีกแนวทางหนึ่งสนใจกลไกความเสื่อมชราในระดับโครโมโซม ซึ่งมีอยู่ในนิวเคลียสของเซลล์ทุกเซลล์ในร่างกาย และเป็นที่อยู่ของดีเอ็นเอซึ่งทำหน้าที่ถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมจากพ่อแม่ไปสู่ลูกหลาน โดยมีการค้นพบความสำคัญของส่วนปลายสุดของโครโมโซมที่เรียกว่าเทโลเมียร์ (Telomere) ซึ่งเปรียบเสมือนจุกปิดแท่งโครโมโซม เพื่อป้องกันไม่ให้โครโมโซมถูกทำลายเสียหาย
…..เทโลเมียร์จะสั้นลงทุกๆ ครั้งที่มีการแบ่งเซลล์ เมื่อเทโลเมียร์สั้นลงไปเรื่อยๆ จะส่งผลให้เกิดความเสื่อมในระบบต่างๆ ของร่างกาย และเมื่อสั้นลงจนถึงระดับหนึ่งที่ไม่สามารถแบ่งตัวได้อีก เซลล์นั้นก็จะหมดอายุขัยตายไป เทโลเมียร์จึงเป็นตัวบ่งชี้ว่า คนเรามีสุขภาพดีหรือมีความเสื่อมชรามากน้อยเพียงใด เช่น บางคนมีเทโลเมียร์สั้นมากทั้งที่อายุยังน้อย ก็แสดงว่าแก่เร็วเกินอายุ
…..นอกจากนี้ยังพบว่าเทโลเมียร์ที่สั้นลงเป็นตัวบ่งชี้ความเสื่อมของผิวหนังซึ่งเกิดการเหี่ยวย่น การลดลงของฮอร์โมนเพศหญิงเมื่อผู้หญิงเข้าสู่วัยทอง การเกิดข้อเสื่อม รวมไปถึงโรคต่างๆ เช่น โรคอัลไซเมอร์ โรคมะเร็ง โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคซึมเศร้า เบาหวาน เป็นต้น นักวิทยาศาสตร์จึงมีความหวังว่า หากค้นพบวิธีที่จะชะลอการหดสั้นของทีโลเมียร์ ก็จะสามารถทำให้คนเรามีชีวิตยืนยาวขึ้น ถึงแม้ว่าขณะนี้จะยังไม่พบวิธีดังกล่าว แต่ความยาวเทโลเมียร์ของแต่ละคนก็สามารถใช้เป็นตัวชี้วัดสุขภาพที่แม่นยำ ซึ่งเมื่อรู้แล้วและนำมาปรับพฤติกรรมในชีวิตประจำวันเพื่อดูแลไม่ให้เทโลเมียร์สั้นลง ก็ย่อมจะนำไปสู่การมีสุขภาพดีและอายุที่ยืนยาวนั่นเอง
วิถีชีวิตพิชิตแก่ เรียนรู้จากชาวโอกินาวา
……ในอีกด้านหนึ่งก็มีการศึกษาว่า เพราะเหตุใดคนบางกลุ่มจึงมีอายุยืนยาวเป็นพิเศษ หรืออีกนัยหนึ่งคือ กระบวนการเสื่อมชราเกิดขึ้นช้ากว่าคนทั่วไป โดยทำการศึกษากับชาวโอกินาวาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา ๒๕ ปี ประชากรราว ๑,๓๐๐,๐๐๐ คน ของโอกินาวาซึ่งเป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุดในหมู่เกาะริวกิว ทางตอนใต้สุดของประเทศญี่ปุ่น เป็นกลุ่มคนที่มีอายุยืนที่สุดในโลก ในปี ๒๕๔๔ มีอายุขัยเฉลี่ย ๘๑ ปี เมื่อจำแนกเพศแล้ว หญิงมีอายุเฉลี่ย ๘๖ ปี และชายมีอายุเฉลี่ย ๗๘ ปี ในจังหวัดโอกินาวามีจำนวนผู้ที่มีอายุถึงร้อยปี ๔๐๐ คนในประชากร ๑.๓ ล้านคน หรือเท่ากับ ๓๔ คนต่อประชากร ๑๐๐,๐๐๐ คน ในขณะที่สหรัฐอเมริกามีแค่ ๕-๑๐ คนต่อประชากร ๑๐๐,๐๐๐ คน
…..คนชราที่นั่นแม้จะมีผมขาว ผิวเหี่ยวย่นไปตามวัย แต่มีร่างกายแข็งแรง ไม่ค่อยเจ็บไข้ได้ป่วย โดยเฉพาะกระดูกหักมีน้อยมาก ไม่ค่อยเป็นโรคหัวใจ โรคอัมพฤกษ์อัมพาต มีอัตราการเกิดโรคมะเร็งที่เกี่ยวกับฮอร์โมน เช่น มะเร็งเต้านม มะเร็งรังไข่ มะเร็งต่อมลูกหมาก รวมถึงมะเร็งลำไส้ ต่ำกว่าที่ใดๆ ในโลก
……ที่เป็นเช่นนี้ก็เนื่องมาจากชาวโอกินาวาไม่ดื่มแอลกอฮอล์ ไม่สูบบุหรี่ กินเนื้อสัตว์น้อย โปรตีนที่ได้มาจากพืชโดยเฉพาะเต้าหู้และสาหร่าย ประมาณ ๓ ใน ๔ กินผักผลไม้ที่อุดมไปด้วยกากใยอาหาร อาหารมีการปรุงแต่งน้อย ที่สำคัญที่สุดคือจะกินอาหารในปริมาณร้อยละ ๘๐ ของปริมาณที่ทำให้อิ่ม ตามธรรมเนียม “ฮาราฮาชิบู” ที่สอนให้วางตะเกียบลงทันทีที่เริ่มรู้สึกอิ่ม ทำให้พวกเขามีรูปร่างดีและไม่อ้วน มีการปฏิบัติสมาธิในรูปแบบต่างๆ นิยมรำไทเก๊กเป็นการบริหารร่างกาย และทำกิจกรรมต่างๆ ที่ได้ออกแรงอยู่เป็นประจำ เช่น การทำสวน การเดิน การเต้น เป็นต้น
…..ในชุมชนอื่นๆ ในโลกที่มีคนอายุยืนเป็นร้อยปีสูงกว่าค่าเฉลี่ยก็พบแบบแผนการดำรงชีวิตที่คล้ายคลึงกัน คืออยู่ในสภาพแวดล้อมที่ปราศจากมลพิษ กินอาหารที่เรียบง่ายและปลอดสารเคมี โดยเฉพาะพืชผักผลไม้ในปริมาณมาก มีกิจกรรมที่ใช้แรงกายเป็นประจำ มีชีวิตอยู่อย่างสงบสุขกับคนในชุมชนและสิ่งแวดล้อม อย่างเช่น เมืองแคมโปดิเมเลในอิตาลีซึ่งมีอายุขัยเฉลี่ยมากกว่าชาวอิตาลีทั่วไปถึง ๒๐-๓๐ ปี และเขตปาหม่าในมณฑลกวางสี ประเทศจีน ซึ่งมีประชากรจำนวน ๓๐๐,๐๐๐ คน มีผู้อายุร้อยปีถึง ๘๐ คน
…..นอกจากนี้ยังมีการศึกษาอื่นๆ พบว่าคนมองโลกในแง่ดีอายุยืนยาวกว่าคนมองโลกในแง่ร้าย คนที่ปฏิบัติตามแนวทางศาสนาที่ตนเองนับถือมีอายุยืนยาวกว่าคนที่ไม่สนใจในการปฏิบัติ คนที่ซื่อสัตย์ อ่อนโยน ไม่ก้าวร้าว แบ่งปัน ให้อภัยคนอื่น นับถือผู้อาวุโสมักจะไม่ค่อยเจ็บป่วย ซึ่งแสดงให้เห็นว่า การมีวิถีชีวิตที่เรียบง่าย ไม่ซับซ้อน มีความสุขสงบภายใน เป็นปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่การมีสุขภาพดีและอายุยืนด้วยเช่นกัน
ไม่แก่ก็ได้ ถ้าใช้ชีวิตดีๆ
…..ความรู้ที่เกี่ยวกับกลไกการเสื่อมสภาพที่กล่าวมา ชี้ให้เห็นว่าความชราเป็นธรรมชาติของร่างกาย ซึ่งเมื่อมีการใช้งานไปนานๆ ก็ชำรุดทรุดโทรมไปตามวัย แต่ความเสื่อมจะมีอัตราเร็วหรือช้านั้นแตกต่างกันไป ส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับลักษณะทางพันธุกรรมและความแข็งแรงที่มีมาแต่กำเนิด แต่อีกส่วนหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือเงื่อนไขและสภาพการใช้ร่างกาย หรือพฤติกรรมในการดำรงชีวิตของแต่ละคน ซึ่งวิถีชีวิตในปัจจุบันเป็นตัวเร่งให้การเสื่อมสภาพนั้นเร็วขึ้นไปอีก ได้แก่ความเครียด มลภาวะ การใช้ชีวิตที่เร่งรีบ ขาดการออกกำลังกาย กินไม่เป็นเวลา กินของที่ไม่มีประโยชน์ สูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ นอนดึก นอนน้อย ซึ่งล้วนแต่เป็นสิ่งที่บั่นทอนสุขภาพ ทำให้ร่างกายอ่อนแอ จนเกิดเป็นโรคเรื้อรังหรือโรคร้ายแรงถึงชีวิตในระยะยาว
…..ในทางตรงกันข้าม การใช้ชีวิตที่เหมาะสม ทั้งการกินอยู่ หลับนอน ทำงาน ออกกำลังกาย การดูแลร่างกายอย่างถูกต้องแล้ว แม้วัยจะล่วงเลยไป แต่คนเรายังสามารถมีสุขภาพดี คือ กินได้ ขับถ่ายดี ฉี่คล่อง นอนหลับสบาย ร่างกายกระฉับกระเฉง ไม่เป็นภาระของคนอื่น มีความพอใจในชีวิต มีความสุขเมื่ออยู่กับลูกหลาน และหมู่เพื่อน หัวเราะได้ ทำอะไรมีเหตุผล มีที่พึ่งทางจิตวิญญาณ
ด้วยเหตุนี้แม้ความชราจะเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่เราสามารถเลือกได้ว่า จะเป็นคนชราแบบไหน ทว่ากลไกความชราภาพเตือนว่าเราไม่ควรประมาท เพราะความเสื่อมนั้นเริ่มขึ้นแล้วตั้งแต่เรายังเป็นหนุ่มสาว การเรียนรู้และเตรียมตัวรับมือกับความเสื่อมจึงต้องเริ่มตั้งแต่วันนี้ ด้วยความตั้งใจที่แน่วแน่ เพื่อป้องกันความถดถอยของร่างกายก่อนที่จะมีอายุมากขึ้นไปตามลำดับ เราจึงจะสามารถเลือกที่จะมีชีวิตในวัยชราอย่างมีคุณภาพได้

ปิดการแสดงความเห็น