บันทึกของแผ่นดิน ๘ (ขี้เหล็ก)

ขี้เหล็ก ยาและอาหารต้านเสื่อม …………..โดย พี่ต้อ


ชื่อวิทยาศาสตร์ Senna siamea (Lam.) H.S. Irwin & Barneby
ชื่อวงศ์ LUGUMINOSAE-CAESALPINIOIDEAE
ชื่อื่น ขี้เหล็กแก่น ขี้เหล็กบ้าน ขี้เหล็กหลวง ขี้เหล็กใหญ่
ลักษณะทั่วไป ไม้ต้น ใบประกอบแบบขนนกปลายคู่ เรียงสลับ ดอกสีเหลือง ผลเป็นฝักแบนยาว
การขยายพันธุ์ เพาะเมล็ด
ขุมทรัพย์ริมรั้ว ครัวไทยใช้ทุกภาค
..ขี้เหล็กนับว่าเป็นสมุนไพรของคนไทยแท้ๆ เพราะมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Senna siaea (Lam.) H.S. Irwin & Barneby ซึ่งบกบอกว่าถิ่นกำเนิดอยู่ในเมืองสยาม แต่ก็พบทั่วไปในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น ลาว เขมร มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ไปจนถึงศรีลังกา และหมู่เกาะแปซิฟิก ขี้เหล็กเป็นไม้ดอกสวย นิยมปลูกเป็นไม้ให้ร่มตามริมถนน ต่างประเทศเคยมีการสั่งซื้อพันธุ์ขี้เหล็กไทยเพื่อนำไปปลูกเป็นไม้ประดับ
..ด้วยความที่ขี้เหล็กเป็นไม้โตเร็ว ชาวบ้านที่ชาญฉลาดจึงมักปลูกไว้ตามคันนา ตามรั้วบ้าน รอให้โตสักปีสองปีก็ได้ฟืนมาใช้ เก็บใบเอามาบ่มมะม่วงและกล้วยให้สุกอย่างสม่ำเสมอ โดยไม่ต้องใช้แก๊สบ่มให้เสียรสชาติ จำได้ว่าข้างๆ เล้าไก่ที่บ้าน จะทำแคร่ยื่นออกไปเป็นที่เก็บฟืน แม่บอกว่าจะทำแกงต้องใช้ฟืน แกงถึงจะเข้าเนื้อ ทั้งยังหอมกลิ่นควันไฟ ฟืนที่ใช้ส่วนใหญ่จะเป็นไม้สะแกกับไม้ขี้เหล็ก แต่แม่จะชอบไม้ขี้เหล็กเป็นพิเศษ เพราะนอกจากจะเป็นฟืนที่ดีแล้ว ยังเป็นผักที่ดีมีประโยชน์ เป็นที่นิยมกินกัน ชาวบ้านที่ตำบลหาดสะแก จะปลูกขี้เหล็กเป็นรั้ว แล้วนำยอดมาต้มลดความขม บีบน้ำออกปั้นเป็นก้อนกลมๆ ขาย ในช่วงหน้าฝน มีรายได้เดือนละประมาณกว่า ๑๒,๐๐๐ บาท เลยทีเดียว
..ใบอ่อนขี้เหล็กแกงกินได้อร่อย หรือลวกจิ้มน้ำพริกกินก็ได้ การกินใบขี้เหล็กซึ่งมีรสขมเป็นอาหารนับว่าเป็นภูมิปัญญาของคนไทยโดยแท้ ขี้เหล็กนั้นเป็นอาหารของคนไทยทุกภาค แต่ละภาคแต่ละบ้านมีสูตรแกงขี้เหล็กที่ไม่เหมือนกันตั้งแต่การต้มน้ำทิ้ง จะใช้น้ำต้มเท่าไหร่ ต้มกี่น้ำจึงจะหายขม รูปแบบของการแกงก็ยังแตกต่างกัน มีทั้งแกงกะทิใส่หมูย่าง เนื้อย่าง ปลาย่าง หนังวัวเผา ส่วนแกงป่ามีทั้งใส่และไม่ใส่ใบย่านาง มะเขือพวงก็ใส่บ้างไม่ใส่บ้าง แกงขี้เหล็กแบบฉบับของไทใหญ่จะใส่ถั่วเน่าและข้าวคั่ว นอกจากนี้ ยังใส่ในแกงบวน แกงเลียงแบบทางภาคใต้ก็มี


ขี้เหล็ก คุณค่าในความขม
..ขี้เหล็กเป็นผักที่มีคุณค่าทางอาหารมากมาย มีโปรตีน มีวิตามินบี ๒ และธาตุเหล็กสุงทีเดียว แล้วยังมีไขมัน แคลเซียม ฟอสฟอรัส ไนอาซิน อยู่จำนวนหนึ่ง ถ้าเอาดอกอ่อนมาแกงด้วยก็จะได้วิตามินเอในปริมาณสูงทีเดียว ใบขี้เหล็กมีใยอาหารสูง เป็นยาระบาบอ่อนๆ และช่วยดูดซับสารพิษ ดังนั้นการกินขี้เหล็กจึงได้สารอาหารเกือบครบครัน มีกากใยสูง แถมยังกำจัดสารพิษ ช่วยระบาย เป็นอาหารสุขภาพ และยังเหมาะกับคนที่ต้องการลดน้ำหนักเพราะใช้พลังงานน้อยมาก นอกจากนี้หมอพื้นบ้านเชื่อว่า การกินแกงขี้เหล็กจะช่วยแก้ริดสีดวงทวาร ริดสีดวงลำไส้ บำรุงเลือด บำรุงกระดูก ถ้าใส่มะเขือพวงด้วยจะไม่ขมมาก กินแล้วรสชาติตัดกันดี แต่อย่าใส่หมูหรือไก่
..ขี้เหล็กเป็นสมุนไพรที่เข้าตำรับยาไทยมากที่สุดชนิดหนึ่ง และใช้ได้ทุกส่วน ทั้งดอก ใบ เปลือก กระพี้ แก่น ไส้ ราก การใช้ทั้งห้านี้ มีสรรพคุณกล่าวเป็นคำกลอนไว้ว่า “ขี้เหล็กท่านว่า ตามในตำรา สิ่งนี้ดีสุด รู้แก้มุตกิด และนิ่วก็หยุด ดอกนั้นเป็นจุด แก้โลหิตได้ แก้นอนมิหลับ ทุกข์อยู่พริบพรับ แล้วค่อยกลับหาย แก้หิด รังแค ส่วนเปลือกนั้น แก้ริดสีดวงก็ได้ กระพี้แก้โลหิต อันกระทำพิษ ระส่ำระสาย แก่นนั้นแก้ลม ทำให้เย็นกาย นอกนั้นแก้ได้ พยาธิในอุทร ไส้แก้โลหิต อันขึ้นทำพิษ ให้รื้อให้ถอน จักษุทวาร อาการแสบร้อน รากแก้กษัยกร่อน หนาวผิดสำแดง

ขี้เหล็ก ยาแก้กษัย ของไทยแลนด์
..ตำรายากลุ่มโรคนี้ที่นิยมใช้ขี้เหล็กมากที่สุดคือ กษัย คำว่า กษัย แปลว่า ความเสื่อม โรคกษัยคือ โรคของความเสื่อมของธาตุต่างๆ ในร่างกาย ได้แก่ ดิน น้ำ ลม ไฟ ซึ่งเป็นลักษณะอาการของคนแก่ทั่วไป แม้บางคนจะยังไม่ถึงวัยนั้น เช่น อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร จุกเสียดแน่นท้อง ท้องผูก หลับไม่สนิท ตามัว มึนงง วิงเวียน แขนขาไม่มีแรง ชาตามปลายมือปลายเท้า ปวดเมื่อยตามร่างกาย ปวดตามบั้นเอว ปวดตามข้อมือข้อเท้า ปัสสาวะมีสีเข้ม เป็นต้น
..สาเหตุของกษัยคือ การใช้ชีวิตที่ไม่ดูแลสุขภาพ เช่น กินนอนไม่เป็นเวลา กินอาหารไม่ครบถ้วน เคร่งเครียด พักผ่อนน้อย ไม่ได้เปลี่ยนอิริยาบถ นั่งนาน ยืนนาน เป็นต้น อาการเหล่านี้มักจะเป็นเรื้อรัง ในทางการแพทย์แผนปัจจุบันจะหาสาเหตุไม่พบ แต่ชาวบ้านจะใช้ขี้เหล็กทั้งห้า หรือแก่นขี้เหล็กต้มกิน
..มีการศึกษาวิจัยพบว่า ขี้เหล็กมีฤทธิ์ต้านมะเร็งในสัตว์ทดลอง โดยหลังจากให้สารสกัดขี้เหล็กกับหนูที่ได้รับสารก่อมะเร็ง (carcinogen) แล้วพบว่ามีการเพิ่มขึ้นของระดับ glutathione S-transferase (GST) และ UDP- glucuronosyltransferase (UGT) ซึ่งต้านการเกิดมะเร็ง ทำให้หนูเกิดมะเร็งช้าลง และลดการกระจายตัวของมะเร็งเต้านมในหนูได้ ข้อมูลเหล่านี้น่าจะช่วยสนับสนุนการใช้ขี้เหล็กในกษัยได้เป็นอย่างดี เนื่องจากกษัยบางชนิด เช่น กษัยปู เป็นโรคมะเร็งชนิดหนึ่ง อันเกิดมาจากความเสื่อมของร่างกาย


หลับสบาย ขับถ่ายดี ไขมันหลีกหนี
..ขี้เหล็กใช้เป็นทั้งยาเดี่ยวและยาตำรับ เช่น แก่นขี้เหล็กซึ่งสรรพคุณหนักไปในทางเป็นยาบำรุงสุขภาพ หมอยาอีสานมีคำคล้องจองให้ท่องจำไว้ว่า “เหล็กแดงแทงหาด” หมายถึง แก่นขี้เหล็ก แก่นแดง แก่นหนามแท่ง แก่นมะหาด ทั้งสี่แก่นนี้ควรต้มกินเป็นประจำจะทำให้ร่างกายแข็งแรง แก้ปวดเมื่อย แก่นขี้เหล็กยังใช้ต้มกินเพื่อคุมน้ำตาลในเลือดในคนที่เป็นเบาหวาย
..ขี้เหล็กทั้งห้าใช้แก้อาการปวดหัวจากความดันโลหิตสูง ส่วนการใช้เป็นยานอนหลับชาวบ้านจะใช้ใบและดอกของขี้เหล็กมาแกงกินหรือใช้ยอดอ่อนนึ่ง หรือลวกจิ้มกิน การกินแกงขี้เหล็กยังช่วยให้ระบายด้วย แต่ถ้าแก้ท้องผูก จะต้องใช้เข้มข้นขึ้นคือ ใช้แก่นหรือกิ่งก้าน ๑ กำมือ ใส่น้ำพอท่วมยา ต้ม ๓๐ นาที รินกิน ๑ แก้วหรือมากกว่า ทั้งเบาหวาน ความดัน นอนไม่หลับ ท้องผูก ล้วนเป็นปัญหาสุขภาพของผู้สูงอายุ ดังนั้นขี้เหล็กจึงเป็นสมุนไพรที่เหมาะสำหรับผู้สูงอายุอย่างยิ่ง
..ปัจจุบันมีการศึกษาวิจัยฤทธิ์ช่วยให้นอนหลับของขี้เหล็กพบว่า ในใบอ่อนของขี้เหล็กมีสารชื่อว่าบาราคอล (BaraKol) ซึ่งมีคุณสมบัติคลายเครียด ในขนาดสูงๆ จะเป็นยาช่วยให้นอนหลับ ถ้าในขนาดที่ไม่สูงมากมีฤทธิ์ช่วยสงบประสาท คลายเครียด โดยไม่ทำให้ง่วง เหมือนยาสงบประสาทแผนปัจจุบัน ซึ่งเป็นยาคลายเครียด (anxiolytic drugs) มีผลข้างเคียงทำให้ง่วงนอนสะลึมสะลือ จนรบกวนสภาวะการทำงานปกติของผู้ที่ใช้
..ด้วยสรรพคุณข้อนี้ องค์การเภสัชกรรมจึงทำยาเม็ดจากใบขี้เหล็กออกมาจำหน่าย แต่พบผลข้างเคียงคือ เมื่อรับประทานยาไปสักระยะหนึ่ง จะเริ่มมีอาการตับอักเสบ ทำให้องค์การเภสัชกรรมต้องยกเลิกการใช้ยาเม็ดขี้เหล็ก ซึ่งในภายหลังนักวิจัยได้พิสูจน์พบว่า สารพิษที่ทำให้เกิดอาการตับอักเสบนั้นไม่ใช่สารบาราคอล หากแต่เป็นสารตัวอื่นในใบขี้เหล็ก ดังนั้นที่คนโบราณกินแกงขี้เหล็กโดยไม่เกิดอันตราย น่าจะเป็นเพราะนำขี้เหล็กมาต้มหลายครั้ง ซึ่งอาจจะเป็นการทำให้สารพิษบางอย่างในขี้เหล็กลดลง เนื่องจากถูกความร้อนทำลาย จึงปลอดภัยในการกิน
..ขี้เหล็กยังมีงานศึกษาวิจัยซึ่งยืนยันการใช้เป็นยาของชาวบ้าน โดยพบว่า สารสกัดจากใบและรากมีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือดของหนูทดลอง ทั้งยังช่วยลดไขมันในเลือดและไตรกลีเซอไรด์ และพบว่าสารสกัดจากใบมีผลลดความดัน เนื่องจากมีฤทธิ์ขับปัสสาวะ ลดการเต้นของหัวใจ


ขี้เหล็ก แก้ปวดเมื่อย ต้านการอักเสบ
..หมอยาเมืองเลยนิยมใช้ขี้เหล็กเข้ายาแก้เส้น แก้เอ็น แก้ฟกช้ำ บวม หรือคนที่มีอาการปวดเส้น ปวดเอ็น เส้นเอ็นตึง รวมทั้งแก้ริดสีดวงทวาร ซึ่งมีการศึกษาวิจัยพบว่า สารสกัดจากเปลือกต้นขี้เหล็กมีฤทธิ์ต้านการอักเสบในหนู และให้ผลดีกว่ายาแก้ปวดไดโคลฟีแนก (diclofenac) ซึ่งเป็นยาแก้อักเสบ แก้ปวดปัจจุบัน โดยมีกลไกไปยับยั้งเอ็นไซม์ cyclooxygenase มีฤทธิ์ลดปวดและต้านการอักเสบในหนูทดลอง โดยไม่เป็นพิษต่อเซลล์ปกติ

น่ารู้
• ยอดจุ่มน้ำ นำมาผิงไฟแล้วบีบเอาน้ำดื่มกินแก้ไอ น้ำยาที่ได้ยังใช้อมไว้ในปากจะช่วยเรื่องปวดฟันเนื่องจากฟันโยก ช่วยให้เหงือกกระชับและหายปวดฟัน (แต่ไม่ใช่ปวดฟันเนื่องจากฟันผุ)
• ยอดขี้เหล็กตำกับเกลือเท่าๆ กัน ปั้นลูกกลอนให้วัวควายที่ไม่แข็งแรง ไม่มีลูก ไม่ชอบตัวผู้ ก็จะแข็งแรงเป็นปกติ
• มีความเชื่อว่า ถ้าเก็บขี้เหล็กในวันเพ็ญ เดือน ๔ (ขึ้น ๑๕ ค่ำ) จะสามารถนำไปใช้ทำเป็นยารักษาโรคให้หายได้ชะงัดนัก
• ในพม่าจะนำดอกขี้เหล็กมายำกินตอนเที่ยงคืนของวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒ เพราะเชื่อว่าเป็นวันที่ธาตุยารวมตัวกันอยู่ที่ดอกขี้เหล็ก


ตำรับยา
.     ยาแก้ริดสีดวงบานทะโรค : เอาใบผักเสี้ยนผีทั้งห้า กะเพราทั้งห้า แมงลักทั้งห้า ขอบชะนางแดงทั้งห้า แก่นขี้เหล็กเท่ายาทั้งหลาย เมื่อลงหม้อเสกด้วยประจุหะตะ ต้มกินแก้ริดสีดวงทั้งหญิงชาย
.     ยาแก้ท้องผูก : ขี้เหล็กทั้งห้า จันทน์ทั้งสอง ใบมะกา ดอกมะลิ ยาห้าราก สมอไทย ต้มกิน
.     ยาไข้กษัย : รากมะคำไก่ ๕ ตำลึง ขี้เหล็ก ๑๐ ตำลึง รางแดง ๕ ตำลึง เถาวัลย์เปรียง ๕ ตำลึง ข่า ๕ ตำลึง ต้มกินหาย
.     ยาน้ำมันพยุงเส้น : เอาใบสะเดา ใบขี้เหล็ก ใบบอระเพ็ด ตำคั้นเอาน้ำสิ่งละ ๑ ส่วน การบูร ๒ ส่วน เหล้า ๑ ส่วน น้ำมัน ๒ ส่วน หุงให้คงแต่น้ำมัน เสกด้วยอาการ ๓๒ ถอยหลัง (เป็นบทปลงสังขารทวัตติวสาการปาฐะ)
.     ยาแก้กร่อนลงฝัก (โรคเกิดเพราะไส้เลื่อนลงสู่ถุงอัณฑะ ทำให้ถุงอัณฑะโต ปัสสาวะขัด) : ให้เอาดีงูต้นทั้งห้า มะคำไก่ทั้งห้า ขนุนทั้งห้า ขี้เหล็กทั้งห้า ยาข้าวเย็น ๑ ต้มกินหาย
.     ยาดองแก้กษัย : เอาเถาคันแดง ๕ ตำลึง เถาวัลย์เปรียง ๕ ตำลึง แก่นขี้เหล็ก ๕ ตำลึง หัวสามสิบ ๕ ตำลึง มะกรูด ๓๓ ลูก เกลือใส่พอควรดีนัก
.     ยาลมชื่อเบญจขันธ์ : ขี้เหล็กทั้งห้า เบญจกูล ๑ เทียนทั้งห้า โกศ ๕ สมอทั้งสาม ยาทั้งนี้ กินผายลม ต้ม ๓ เอา ๑ ตามบังเกิดแก้เส้นและเอ็นดีแล ฯ
.     ยาประจำเดือนไม่ปกติ : ใช้แก่นเหล็ก แก่นฝาง อย่างละ ๑ กำมือ ใส่น้ำพอท่วมยา ต้มให้เดือด ๑๐ นาที กินวันละ ๒-๓ ครั้ง ก่อนอาหาร
.     ยากลั่นหลวงตาเหรียญ : ให้เอาข้าวเหนียวหรือข้าวจ้าวก็ได้ แล้วไพล ตำให้แหลก เอาแป้งข้าวหมากเคล้าหมักไว้ให้ดี แล้วเอาแก่นขี้เหล็กมาเคี่ยว เอาน้ำเติมเหมือนทำน้ำข้าว แล้วกลั่นเหมือนเหล้ากินแก้ตกขาว แก้ผอมแห้งดีนักแล
.     ยาแก้ไอผอมแห้ง สตรีกินหายมีตัวอย่างมาแล้ว : เอาข้าวเหนียว ๕ บาท ทำข้าวหมากให้ดี แก่นขี้เหล็กหนัก ๕ ตำลึง เคี่ยวเอาแต่น้ำ เติมลงในแป้งข้าวหมาก เอาข้าวหมากอีก ๑ ลูก ตำผงโรยแป้งข้าวหมากที่ทำไว้ ผึ่งแดดรับประทานเสมอไปจนหายหรือจนหมดยา
.     ยาชักมดลูกเข้าอู่ : แก่นขี้เหล็ก ๑ แก่นลั่นทม ๑ เถาคัน ๑ เถาวัลย์เปรียง ๑ เปลือกกระดังงา ๑ ต้มกินช่วยให้มดลูกเข้าอู่เร็ว
.     ยากัดฝ้า : เอาใบขี้เหล็กอ่อน ๑ ขมิ้นอ้อย ๑ ข้าวบูด ๑ เกลือเล็กน้อย ๑ ตำพอกกัดฝ้า
.     ยาแก้โรคปวดศีรษะเรื้อรัง : ท่านให้เอาแก่นขี้เหล็ก ๑ ผักเสี้ยนผี ๑ ต้นแมงลัก ๑ ตัวยาทั้งสาม อย่างนี้เอาหนักอย่างละ ๑ บาทเท่ากัน นำมาใส่หม้อดินต้มกับน้ำ ๓ ส่วน ต้มเคี่ยวให้เหลือน้ำ ๑ ส่วน ใช้น้ำยารับประทานครั้งละ ๑ ถ้วยชา วันละ ๔-๕ ครั้ง มีสรรพคุณแก้โรคปวดศีรษะเรื้อรังให้หายไป ได้ผลดีอย่างชะงัดนักแล ฯ
.     ยาเปลี้ยคนไข้อ่อน เป็นพยาธิ เมินนานนั้น (รักษาคนไข้ที่ร่างกายอ่อนแอ เจ็บป่วยเรื้อรัง) : หื้อเอาหลัวสามเกวียน (อัคคีทวาร) ลมแล้ง (คูน) ขี้เหล็ก เป้าน้อย เป้าหลวง (เปล้าใหญ่) มาต้มอาบ เจ็บหลัง เจ็บแอวก็หายเสี้ยงแล
.     ยาแก้เท้าบวม : รูดใบเอาผ้าห่อนำไปนึ่งแล้วประคบตรงที่ปวดบวม หรือตำให้เหนียวผสมน้ำซาวข้าว/เหล้าขาว แล้วทา
.     ยาเบาหวาน : ใบขี้เหล็ก ต้มเอาน้ำรับประทาน
.     ยาอายุวัฒนะและโรคเบาหวาน :  แก่นขี้เหล็ก ๕ บาท ผักเสี้ยนผี ๕ บาท ขมิ้นอ้อย ๕ บาท รากเจตมูลเพลิงแดง ๕ บาท หัวแห้วหมู ๕ บาท ฟ้าทะลายโจรเท่ายาทั้งหลาย ตำให้ละเอียด ละลายน้ำผึ้ง กินเช้า-เย็น ขนาดปลายนิ้วก้อย
.     ยาต้มแก้เหน็บชาจากเบาหวาน : ใช้ขี้เหล็กทั้งห้า มะตูมอ่อน รากช้าพลู สะค้าน ใบมะคำไก่ แก่นไม้สัก แก่นแสมทั้งสอง หัวแห้วหมู เอามาเท่าๆ กัน ต้มรับประทาน แก้โรคเหน็บชาดีนักแล
.     ยาสตรีเบาบ่อยๆ : ข้าวเหนียว ๕ บาท นึ่งให้ทำเป็นข้าวหมากจนหวานดี หัวไพลแก่ๆ ๒๐ บาท ตำคั้นเอาน้ำ แก่นขี้เหล็ก ๒๐ บาท ต้ม ๓ เอา ๑ เอาน้ำทั้งสามอย่างนี้รวมกัน ถ้าน้ำน้อยเติมน้ำลงพอควร รับประทานเช้า-เย็น จะแก้ช้ำรั่วได้อย่างดี ท่านควรรักษาให้ดี เพราะมันใช้งานมาก มักเกิดโรคมาก
.     ยาแก้ฟกบวม : ใช้รากไม้ขี้เหล็กบ้าน ขี้เหล็กป่า ขี้เหล็กเลา ต้มกิน
.     ยาแก้ร้อนใน : ใบขี้เหล็กอ่อนๆ ตำกับเกลือให้ละเอียด แล้วคั้นเอาน้ำ ถ้าน้ำน้อย เติมน้ำบริสุทธิ์ลงพอควร กรองด้วยผ้าสะอาด รับประทานหาย
.     ยานอนหลับ : ยอดต้มกินตอนเย็นจะนอนหลับดี
.     ยารักษารังแค : ใช้ดอกขี้เหล็ก ๑๐ ช่อ ใส่น้ำพอท่วมยา ต้มให้เดือดสัก ๑๕ นาที ยกลงทิ้งไว้ให้อุ่น (หมักผม) ปล่อยทิ้งไว้ ๓๐ นาที ล้างออก สระ ๓ ครั้ง (๒-๓ วัน สระ ๑ ครั้ง)

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.