บันทึกของแผ่นดิน ๘ (กันจิงบายู)

กันจิงบายู กินกันแก่ แก้หลายโรค…………..โดย ‘พี่ต้อม


ชื่อวิทยาศาสตร์ Corchorus capsularis L.
ชื่องศ์ MALVACEAE
ชื่ออื่นๆ ปอกระเจา ปอเส้ง เส้ง White jute
ลักษณะทั่วไป ไม้ลมลุก ใบเดี่ยว เรียงสลับ ขอบใบหยัก โคนใบมีติ่งแหลม ๑คู่ ดอกสีเหลือง ผลเป็นฝักตั้งตรง เป็นร่อง ปลายแหลม
การขยายพันธุ์ เพาะเมล็ด


กันจิงบายู ยาวิเศษพี่น้องแหลมมลายู
..ย้อนหลังไปราวปี ๒๕๔๗ มูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ได้รับจดหมายจากพระภิกษุรูปหนึ่งซึ่งเป็นแฟนรายการวิทยุของเรา เล่าถึงสมุนไพรวิเศษชนิดหนึ่งชื่อ กันจิงบายู ซึ่งมีสรรพคุณมากมาย ทั้งลดความดัน เบาหวาน ต้านความชรา จนเราตัดสินใจว่าต้องตามล่าหาสมุนไพรตัวนี้ให้พบ โดย คุณสาปีนะห์ แมงสาโมง ผู้ประสานงานหมอยาพื้นบ้านสามจังหวัดภาคใต้ในขณะนั้นได้ค้นคว้าและพบชื่อของกันจิงบายูในตำราเก่าแก่ชื่อ กิตาปตายุลมูลุค (Kitab Tajul Muluk) แปลว่า มงกฎกษัตริย์ อันเป็นหนังสือว่าด้วยศาสตร์การแพทย์พื้นบ้านดั้งเดิมของมลายู ระบุว่าสมุนไพรชนิดนี้มีสรรพคุณเด่นคือ เป็นยาที่ทำให้คนแก่กลับมาเป็นหนุ่มสาวได้


มุ่งสู่แดนใต้ ไขปริศนาสมุนไพรย้อนวัยหนุ่มสาว
..จากนั้นการตามหาต้นจริงๆ และข้อมูลการใช้ของกันจิงบายูจึงเริ่มขึ้น จากคำบอกเล่าของหมอยาพื้นบ้านในสามจังหวัดภาคใต้ ก็พบว่ากันจิงบายู เป็นยาวิเศษจริงๆ เพราะแก้โรคภัยได้สารพัด ผลของต้นไม้ชนิดนี้มีลักษณะเหมือนกระดุมเสื้อ ซึ่งคำในภาษามลายูเรียกว่า กันจิงบายู เป็นพืชที่ขึ้นง่ายตามป่าทั่วไป ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด ตามตำราสมุนไพรเก่าแก่ของประเทศมาเลเซียกล่าวว่า นอกจากใช้เป็นยารักษาโรคต่างๆ แล้ว ต้นกันจิงบายูยังเป็นพืชที่สามารถนำมาใช้ทำเป็นเชือกกระดาษได้ด้วย คนเฒ่าคนแก่ชาวมาเลเซียบางท่านบอกว่า กันจิงบายูมีอยู่ ๒ ชนิดคือ พันธุ์เขียว (หรือขาว) และพันธุ์แดง ชาวบ้านทางฝั่งมาเลเซียและในสามจังหวัดทางภาคใต้ นิยมพันธุ์ที่มีลำต้นสีแดงนำมาใช้ประโยชน์ทางยามากกว่า แต่ในปัจจุบันหายากมากรวมทั้งในสามจังหวัดภาคใต้ และมีน้อยคนที่รู้จัก
..สมัยก่อนต้นกันจิงบายูใช้รักษาโรคต่างๆ มากมาย อาทิ แก้ไขตัวร้อน แก้ท้องเสีย แก้ความดันโลหิตสูง ช่วยเจริญอาหาร เสริมสมรรถภาพทางเพศสำหรับผู้ชาย ช่วยให้สตรีหลังคลอดแข็งแรงและฟื้นตัวเร็วขึ้น เป็นต้น แต่ส่วนใหญ่แล้วจะนิยมนำมาต้มชงเป็นชาดื่มบำรุงร่างกายให้ปลอดจากโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ และยังมีความเชื่อว่า หากนำรากมาต้มน้ำดื่มเป็นประจำเป็นเวลา ๑ ปี จะสามารถอยู่ยงคงกระพัน ตกน้ำไม่ไหลตกไฟไม่ไหม้ หากเป็นสตรีจะมีผิวพรรณดี สวยเปล่งปลั่งตามกาล
..“เมาห์ซูพะห์” อายุ ๖๒ ปี หมอตำแยที่บ้านอีนอ ตำบลลาโละ อำเภอรือเสาะ จังหวัดนราธิวาส เล่าว่าตอนเป็นเด็ก หลังบ้านมีต้นกันจิงบายูปลูกอยู่เต็มไปหมด ทวดของท่านซึ่งก็เป็นหมอตำแยบอกว่า เพื่อให้ง่ายในการหยิบใช้ เพราะใบสามารถนำมาลวกกินเป็นผักเหนาะจิ้มน้ำพริก น้ำบูดู หรือนำมาใช้ประโยชน์ทางยาต่างๆ เช่นนำมาขยี้ กับน้ำปูนใสทาท้องเด็กแก้อาการท้องอืดท้องเฟ้อ หรือนำมาต้มชงเป็นชาแก้อาการท้องเสีย ช่วยบำรุงร่างกาย เป็นยาบำรุงสำหรับสตรีหลังคลอด และรักษาโรคความดันโลหิตสูงก็ได้ แต่ทุกวันนี้กันจิงบายูที่เคยมีเป็นห้องยาหลังบ้านได้สูญพันธุ์ไปหมดแล้วเพราะลูกหลานไม่ใส่ใจ
…ส่วน นายอับดลหรอหมาน ดาราโชติ หรือ พ่อหมอเปาะจิ เรียกต้นกันจิงบายูว่า กระเจี๊ยบพม่า เพราะสมัยก่อนคนพม่าที่อาศัยอยู่ตามแนวชายแดนด้านที่ติดกับจังหวังระนอง และคนระนองเองบางส่วนชอบนำใบอ่อนมาลวกกินเป็นผักกับข้าวเพื่อให้เจริญอาหาร ต้มชงดื่มเป็นชาบำรุงร่างกาย หรือนำใบมาตากให้แห้งแล้วบดให้ละเอียดทำเป็นเครื่องสำอางทาหน้า เพื่อให้หน้าเต่งตึง ดูอ่อนกว่าวัย


กันจิงบายู กว่าจะรู้ อยู่ใกล้แค่เอื้อม
..ทีมงานของมูลนิธิฯ ตามแกะรอยของกันจิงบายูจนไปถึงบ้านของแม่หมอยามือลอ มะแซ ตำบนจะกว๊ะ อำเภอรามัน จังหวัดยะลา ซึ่งท่านใช้ใบชงเป็นชาดื่มเพื่อบำรุงสุขภาพ รักษาโรคความดันโลหิตสูงให้ตัวเองและสามี ที่บ้านแม่หมอได้เห็นต้นจริงๆ ของกันจิงบายู จึงได้รู้ว่าสมุนไพรวิเศษนี้ก็คือ ปอกระเจา ซึ่งขึ้นอยู่มากมายตามธรรมชาติแถวชายทุ่งบางเดชะ อำเภอเมือง จังหวัดปราจีนบุรีนี่เอง
หลังจากดั้นด้นตามหากันจิงบายูไปสุดแดนใต้ เมื่อกลับมาปราจีนบุรี จึงไปลงพื้นที่ชุมชนตำบลบางเดชะข้างๆ โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ได้รู้จัก ลุงจบ (พันตรีบรรจบ พลเจริญ) ว่าแถวนี้เคยเป็นแหล่งผลิตเชือกปอแหล่งใหญ่ เนื่องจากปอกระเจาเป็นพืชประจำถิ่น อายุประมาณ ๑ ปี ลำต้นสูงได้ถึง ๓.๕ เมตร พอถึงฤดูแล้งน้ำลดผลปอก็จะเริ่มแก่ ชาวบ้านจะเก็บเมล็ดมาปลูก พอฝนเมลงก็เริ่มไถพื้นที่ แล้วหว่านเมล็ด เก็บเกี่ยวเมือปอเริ่มออกดอก โดยตัดที่โคนแบบปากฉลาม เลาะกิ่งและใบออกให้หมด แล้วนำกลับไปแปรรูปที่บ้าน สมัยโน้นยามค่ำคืนก็นั่งคุยกันไปลอกเปลือกปอกันไป แล้วรวบรวมเอาไปตากแดด พอแห้งก็เอาควั่นเป็นเชือก ใช้ล่ามวัว มัดของ หรือนำมาทำปอปั่นเพื่อเป็นเส้นแกนสำหรับทอเสื่อ นำมาถักกระเป๋า ถักเปลญวน บางบ้านก็ทำขาย ใบปอยังนำมาผัดกินเป็นอาหาร หรือนำมาต้มน้ำกินเป็นยาบำรุงร่างกาย แก้ปวดเมื่อยรวมทั้งใช้เป็นยารักษาฝี โดยนำใบโขลกปนกับข้าวสุกพอกฝีเพื่อดูดหนอง แม้ทุกวันนี้แทบจะไม่มีใครทำเชือกปอกันแล้ว ปัจจุบันนี้ยังมีต้นปอกระเจาขึ้นอยู่ตามที่โล่งแจ้งทั่วท้องทุ่งบางเดชะ เป็นร่องรอยที่เหลืออยู่ของแหล่งผลิตเชือกปอในอดีต

ยาอายุวัฒนะ ในจานโปรดของคลีโอพัตรา
..ผัดใบปอเป็นอาหารที่คนเข้าร้านข้าวต้มกุ๊ยรู้จักกันดี แต่ใครจะรู้บ้างว่า แม้แต่พระนางคลีโอพัตราแห่งอียิปต์ก็เสวยใบปอด้วย เนื่องจากมีสรรพคุณในการลดริ้วรอยบนใบหน้าและร่างกาย ทำให้ใบหน้าดูอ่อนเยาว์ ปอกระเจายังอุดมไปด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพมากมาย เช่น มีเบต้าแคโรทีนสูง ช่วยบำรุงสายตา มีธาตุเหล็กบำรุงเม็ดเลือดแดง แคลเซียมสำหรับบำรุงกระดูกและฟัน วิตามินซีซึ่งช่วยให้ผิวใส เรียบเนียน ช่วยรักษารอยแผลเป็น แล้วเสริมสร้างภูมิต้านทานของร่างกาย มีวิตามินเอ และวิตามินอี ช่วยในการกำจัดอนุมูลอิสระ เพิ่มภูมิคุ้มกัน ส่วนใบปอยังพบว่ามีสารต้านอนุมูลอิสระสูง ช่วยป้องกันการเกิดโรคเรื้อรังต่างๆ ได้ เช่น โรคหัวใจ มะเร็ง เบาหวาน และความดันโลหิตสูง งานวิจัยสมัยใหม่ยังพบว่าใบปอมีสารต้านมะเร็ง ลดน้ำตาลในเลือด ช่วยระบายท้องได้อีกด้วย
..แค่สรรพคุณที่กล่าวมาแล้วคงยั่วให้อยากกินผัดใบปอจนน้ำลายไหลกันบ้าง แต่ที่ผัดอร่อยนุ่มลิ้นจริงๆ ต้องยกให้สูตรของ คุณแม่ฮุ่ยคิ้ม ประพันธ์วัฒนะ ที่นำมาเผยแพร่เพื่อชักชวนให้คนไทยได้ลิ้มรสและได้ประโยชน์จากสมุนไพรวิเศษที่อยู่ใกล้แค่เอื้อมนี้เอง


ตำรับยา
   ..ยาบำรุง ช่วยบำรุงธาตุ และช่วยเจริญอาหาร : ใบแห้งนำมาบดให้ละเอียดเป็นผง แล้วนำมาชงหรือละลายน้ำกิน หรือใช้ยาชงจากใบปอกระเจาผสมกับลูกผักชีและเทียนเยาวพาณี
   ..ยาแก้ท้องเสีย แก้บิด แก้ท้องอืดเฟ้อ : นำรากและผลอ่อนมาตากแห้ง แล้วนำมาต้มชงกินเป็นชาดื่มบ่อยๆ จนกว่าอาการจะหายเป็นปรกติ
   ..ยาแก้โรคพยาธิ (จาจิง) ในเด็ก : นำใบมาขยี้กับน้ำปูนใสทาท้องเด็ก
   ..ยาเสริมสมรรถภาพทางเพศ บำรุงกำหนัดสำหรับผู้ชาย : นำใบมาตากให้แห้งในที่ร่มแล้วนำมาบดให้ละเอียด ใส่ผ้าขาวสะอาดชงเป็นชาใส่น้ำตาลทรายแดงแล้วดื่มตอนเช้าทุกวัน ติดต่อกัน ๓ วัน หรือนำมาชงเป็นชาผสมนมวัวดื่มตอนเช้าทุกวัน ติดต่อกัน ๗ วัน หรือนำใบเพสลาดจากต้นที่ยังไม่ออกดอกมารับประทานสดๆ วันละ ๒-๓ ใบ หรือ นำทั้งห้า (ตากแห้ง) ประมาณ ๑ กำมือ ต่อน้ำ ๑ ลิตร มาต้มให้เดือดประมาณครึ่งชั่วโมง แล้วดื่มอุ่นๆ ต่างน้ำ หรือดื่มวันละ ๒ เวลา หลังอาหาร เช้า-เย็น
   ..ยาบำรุงสำหรับสตรีหลังคลอด ยาบำรุงร่างกาย : นำทั้งห้ามาตากให้แห้ง แล้วต้มเดี่ยวๆ หรือผสมกับสมุนไพรหลังคลอดตัวอื่นๆ ประมาณ ๑ กำมือ ต่อน้ำ ๑ ลิตร ต้มให้เดือดประมาณครึ่งชั่วโมง ด้วยไฟปานกลาง แล้วดื่มอุ่นๆ ต่างน้ำ หรือดื่มวันละ ๓ เวลา หลังอาหาร
   ..ยารักษาความดันโลหิตสูง ลดน้ำตาลในเลือด : นำทั้งห้ามาต้มดื่มต่างน้ำ หรือนำยอดและใบอ่อนมาลวก รับประทานเป็นผักเป็นกับข้าว ช่วยย่อยอาหาร บำรุงร่างกาย

น่ารู้
ปอกระเจาเป็นพืชที่มีความสำคัญมากในอดีต เนื่องจากให้เส้นใยที่ดี เหนียว คงทน ใช้เป็นเครื่องนุ่งห่ม ทำเชือก ใช้ใบเป็นอาหาร และใช้เป็นยามาแต่โบราณ ในศาสตร์อายุรเวท ใช้ใบในการรักษาท้องมาน แก้ปวด ริดสีดวงทวาร และเนื้องอก นอกจากนี้ยังมีสรรพคุณในการรักษากระเพาะปัสสาวะอักเสบ ปัสสาวะลำบาก แก้ไข้ แก้ปวดหัว แก้ไอ ช่วยขับลมจุกเสียดในลำไส้ แก้อักเสบ ทำให้เจริญอาหาร รักษาโรคตับ โรคบิด วัณโรค ใช้เป็นยาพอกแผล ฆ่าเชื้อโรค โรคหวัดลงกระเพาะอาหาร และทำให้ร่างกายกลับมาแข็งแรง
• ไมควรนำผลมารับประทาน เพราะมีฤทธิ์เหมือนกับสารในยาดิจิตาลิส (Digitalis) ซึ่งเป็นยากระตุ้นหัวใจ


ตำรับอาหาร
ผัดใบปอ
(ตำรับคุณแม่ฮุ่ยคิ้ม ประพันธ์วัฒนะ)
ส่วนประกอบ
๑) ใบปออ่อน เด็ดเอาแต่ใบ ไม่เอาก้านใบ ไม่ใช้ใบใหญ่ๆ สากๆ เพราะจะเหนียวและขม                                                      ๑/๒ กิโลกรัม
๒) มันหมู                        ๔ ขีด
๓) เนื้อหมู                       ๑ ขีด
๔) กุ้ง                             ๓ ขีด
๕) เต้าเจี้ยว                     ๒ ช้อนโต๊ะ
๖) กระเทียมสับละเอียด ๑/๒ ขีด
วิธีทำ
๑. สับหมูพอละเอียด จากนั้นสับกุ้งลงผสมให้เข้ากันโดยทั่ว
๒. ตั้งกระทะใส่น้ำ ๒-๓ ลิตร เกลือ ๑ ถ้วยตวง ต้มจนน้ำเกลือเดือด ใส่ใบปอลงไปลวกพอสลด แล้วช้อนขึ้น ล้างในน้ำใหม่เยอะๆ เพื่อเอาสิ่งสกปรกออก หากเกลือน้อยไปใบปอจะเป็นเมือกๆ เมื่อล้างพอสะอาดแล้ว บีบให้แห้งจนหมาดน้ำ จากนั้นค่อยๆ สางออกจากกัน ไม่ให้เกาะพันกันเป็นก้อน สามารถเก็บแช่เย็น หรือนำไปผัดต่อได้เลย
๓. หั่นมันหมูเป็นชิ้นเล็กๆ ตั้งกระทะ เจียวมันหมู ให้ได้น้ำมันกับกากหมู อย่าให้เกรียมเพื่อเก็บไว้โรยหน้า (อาจใช้น้ำมันพืชก็ได้ แต่ใช้น้ำมันหมูเจียวใหม่ๆ จะหอมมากกว่า และได้กากหมูด้วย)
๔. เอาน้ำมันหมูที่เจียวได้ออกครึ่งหนึ่ง ใส่กระเทียมสับละเอียดลงไป เจียวพอเหลือง อย่าให้เกรียม ตักขึ้นพักไว้ข้างๆ
๕. ใส่หมูกุ้งสับลงไป คั่วไปมาพอสุก จากนั้นเติมเต้าเจี้ยวลงไป ผัดให้เข้ากัน
๖. ใส่ใบปอที่ลวกและล้างสะอาดแล้วลงไป ผัดไปผัดมา จนสุกเข้ากัน คลุกกระเทียมเจียวที่พักไว้ลงไปผัดคลุกเคล้าให้เข้ากันเป็นอันเสร็จ ตักขึ้นใส่จาน โรยด้วยกากหมู

ปิดการแสดงความเห็น