ศาสตร์การประคบ อบ อาบ นวด ในวัฒนธรรมและวิถีชุมชนไทย

ศาสตร์การประคบ อบ อาบ นวด ในวัฒนธรรมและวิถีชุมชนไทย

การประคบ อบ อาบ นวด เป็นแนวทางการเยียวยารักษาในการแพทย์แผนไทยและการแพทย์พื้นบ้าน ที่ใช้หลักการพื้นฐานเดียวกันกับวิธีการที่คล้ายคลึงกันในการแพทย์แผนจีน การแพทย์อายุรเวทของอินเดีย หรือแม้แต่การอบซาวน่าของประเทศตะวันตก นั่นคือ เป็นการส่งตัวยาและความร้อนผ่านทางผิวหนังและเยื่อบุ รวมถึงผ่านลมหายใจที่สูดเข้าไป ความร้อนจะทำให้การไหลเวียนของเลือดดีขึ้น ช่วยลดการอักเสบ ทำให้รูขุมขนเปิดกว้าง ช่วยระบายความร้อนและกำจัดของเสียออกจากร่างกาย จึงสามารถลดอาการบวมที่เกิดจากการอักเสบของกล้ามเนื้อ เอ็น และข้อต่อ ทำให้เลือดลมเดินสะดวกขึ้น ต่อมน้ำเหลืองที่ผิวหนังได้รับการกระตุ้นให้ทำงาน ภูมิคุ้มกันก็ดีขึ้น จึงทำให้รู้สึกโล่งสบายเนื้อเบาตัว
ความจริงแล้วไม่น่าแปลกใจเลยที่วิธีการกระตุ้นและรักษาผ่านทางระบบผิวหนังจะมีประสิทธิภาพในการเยียวยา ทั้งนี้เนื่องจากผิวหนังของคนเราเป็นอวัยวะที่ใหญ่ที่สุดในร่างกาย คิดเป็นพื้นที่ประมาณ ๒ ตารางเมตร และหนักประมาณ ๔.๕-๕ กก. แม้ว่าการดูดซึมทางผิวหนังจะน้อยกว่าระบบทางเดินอาหารก็ตาม

ผิวหนังมีชีวิต และอายตนะแห่งการรับรู้
ถ้าจะว่าไปแล้ว หมอยาไทยและหมอยาพื้นบ้านเข้าใจความสำคัญและบทบาทของผิวหนังมานานแล้ว จึงได้คิดวิธีการรักษาโรคภัยไข้เจ็บผ่านทางระบบผิวหนัง อาทิ การอาบน้ำต้มยาสมุนไพร หมอยาหลายๆ ท่านอธิบายในทำนองเดียวกันว่า ทุกๆ อณูในร่างกายของเรา คือตัวแทนของร่างกายทั้งหมด ดังนั้นทุกๆ ชิ้นส่วนของร่างกาย ไม่ว่าผม เล็บ เลือด ห้ามทิ้งเรี่ยราด เพราะถ้าหากเจอคนคิดร้าย ก็อาจจะเอาไปทำพิธีฝังรูป ฝังรอย ทำของเข้าใส่ตัว ก็จะเจ็บป่วยเดือดร้อน หมอยาเหล่านี้ไม่เพียงแต่บอกให้เราเชื่อ แต่ยังได้พิสูจน์ให้เห็นว่า ผิวหนังของคนเรามีชีวิต มีอายตนะแห่งการรับรู้ ไม่ใช่เฉพาะการสัมผัส แต่ยังสามารถรับรู้รสและกลิ่นได้ เช่น ทดลองให้ใช้เท้าย่ำบนบวบขม สักพักเราจะรู้สึกขมที่คอจริงๆ แสดงว่าสารบางอย่างสามารถซึมผ่านผิวหนังได้ ไม่ต่างจากความรู้สึกร้อนเย็นหรือเจ็บปวด
อย่างไรก็ตาม การประคบ อบ อาบ นวด รวมไปถึงวิธีการพื้นบ้านที่ใช้กันเฉพาะในบางท้องถิ่น เช่น การย่าง นอน นั่ง ฝัง หาได้อยู่บนพื้นฐานความรู้เกี่ยวกับร่างกายเท่านั้น หากยังเป็นวิถีความเชื่อและการปฏิบัติที่หล่อหลอมและพัฒนาขึ้นมาในบริบทของชุมชนท้องถิ่นของไทย ที่แม้จะมีความแตกต่างทางชาติพันธุ์กัน แต่ก็มีความคล้ายคลึงและลักษณะร่วมกันหลายอย่างที่น่าจะเกิดจากการถ่ายเททางวัฒนธรรมระหว่างกัน

สัมผัสที่เยียวยา สายใยแห่งวิถีชุมชน
ศาสตร์ในการเยียวยาด้วยการประคบ อบ อาบ นวด เหล่านี้ ก่อเกิดจากพลังของสายสัมพันธ์ของคนในครอบครัว ชุมชน ที่ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน โดยอิงอาศัยอยู่กับธรรมชาติแวดล้อม อันได้แก่พืชพรรณสมุนไพรต่างๆ ที่มีอยู่ในชุมชนนั้นๆ ซึ่งได้กลายมาเป็นส่วนผสมในตำรับยาและวิธีการที่หลากหลาย การนำไปใช้ก็ต้องใช้ความใส่ใจ ความละเอียดอ่อน และอยู่บนพื้นฐานของการพึ่งพาดูแลกันเองในสังคมชุมชนสมัยก่อน
คงไม่มีวิธีการใดที่สะท้อนถึงบริบทเหล่านี้ได้ดีการประคบ ซึ่งแน่นอนว่าเป็นวิธีการที่จะต้องมีใครสักคนมาช่วยดูแลเรา ในสมัยนั้นคงไม่มีร้านนวดร้านสปาให้เราไปพึ่ง และคงไม่ต้องถึงกับวิ่งไปหาหมอที่เก่งกล้าชำนาญการ เพราะฉะนั้นใครคนนั้นคงจะต้องเป็นคนในครอบครัวหรือญาติพี่น้องของเรานั่นเอง
ไม่เพียงเท่านั้น การประคบเป็นวิธีการที่สะท้อนถึงความพร้อม และความละเอียดอ่อนของผู้คนในสังคมไทยที่จะเป็นผู้ให้การรักษาเยียวยา เพราะนอกจากจะต้องมีการเตรียมการแล้ว ผู้ที่ช่วยดูแลเรานั้นจะต้องใจเย็นและระมัดระวัง ไม่ทำให้เราต้องลวกพองจากการประคบ ทั้งหมดนี้ต่างจากการรักษาในปัจจุบัน ที่เรามักจะพึ่งแต่การรักษาด้วยการกินยา ฉีดยาเป็นส่วนใหญ่

ปรับธาตุด้วยยาประคบ อบ อาบ นวด
ในทางการแพทย์แผนไทย มีแนวคิดพื้นฐานเกี่ยวกับร่างกายของคนเราว่า ประกอบด้วยธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ ที่ทำงานอย่างสัมพันธ์กัน เมื่อใดที่ความสัมพันธ์ระหว่างธาตุทั้งสี่ในร่างกายเสียสมดุล อันเป็นผลมาจากปัจจัยต่างๆ เช่น อาหารการกิน พฤติกรรม สถานที่อยู่ ฤดูกาล วัย เพศ เป็นต้น ก็จะเกิดอาการเจ็บป่วยขึ้น
ภายใต้แนวคิดนี้ การประคบ อบ อาบ นวด ย่าง นอน นั่ง จะมุ่งรักษาโรคที่เกี่ยวข้องกับธาตุลมและน้ำเป็นส่วนใหญ่ แต่ก็ใช้กับอาการที่เกิดจากธาตุไฟและธาตุดินอยู่บ้าง โรคที่เกิดจากความผิดปกติของธาตุลม ได้แก่ โรคที่มีอาการเจ็บปวด มืดหน้ามัวตา โรคจากความผิดปกติของธาตุน้ำ ได้แก่ โรคที่มีอาการบวม หนักตัว หากเกิดจากความผิดปกติของทั้งธาตุลมและธาตุน้ำรวมกันก็จะมีอาการปวดบวม ส่วนความผิดปกติของธาตุไฟจะทำให้เกิดการอักเสบบวมแดงร้อน และความผิดปกติของธาตุดินจะทำให้มีอาการผื่นคันภูมิแพ้
หลักการในการรักษา คือพยายามปรับให้ธาตุที่ขาดหรือเกินกลับสู่สภาวะปกติ โดยใช้กฎของความเหมือน คือสิ่งที่เหมือนกันจะเสริมกัน สิ่งที่ตรงข้ามกันจะหักล้างกัน ตัวอย่างเช่น ความปวดเมื่อย ฟกช้ำ อักเสบ อัมพฤกษ์ อัมพาต ปวดหัว เวียนหัว เป็นอาการที่สัมพันธ์กับความผิดปกติของธาตุลม เนื่องจากธาตุลมมีลักษณะแห้งและเย็น จึงต้องใช้สมุนไพรที่มีฤทิ์ตรงกันข้าม คือมีรสร้อนเพื่อช่วยกระจายลมที่ทำให้เจ็บปวด ส่วนสมุนไพรที่มีรสสุขุมหรือหอมเย็น ได้แก่พืชที่มีกลิ่นหอม มีสรรพคุณในการช่วยลมกองละเอียด ซึ่งในทางการแพทย์แผนปัจจุบัน คือระบบการทำงานของจิตใจและสมอง
การประคบ อบ อาบ นวด ย่าง นอน นั่ง เป็นวิธีการต่างๆ ที่ใช้สมุนไพรเป็นตัวยาในการปรับสมดุลของธาตุตามหลักการข้างต้น ซึ่งจากการรวบรวมข้อมูลของศูนย์ข้อมูลสมุนไพร โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร พบว่ามีสมุนไพรมากกว่า ๓๐๐ ชนิด ที่ใช้ในการนี้ และสามารถแยกตามคุณสมบัติและรสได้ดังนี้
๑) สมุนไพรที่มีรสร้อน ช่วยปรับธาตุน้ำและธาตุลมที่กำเริบ เช่น เปล้า ตองแตก สลอด กระบือเจ็ดตัว ละหุ่ง เสนียด คนทีสอ กุ่มบก ก่าม(กุ่มน้ำ) มะรุม พลู ขิง ข่า ไพล กระทือ ขมิ้น เพกา ยอ เป็นต้น
๒) สมุนไพรที่มีรสหอมเย็น ช่วยปรับสมดุลกองละเอียดที่แปรปรวน เช่น หนาด มะกรูด มะนาว ส่องฟ้า เขยตาย พญายา เถางูเห่า สมัด ว่านน้ำ ตะไคร้ ตำยาน ลูกซัด กะเพรา แมงลัก ผักเลิน ผักกะแยง การบูร อบเชย จันทน์เทศ พิกุล มะลิ ชะลูด เป็นต้น
๓) สมุนไพรที่มีรสเปรี้ยวซึ่งมีธาตุไฟอยู่ ช่วยลดน้ำและกระจายลม เช่น ใบส้มป่อย ใบมะขาม ใบชะมวง ใบส้มลม ใบส้มกบ ใบส้มออบแอบ ติ้ว แต้ว มะเม่า ส้มเสี้ยว ใบมะเฟือง มดแดง เป็นต้น
๔) สมุนไพรที่มีรสจืด เย็น หรือขมเย็น ช่วยลดการกำเริบของธาตุไฟ ที่ทำให้เกิดอาการบวม แดง ร้อน เช่น ไผ่ชนิดต่างๆ บัวบก ตำลึง กะทกรก พลับพลึง หญ้าเอ็นยืด หญ้าถอดปล้อง มะเดื่อ ชิงชี่ เป็นต้น
๕) สมุนไพรที่มีรสเมาเบื่อ แก้พิษน้ำเหลือง เช่น เถาเอ็นอ่อน และเนื่องจากมีความมันอยู่ด้วยจึงช่วยเพิ่มความยืดหยุ่น รักษาการอักเสบของเส้นเอ็น นอกจากนี้ยังมีเถาวัลย์เปรียง ตาไก้(กำแพงเจ็ดชั้น) รางแดง โคคลาน กวาวเครือ จานต้น จานเครือ ยาหัว ลำโพง ทองพันชั่ง เป็นต้น
๖) สมุนไพรรสมันมีฤทธิ์บำรุงเส้นเอ็น เช่น งา มะพร้าว
๗) สมุนไพรที่มีรสฝาด ช่วยแก้ไขความผิดปกติของธาตุดินที่ทำให้เกิดตุ่ม ผด ผื่นคัน ส่วนใหญ่จะใส่ในยาอาบ เช่น เปลือกแดง เปลือกประดู่ กาฝาก เป็นต้น
นอกจากจะใช้แนวคิดเรื่องการปรับธาตุแล้ว สมุนไพรแต่ละตัวก็มีสรรพคุณเฉพาะตัว ซึ่งก็ถูกนำมาในการตั้งตำรับยาด้วย
สมุนไพรยาประคบ อบ อาบ นวด จึงเป็นกระบวนการรักษาเยียวยาของวัฒนธรรมไทยที่สั่งสมกันมาอย่างยาวนาน ผ่านการกลั่นกรองของครอบครัว ชุมชน จนเป็นศาสตร์ที่มีความละเอียดอ่อนและสัมพันธ์กับกลไกการทำงานของร่างกายที่ซับซ้อน ที่ไม่อาจอธิบายด้วยความรู้เชิงวิทยาศาสตร์ของการแพทย์แผนปัจจุบันแต่เพียงอย่างเดียว

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *