หลักการใช้ยาสมุนไพร…

หลักการใช้ยาสมุนไพร


การใช้ยาสมุนไพรไม่ได้แตกต่างจากยาแผนปัจจุบัน ในแง่ที่ว่า ควรใช้ให้ถูกต้น ถูกโรค ถูกคน ถูกขนาด ถูกวิธี และต้องเป็นยาที่มีมาตรฐานปราศจากสิ่งปนเปื้อนที่อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพ แม้ว่าเนื้อหาส่วนใหญ่ในหนังสือเล่มนี้จะกล่าวถึงยาที่ใช้ภายนอกในการแก้อาการปวดเมื่อย ช้ำบวม อักเสบ แต่ก็มีหลายตำรับที่เป็นยาต้ม ยาชง รวมอยู่ด้วย จึงมีความจำเป็นต้องกล่าวถึงวิธีการเหล่านี้ ซึ่งท่านที่สนใจทดลองปรุงหรือใช้สมุนไพรและตำรับยาที่นำเสนอ ควรอ่านและปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด เพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์จากหนังสือเล่มนี้ได้อย่างถูกต้อง

การเตรียมวัตถุดิบสมุนไพร

Exif_JPEG_PICTURE

๑. เก็บเกี่ยวสมุนไพรให้ถูกต้น ถูกส่วน ถูกอายุ ถูกเวลา ถูกฤดูกาล เพื่อให้ได้ยาที่มีคุณภาพสูงสุด
. ลดจำนวนเชื้อจุลินทรีย์และสิ่งปนเปื้อน โดยล้างวัตถุดิบสมุนไพรให้สะอาด อาจใช้การผึ่งหรือลวกด้วยน้ำร้อนเพื่อฆ่าเชื้อโรค โดยเฉพาะสมุนไพรที่นำไปบดผงปั้นเป็นลูกกลอน
     ๓. นำไปย่อยขนาด สับ หั่น เป็นชิ้นเล็กๆ ให้เหมาะกับการใช้งาน (ชิ้นเล็กๆ จะทำให้สกัดสารได้ดีกว่าชิ้นใหญ่ๆ ) ควรทำในขณะที่ยังสด ถ้าปล่อยให้แห้งแล้วจะสับหรือหั่นยากกว่ามาก
๔. นำไปทำให้แห้งด้วยการอบหรือตาก พืชที่มีน้ำมันหอมระเหยควรตากในที่ร่มหรืออบที่อุณหภูมิต่ำไม่เกิน ๔๐ องศา ถ้าต้องการทำเป็นผง ให้นำชิ้นวัตถุดิบที่ตากแห้งดีแล้วไปบดให้ได้ขนาดที่เหมาะสมต่อไป
๕. เก็บวัตถุดิบสมุนไพรที่แห้งดีแล้วไว้ในภาชนะที่สะอาด แห้ง ป้องกันฝุ่นผง ความชื้น หรือใส่ถุงตาข่ายแขวนไว้ในที่โปร่ง มีอากาศถ่ายเทสะดวก หรือใส่กล่องสูญญากาศเก็บไว้ในตู้เย็นเพื่อให้เก็บได้นานขึ้น


การปรุงยาสมุนไพร
๑. การต้มยา
  ๑.๑ การต้มยาทั่วไป
การต้มยาของหมอพื้นบ้านโดยทั่วไป จะนำสมุนไพรใส่ในหม้อแล้วเติมน้ำให้สูงกว่าระดับสมุนไพรสองเท่า(โดยกดยาลงแล้วใส่น้ำให้ท่วมขึ้นมา ๑ เท่า) ต้มให้เดือดด้วยไฟปานกลาง แล้วต้มต่ออีกประมาณ ๑๕ นาที รินเอาน้ำมารับประทานตามที่ระบุไว้ในตำรับ เมื่อจะรับประทานยาครั้งต่อไป ให้เอาน้ำเท่ากับปริมาณที่ลดลงไปจากการต้มครั้งก่อนเติมลงไป แล้วต้มใหม่ให้เดือด ทำเช่นเดียวกับการต้มครั้งก่อน โดยปกติจะอุ่นยาวันละครั้ง ต้มกินติดต่อกัน ๕-๗ วัน หรือที่เรียกว่า ต้มจนยาจืด
หม้อที่ใช้ต้มนิยมใช้หม้อดินหรือหม้อเคลือบ ไม่นิยมใช้หม้อสแตนเลสหรือหม้อ อลูมิเนียม โดยเฉพาะหม้ออลูมิเนียมไม่ควรใช้ เนื่องจากอาจมีโลหะหนักผสมในตัวยาจากการกัดกร่อนของน้ำยาต้มได้
ขนาดของสมุนไพรที่ใช้ต้มยาโดยทั่วไปใช้ประมาณ ๑ กำมือของเจ้าของ (ประมาณ ๑๐ กรัม หรือหนึ่งในสิบของหนึ่งขีด) ต้มกับน้ำ ๑ กา (ประมาณ ๑ ลิตร) หากมีสมุนไพรหลายชนิดผสมอยู่ด้วยกันโดยไม่ระบุสัดส่วน ให้เข้าใจว่าใช้ในสัดส่วนที่เท่ากัน
๑.๒ การต้มเคี่ยว
การต้มเคี่ยว คือ การเอาสมุนไพรใส่ในหม้อแบบการต้มทั่วไป เติมน้ำลงไปสามเท่าของปริมาณที่ต้องการรับประทาน เช่น ประมาณ ๓ แก้ว(แก้วละ ๒๕๐ ซีซี) ต้มให้เดือดและต้มเคี่ยวต่อไป อย่าใช้ไฟแรง ควรให้ยาค่อยๆ เดือด ให้ปริมาณน้ำเหลือ ๑ แก้ว นำน้ำยามารับประทานครั้งเดียวให้หมด หรือแบ่งรับประทานแล้วแต่ปริมาณของสมุนไพรที่ใช้
       ๒. การชง
การชงยานิยมใช้กับสมุนไพรแห้งที่บดเป็นผงหยาบมีขนาดเล็กกว่าสมุนไพรที่ใช้ต้ม โดยนำไปใส่ในถุงชงหรือผ้าขาวบาง สมุนไพรบางชนิดจะใช้ใบสดชงก็ได้ หากใช้ใบสดนิยมนวดใบให้ช้ำก่อนชง ใช้วิธีชงเช่นเดียวกับชา โดยชงในน้ำร้อนปิดฝาทิ้งไว้ประมาณ ๑๕-๒๐ นาที แล้วจึงรับประทาน(แต่ถ้าเป็นชาจีนที่ดื่มกันโดยทั่วไปจะใช้เวลาประมาณ ๖ นาที) สมุนไพรที่ใช้มีทั้งสมุนไพรเดี่ยวหรือตำรับ น้ำที่ใช้เป็นน้ำร้อนอุณหภูมิไม่เกิน ๑๐๐ องศาเซลเซียส สัดส่วนของผงสมุนไพรและน้ำร้อนที่ใช้จะแตกต่างกันตามชนิดของสมุนไพร โดยทั่วไปจะใช้สมุนไพรประมาณ ๑ หยิบมือ( ๑-๒ กรัม ) ต่อน้ำ ๑ แก้ว(๒๐๐-๒๕๐ ซีซี)


        ๓. การประคบ อบ อาบ ย่าง นอน นั่ง
วิธีการเหล่านี้สามารถใช้ได้ทั้งสมุนไพรสดและแห้ง แต่ส่วนใหญ่นิยมใช้สมุนไพรสด ซึ่งจะต้องไม่ทิ้งค้างไว้นาน ต้องทำความสะอาดให้ดีก่อน จึงนำมาย่อยขนาดโดยหั่น สับเป็นชิ้นหยาบๆ หรือตำพอแหลก ในบางครั้งอาจไม่จำเป็นต้องย่อยขนาดเลยก็ได้ แล้วแต่วัตถุประสงค์ในการใช้ สำหรับวิธีการใช้ ข้อพึงปฏิบัติสำหรับผู้ป่วย และสมุนไพรที่ควรใช้สำหรับโรคแต่ละกลุ่มอาการ ให้ดูรายละเอียดของการรักษาในแต่ละรูปแบบที่จะนำเสนอต่อไป

ความหมายของคำที่ควรรู้
กำมือ คือขนาดของสมุนไพรที่กำไว้ในมือ โดยให้ปลายนิ้วหัวแม่มือจรดกับปลายนิ้วชี้ เช่น ต้นบานไม่รู้โรย ๑ กำมือ หมายถึงเอาต้นบานไม่รู้โรยมาขดทับกันเป็นท่อนขนาด ๑ กำมือ ยาวประมาณครึ่งฝ่ามือ แล้เอาตอกหรือเชือกมัดไว้ ถ้าเป็นรากไม้ เช่น รากหญ้านาง ๑ กำมือ หมายถึงเอารากมาหั่นเป็นท่อนยาวประมาณครึ่งฝ่ามือ นำมามัดรวมกันได้ขนาด ๑ ฝ่ามือ
หยิบมือ คือขนาดที่ใช้นิ้วหัวแม่มือ นิ้วชี้ และนิ้วกลางหยิบขึ้นมา
ทั้งห้า หมายถึงใช้ทั้งต้น ราก ใบ ดอก ผล
ส่วน หมายถึงส่วนของการตวง(ปริมาตร) ไม่ใช่การชั่ง(น้ำหนัก)
กระสายยา หมายถึงตัวทำละลาย เช่นใช้น้ำเป็นกระสายยา คือใช้น้ำเป็นตัวทำละลายยา
แก้ว หมายถึงแก้วธรรมดารูปทรงกระบอกที่ใช้ดื่มน้ำกันทั่วไป ขนาดบรรจุ ๒๕๐ ซีซี
๑ ถ้วยตะไล เท่ากับ ๓๐ ซีซี
๑ ช้อนโต๊ะ เท่ากับ ๑๕ ซีซี

การป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้ยา
๑. ถ้ายาใดไม่เคยกินมาก่อนเลย ควรเริ่มกินในขนาดที่น้อยๆ ก่อน เช่นกินเพียงครึ่งหนึ่งของขนาดที่กำหนด ให้รอดูว่ามีสิ่งผิดปรกติเกิดขึ้นในร่างกายหรือไม่ ถ้าไม่มีจึงค่อยกินต่อไป
       ๒. อย่าใช้ยาเข้มข้นเกินไป เช่นยาที่บอกว่าให้ต้มกินธรรมดา ห้ามใช้วิธีต้มเคี่ยวกิน เพราะยาจะเข้มข้นเกินไปจนทำให้เกิดพิษได้ เช่น ยาขับน้ำนม ถ้าต้มเคี่ยวจะทำให้ยาร้อนเกินไปจนน้ำนมแห้งได้
      ๓. ควรรู้พิษของยาก่อนใช้ เพราะไม่มียาอะไรที่ไม่มีพิษ การรู้จักพิษจะทำให้มีความระมัดระวังในการใช้มากขึ้น
      ๔. ในการกินยารักษาโรค ไม่ควรกินยาตัวเดียวทุกวันเป็นเวลานานๆ โดยไม่จำเป็น โดยทั่วไปไม่ควรกินยาอะไรติดต่อกันเกินหนึ่งเดือน
       ๕. คนที่อ่อนเพลียมาก เด็กอ่อน และคนชรา ห้ามใช้ยามาก เพราะคนเหล่านี้มีกำลังต้านทานยาน้อย จะทำให้ยาเกิดพิษได้ง่าย

ปิดการแสดงความเห็น