มะกรูด…อโรมาเธอราปีอย่างดีของไทย

มะกรูด อโรมาเธอราปีอย่างดีของไทย……….โดย‘พี่ต้อม’


ชื่อวิทยาศาสตร์  Citrus hystrix DC.
ชื่อวงศ์ RUTACEAE
ชื่ออื่นๆ มะขุน มะขูด ส้มกรูด ส้มมั่วผี หมากหูด
ลักษณะทั่วไป ไม้ต้นขนาดเล็ก ใบประกอบมี ๑ ใบย่อย เรียงสลับ ดอกสีขาว มีกลิ่นหอม ผลกลม ผิวขรุขระ ใบและเปลือกผล มีน้ำมันหอมระเหยมาก
การขยายพันธุ์ เพาะเมล็ด ตอนกิ่ง


มะกรูด อาหารต้านมะเร็ง
มะกรูดเป็นหนึ่งในพืชที่คนไทยสรรหาวิธีนำมาใช้ได้มากกว่าใครๆ ก็ว่าได้ เพราะเป็นทั้งอาหาร ยารักษาโรค ทั้งยากิน ยาประคบ อบ อาบ ไปจนถึงยาสระผม ยาไล่ยุง ยาดับกลิ่นในที่ต่างๆ เช่น ตู้เย็น ห้องน้ำ สมัยก่อนโคหรือกระบือที่เทียมเกวียนเกิดหยุดชะงักเพราะได้กลิ่นสาบเสือ ก็ขูดผิวมะกรูดป้ายใส่จมูก ให้ออกให้เดินทางต่อได้ และเป็นไม้มงคลในทิศตะวันตกเฉียงเหนืออีกด้วย
อาหารไทยนิยมใส่มะกรูด โดยใช้ผิวของผลใส่ในแกงเผ็ดกะทิ แกงป่า แกงหมูเทโพ แกงคั่ว แกงเขียวหวาน แกงส้ม และใส่ใบมะกรูดลงไปในต้มยำ ต้มปลา ต้มเครื่องในวัว น้ำยาขนมจีน ยำ พล่า ผัดเผ็ด เป็นต้น ในตลาดของบ้านเราจึงไม่เคยขาดทั้งผลและใบมะกรูดเลย แม้หน้าแล้งจะหาผลมะกรูดยากสักหน่อยก็ตาม ดังนั้นสบายใจกันได้ว่า มะกรูดจะไม่สูญพันธุ์ไปจากเมืองไทยอย่างแน่นอน
                  ประเทศที่ใส่มะกรูดในอาหารเหมือนเรา ก็คงมีแต่พม่า ลาว และเขมร แต่ก็ยังน้อยกว่าไทย ส่วนมาเลเซีย และอินโดนีเซีย มีการใช้อยู่บ้าง คงไม่ผิดนักหากจะกล่าวว่า เราเชี่ยวชาญเรื่องการใช้มะกรูดมากที่สุดในโลก ที่น่าอัศจรรย์คือ ปัจจุบันมีงานศึกษาวิจัยพบว่ามะกรูดมีฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระ ต้านเนื้องอก ต้านมะเร็ง กระตุ้นการหลั่งอินซูลิน ดังนั้นการใส่ใบมะกรูดหรือผิวมะกรูดลงไปในอาหาร นอกจากจะให้รสและกลิ่นหอมชวนกิน อันเป็นเอกลักษณ์ของอาหารไทยแล้ว ย่อมมีประโยชน์ในการช่วยป้องกันมะเร็ง และช่วยเรื่องเบาหวานอยู่บ้าง
มะกรูด สุดยอดยาดม ยาลม ยาหม่อง
ผิวมะกรูดและใบมะกรูดมีน้ำมันหอมระเหยอยู่ สรรพคุณยาไทยยกย่องมะกรูดไว้ว่า กำจัดลมร้ายนานา ในสมัยก่อนมะกรูดมีบทบาทมากในการใช้เป็นยาในชีวิตประจำวันพอๆ กับใส่ในอาหาร โดยเฉพาะในการแก้ลม
ในทางการแพทย์แผนไทยนั้น กองลมมีบทบาทเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวในร่างกายของเราทั้งที่ตั้งใจและไม่ตั้งใจ เช่น การหายใจ การเต้นของหัวใจ การเคลื่อนไหว ความรู้สึกนึกคิด การขับถ่าย เป็นต้น ถ้ากองลมมีปัญหาก็จะเป็นสภาพที่เลือดนำออกซิเจนไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ไม่เพียงพอ มีอาการหน้ามืด วิงเวียน หายใจไม่อิ่ม จุกเสียดแน่น ต้องใช้ยากระตุ้นการหายใจทำให้หายใจลึกขึ้น หรือใช้สมุนไพรจำพวกบำรุงหัวใจ ในการแพทย์แผนปัจจุบันจะใช้พวกแอมโมเนีย แต่สมัยโบราณจะใช้น้ำมันหอมระเหยจากพืช
ดูเหมือนน้ำมันหอมระเหยจากผิวมะกรูดจะมีการใช้กันมานานแล้ว ดังจะเห็นได้จากเสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอนนางวันทองลมจับเพราะตกใจที่ได้ข่าวพลายแก้วตายในสงคราม นางศรีประจันก็แก้ไขโดยกดผลมะกรูดไว้ที่หว่างคิ้วนางวันทอง(ตอนกดน่าจะต้องใช้เล็บจิกผิวมะกรูดให้ต่อมน้ำมันแตกออกด้วย) และสั่งให้บ่าวไพร่คอยกดผลมะกรูดไว้ที่ขากรรไกรนางวันทองด้วย “…กดหว่างคิ้วไว้ให้ลืมตา ศรีประจันร้องว่าแต่เบาเบา ที่ขาตะไกรใยไม่ต้อง มือถือมะกรูดจ้องอยู่เปล่าเปล่า…” นอกจากนี้ในพระตำราหลวงมียาแก้ลมเป็นยาดมขนานหนึ่ง ให้เอาไพล ๑ ผิวมะกรูด ๑ สิ่งละน้อยๆ แทรก ยานัตถุ์พิมเสนดม
ในซีกโลกตะวันตกจะมีทฤษฎีบำบัดที่ใช้น้ำมันหอมระเหยหรือที่เรียกว่า อโรมาเธอราปี (Aromatherapy) หรือสุคนธบำบัดโดยเชื่อว่า กลิ่นของน้ำมันหอมระเหยแต่ละชนิดจะมีผลต่ออารมณ์ความรู้สึกและระบบต่างๆ ของร่างกาย เช่น ทำให้สดชื่น มีเรี่ยวมีแรง หรือทำให้จิตใจสงบและสมดุล ดังนั้นจึงถือได้ว่ามะกรูดเป็นอโรมาเธอราปีแบบหนึ่งของไทย ดังปรากฏในละครรำเรื่องอิเหนา ตอนนางเกนหลงหนึ่งหรัดและนางกำนัลชมสวนว่า “…ที่สันทัด ดัดจริต บิดพลิ้ว ถือมะกรูด กรีดนิ้ว เดินดม…”
ทางโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศรได้นำภูมิรู้ที่แฝงอยู่ในบทกลอนบรรทัดนี้ มาทำยาหม่องน้ำมะกรูดใช้ดมแก้ลมวิงเวียนมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๔ และในปี ๒๕๕๐ นักวิทยาศาสตร์ไทยก็วิจัยพบว่าน้ำมันหอมระเหยของมะกรูดมีฤทธิ์กระตุ้นในการใช้เป็นอโรมาเธอราปี
นอกจากเป็นยาดมแล้ว เรายังใช้มะกรูดเป็นยารม ทั้งรมแห้ง เช่น การรมตาของคุณยายที่บางเดชะหรือการต้มรมที่นิยมเรียกว่า ยาอบไอน้ำ ที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในทุกๆ ภาคของเมืองไทย โดยเฉพาะในการแก้อาการเกี่ยวกับระบบประสาท เช่น ปวดหัว วิงเวียน ไมเกรน ในส่วนของยาประคบ ยาอาบ ก็นิยมใส่ใบมะกรูดลงไป หรือใช้ผลก็ได้ หากต้องการทั้งกลิ่นหอมของน้ำมันหอมระเหยและความเปรี้ยว
มะกรูดยังใช้เป็นส่วนผสมของยากินแก้ในกองลมของหมอยาพื้นบ้านไทยหลากหลายตำรับ เพราะการจะไปซื้อเครื่องยาที่มีกลิ่นหอม เช่น เทียนและโกฐ ที่ส่วนใหญ่นำเข้าจากจีนและอินเดีย คงเป็นเรื่องลำบาก ที่บ้านดงกระทงยาม อำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี มียาตำรับดั้งเดิมของชุมชนชื่อ ยาสังหารวาโย ของหมอทุเรียน นำภาว์ แก้ลมได้ดีนัก แก้ลมทราง ๑๒ จำพวก โดยนำเอามะกรูดมานึ่งให้สุก เอาไส้ออกเสียให้หมด แล้วใส่กระเทียม เกลือ ใส่พริกไท ยาดำ มหาหิงค์ เอาไปนึ่ง แล้วนำไปตำเป็นลูกกลอนแก้ประจุลม แก้ท้องขึ้น


มะกรูด ยาฟอกเลือดสตรี
นอกจากการใช้ประโยชน์น้ำมันหอมระเหยจากใบและผิวของมะกรูดแล้ว ผลยังเป็นยาบำรุงเลือด ฟอกเลือดในสตรี ขับลมในลำไส้ ขับระดู และใช้เป็นยาบำรุงประจำเดือน มีตำรับยาสตรีที่เข้ามะกรูดมากมาย เช่น ตำรับยาแก้น้ำคาวปลาไม่ตก อยู่ไฟไม่ได้ หรือประจำเดือนน้อย และจากตำรายาพิเศษของ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์(๒๓๕๑-๒๔๓๕) กล่าวว่า มะกรูดใช้เข้ายาบำรุงร่างกาย แก้ไอ แก้ผอมแห้งแรงน้อย ดังประพันธ์ไว้เป็นโคลงดังนี้
สามสิบมะกรูดต้ม …………..เทขัง
        บอระเพ็ดเต็มชาวหวัง ……..เพิ่มเข้า
        มะขามเปียกปั้นกรัง ………..เกลือแช่ ดองนา
        สานซ่ม* หกบาทเคล้า ……ดื่มแก้ไอผอม
[*สารส้ม]
มะกรูดยังเป็นยาดองสำหรับสตรีหลังคลอด เพราะความเปรี้ยวของมะกรูดจะช่วยคุมเชื้อในการดองเพื่อสกัดเอาตัวยาออกโดยไม่ต้องใช้เหล้า ยาดองน้ำมะกรูดจึงเป็นยาสตรีที่แพร่หลายที่สุดตำรับหนึ่งของสังคมไทยในยุคก่อนที่การแพทย์แผนปัจจุบันจะเข้ามา ซึ่งมีสูตรหลากหลายแตกต่างกันไปในแต่ละชุมชนและหมอยาแต่ละคน
มะกรูดยาสระผม
การสระผมด้วยมะกรูดเป็นวิธีในการดูแลบำรุงเส้นผมและกำจัดรังแคบนหนังศีรษะที่ใช้กันมาแต่โบราณ ในสมัยที่ยังไม่มีแชมพูสระผม การกำจัดสิ่งสกปรกบนเส้นผมจะใช้สารที่ทำให้เกิดฟองโดยธรรมชาติ เช่น เปลือกขี้หนอน บวบ ฝักส้มป่อย เครือเขาคำ ใบหมี่ มะกรูด ขยี้น้ำสระผม และดูเหมือนว่า มะกรูดจะเป็นที่นิยมของหญิงสาวส่วนใหญ่ในยุคนั้น ดังจะเห็นได้จากกำสรวลโคลงดั้น ซึ่งเป็นวรรณคดีสมัยอยุธยาบรรยายว่า “เยียมาเยียไกลกลาย บางกรูจ ถนัดกรูจเจ้าสระเกล้า กลิ่นขจร
        หากใครอยากรู้ว่าผมของสาวเจ้าสมัยก่อนกลิ่นขจรอย่างไร ลองเอามะกรูดไปเผาไฟ แล้วนำมาตำหรือปั่นผสมน้ำอุ่นหรือน้ำซาวข้าวเพื่อไม่ให้น้ำมะกรูดเข้มข้นเกินไป เพราะจะระคายหนังศีรษะ นำมาสระผมดู ก็จะรู้ว่าหอมสดชื่นแค่ไหน มะกรูดยังช่วยกำจัดรังแค เนื่องจากมีสารที่เรียกว่า รีซอร์ซินอล(resorcinol) ซึ่งช่วยในการกำจัดเซลล์ที่ตายแล้วให้หลุดออก แต่สารนี้มีฤทธิ์ระคายเคืองและทำให้ผิวหนังไวต่อแสง การใช้มะกรูดสระผมจึงไม่ควรใช้แบบเข้มข้นเกินไป ทั้งในส่วนของผิวที่มีสารรีซอร์ซินอล และส่วนของน้ำมะกรูดที่มีความเป็นกรด อาจทำให้เส้นผมเสียได้ ดังนั้นจึงไม่ควรใช้มะกรูดปั่นเพื่อสระผมโดยตรง แต่ควรมีการต้มหรือผสมน้ำก่อนใช้สระผม
มะกรูดเกิดมาเพื่อดูแลเลือดลมของคนไทย ผิวอันขรุขระของผลมะกรูดอาจจะดูน่าเกลียด แต่เป็นการสร้างสรรค์ของธรรมชาติ เพื่อให้มีพื้นที่เก็บน้ำหอมระเหยได้มากขึ้น เมื่อสังคมเจริญก้าวหน้าในทางวัตถุ สมุนไพรหลายต่อหลายชนิดถูกลืมเลือนไป แต่คุณประโยชน์ของมะกรูดนอกจากไม่เสื่อมคลายแล้ว กลับได้รับการตอกย้ำมายิ่งขึ้นอีก
ตำรับยา
ยาผิวมะกรูด แก้ลมวิงเวียน
ผิวมะกรูดสด ๑ ช้อนแกง หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ เติมการบูรหรือพิมเสน ๑ หยิบมือ ชงน้ำเดือด ๑ แก้ว แช่ทิ้งไว้ ดื่มแต่น้ำ ๑-๒ ครั้ง
ยาอยู่ไฟไม่ได้หรือประจำเดือนน้อย
มะกรูด ๓ ผล สุมไฟให้สุก(อย่าให้ไหม้) พริกไทย ๗ เม็ด ขิง ๗ แว่น ตำให้เข้ากัน ปั่นให้ละเอียด ปั้นเป็นลูกกลอนขนาดเท่าเม็ดพุทรา กินวันละ ๓ ครั้ง ครั้งละ ๑ เม็ดก่อนอาหาร ยานี้มีคุณมากนัก
ยาดองแก้เส้น
เครือตาปลา ๕ หมากกูด ๓๓ ลูก หมากนาว ๓๓ ลูก น้ำผึ้ง ๑ ทะนาน ยาดองแก้เส้นแล
ยาดองมะกรูด
ให้เอาผลมะกรูด ๓๓ ผล ผ่าแล้วบีบน้ำใส่ในไห ขิง กะทือ พริกไทย สะค้าน ข่าต้น เกสรบัวหลวง อบเชยเทศ ฝาง แกแล อ้อยแดง จันทน์แดง จันทน์ขาว หนักสิ่งละ ๔ บาท เถาวัลย์เปรียง ๘ บาท บอระเพ็ดหนักสิ่งละ ๑ บาท ไพล ๕ บาท ลูกคัดเค้า ๑ ถ้วย เกลือ ๑ ชาม ใบส้มป่อย ๑ กำมือ ดอกคำฝอย ๕ บาท ยาทั้งนี้หั่นให้บางๆ ต้มให้สุก เทน้ำใส่ในไหให้ท่วมยา ตากแดดตามต้องการ แก้กษัยหญิงชาย แก้โรคริดสีดวงต่างๆ แก้โรคผอมแห้งแรงน้อย แก้เลือดลมเสียต่างๆ บำรุงโลหิต เจริญอาหาร แก้หืด ไอ ท้องรุ้ง ท้องมาน แก้ผอมแห้ง โลหิตไม่พอเลี้ยงร่างกาย ปรับตาม ธาตุหนักเบา
ยากวนมะกรูด
ให้เอา ผลมะกรูด ๓๓ ผล ต้มให้สุก พริกไทย ๒ บาท เกลือ ๑ ถ้วยชา แห้วหมู ๑ ถ้วยชา บอระเพ็ด ๑ ถ้วยชา ยาทั้ง ๔ อย่างนี้บดให้ละเอียดเสียก่อน เสร็จแล้วให้เอายาทั้งนี้บดเข้ารวมกันกับผลมะกรูดต้ม กวนให้พอดีปั้นลูกกลอน รับประทานเอา แก้ลมมือตีนชา กระตุก ปวด ทั่วสรรพางค์ และมือตีนเย็น เป็นยาขับลม ผายลม แก้ลมกษัย
ยาห่อ แก้ตัวบวม อัมพฤกษ์ อัมพาต
            ใบมะกรูด ใบส้มโอ ใบมะนาวยักษ์ ตำเข้าด้วยกันแล้วนำมาวางบนใบไม้ เช่นใบตอง เกลี่ยให้ทั่ว นำยาและใบไม้ไปห่อบริเวณที่บวม
ยาประคบ แก้ปวดเมื่อย แก้เคล็ดขัดยอก แก้วิงเวียน
ไพล ขมิ้นชัน ผิวมะกรูด ใบมะขาม ใบส้มป่อย เกลือแกง การบูร ใบเปล้า ใบหนาด ว่านชน นำมาซอยให้ละเอียด แล้วไปห่อผ้าหม้อนิลทำเป็นลูกประคบ
ยาประคบแก้มึนชา
เปลือกกุ่ม ๑ เปลือกก่าม ๑ ใบหนาด ๑ ใบส้มป่อย ๑ ใบมะขาม ๑ ว่านนางคำ ๑ การบูร ๑ ผิวมะกรูด ๑ ตำนึ่งให้สุก จุ่มน้ำส้มสายชู ประคบที่มึนชาดีแลฯ
ยาอาบแม่ลูกอ่อน
ใบมะกรูดต้มอาบ
ยาอาบปลายไข้ (สูตรการท่องของอาจารย์พาณี นิ่มนุ่ม)
๑ ขะ ๑ คน ๘ ใบ ๒ หญ้า คือ ๑ ขมิ้น ๑ คนทีสอ ๘ ใบประกอบด้วย ใบมะเฟือง ใบมะกรูด ใบมะนาว ใบมะดัน ใบมะแฟน ใบมะงั่ว ใบมะไฟ ใบมะปริง ๒ หญ้า คือ หญ้าแพรก หญ้าปากควาย ต้มอาบ
ยาอบแก้วิงเวียน
ใบมะกรูด ใบมะนาว หัวไพลหั่น นำไปต้มใช้เป็นยาอบ
ยาอบแม่หลังคลอด
ใบ-ต้นตะไคร้ ใบมะกรูด ใบหนาด ใบเปล้า ใบข่า ผลมะกรูด โดย นำผลมะกรูดมาฝาน และนำสมุนไพรทั้งหมดต้มใส่หม้อให้เดือด แล้วใช้เป็นยาอบ
ยาอบหลังคลอด
ใบส้มป่อย ข่า ใบตะไคร้ ใบมะขามเปียก ไพลเหลืองหรือไพลดำ หรือทั้งสองอย่างก็ได้ ลูกมะกรูดฝาน ใบมะดัน นำมาอบใช้กับคนที่คลอดลูก เป็นยาคลายเส้น ถ้าไม่ใช่คนคลอดลูกก็อบได้ ทำให้ผิวสวย
ยาอบสมุนไพร คลายเครียด
           ใบเล็บครุฑลวกน้ำข้าวแล้วตากให้แห้ง เปราะหอม ผลมะกรูด – อ่อน แก่ ใบหนาด เปล้าใหญ่ เปล้าเล็ก ขมิ้นชัน ขมิ้นอ้อย ไพล ว่านน้ำ ว่านหอมแดง ตะไคร้หอม เตยหอม โดยนำยาทั้งหมดตากให้แห้ง เอามาต้มอบ(การใช้สมุนไพรแห้ง จะหอมมากกว่าสด และเก็บได้นานกว่า) เพิ่มพิมเสน การบูรเล็กน้อย หอมซึมซาบผิวหนังได้เร็ว
ยารมตา
ผงขมิ้น ผิวมะกรูดตากแห้ง(ใส่เมื่อใช้กับคนเพิ่งคลอดลูก) กะลามะพร้าว ถ่าน โดยใช้กะลามะพร้าวที่ผ่าครึ่งแล้ว นำถ่านที่ติดไฟหนึ่งก้อนใส่ลงไปในกะลาแล้วนำผงขมิ้นกับผิวมะกรูดตากแห้งโรยลงไปในกะลาที่มีถ่านติดไฟอยู่ จะทำให้เกิดควันขึ้นมา (แต่ถ้าเป็นคนปกติ ให้ใช้แค่ผงขมิ้นเพียงอย่างเดียว) ให้นำควันไปรมที่ตาแบบผ่านไปมาเพียง ๓ วินาทีเท่านั้น จะช่วยให้สายตาแจ่มใสไม่ฝ้าฟาง
ยาสระผมมะกรูด(สูตรของ คุณกำพล กาหลง ไร่ดินดีใจ อ.หนองฉาง จ.อุทัยธานี)
ส่วนผสม
๑. มะกรูด       ๑    กิโลกรัม
๒. น้ำ             ๑   ลิตร
๓. ใบหมี่    ๔-๕   ใบ (ถ้าไม่มีใบหมี่สามารถใช้ใบย่านางหรือใบเครือหมาน้อยแทนได้ ในกรณีนี้ สมุนไพรแต่ละตัวที่นำมาใส่ทดแทนจะให้สรรพคุณแตกต่างกันไป ให้เลือกใส่ตามความต้องการใช้ประโยชน์ อาทิ ใบย่านางมีฤทธิ์เย็น ช่วยดับพิษร้อน แก้ผมหงอกก่อนวัย และล้างสารพิษ)
๔. ผิวส้มซ่า   ๕   ลูก (ถ้าไม่มีส้มซ่า สามารถใช้ส้มชนิดอื่นที่มีในท้องถิ่นแทนได้ ใส่เพื่อต้องการน้ำมันหอมระเหยจากผิวส้ม ซึ่งส้มแต่ละชนิดจะให้กลิ่นหอมที่แตกต่างกันไป)

ปิดการแสดงความเห็น