พลู …สู้ปวดบวม

 

 

พลู สู้ปวดบวม………………โดย ‘พี่ต้อม’

 
ชื่อวิทยาศาสตร์  Piper betle L. Capsicum frutescens Linn.
ชื่อวงศ์  PIPERACEAE
ชื่ออื่นๆ  ปู๋
ลักษณะทั่วไป ไม้เถา มีรากยึดเกาะไปตามต้นไม้ ดอกช่อ สีขาว ห้อยลง ทุกส่วนมีรสเผ็ดร้อน
การขยายพันธุ์ ใช้เมล็ด ปักชำกิ่ง


หมากพลู เคี้ยวทั้งวัน สีฟันของคนเอเชีย
พลูมีความสำคัญต่อวิถีชีวิตของคนไทยและสังคมคนเอเชียมานานนัก อาจจะมากกว่า ๔,๐๐๐ ปีขึ้นไป เราไม่กินใบพลู แต่ใช้เคี้ยวคู่กับหมาก ปูน อาจจะมีสีเสียดตำผสมใส่กัน และยังมียาเส้นเหน็บริมฝีปากด้านในเอาไว้คอยสีฟันไปมา มีสีผึ้งเอาไว้สีปากเพื่อไม่ให้น้ำหมากกัดริมฝีปาก และต้องคอยบ้วนน้ำหมาก เสียงดังปริ๊ด ออกมาเพื่อไม่ให้เผลอกลืนเข้าไป กระบวนการทั้งหมดนี้คือ การเคี้ยวหมาก นั้น ซึ่งผู้เคี้ยวจะได้รับความสุขสดชื่น มีเรี่ยวมีแรง เนื่องจากทั้งหมากและพลูต่างมีสารที่มีฤทธิ์กระตุ้นคล้ายกับการสูบบุหรี่ หรือดื่มกาแฟ ด้วยเหตุนี้จึงเป็นพฤติกรรมที่อยู่คู่กับสังคมเกษตรมานับพันปี
      ปัจจุบันพบว่า การเคี้ยวหมากเป็นสาเหตุหนึ่งของมะเร็งในช่องปาก แต่ต้องไม่ลืมว่าประโยชน์ของหมากพลูนั้นมีมากมายสำหรับคนในอดีต นอกจากช่วยทำให้คนเคี้ยวมีเรี่ยวแรงในการทำงานทำการแล้ว หมาก พลู ปูนแดง สีเสียด ยังเป็นวัสดุที่ดีที่สุดในการชะลอไม่ให้ฟันผุและดับกลิ่นปาก ในยุคที่ยังไม่มีแปรงสีฟันและยาสีฟัน ซึ่งจากการศึกษาวิจัยพบว่า สมุนไพรเหล่านี้มีฤทธิ์ฝาดสมานและยับยั้งเชื้อโรคได้จริง
ใบพลู สื่อคาถา นำพาอาคม
การเกิดโรคภัยไข้เจ็บในมิติของหมอยาพื้นบ้านนั้น มีสาเหตุทั้งจากธรรมชาติและสิ่งที่เหนือธรรมชาติ ดั้งนั้นการเยียวรักษาของพ่อหมอยาทั้งหลาย จึงมีทั้งวิธีจัดการกับสาเหตุธรรมชาติ เช่น การใช้สมุนไพร การใส่เฝือก(ในกรณีกระดูกหัก) และวิธีเหนือธรรมชาติ เช่น การใช้เวทย์มนต์ คาถาอาคม ควบคู่ไปด้วยเสมอ
      ในกรณีนี้ พลูดูเหมือนจะเป็นสมุนไพรที่มีการใช้ร่วมกับเวทย์มนต์คาถามากที่สุดชนิดหนึ่ง อาจกล่าวได้ว่า พลูเป็นตัวนำพาอาคมทั้งดีและร้ายก็ว่าได้ ดังนั้นในการรักษาแผลรักษางูสวัด ใช้ถอนของ ถอนผีสาง แก้ของ ล้างของ(ของ คือ มนต์ดำ) ทำให้ผู้หญิงที่เราต้องการแกล้งหลงลืมที่อยู่ แม้กระทั่งเรียกให้ผู้หญิงมาอยู่กับตน การทำให้ผัวเมียเลิกกัน(แต่ผู้เฒ่าผู้แก่จะห้าม เพราะเป็นบาปแก่ตัวผู้ทำเอง) ทำให้บริวารจงรักภักดี ล้วนแล้วแต่ใช้การเสกใบพลูเพื่อเป็นเครื่องนำพาอาคมทั้งสิ้น ทั้งยังเชื่อว่าหางของใบพลูจะเป็นตัวนำพาสิ่งที่ไม่ดีไปด้วย เวลาเคี้ยวหมากจึงต้องเด็ดหางของใบพลูทิ้งก่อนเสมอ ดังนิทานพื้นบ้านอีสานเรื่องกำพร้าผีน้อย เรื่องมีอยู่ว่า
กำพร้าผีน้อย
       ท้าวกำพร้าผีน้อยอาศัยอยู่ที่หัวไร่ปลายนา แต่กลับมีเมียสวย มีเสี่ยว(เพื่อน) ชื่อ ท้าวดอกรัก และบ่าง ท้าวดอกรักเกิดความอิจฉาอยากได้เมียของท้าวกำพร้าผีน้อย จึงไปขอให้บ่างซึ่งเป็นเสี่ยวกันช่วย บ่างก็รับปาก แล้วจึงแกล้งไปร้องที่บ้านของกำพร้าผีน้อยที่กำลังนอนอยู่กับเมีย ฝ่ายเมียเมื่อได้ยินเสียงบ่างร้อง ก็อยู่ไม่ติดต้องออกมาจากบ้าน แล้วเดินตามเสียงบ่างไป พอร้องครั้งที่ ๓ ก็มาถึงบริเวณที่ท้าวดอกรักคอยอยู่ เมื่อมาถึงก็ได้สมสู่กัน และอาศัยอยู่ด้วยกัน
       ฝ่ายกำพร้าผีน้อยอยากได้เมียคืน จึงวางแผนโดยนั่งสานข้องเพื่อเอาไว้ใส่บ่าง พอดีท้าวดอกรักและบ่างผ่านมาเห็น ก็แกล้งถามว่าอยู่บ้านคนเดียวหรือ เมียไปไหนเสียละ กำพร้าผีน้อยก็ตอบว่าไม่รู้ไปไหน ท้าวดอกรักขอตัวกลับก่อน แต่บ่างยังอยู่ต่อและเอ่ยถามว่ากำลังสานอะไรอยู่ ท้าวกำพร้าผีน้อยตอบว่า สานค่างบ่อง ฝ่ายบ่างยังสงสัยว่าค่างบ่องคืออะไร ท้าวกำพร้าผีน้อยจึงถามว่าอยากรู้ก็ให้ลงมาดูสิ เมื่อลงมากำพร้าผีน้อยจึงจับบ่างลงข้อง แล้วเฉลยว่า ค่างบ่อง ก็คือ ข้องบ่าง นั่นเอง
       จากนั้นจึงถามบ่างว่า เวทมนต์เจ้าอยู่ไหน บ่างบอกว่าอยู่ที่ลิ้น กำพร้าผีน้อยจึงบังคับให้เรียกเมียให้กลับคืนมา ฝ่ายท้าวดอกรัก เมื่อได้ยินเสียบ่างก็กอดเมียไว้ แต่ก็รั้งไว้ไม่อยู่ พอบ่างร้องครบสามครั้ง เมียก็ กลับมาหากำพร้าผีน้อยถึงบ้าน กำพร้าผีน้อยจึงใช้มีดปาดลิ้นของบ่างในครั้งที่ ๓ นั้นเอง ลิ้นบ่างกระเด็นไปติดที่หางใบพลู ดังนั้นเวลาจะเคี้ยวหมากจะต้องเด็ดหางใบพลูทิ้งเสมอเพราะมีอาคมที่ไม่ดีอยู่

พลูแก้อักเสบ ฟกช้ำหนามตำ ประตูหนีบ
     พลูถือเป็นสมุนไพรแก้ปวดแก้ช้ำที่ดีมาก ดังมีนิทานตำนานพลูซึ่งเล่าสืบต่อกันมาเพื่อบ่งบอกสรรพคุณของพลู และเพื่อเพิ่มความสนุกสนานเบิกบานใจ โดยมีแม่เฒ่ากี้ ชาวไทยใหญ่ภูเขาเป็นผู้เล่า แต่ดูเหมือนว่าพ่อหมอท่านอื่นๆ ที่นั่งอยู่ด้วย ต่างก็รู้จักเรื่องนี้กันถ้วนหน้า
นิทานตำนานพลู
        ครอบครัวหนึ่ง มีพี่ชายชื่อสีวลี น้องสาวชื่อจำปู อยู่ด้วยกันมานาน ต่อมาพี่ชายต้องการให้น้องสาวได้แต่งงานกับสุราย แต่น้องสาวรังเกียจไม่อยากแต่งงานด้วย เพราะเป็นชายตัวใหญ่ปากกว้าง กินข้าวได้ทีละครึ่งถัง เตะหินขนาดใหญ่แต่ละครั้ง กระเด็นไปไกลถึง ๑๐ วา ก่อนถึงวันแต่งงาน จำปูไปซักผ้าที่ริมน้ำบนแผ่นหินขนาดใหญ่ที่สุรายใช้กำลังอันมหาศาลของตนยกมาวางให้ ขณะกำลังซักผ้าจำปูก็รำพึงรำพันออกด้วยความกลัดกลุ้มว่า ทำไมชีวิตนี้ช่างอาภัพนัก จะแต่งงานทั้งที ก็ได้แต่งกับสุราย จึงภาวนาว่า ถ้าเป็นอย่างนี้ ก็ขอให้ยักษ์มาจับไปเถิดไม่อยากแต่งงาน
       ยักษ์บังเอิญผ่านมาได้ยินเข้า จึงบอกว่า เจ้าจะได้สมปรารถนาละ แล้วก็จับจำปูไปขังไว้ในถ้ำนำก้อนหินมาปิดปากถ้ำไว้ เว้นช่องไว้ให้หายใจ แต่ไม่ใหญ่พอที่จะสามารถลอดออกมาได้(แม่เฒ่าบอกว่าถ้ำนี้อยู่ที่เชียงดาว) และบอกว่าถ้าครบ ๑๐ วันจะกลับมากิน นางได้ฟังก็นั่งหันหลังให้ปากถ้ำและนั่งร้องไห้อยู่เช่นนั้น
       ฝ่ายอะลองสีเมือง(ละอองหมายถึงพ่อค้าผู้ที่มีฤทธิ์ มีคาถาอาคมด้วย) เดินทางผ่านมาพักใกล้กับถ้ำได้ยินเสียงผู้หญิงร้องไห้สะอึกสะอื้น จึงส่องดูทางช่องเล็กๆ เมื่อเห็นนาง จึงใช้ลูกธนูเหวี่ยงใส่หินจนหินแตก นางจำปูดีใจเป็นยิ่งนัก แล้วกระโดดออกมา ตอนนั้นยักษ์กลับมาพอดี จึงคิดว่าโชคดีจริงจับขังไว้ ๑ คน แต่เมื่อกลับมา มีเพิ่มมาอีกคน จะได้กินเสียให้อิ่ม
       แต่อะลองสีเมืองไม่รอช้า แม้ยักษ์จะตัวใหญ่โตมโหฬาร บิดขี้เกียจแต่ละที เห็บตามตัวที่หล่นลงมายังมีขนาดเท่าวัวควายเลยทีเดียว อะลองสีเมืองก็หาหวาดกลัวไม่ เพียงแค่เหวี่ยงวาดลูกธนูไปในอากาศชี้ไปทางที่ยักษ์อยู่ ร่างกายยักษ์ก็ปรากฏแผลเลือดไหลออกมาจำนวนมาก แม้ยังไม่ได้ยิงธนูออกไปเลย ก็ทำให้ยักษ์เกิดความหวาดกลัวและหนีไป
        นางจำปูจึงพาอะลองสีเมืองกลับมายังบ้านของตน ระหว่างทางผ่านท่าน้ำที่นางนั่งซักผ้าเมื่อ ๑๐ วันก่อน อะลองสีเมืองเกิดสะดุดล้มก้นกระแทกบนหินซักผ้าที่สุรายเอามาให้นางจำปู ลูกธนูเสียบปักลงไปในแผ่นหิน แม้จะออกแรงดึงอย่างไรก็เอาไม่ออก จึงจำเป็นต้องทิ้งลูกธนูไป เวทย์มนต์และฤทธิ์ที่เคยมีก็หมดไปด้วย
        ทั้งคู่ได้เดินทางกลับมาถึงบ้านนางจำปู เมื่อพี่ชายรู้ข่าว ก็เกิดความไม่พอใจที่น้องสาวตนไปแต่งกับอะลองสีเมือง จึงเข้าทำร้ายอะลองสีเมืองจนสลบไป นางจำปูร้องไห้คร่ำครวญจวนจะขาดใจ ร้อนถึงขุนสิกจ๊า(พระอินทร์) ต้องแปลงกายเป็นพ่อค้าหาบใบพลูลงมา ๑ หาบ ไปหานางจำปูที่ยืนร้องไห้อยู่ แล้วร้องถามว่า น้องเอ๋ยเจ้ามายืนร้องไห้อยู่ตรงนี้ทำไม นางจำปูก็เล่าว่า พี่ชายไม่ชอบสามีของตน จึงซ้อมจนสลบไป แก้ไขยังไงก็ไม่ฟื้น จะตายหรือเปล่าก็ไม่รู้
       ฝ่ายขุนสิกจ๊าได้ฟังดังนั้น จึงบอกว่า พี่มีใบพลูมาด้วย ให้เอาใบพลูไปนวด(ขยี้ให้ช้ำ) แล้วให้สามีที่สลบอยู่ดม ไม่นานก็จะฟื้นขึ้นมาเอง ขุนสิกจ๊ายังบอกเล่าถึงความดีอื่นๆ ของใบพลูว่า ถ้าเคี้ยวแล้วจะทำให้ฟันทน ถ้าทาคิ้ว คิ้วก็จะดกดำ(เอาแกนจุ่มน้ำนมทาคิ้วให้ เด็กเพิ่งคลอดประมาณ ๑-๒ เดือน) หากจมูกเลือดออกก็นำมานวดแล้วเอาอุดไว้ จะช่วยห้ามเลือด แก้ฟกช้ำดำเขียว นางจำปูได้ฟังดังนั้นจึงนำใบพลูไปแก้ไขจนอะลองสีเมืองฟื้นขึ้นมา
สรรพคุณของพลูในนิทานเรื่องนี้ ตรงกับที่พ่อหมอแม่หมอยาทุกภาครู้กันอยู่ว่า พลูใช้ตำพอกมีฤทธิ์แก้ปวดบวมจากการกระทบกระแทก ฟกช้ำ ช่วยลดปวด และช่วยไม่ให้แผลเป็นหนอง เวลาที่มีอะไรทิ่มแทงในเนื้อ ประตูหนีบมือ เงี่ยงปลาดุกยัก หนามตำ เล็บขบ เล็บถอด ใบพลูสามารถระงับอาการปวดจากสาเหตุดังกล่าวได้เป็นอย่างดี และช่วยไม่ให้แผลเป็นหนอง
สรรพคุณของใบพลูที่กล่าวมาล้วนแต่มีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์สนับสนุนคือ พลูสามารถลดอาการเจ็บปวดได้ เนื่องจากมี สารชาวิคอล(Chavicol) ซึ่งมีฤทธิ์เป็นยาชา และมีน้ำมันหอมระเหยที่ช่วยให้กล้ามเนื้อคลายตัวไม่เกร็ง มีฤทธิ์ระคายเคืองผิวหนังทำให้เลือดไหลเวียนดี จึงช่วยลดอาการปวด เคล็ดขัดยอก ลดอาการอักเสบช้ำบวมได้
พลู ยาร้อน ช่วยย่อย แก้ไอ
ใบพลูมีรสขมเผ็ด มีฤทธิ์ร้อน จึงมีฤทธิ์ในการขับเสมหะ ขับเหงื่อ นิยมใส่ในตำรับที่ต้องการให้เหงื่อออก ใช้บำรุงธาตุไฟ ช่วยย่อยอาหาร รักษาอาการปวดเกร็งในท้อง นิยมใช้ทาน้ำมัน แล้วนำไปอังไฟพออุ่น นาบท้องเด็กเล็กช่วยแก้พอง ท้องป่อง มีลมในท้อง และทำให้เด็กเล็กที่เป็นหวัด คัดจมูก น้ำมูกมาก หายใจโล่งขึ้น นักร้องร้องเพลงแล้วคอเจ็บ ใช้ใบพลู แช่น้ำต้มกินก็หายได้ และยังใช้ดับกลิ่นปากหลังจากดื่มเหล้าได้อีกด้วย
แม้ว่าการเคี้ยวหมากและเวทย์มนต์แทบจะหมดไปจากสังคมไทยแล้วก็ตาม แต่พลูยังควรค่าต่อการดำรงอยู่คู่กับคนเรา ในการเป็นยาแก้ปวด ฟกช้ำ ฆ่าเชื้อ แก้ผื่นแพ้ ช่วยกันใช้เป็นยา อย่าให้พระอินทร์ท่านเสียใจที่อุตส่าห์หาบลงจากสรวงสวรรค์มาให้

เรื่องน่ารู้
• ใบพลูที่เก็บเอามาขายใช้เคี้ยวกับหมาก จะเก็บตอนเช้าตรู่ก่อนแดดออก เพราะแสงแดดจะทำให้น้ำมันหอยระเหยที่อยู่ในใบพลูลดลง

ตำรับยา
ยารักษาเล็บขบ ประตูหนีบ
ใบพลู ๑-๒ ใบ ต่อเกลือ ๑-๒ หยิบมือ ตำเข้าด้วยกัน ทำมากน้อยตามความกว้างของแผลและบริเวณที่ปวดบวม ใส่น้ำเล็กน้อยพอชุ่มพอก
ยารักษาเลือดกำเดาไหล
ใบพลูขยี้อุดจมูก
ยาแก้อาการฟกช้ำจากไม้ทุบ ขวานฟัน มีดบาด แก้เลือดออกไม่หยุด
ใช้ใบพลูขยี้กับปูนแดงปิดแผล เอาผ้าพันแผลจะแห้งไว หรือใช้ใบพลู ผักเผ็ด ผักจี(ผักชี) ปูน เหล้าเป็นกระสายยาพอกก็ได้
ยากรักษาอาการบวม
นำใบพลูขาง(อัง) ไฟมาประคบ
ยารักษางูสวัด
ใบพลูอังไฟใช้ประคบ
ขี้ผึ้งนวดพลู
ขมิ้นเจดีย์(ขมิ้นอ้อย) ๓๐ กิโลกรัม ไพล ๓๐ กิโลกรัม พลูสด ๓๐ กิโลกรัม น้ำมันมะพร้าวหรือน้ำมันงา ๑ ปี๊บ(๒๐ ลิตร) ทอดน้ำมันพืช หุงน้ำมันทิ้งไว้ให้เย็น ใส่การบูร พิมเสนด้วย จากนั้นใส่เทียนเหลืองทีละ แผ่นทีละแว่น เพื่อให้แข็งตัว ทำใส่ตลับ
(หมายเหตุ: สูตรนี้จะเปื้อนเสื้อผ้าเป็นสีเหลือง)
ยาเจ็บตาดังจักแตก
ใบชา ฝ้าย ใบพลูแก่ ท่อ(เท่า)กัน ตำโพะหน้าผาก
กินข้าวฮาก(อาเจียน)
ใบพลูตำ เอาน้ำใส่เกลือกันดีแล
ยาชะเออะ(สะเออะ)
ใบพลูแก่ ๓ ใบ ตำกับน้ำนม คั้นเอาน้ำกินแล
ยาคันคาย
เอายอดพลู เอาน้ำเหล้าเป็นกระสายทาดีแล
ยาน้ำมัน
      ใบพลูแก่ ใบผีเสื้อ ใบเขือบ้า ใบสลอด ใบพุทรา เปลือกเพกา ใบทับทิม ขมิ้น ใบมะเว่อ ท่อ(เท่า)กัน ตำกัน เอาน้ำมันงาทา ยานี้หุงใส่ฝีทั้งมวลดีแล
แก้ไอ
ใบพลู ๔-๕ ใบต้มกับขิงใส่น้ำตาลนิดๆ หรือนวดใบพลูใส่น้ำกินเลยก็ได้
แก้เหม็นสาบสาง
ขยี้ใบพลูดม
แก้เห็บกัด
ใบ ก้าน นวดหรืออังไฟให้มีน้ำออกมา ทาบริเวณที่ถูกกัด

ปิดการแสดงความเห็น