เปล้าใหญ่…คู่ตำรับ ยาประคบ-อบ-อาบ-ย่าง

เปล้าใหญ่ คู่ตำรับ ยาประคบ อบ อาบ ย่าง …โดย ‘พี่ต้อม’

ชื่อวิทยาศาสตร์   Croton roxburghi N.P.Balakr.
ชื่อวงศ์   EUPHORBIACEAE
ชื่ออื่นๆ   เปล้าหลวง ยาแก๊ด ห้าเยิ่ง ห้าเยืองโหลง
ลักษณะทั่วไป   ไม้พุ่มกึ่งไม้ต้นขนาดเล็ก ใบเดี่ยว เรียงเวียนรอบกิ่ง ดอกสีเหลืองอมเขียว ผลมี ๓ พู เมื่อแก่แตก
การขยายพันธุ์   ใช้เมล็ด กิ่งตอน ปักชำ


เปล้าใหญ่ เลียงผาห้าแรง ไม่กำแหงสู้
เลียงผาเป็นสัตว์ป่าที่สามารถปีนหน้าผาได้อย่างคล่องแคล่ว มักอาศัยและหากินตามลำพังบนภูเขาสูงหรือหน้าผา เวลาถูกไล่ล่าจะกระโดดลงหน้าผาและวิ่งต่อไปได้ ถ้าเป็นคนหรือสัตว์ชนิดอื่นตกหน้าผาไปเช่นนั้นก็คงถูกกระแทก ฟกช้ำ แขนหักขาหักหรือช้ำในตายไปแล้ว
แต่ความสามารถพิเศษของเลียงผานี้เองชักนำภัยมาหาตัว เพราะทำให้ถูกคนไล่ล่าเอามาทำเป็นยาแก้เคล็ดขัดยอก ฟกช้ำดำเขียว แก้เส้นแก้เอ็น เราจึงมักเห็นหัวเลียงผาในกะละมังน้ำมัน และมีขวดน้ำมันที่เขียนว่าน้ำมันเลียงผาวางขายในงานวัดหรือแผงขายสมุนไพรบางแห่ง ทั้งๆ ที่เลียงผาเป็นสัตว์ป่าสงวนตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. ๒๕๓๕ ปัจจุบันใกล้สูญพันธุ์แล้ว เนื่องจากถูกล่าไปทำน้ำมันเลียงผานั่นเอง
เลียงผาเป็นสัตว์ที่แข็งแรงมาก ทั้งปราดเปรียว หูไว ตาไว สามารถว่ายข้ามแม่น้ำโขงที่เป็นแม่น้ำขนาดใหญ่ได้สบายๆ จึงไม่น่าแปลกใจว่า นอกจากถูกล่าไปทำน้ำมันนวดทาแล้ว ส่วนต่างๆ ของเลียงผายังเข้าตำรับยาบำรุงอีกด้วย
คนไทยใหญ่คงไม่อยากฆ่าสัตว์ตัดชีวิต จึงใช้สมุนไพรชนิดหนึ่งที่เชื่อว่าตัวยามีความแรงเท่ากับเลียงผาถึงห้าตัว จึงเรียกว่า ห้าเยิง หรือห้าเยืองโหลง คำว่า เยิง หรือเยือง คือชื่อเรียกเลียงผาในภาษาไทยใหญ่ สรรพคุณของห้าเยิงนี้คนไทยใหญ่เชื่อมั่นขนาดที่ว่า เวลาทำงานเพียงเอาใบห้าเยิงมาเหน็บเอวไว้ หรือเอามาใส่ไว้ในที่นอน จะไม่ปวดหลังปวดเอว ถ้าต้องการจะได้ยาแรง ก็ต้องเก็บห้าเยิงในวันเสาร์ก่อนเที่ยง ห้าเยิงหรือห้าเยืองโหลงของคนไทยใหญ่ก็คือ เปล้าใหญ่ นั่นเอง

Exif_JPEG_PICTURE

สมุนไพรคู่ใจแม่หลังคลอด ตลอดทุกย่าน
เปล้าใหญ่เป็นสมุนไพรซึ่งจะขาดเสียมิได้สำหรับผู้หญิงหลังคลอด โดยใช้เปล้าใหญ่ตัวเดียว หรือผสมสมุนไพรตัวอื่นๆ ต้มน้ำอาบ ต้มกิน ต้มอบ ให้แม่หลังคลอดเพื่อให้มดลูกเข้าอู่เร็ว ทำให้เลือดลมเป็นปกติ ทำร่างกายให้ฟื้นตัวเร็ว แก้อาการช้ำใน ปวดเนื้อปวดตัว ปวดในกระดูก อาการอ่อนเพลีย บำรุงน้ำนม แก้ลมผิดเดือน เป็นไข้ ที่น่าแปลกคือ ชาวบ้านในทุกภาค ทุกชาติพันธุ์ของประเทศไทย ทั้งไทยมุสลิม ไทยภาคกลาง ภาคเหนือ ภาคใต้ ชาวเขา ชาวพื้นล่าง ต่างก็ใช้การใช้เปล้าใหนการดูแลแม่หลังคลอดด้วยกันทั้งนั้น
ราชาแห่งยาประคบ อบ อาบ ย่าง
ตำรับยาประคบ อบ อาบ ย่าง นอน ของคนไทยนั้นมีหลากหลายตำรับ มีส่วนประกอบตามโรคและอาการ ตามท้องถิ่นซึ่งจะมีสมุนไพรแตกต่างกันออกไปบ้าง แต่มีสมุนไพรอยู่ชนิดหนึ่งที่จะอยู่ในเกือบทุกตำรับของประคบ อบ อาบ ย่าง นอน นั่นคือ เปล้าใหญ่ ซึ่งพบในตำรับยาเหล่านี้บ่อยกว่าสมุนไพรใดๆ และใช้กันทุกภาคเสียด้วย ส่วนใหญ่จะใช้คู่กับหนาดเป็นหลัก
เปล้าใหญ่มีรสร้อน เมาเอียน จึงมีสรรพคุณเป็นยาบำรุงธาตุ ขับลม กระจายลม แก้โรคเหน็บชา แก้ปวดเมื่อย ช่วยลดอาการบวม ทำให้เลือดไหลเวียนได้ดี ช่วยทางดีและโลหิต หมอยาพื้นบ้านนิยมใช้เปล้าใหญ่เป็นยาแก้ปวดเมื่อย แก้ฟกช้ำดำเขียว ตกต้นไม้ ควายชน รถชน อัมพฤกษ์ อัมพาต ลมเจ็บ ลมปวด ขาเดินไม่มีแรง เจ็บหลังเจ็บเอว เจ็บเอ็น เจ็บกระดูก ข้อพลิก ข้อแพลง กระดูกหัก เป็นต้น
           การที่มีรสเมาเอียนทำให้เปล้าใหญ่มีสรรพคุณแก้น้ำเหลืองเสีย เข้ายารักษามะเร็ง แก้โรคผิวหนังผื่นคัน ทำน้ำเหลืองให้แห้ง หมอยาพื้นบ้านจึงใช้เป็นยาอบ ยาอาบ ยากิน สำหรับรักษาโรคทางผิวหนัง ผื่นแพ้ ผดผื่นคัน ส่วนยางใสๆ ของเปล้าใหญ่ใช้ทาแก้ปากเปื่อย
เปล้าใหญ่มีงานวิจัยที่เกี่ยวข้องน้อยมาก ปัจจุบันพบเพียงฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย เป็นพิษต่อเซลล์มะเร็ง และป้องกันตับไม่ให้ถูกทำลายจากสารพิษ

เปล้าใหญ่ ควงเปล้าน้อย คอยดูแลท้องไส้
ในปี ๒๕๒๖ คนไทยต้องตกใจเมื่อทราบว่า ญี่ปุ่นจดสิทธิบัตรสารสกัดจากเปล้าน้อยในการรักษาโรคกระเพาะ ภายใต้ชื่อ “เปลาโนทอล (Plaunotol) ต่อมาบริษัทซังเกียวก็ผลิตเป็นยาแผนปัจจุบันจำหน่าย ในชื่อทางการค้าว่า เคลเน็กซ์ (Kelnac) ใช้รักษาแผลในกระเพาะและลำไส้ ในปี ๒๕๒๙ บริษัทได้มาสร้างโรงงานอบใบเปล้าน้อยที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ แต่ปัจจุบันเลิกผลิตไปแล้วโดยไม่ทราบสาเหตุที่
กรณีของเปล้าน้อยปลุกกระแสให้คนไทยลุกขึ้นมาหวงแหนภูมิปัญญาท้องถิ่นของตนเองอย่างกว้าง                ขวาง แม้ญี่ปุ่นจะบอกว่าเป็นการค้นพบของเขาเอง แต่ในตำรายาไทย เปล้าน้อย เปล้าใหญ่ ปรากฏอยู่ในคัมภีร์อุทรโรคหรือคัมภีร์ที่ว่าด้วยโรคในท้องที่เกิดจากลม เช่น ลมขังในท้อง ท้องขึ้นพะอืดพะอม บางทีจุกแน่นไปทั้งท้อง บริโภคอาหารไม่ได้ ท้องผูก ท้องพอง จุกเสียด ไม่ผายลม จับสะบัดร้อนสะบัดหนาว แต่ละอาการจะมียาเฉพาะออกไป แต่จะมีเปล้าน้อยและเปล้าใหญ่เป็นหนึ่งในส่วนประกอบของยาที่ใช้แก้อาการดังกล่าว
             น่าเสียดายว่าคนไทยทั่วไปไม่รู้จักสินทรัพย์ในแผ่นดินของตน จึงไม่ปกป้องไม่พัฒนา พอสูญเสียสิ่งเหล่านั้นไปแล้วค่อยมาตีโพยตีพาย เปล้าน้อยเคยถูกฉกฉวยไปแล้ว อย่างให้ประวัติศาสตร์ซ้ำร้อยกับเปล้าใหญ่สมุนไพรของไทยแท้ๆ อีก

ตำรับยา
ยาอาบหลังคลอด
แก่นมะขาม ใบหนาด ใบเปล้า
ยาตั้ง(ประคบ) พยาธิมีตัว(ตัวจี๊ด)
ยาตั้งพยาธิมีตัว ให้เอาข่าโคม หัวเอื้อง ใบเปล้าใหญ่ ใบหนาด ขมิ้นอ้อย ทำเป็นยาตั้งทางกายทั่วไป จะหายจากปานดง ตัวจี๊ดแล
ยาอาบทำให้นอนหลับสบาย
ให้เอาเปล้าน้อยหนึ่ง เปล้าหลวงหนึ่ง เครือเขาฮอ (บอระเพ็ด) หนึ่ง เอาเท่ากันต้มอาบดีแล
ยาอาบแก้เมื่อย : ให้เอาเปลือกก่าม๑ เปลือกตีนเป็ด๑ ใบเปล้า๑ ใบหนาด๑ เปลือกหันแดง๑ ต้มด้วยกันอาบหายเมื่อยแล
ยาแก้เจ็บหลังเจ็บเอว ปวดเมื่อย
กิ่ง ใบ ต้มอาบ
ยาประคบ แก้ปวดเมื่อย บำรุงผิว แก้วิงเวียน แก้เคล็ดขัดยอก
ไพล ขมิ้นชัน ผิวมะกรูด ใบมะขาม ใบส้มป่อย เกลือแกงการบูร ใบเปล้า ใบหนาด ว่านชน(พลับพลึง) ตำหรือซอยพอหยาบๆ นำไปทำยาประคบ
ยาแก้เลือดไม่สม่ำเสมอ อัมพฤกษ์ อัมพาต ขาเดินไม่มีแรง เจ็บหลังเจ็บเอว
ใช้เปล้าใหญ่ตัวเดียว ต้มกินต้มอาบ หรือทำเป็นยาอบโดยใช้ใบเปล้าผสม ใบหนาด ไพล หว้าใบใหญ่ รากมะเดื่อหอม อัคคีทวาร หรือนำมาทำเป็นยาประคบใช้ใบเปล้าผสม ไพล ว่านน้ำ หญ้าเอ็นยืด หอมไก๋ ตำหรือซอยพอหยาบๆ นำไปทำยาประคบ
ยาย่างรักษาอาการ ตกต้นไม้ ควายชน เลือดเป็นพิษ แก้เลือดตกใน กระจายเลือด
ใบเปล้า ใบหนาด ว่านชน(พลับพลึง) ผีเสื้อขาว ผีเสื้อดำ บูฮาดำ บูฮาขาว ใบขมิ้นขึ้น ใบว่านไพลนำไปทำเป็นยาย่าง
ยาแก้บวม
            ใบสดนั้นนำมาตำแล้วเอามาทาตรงที่บวม
ยาดูดลมเจ็บ ลมปวด
เอาเปลือกไม้ห้าเยืองโขลกกับขิงและใส่มันหมู หมกไฟ ประคบแก้ปวด
ยารักษาปากนกกระจอก ทาแผลอีสุกอีใส เป็นบาดสุกดิบ รักษาแผล ฆ่าเชื้อ เอาหัวฝีออก
ใช้ยางเปล้าใหญ่ทาแผล
ยาบำรุงกำลัง
ห้าเยืองโหลงทั้งห้าต้มกิน
ยาแก้ผดผื่นคัน
ใช้ใบเปล้าใหญ่อย่างเดียว ต้มอาบ

เรื่องน่ารู้
               • ไม้เปล้าใช้เป็นฟืนไฟแรงดี ทำกระท่อมได้ เป็นไม้เนื้ออ่อน มอดไม่กิน ถ้าวางทิ้งไว้เห็ดหูหนูจะชอบขึ้นสามารถเก็บไปกินได้
               • เปล้าใหญ่มีการใช้อย่างแพร่หลายในประเทศไทย แต่ไม่มีปรากฏในตำราอายุรเวทของอินเดียและตำราสมุนไพรของจีน ในอินเดียมีรายงานผลของการใช้รากเปล้าใหญ่ในการรักษามะเร็งในกลุ่มชนคำตี้ ในรัฐอรุณจันทรประเทศ ซึ่งเป็นคนตระกูลไทกลุ่มหนึ่งและเรียกตนเองว่า ไทคำตี้

ปิดการแสดงความเห็น