ตูมกา…ยาวิเศษ

ตูมกา ยาวิเศษ…โดย ‘พี่ต้อม’
ชื่อวิทยาศาสตร์  Strychnos nux – blanda A.W.Hill
ชื่อวงศ์  STRYCHNACEAE
ชื่ออื่นๆ  ตูมกา มะตึ่งต้น ไม้ตึ่ง
ลักษณะทั่วไป  ไม้ต้น ใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม ดอกช่อ กลีบดอกสีเหลืองแกมเขียว ออกที่ง่ามใบ ผลกลม เมื่อสุกสีเหลืองอมส้ม
การขยายพันธุ์  ใช้เมล็ด

p1030568
ตูมกา สมุนไพรล้ำค่าของป่าเต็งรัง

ตูมกาเป็นสมุนไพรประจำถิ่นของป่าเต็งรังหรือป่าแดง ป่าประเภทนี้มีมากในภาคอีสานและภาคเหนือของไทย และพบในพม่า ลาว เขมร เวียดนาม ส่วนในอินเดียและจีนมีอยู่ไม่มากนัก นี่เป็นสาเหตุหนึ่งที่ข้อมูลสรรพคุณทางยาของตูมกาในต่างประเทศมีอยู่น้อยมาก ภูมิปัญญาในการใช้ประโยชน์จากตูมกาน่าจะมีแต่คนไทยใหญ่ ไทยน้อย คนลาว คนเขมร เท่านั้นที่รู้
p1030555            ตูมกามีผลขนาดเท่าลูกมะตูมสุก นกกา(อีกา) ชอบกินมาก จึงได้ชื่อว่า ตูมกา ส่วนคนไทยใหญ่เรียกมะตึ่ง หรือหมากตึ่ง คนไทยภาคกลางเรียกตูมกา ผลของตูมกากินได้ แต่ห้ามกินเม็ดเพราะมีพิษ กินแล้วเมาถึงตาย ยอดอ่อนของตูมกากินเป็นผักได้ จะกินสดๆ เผาลวก หรือต้มกินก็ได้ ถ้าลวกหรือต้มกิน พ่อหมอบอกให้ใส่ตะปูลงไปด้วย จะช่วยลดรสขมได้มาก ตูมกายังเป็นฟืนและถ่านที่ให้ไฟแรงมาก
ผลของตูมกานิยมนำมาคว้านเอาเนื้อในออก แล้วเอาเปลือกผลมาใส่น้ำมันเพื่อจัดไฟ หรือนำมาแกะสลักใส่เทียนเป็นโคมไฟ เรียกว่า ไฟตูมกา ถวายเป็นพุทธบูชาในวันออกพรรษา ใบตูมกาใช้รองที่นั่งอาบน้ำของแม่และลูก(เมื่อมีการคลอดลูกที่บ้าน) เพื่อป้องกันผีพราย ส่วนเปลือกนำมาผสมกับรำให้ม้ากินจะช่วยขับพยาธิตัวตืดของม้า และตำผสมเกลือใช้บำรุงวัว ควาย ทำให้อ้วนและเจริญอาหาร พูดได้ว่าตูมกานั้นมีประโยชน์หมดทุกส่วน
ตูมกา ยาแก้พิษ แก้ปวดเมื่อย

m1           ตูมกาเป็นยารักษาพิษงูที่หมอยารู้กันทั่วไป ตำรายาไทยภาคกลางกล่าวว่า เปลือกต้นตูมกามีฤทธิ์เบื่อเมาใช้แก้พิษงู หมอยาทุกภาคของไทยรวมทั้งเขมรต่างใช้ตูมการักษางูกัดเหมือนกัน ตูมกายังใช้ถอนพิษแมลงสัตว์กัดต่อยต่างๆ เช่น แมลงป่อง ตะขาบ แมงมุม ผึ้ง ต่อ แตน ได้ สรรพคุณนี้ใช้ได้ทั้งคนและสัตว์ เช่น วัว ควาย เป็นต้น
นอกจากเป็นยารักษาพิษงูแล้ว ตูมกายังเป็นยาแก้ปวดแก้เมื่อยที่ดีมากตัวหนึ่ง หมอยานิยมใช้ใส่ในตำรับยาประคบ ยาอบ ยาอาบ เพื่อรักษาอาการฟกช้ำ ดำเขียว ประดงเจ็บตามเส้น ตามเอ็น เหน็บชา ทำให้เลือดลมดี โดยใช้ทั้งเปลือกผล เปลือกต้น ราก และใบ ถ้าหาสมุนไพรตัวอื่นไม่ได้จะใช้แต่เปลือกตูมกาอย่างเดียวก็ได้

ตำรับยา

ยางูตอด
รากตูมกาฝนทาทั้งเป่าดีแล(แม้ในสมัยโบราณจะมีเรื่องเล่าว่าสามารถใช้ในฤทธิ์แก้พิษงูได้ แต่หากถูกงูกัดควรรีบนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลก่อน เนื่องจากในสมัยปัจจุบันมีความก้าวหน้าในการรักษาพิษงูมากแล้ว)
ยารักษาพิษงูและแมงสัตว์ กัดต่อย
ราก เปลือกต้น เปลือกผล เมล็ดใน อย่างใดอย่างหนึ่งตูมกาฝนกับน้ำมะนาว ทาแผล
ยาเมื่อย
เปลือกตูมกา อ้อยดำ ต้มอาบ
ยาประคบแก้ฟกช้ำดำเขียว
หัวว่านชน(พลับพลึง) ทั้งชนิดใบใหญ่และใบยาว เปลือกและใบ ส้มกบ เปลือกผลตูมกาแห้ง รากและเปลือกตูมกา มะตูมกินผลทั้งเนื้อและเปลือก รากตูมตัง เปลือกเครือแสนพัน เปลือกเอ็นหม่อน ใบมะขาม รากและใบไม้น้ำน้อย รากและใบตับเต่าต้น เครือบักแตก(กระทงลาย) ลำและใบไม้ผ่าสาม ตำห่อเป็นลูกประคบด้วยผ้าหม้อนิล
ยาย่างแก้เหน็บชา
ใบเปล้า ใบหนาด ใบคนทีสอเล็ก เปลือกไม้แดง เปลือกตูมกา นำมาย่าง

ตูมกา ยางูสู้พังพอน
           ความรู้เรื่องการใช้ตูมการักษาพิษงูนั้นคงมีมานานมาก จึงมีเรื่องเล่าที่เป็นอุบายของคนโบราณให้ลูกหลานจดจำสมุนไพรชนิดนี้ได้จากเรื่องกบกินเดือน ซึ่งคุณตาส่วน สีมะพริก เป็นผู้เล่าให้ฟัง เรื่องมีอยู่ว่า
          กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว เกิดทุพภิกขภัยในบ้านเมือง มีชาวนายากจนครอบครัวหนึ่ง มีลูกชายสองคน ในยามยากพ่อแม่ก็ออกไปขุดเผือกขุดมันเอามาหุงกินแทนข้าว ทิ้งสองคนพี่น้องให้อยู่เรือน ผู้พี่ก็พาน้องเที่ยวขุดหาตามรูน้ำได้ปูนามาสี่ตัว ก็จัดการปิ้งไว้รอท่าพ่อแม่ น้องชายที่ยังเล็กอยู่เริ่มหิวก็ร้องขอกิน ผู้พี่ก็เอาปูในส่วนของน้องชายให้กินไปก่อน เจ้าน้องน้อยเล่นไปสักพักก็ร้องขอกินอีกตามประสาเด็ก พี่ชายผู้ใจดีก็ตัดสินใจยกส่วนที่เป็นของตนให้น้องชายกินอีก
           สุดท้ายน้องชายก็ร้องขอกินปูอีกสองตัวที่กะว่าเอาไว้ให้พ่อกับแม่ ด้วยความรักน้องหรือทนเสียงร้องไม่ไหวก็ไม่ทราบได้ พี่ชายก็เอาปูปิ้งให้น้องชายกินจนหมด เมื่อพ่อแม่กลับมาเหนื่อยๆ เห็นเปลือกปูนาที่ผู้เป็นน้องชายคายทิ้งไว้ ก็ถามเอาความ พอทราบเรื่องก็โมโหเป็นฟืนเป็นไฟ เฆี่ยนตีลูกชายคนเล็ก จากนั้นก็ต้มเผือกต้มมันที่หามาได้ แต่ไม่ยอมให้ลูกคนเล็กกิน จะได้รู้ซะมั่ง!
          พี่ชายก็สงสารน้อง จึงพาหนีออกจากบ้าน เทวดาสงสารสองพี่น้อง จึงปลอมตัวเป็นงูเห่ากับพังพอนกัดกันขวางทางสองพี่น้อง งูเห่ากัดพังพอนจนตาย แล้วเลื้อยไปเคี้ยวเปลือกต้นตูมกามาพ่นใส่พังพอน พังพอนก็ฟื้นขึ้นมาอย่างน่าอัศจรรย์ แล้วก็สู้กับงูเห่าใหม่ คราวนี้พังพอนกัดงูตาย พังพอนก็วิ่งจู๊ดไปเคี้ยวเปลือกต้นตูมกามาพ่นใส่งูบ้างเพื่อจะได้มากัดกันต่อ งูก็ฟื้นมากัดกันอีก วนเวียนอยู่อย่างนี้
dsc_0418           พี่ชายเห็นว่าต้นตูมกาเป็นสมุนไพรวิเศษ จึงเก็บเปลือกใส่ห่อผ้าแล้วเดินทางต่อไป ร่อนเร่รักษาคนด้วยสมุนไพรตัวนี้ไปเรื่อยๆ ผู้พี่ได้ดีมีฐานะได้แต่งงานไปก่อน ผู้น้องก็พเนจรต่อไปจนรักษาลูกสาวเจ้าเมืองหายจากโรคร้ายและได้ครองคู่กันในที่สุด
           เมื่อได้อยู่สบายผู้น้องก็เกิดคิดถึงพ่อแม่ จึงสั่งเสียเมียว่า จะเดินทางกลับไปเยี่ยมบ้านเกิด ระหว่างนี้ห้ามเปิดห่อยาวิเศษประจำตัวของพี่เป็นอันขาดนะน้อง แต่พอท่านพี่ท้าวเธอไปยังไม่ทันไร ตามวิสัยสตรีซึ่งยิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุ ผู้เป็นภรรยาใคร่รู้จึงเปิดดูห่อยานั้น พระจันทร์แอบเห็นเข้าก็เอื้อมมือลงมาคว้าเอายานั้นไป ครั้นผู้เป็นสามีกลับมาก็เศร้าเสียใจที่สูญเสียของรักของหวง ตัดสินใจป่าวประกาศให้รางวัลแก่ใครก็ได้ที่สามารถไปเอายาวิเศษกลับคืนมา
           ไส้เดือนรู้ข่าวก็รับอาสาเอาดินมากองเป็นภูเขาเพื่อจะไต่ไปให้ถึงพระจันทร์วันเพ็ญ เขียดตะปาดก็กระโดดไปเกาะบนยอดไม้สูงๆ ในวันเพ็ญเพื่อล่ารางวัลกะเขามั่ง แต่ในที่สุดกบขึ้นไปถึงก่อนเพื่อน จึงไล่งับพระจันทร์วันเพ็ญอย่างไม่ลดละจนมาถึงทุกวันนี้ เพื่อจะเอายาวิเศษกลับมาเมืองมนุษย์ให้ได้ จนเป็นที่มาของคำว่า กบกินเดือน ของชุมชนลาวตามภาคต่างๆ ด้วยประการฉะนี้แล
 khao          ฟังนิทานเรื่องนี้แล้วเหมือนจะบอกไม่ให้มนุษย์สิ้นหวังในการค้นหายาวิเศษ ซึ่งที่จริงก็ไม่ต้องไปไกลถึงโลกพระจันทร์หรอก เพราะสมุนไพรเหล่านี้หาได้ใกล้ๆ นี่เอง ตราบใดที่เรายังเชื่อมั่นในภูมิปัญญาของปู่ยาตายายที่ฝากไว้ในนิทานอย่างกบกินเดือนเรื่องนี้

ปิดการแสดงความเห็น