เทศกาลกินเจ[๑๑]

[อ่านหนังสือ เทศกาลจีนและการเซ่นไหว้ ของ(อาจารย์)ถาวร สิกขโกศล แล้วเข้าใจวิธีและวิถีของคนจีนขึ้นอีกมากจึงนำมาแบ่งปันกันอ่าน เพื่อบำรุงปัญญา และความรื่นรมย์กัน ]

kh p

      ควรกินเจอย่างไร
เจในภาษาจีนมิใช่เป็นเพียงอาหารมังสวิรัติและงดผักฉุน ๕ อย่าง แต่หมายถึง“การงดเว้นเพื่อความเรียบร้อยบริสุทธิ์” การกินเจจึงต้องสำรวม งดเว้นกิจกรรมบางประการคล้ายการถือศีล ตามที่ปรากฏในคัมภีร์หลี่จี้ ผู้กินเจต้องงดอาหารสดคาว ของมึนเมา เพศสัมพันธ์ ตลอดจนกิจกรรมบันเทิง เช่น ไม่ฟังดนตรี สำรวมกิริยาวาจาให้อยู่ในครรลองคลองธรรมเรียบร้อยตามจารีต รวมแล้วมีลักษณะคล้ายศีลแปดของพุทธศาสนามาก ดังนั้นพุทธศาสนาจึงถือว่า เจ ตามหลักพุทธศาสนาคืออุโบสถศีล
     แต่การกินเจเดือนเก้าตามประเพณีนิยมในสังคมไทย ทั้งสายวัดและโรงเจมิได้บังคับให้รับอุโบสถศีล โรงเจหลายแห่งมีงิ้วฉลองให้ผู้กินเจดูอีกด้วย ซึ่งความจริงแล้วผิดจารีตกินเจของจีนโบราณด้วยซ้ำไป
ความจริงแล้วการกินเจคือการถือศีลแบบจีนโบราณ ถ้าเช่นนั้นการกินเจในปัจจุบันควรถือศีลประเภทใด?
ศีลที่เป็นพื้นฐานอันดีงามของสังคมมนุษย์คือศีลห้า(ปัญจศีล เบญจศีล) ฉะนั้นผู้กินเจควรรักษาให้บริสุทธิ์ผุดผ่องไปพร้อมกับการกินอาหารเจตามแบบแผนให้ครบ ๙-๑๐ วันในช่วงเทศกาลนี้
ปกติศีลห้าเป็นพื้นฐานศีลธรรมที่คนทั่วไปปฏิบัติกันอยู่แล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อ ๒(เว้นจากการลักทรัพย์) และข้อ ๓(เว้นจากการประพฤติผิดในกาม) จะย่อหย่อนก็คือข้อ ๑(เว้นจากการฆ่าสัตว์) ข้อ ๔(เว้นจากการพูดเท็จ พูดคำหยาบ พูดส่อเสียด และพูดเพ้อเจ้อ) และข้อ ๕(เว้นจากการดื่มสุราเมรัย)เฉพาะบางคน
ในเทศกาลกินเจควรถือศีลเข้มงวดให้ครบถ้วนตามเจตนารมณ์ของศีลทั้ง ๕ ข้อ คือ
ta      ๑. เว้นจากการเบียดเบียนผู้อื่นทั้งทางตรงและทางอ้อม มิใช่เพียง“ไม่ฆ่า” แต่ต้องไม่เบียดเบียน ไม่เอาเปรียบทุกลักษณะต่อสรรพชีวิตในโลกนี้ ทั้งควรอนุเคราะห์เกื้อกูลด้วยเมตตาและกรุณาโดยไม่มีประมาณ แผ่ไพศาลไปจนถึงระบบนิเวศของจักรวาล เพื่อให้เกิดสันติสุขอย่างแท้จริง
๒. เว้นจากการละเมิดเบียดเบียนทรัพย์ของผู้อื่นทั้งทางตรงและทางอ้อม ซึ่งรวมถึงการเอาเปรียบในเชิงเศรษฐกิจ เช่นค้ากำไรเกินควร ทุนใหญ่กินทุนเล็ก ตลอดจนการเอาเปรียบตามโครงสร้างที่อยุติธรรมในสังคม ควรมีเมตตาต่อผู้ด้อยโอกาสและเสียเปรียบทางเศรษฐกิจซึ่งเป็นผู้ถูกเบียดเบียน“ทรัพย์”ทางอ้อมอยู่เสมอ
๓. เว้นจากการละเมิดหรือล่วงเกินบุคคลอันเป็นที่รักของผู้อื่น ซึ่งโยทั่วไปคือ คู่ครองและบุตรธิดา ไม่ว่าด้วยลักษณะใด แม้กระทั่งทำให้เขาหลงเชื่อตนในทางที่ผิด เช่นหลอกให้เด็กติดยาเสพติด ติดเกมที่เป็นโทษ ล้วนเป็นการละเมิด ทำลายบุตรหลานอันเป็นที่รักของบุคคลอื่น
๔. เว้นจากการสร้างความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือส่วนรวมด้วยวาจาชั่ว คือพูดเท็๗(มุสาวาท) พูดหยาบคายด่าว่า(ผรุสวาท) พูดส่อเสียดยุแหย่(ปิสุณาวาท) พูดเพ้อเจ้อไร้สาระ(สัมผัปปลาวาท)
๕. งดเว้นจากการที่เกี่ยวข้องกับสิ่งเสพติดทั้งปวง มีสุรา ยาบ้าเป็นต้น ทั้งฐานะผู้เสพและผู้ค้า เพราะทำลายทั้งตัวเองและสังคม เป็นช่องทางให้เกิดความชั่วร้ายอื่นๆ ตามมาอีกมาก
เห็นได้ชัดว่าเจตนารมณ์ของศีลห้าคือ ไม่ละเมิดสิทธิ์ในชีวิต ทรัพย์ และบุคคลอันเป็นที่รักของผู้อื่น เป็นเรื่องของกายกรรม ๓ ข้อ ไม่ใช้มิจฉาวาจาเบียดเบียนผู้อื่น เป็นเรื่องของวจีกรรม ๑ ข้อ ไม่เบียดเบียนทั้งตนเองและผู้อื่นด้วยสิ่งเสพติดอันทำลายความรู้สึกผิดชอบชั่วดีอีก ๑ ข้อ ล้วนมุ่งผลเพื่อความสงบสุขของสังคม จึงเป็นศีลที่ทุกคนควรถือปฏิบัติร่วมกัน โดยมุ่งเน้นเจตนารมณ์และสาระสำคัญของศีลมากกว่ารูปแบบเท่านั้น ซึ่งต้องอาศัยปัญญารู้ชัดและกรุณาต่อผู้อื่นเป็นสำคัญ
ปกติผู้เข้าร่วมพิธีเดือนเก้าก็ปฏิบัติตัวตามพื้นฐานของศีลห้าอยู่แล้ว แต่ข้อที่ออกจะย่อหย่อนคือข้อที่สี่ เพราะมักติดกรอบแคบๆ ว่าไม่พูดเท็จแต่มักนินทาว่าร้ายหรือเหน็บแนมกระแนะกระแหนกัน การถือศีลแปดของไทยมักมีปัญหาเดียวกัน จนในอดีตมีผู้แต่งกาพย์สุรางคนางค์เตือนผู้ถือศีลแปดไว้ มีความตอนหนึ่งว่า“รักษาศีลแปด เจรจาจ๊อดแจ๊ด นินทาเขาทำไม” ความจริงศีลข้อที่สี่ที่สมบูรณ์คือ เว้นจากมิจฉาวาจาสี่ดังกล่าวแล้วข้างต้น
ในการกินเจมักถือเคร่งครัดกันเรื่องอาหาร จนบางทีมีปัญหาถกเถียงกันว่าอาหารใดเป็นเจหรือไม่เจ เช่นผักฉุน ๕ อย่าง ที่ห้ามกินมีอะไรบ้าง หอยนางรมกินได้หรือไม่ เรื่องผักฉุน ๕ อย่างเมื่อศึกษาที่มาแล้วจะเห็นว่าโบราณไม่กินเพราะกลิ่นแรงทำให้มึนงงมีผลต่อความสงบของจิตใจ เดิมถือต่างกันไป ต่อมาในเมืองไทยถือตามแบบพุทธศาสนาและปรับให้สอดคล้องกับผักในเมืองไทย คือหอม กระเทียม กุยช่าย หอมปรัง(หลักเกี๋ยว) และผักชี มหาหิงคุ์คนไทยไม่ใช้เป็นอาหารอยู่แล้ว การงดเว้นผัก ๕ อย่างจึงเป็นการถือตามประเพณีนิยมที่ปฏิบัติกันมา
img_0329   ส่วนเรื่องหอยนางรมที่เป็นอาหารเจหรือไม่นั้น ธนัสถ์ สุวัฒนมหาตม์ เขียนไว้ชัดเจนแล้วดังนี้“สิ่งที่น่าแปลกกว่านั้น คืออาหารบางชนิดแม้จะเป็นเนื้อสัตว์ แต่ชาวบ้านโดยทั่วไปกลับถือว่าเป็นของเจนั้น คือหอยนางรม ชาวบ้านทั่วไปมีความเชื่อว่าการกินหอยนางรมไม่เป็นการละเมิดข้อห้ามเรื่องกินเจ ทั้งนี้สืบเนื่องจากตำนานที่เล่ากันเรื่อยมาว่า
เมื่อครั้งพระถังซำจั๋งเดินทางไปอัญเชิญพระไตรปิฎกยังชมพูทวีป(ประเทศอินเดียในปัจจุบัน) ระหว่างทางไม่สามารถหาสิ่งใดฉันได้เลย จึงตั้งจิตอธิษฐานว่า หากมีสิ่งใดที่อาตมาฉันได้โดยไม่ผิดบาป ขอจงปรากฏขึ้นมาเป็นภักษาหารด้วยเถิด ปรากฏว่าหอยนางรมผุดขึ้นมาจากดินเป็นจำนวนมาก ด้วยเหตุนี้จึงถือว่าหอยนางรมเป็นของเจ ผู้ที่กินเจจึงสามารถรับประทานหอยนางรมได้ แต่เนื่องจากตำนานดังกล่าวเป็นเพียงวัตถุนิทานที่เล่าสืบต่อกันมาในหมู่ชาวบ้าน ไม่มีหลักฐานอ้างอิง การรับประทานหอยนางรมจึงอนุโลมใช้กับผู้กินเจเป็นกิจวัตร(กินตลอดชีพ)ที่ไม่ใช่พระภิกษุสงฆ์ตามลัทธิมหายานเท่านั้น โดยถือเป็นข้อผ่อนผันให้รับประทานได้บ้างตามโอกาส แต่สำหรับพระภิกษุสงฆ์ตามลัทธิมหายานและผู้ที่กินเจในช่วงเทศกาลกินเจยังคงถือเคร่งครัดที่จะไม่รับประทานหอยนางรมอย่างเด็ดขาด
นอกจากนี้ยังมีตำนานอื่นอีก
เรื่องนี้พอจะเทียบได้กับเรื่องผู้รักษาอุโบสถศีลกินนมหลังเที่ยงวันได้หรือไม่ ปัจจุบันคนไทยเข้าใจเรื่องนี้น้อยมาก
ตามหลักวินัยของพุทธเถรวาท นมและน้ำเต้าหู้จัดเป็นโภชนะคืออาหาร ถือเป็น“วิกาลโภชนา”หลังเที่ยงวัน ไม่ใช่อยู่ที่ว่าถ้าเป็นของเหลวแล้วดื่มได้ ของเหลวที่ดื่มได้โดยไม่เป็นวิกาลโภชนาคือน้ำปานะ ซึ่งได้แก่น้ำผลไม้คั้นทั้งหลายและน้ำต้มสมุนไพรหรือน้ำสมุนไพร เช่นน้ำส้มคั้น น้ำอ้อย น้ำขิง น้ำมะตูม ทั้งนี้อนุโลมรวมของที่แปรรูปจากน้ำเหล่านี้ โดยไม่มีของอื่นที่เป็นโภชนะปน เช่นน้ำตาลงบบริสุทธิ์ ตังเมที่กวนจากน้ำอ้อยล้วน แต่ถ้ามีแบะแซหรือแป้งผสมจัดเป็นโภชนะ กินหลังเที่ยงไม่ได้ ต้องเป็นน้ำปานะหรือแปรรูปจากน้ำปานะล้วนๆ เท่านั้น
ปกติพระที่ถือเคร่งจะไม่ฉันนมและน้ำเต้าหู้หรือน้ำประเภทเดียวกันหลังเที่ยง แต่โดยทั่วไปอนุโลมให้ฉันได้ เพราะเป็นอาบัติปาจิตตีย์ซึ่งเป็นอาบัติเบาและชาวบ้านไม่ตำหนิ ส่วนผู้ที่รับอุโบสถศีลนั้นตามประเพณีนิยมเดิมของไทยจะไม่ดื่มนมหลังเที่ยง เพราะถือว่าศีลอุโบสถมีแค่ ๘ ข้อ ขาดไปข้อหนึ่งก็ไม่สมบูรณ์ ส่วนพระท่านมีศีลถึง ๒๒๗ ข้อ ขาดข้ออาบัติเบาไปข้อหนึ่งก็ไม่เสียหายมาก อีกทั้งอุโบสถศีลรักษาแต่ในวันพระเท่านั้นควรให้บริสุทธิ์บริบูรณ์
ปัจจุบันเป็นที่ยอมรับกันว่า การงดอาหารเนื้อสัตว์บ้างเป็นบางช่วงเป็นผลดีต่อสุขภาพมากกว่าเสีย การกินเจเดือนเก้าจึงเป็นโอกาสปรับสมดุลของร่างกายในเรื่องอาหาร และพัฒนาคุณภาพของจิตใจให้สำรวมในศีลที่ตนสมาทาน โดยเน้นการไม่เบียดเบียนสรรพชีวิตเป็นศีลข้อสำคัญที่สุด
แต่ปัญหาหนึ่งที่เราพบบ่อยในหมู่คนกินเจคือ (๑) เห่อตามกระแสทำตามกันด้วยความหลง กลายเป็นโลภบุญ หลงบุญ และล่าบุญ กับ (๒) กินเจแล้วมักเกิดความทะนงตนว่าประเสริฐกว่าผู้ไม่กินเจ ภาษาพระเรียกว่าเกิด“อติมานะ(ความสำคัญตนว่าประเสริฐกว่าผู้อื่น)” ซึ่งเป็น“กับดัก”คนที่ “หลงความดี” “หลงบุญ”ความจริงแล้วการกินเจเป็นเพียง“บุญกิริยาวัตถุ”อย่างหนึ่งในหลายๆ อย่าง แต่ละคนอาจเลือกปฏิบัติให้เหมาะสมกับภาวะของตน คนไม่กินเจอาจมีความดีอย่างอื่นแม้ในเรื่องความเกื้อกูลผู้อื่นไม่น้อยไปกว่าคนกินเจก็ได้
100_8527-1     ดังนั้นผู้กินเจจึงควรมีความอ่อนน้อมถ่อมตน ถือว่าการกินเจเป็นกิจกรรมหนึ่งที่ช่วยขัดเกลาตัวเราให้เป็นไปตามเหตุปัจจัยฝ่ายกุศล อย่ากินเจอย่างโลภบุญ หลงบุญ และล่าบุญ โดยไม่เข้าใจสาระที่ถูกต้อง อย่ากินเจโดยอติมานะว่าเราประเสริฐกว่าผู้อื่น หากแต่กินเจเพื่อสุขภาพ กินเจเพื่อไม่เบียดเบียน เพื่อจะเกื้อกูลแก่สรรพชีวิตทั้งหลายตลอดจนสิ่งไม่มีชีวิตด้วย ทั้งนี้เพื่อเจริญเมตตากรุณา ขัดเกลาโลภะ โทสะ และโมหะ ของตนให้ลดน้อยลง เช่นนี้แล้วจึงจะนับว่าเป็นท่าทีที่ถูกต้องต่อการกินเจ อันจะเป็นประโยชน์ทั้งต่อตนเองและผู้อื่นอย่างแท้จริง
ผู้เขียนเขียนเรื่องกินเจมายาวกว่าเทศกาลอื่น เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจความเป็นมาและคุณค่าสาระของเทศกาลนี้ได้ชัดเจน สุดท้ายขอจบด้วยกลอนว่า
กินเจด้วยกรุณาปัญญาตรง          อย่าลุ่มหลงลบหลู่ผู้อื่นเขา
รักษาศีลลดกิเลสให้บางเบา         ค่อยขัดเกลาตนเองเถิดประเสริฐเอย

th
_____________ เทศกาลจีนและการเซ่นไหว้ ของ(อาจารย์)ถาวร สิกขโกศล (๔๙๙-๕๐๓)

ปิดการแสดงความเห็น