เทศกาลกินเจ[๑๐]

[อ่านหนังสือ เทศกาลจีนและการเซ่นไหว้ ของ(อาจารย์)ถาวร สิกขโกศล แล้วเข้าใจวิธีและวิถีของคนจีนขึ้นอีกมากจึงนำมาแบ่งปันกันอ่าน เพื่อบำรุงปัญญา และความรื่นรมย์กัน ]

IMG_0578

เทศกาลกินเจในอดีต-ปัจจุบัน
พระสันทัดอักษรสารกล่าวว่าในช่วง พ.ศ. ๒๔๖๗ “การกินเจเสื่อมไปหมดแล้ว” คงเป็นสภาพการณ์ในกรุงเทพฯยุคนั้นซึ่งการกินเจซบเซาลง แต่ยังไม่น่าจะถึงกับหมดไป เพราะยังมีสืบต่อมาจนถึงปัจจุบัน
      ในหนังสือบันทึกเบ็ดเตล็ดเรื่องสยามของเอี้ยบุ้นเอ็ง(หยางเหวินอิง) ชาวจีนแต้จิ๋วผู้เคยมาอยู่ไทย ๕ ปี ราวช่วง พ.ศ. ๒๔๗๑-๒๔๗๕ กล่าวถึงประเพณีการกินเจเดือนเก้าของไทยไว้ชัดเจนมากว่า
เทพที่ชาวจีนในไทยเคารพมากที่สุด ไม่มีองค์ใดเสมอด้วยเทพกิ๋วฮ้วง(นวจักรพรรดิ) ที่มาของท่านไม่สามารถสอบค้นได้ รูปที่ตั้งบูชามี ๙ องค์ล้วนแต่งชุดเต๋า มีโรงเจอยู่ทั่วไปในประเทศไทย ๑-๙ ค่ำเดือนเก้าของทุกปีจะกินเจ ๙ วัน จุดธูปบูชาองค์เทพ นิมนต์พระมาสวดมนต์ทำพิธี บางแห่งมีงิ้วฉลอง ของใช้ในพิธีทั้งหมดล้วนสีเหลือง เหนือประตูแขวนโคมเต็งลั้ง เขียนข้อความ‘กิ๋วฮ้วงเส่งหวย-นวจักรพรรดิมหาสันนิบาต’ ๔ อักษร หน้าหิ้งเจ้ามีโคม ๙ ดวง ถังข้าวสาร ๑ ลูก เรียกว่า‘เต๋าบ้อเนี่ยเนี้ย-พระแม่เจ้าดารกมาตา’ วัน ๓๐ ค่ำเดือนแปดจัดขบวนพร้อมดนตรีไปเชิญที่ริมแม่น้ำเรียกว่า‘เชียแก่-เชิญขบวนเสด็จ’ วัน ๓ ค่ำ ๖ค่ำ และ ๙ ค่ำ เป็นวันเจใหญ่ ต้องสำรวมคารวะยิ่งกว่าวันอื่น ทุกคนจะจัดผลไม้และเครื่องกระดาษมาเซ่นไหว้ ถึงวัน ๙ ค่ำทิ้งกระจาด พระสงฆ์และผู้กินเจจัดขบวนไปลอยโคมดอกบัวที่ริมแม่น้ำ เพื่อเป็นประทีปนำทางดวงวิญญาณจากยมโลกมารับน้ำทิพย์(คือส่วนบุญที่อุทิศให้) ผู้ร่วมพิธีถือธูป เครื่องกระดาษและโคมดอกบัวเดินเป็นแถวยาวมีคนใช้ มีคนใช้ดอกทับทิม(พร้อมกิ่ง)พรมน้ำมนต์ไล่อัปมงคลเดินนำหน้า เสียงหล่อโก้ว(ฉาบกลอง)ดังกึกก้อง ผู้ชมเนืองแน่น ถึงวัน ๑๐ ค่ำไป‘ส่งขบวนเสด็จ’ที่กลางแม่น้ำ พอเรือถึงกลางแม่น้ำ เอากระถางธูปวางจมลง เป็นอันเสร็จสิ้นพิธีกินเจ
 าข่า อินเดีย_2     ทุกโรงเจตามปกติจะมีคนเข้าร่วมกินเจนับร้อยคน อย่างน้อยก็หลายสิบคน โรงเจที่นครปฐมคนมากถึง ๔๐๐๐ กว่าคน เป็นอันดับหนึ่งในสยาม ถึงวันเจใหญ่(๓, ๖, ๙ ค่ำ)ต้องใช้คนอ่านรายชื่อผู้เข้าร่วมบริจาคทรัพย์หลายคน รองลงไปคือที่โอวฉิ่วปาแปดริ้วราว ๒๐๐๐ คน ที่ศาลโจวซือกงและเตี่ยชู่หั่งของกรุงเทพฯ แม้จะเป็นงานใหญ่ค่าใช้จ่ายเพียบพร้อมแต่ก็ยังเทียบไม่ได้กับสองแห่งนั้น ผู้กินเจบางคนค้างคืนที่โรงเจ(ตลอดช่วงกินเจ)บางคนก็ไม่ค้าง
     ในช่วงกินเจนี้ผู้ร่วมพิธีต้องแต่งชุดขาว รองเท้าขาวหรือรองเท้าหญ้า ทุกคนเปี่ยมด้วยศรัทธาและสำรวมระวัง ทั้งชายหญิงล้วนเป็นเช่นนี้ ค่าใช้จ่ายที่โรงเจนครปฐมเพียงแห่งเดียวปีหนึ่งเป็นเงิน ๑๓,๐๐๐-๑๔,๐๐๐ บาท รวมทั้ง ๔๐๐ กว่าอำเภอ ๑๔ มณฑล(ทั่วประเทศไทย)ค่าใช้จ่ายมหาศาล ช่วงหลังมานี้ประชาชนมีความรู้มากขึ้น การค้าซบเซา การกินเจก็พลอยซบเซาลงกว่าแต่ก่อนไปด้วย
โรงเจที่นครปฐมนี้เฮียไช้ผู้รอบรู้เรื่องคติชนวิทยาจีนในไทยมีความเห็นว่าน่าจะเป็นโรงเจเหงียงเต๋าตั๊ว อำเภอเมืองที่เป็นโรงเจเก่าแก่และใหญ่ที่สุดในจังหวัดนครปฐม ส่วนโอวฉิ่วปาเป็นชื่อสถานที่ในอำเภอพนมสารคาม อยู่ริมแม่น้ำบางปะกงมีโรงเจเก่าแก่อยู่ ในช่วง พ.ศ. ๒๔๗๑-๒๔๗๕ เงินครึ่งสตางค์ยังซื้อของได้ ทองคำบาทละ ๑๖ บาท ฉะนั้นค่าใช้จ่ายในพิธีกินเจหมื่นกว่าบาทจัดว่าสูงมาก
บันทึกเรื่องการกินเจของเอี้ยบุ้นเอ็งนี้มีเรื่องที่ควรพินิจอยู่ ๒ ประการ
ประการแรก การกินเจคึกคักสูงสุดที่นครปฐมกับฉะเชิงเทรา(แปดริ้ว) น่าจะมีนัยยะสัมพันธ์กับอั้งยี่ เพราะสองจังหวัดนี้เป็นถิ่นใหญ่ของอั้งยี่ พ.ศ. ๒๓๘๕ เกิดจลาจลอั้งยี่ที่นครชัยศรี พ.ศ. ๒๓๙๑ เกิดกบฏอั้งยี่ที่ฉะเชิงเทราทางการต้องส่งทัพใหญ่ไปปราบจึงสงบลง จีนอั้งยี่ถูกฆ่าตายถึง ๓,๐๐๐ กว่าคน
ประการที่ ๒ มีกิจกรรมของพุทธศาสนาเข้ามาเกี่ยวข้องในพิธีกินเจของไทยเด่นชัดมากคือ นิมนต์พระมาสวดมนต์และมีพิธีทิ้งกระจาดอุทิศส่วนกุศลให้ผีผู้ยากไร้ ตลอดจนลอยกระทงเพื่อส่องทางให้ผีมารับส่วนบุญ แสดงถึงที่มาของพิธีกินเจของไทยว่ามีความสัมพันธ์กับพุทธศาสนา ดังที่ธีระ วงศ์โพธิ์พระกล่าวว่า พิธีกินเจที่อั้งยี่นำเข้ามาเป็นแบบพุทธศาสนามหายาน เหลาฮวบซือกงบูรพาจารย์ผู้บุกเบิก(ไคซัวโจ้ว)ของโรงเจต่างๆ ก็เป็นภิกษุมาจากวัดซิงอำยี่สาขาของวัดเส้าหลินใต้ อนึ่งตามประวัติผู้ก่อตั้งสมาคมฟ้าดิน(อั้งยี่)ก็คือหลวงจีนหงเอ้อร์ อั้งยี่จึงมีที่มาใกล้ชิดกับพุทธศาสนาของจีมมาก รากเหง้าดั้งเดิมน่าจะเป็นมนตรยาน แต่ต่อมากลายเป็นมหายาน
ส่วนวัดญวนและวัดจีนในไทยนั้นอาจารย์เศรษฐพงษ์ จงสงวนให้ข้อมูลว่า เดิมทีการกินเจเป็นกิจกรรมภายในของหลวงจีนในวัดไม่มีชาวบ้านเข้าร่วม ต่อมาภายหลังเมื่อการกินเจแพร่หลายแล้ว วัดจึงจัดพิธีสนองความต้องการของชาวบ้านด้วย ดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
เนื่องจากประเทศไทยเป็นเมืองพุทธ พุทธศาสนามีบทบาทในสังคมสูงตลอดมา โรงเจและการกินเจในไทยจึงมีอิทธิพลพุทธศาสนามากกว่าในประเทศอื่น เทพเก้าจักรพรรดิ(กิ๋วฮ้วง)ของไทยมีฐานะเป็นพุทธเจ้าหรือพระโพธิสัตว์เรียกว่ากิ๋วฮ้วงหุกโจ้ว(พระพุทธเจ้าเก้าจักรพรรดิ)หรือกิ๋วฮ้วงผ่อสัก(พระโพธิสัตว์เก้าจักรพรรดิ) ส่วนของมาเลเซียยังคงเป็นกิ๋วฮ่องไต้เต่-ฮ่องเต้เก้าจักรพรรดิ ตามความเชื่อเดิมของจีน ในถิ่นแต้จิ๋วของจีนในปัจจุบันเหมือนกับของไทยเพราะรับอิทธิพลไปจากเมืองไทย
ta     แม้รูปเทพเก้าจักรพรรดิในไทยยังมีเค้าของเทพลัทธิเต๋าอยู่ แต่คัมภีร์ในพิธีกินเจของไทยเป็นแบบพุทธศาสนา เล่มสำคัญคือคัมภีร์ปั๊กเต้าเซียวไจเอียงสิ่วเมี่ยวเก็ง(สัปตรรษัยนิรภัยวัฒนายุสสูตร)ซึ่งนิยมเรียกสั้นๆ ว่าปั๊กเต้าเก็ง
เฉินจิ่งซีนักวิชาการของมหาวิทยาลัยหัวเฉียวเซี่ยเหมินได้รวบรวมคัมภีร์และเทปบันทึกเสียงอ่านคัมภีร์ปั๊กเต้าเก็งของไทยแล้วพบว่า เสียงอ่านในเทปและเสียงอ่านที่ใช้อักษรไทยกำกับไว้ในคัมภีร์ปั๊กเต้าเก็งของไทยใช้เสียงแต้จิ๋วเป็นส่วนมาก แต่ก็มีเสียงภาษาถิ่นจีนแคะ จีนกวางตุ้ง จีนกังไส(เจียงซี) และจีนกลางปะปนอยู่ แสดงว่าพิธีกินเจเดือนเก้าของไทยมีที่มาจากจีนภาคใต้หลายถิ่นเข้ามาผสมผสานกันในไทย ได้รับอิทธิพลพุทธศาสนาเพิ่มขึ้นจนมีอัตลักษณ์ของตนเองชัดเจน แล้วส่งอิทธิพลกลับไปยังถิ่นแต้จิ๋วของจีนในปัจจุบันอีกด้วย
ส่วนการกินเจทางภาคใต้ซึ่งศูนย์กลางอยู่ที่ภูเก็ตนั้นมีอิทธิพลจีนฮกเกี้ยนมากที่สุด เพราะฮกเกี้ยนเป็นจีนกลุ่มใหญ่ของที่นี่ งิ้วที่นำพิธีกินเจมาเผยแพร่ที่กระทู้นี้ก็น่าจะเป็นงิ้วฮกเกี้ยน เพราะงิ้วแต้จิ๋วเพิ่งเข้ามาปักหลักเล่นในกรุงเทพฯ สมัยรัชกาลที่ ๕ แม้ต่อมาชาวกระทู้จะไปสืบค้นเอากระถางธูปและตำรากินเจมาจากกังไส(เจียงซี) แต่หลังจากนั้นกลับมีปฏิสัมพันธ์กับจีนฮกเกี้ยนในมาเลเซียมากกว่า การกินเจที่นี่จึงมีลักษณะร่วมกับมาเลเซียมากกว่ากรุงเทพฯ เช่น เจ้าก็เป็น กิ๋วฮ่องไต้เต่ ไม่ใช่ กิ๋วฮ้วงหุกโจ๊ว
การกินเจในภาคกลางแม้จะมีอิทธิพลพุทธศาสนามาก แต่พิธีกินเจตามโรงเจกับวัดจีนวัดญวนมีลักษณะต่างกัน ตามโรงเจยังมีร่องรอยของอั้งยี่เหลืออยู่ แต่ของวัดจีนวัดญวนเป็นแบบพุทธศาสนาล้วนๆ
ฉะนั้นการกินเจเดือนเก้าในประเทศไทยจึงพอสรุปลงได้เป็น ๓ สายใหญ่ คือ สายวัดมหายาน สายโรงเจ และสายภูเก็ต มีพิธีกรรมแตกต่างกันไปบ้าง สายวัดมหายานจะเรียบง่ายไม่มีพิธีอะไรมาก สายโรงเจซึ่งเป็นสายหลักยังคงคล้ายกับในอดีตตามบันทึกของเอี้ยบุ้นเอ็งข้างต้น ส่วนสายภูเก็ตมีกิจกรรมหลากหลายคล้ายของมาเลเซีย ผู้สนใจรายละเอียดกิจกรรมในพิธีกินเจของทั้ง ๓ สายนี้ อ่านเพิ่มเติมได้จากหนังสือเทศกาลกินเจในเดือน ๙ ของธนัสถ์ สุวัฒนมหาตม์
จึงพอสรุปได้ว่าเทศกาลกินเจในไทยเกิดจากงิ้วและอั้งยี่นำมาเผยแพร่ พิธีกรรมเป็นแบบจีนภาคใต้ มีอิทธิพลพุทธศาสนามากับสายอั้งยี่บ้าง เนื่องจากคนจีนในไทยมีหลายกลุ่ม จึงมีอิทธิพลท้องถิ่นของกลุ่มเหล่านี้ปรากฏชัดในเสียงอ่านบทสวดคัมภีร์ปั๊กเต้าเก็งของไทย แสดงถึงที่มาอันหลากหลายจากจีนภาคใต้ แต่นำมาผสมกลมกลืนและรับอิทธิพลพุทธศาสนาสูงสุดในประเทศไทย ทำให้มีอัตลักษณ์ของตนชัดเจน จึงไม่อาจปฏิเสธได้ว่า เทศกาลกินเจในไทยเป็นไปตามคตินิยมของพุทธศาสนายิ่งกว่าลัทธิศาสนาอื่นใด พิธีกรรมอั้งยี่ที่แฝงอยู่ เช่น การ“รับ-ส่ง ขบวนเสด็จ”ก็ไม่มีสาระเดิมเหลืออยู่ เทศกาลกินเจในไทยจึงกลายเป็นพิธีกรรมทางศาสนาและสังคมในร่มเงาของพุทธศาสนาอย่างสมบูรณ์

tw

________เทศกาลจีนและการเซ่นไหว้ ของ(อาจารย์)ถาวร สิกขโกศล (๔๙๕-๔๙๙)

ปิดการแสดงความเห็น