เทศกาลกินเจ[๙]

[อ่านหนังสือ เทศกาลจีนและการเซ่นไหว้ ของ(อาจารย์)ถาวร สิกขโกศล แล้วเข้าใจวิธีและวิถีของคนจีนขึ้นอีกมากจึงนำมาแบ่งปันกันอ่าน เพื่อบำรุงปัญญา และความรื่นรมย์กัน ]

pv
เทศกาลกินเจในไทย
ถ้าว่าตามหลักวิชาคติชนวิทยาของจีน การกินเจ ๑-๙ ค่ำเดือนเก้าเป็นเพียงการถือศีลกินอาหารเจอยู่ที่บ้าน หรือไปร่วมที่โรงเจ/วัด เป็นกิจกรรมของหมู่คณะย่อยมากกว่ากิจกรรมร่วมของชุมชนอย่างเทศกาลอื่น ในประเทศไทยเดิมทีก็เป็นเพียงกิจกรรมในกลุ่มคนจีน แต่ต่อมาราว ๒๐ กว่าปีมานี้การกินเจเดือนเก้าได้รับความนิยมแพร่หลาย กลายเป็นเทศกาลใหญ่จนกลบกลืนเทศกาลสารทไทย ซึ่งปกติจะตรงกับวันกินเจวันแรกเสียแทบจะหายไปจากความรับรู้ของคนหนุ่มสาวในปัจจุบัน ออกจะเป็นเรื่องน่าเศร้าของสังคมไทยที่“ลืมราก”ของตัวเองอย่างยิ่ง

ที่มาของการกินเจเดือนเก้าในไทย
การกินเจเดือนเก้าในไทยมีหลักฐานชัดว่ามาจากงิ้วและอั้งยี่เป็นกระแสหลัก ได้รับอิทธิพลจากพุทธศาสนามหายานมากในช่วงหลัง แล้วผสมกลมกลืนกันจนมีอัตลักษณ์ของตนเองชัดเจน
หลักฐานที่บอกว่างิ้วนำการกินเจมาเผยแพร่ในเมืองไทยนั้น พระสันทัดอักษรสารเขียนไว้ในเรื่อง”ประวัติงิ้วในเมืองไทย” ลงในนิตยสาร ศัพท์ไทย เล่ม ๓ ตอน ๘เมษายน พ.ศ.๒๔๖๗ ว่า“พวกงิ้วเป็นต้นเหตุที่นำเอาแบบธรรมเนียมการกินเจเข้ามาได้ตั้งโรงเจเรียกว่า’เจตั๊ว’ งิ้วนี้เมื่อถึงคราวกินเจต้องกินเจทุกโรง ต่อมาพวกจีนทั้งหลายก็พลอยพากันกินเจไปด้วย แต่ปัจจุบันการกินเจได้เสื่อมลงไปหมดแล้ว
การกินเจของภูเก็ตก็มีประวัติชัดเจนว่า พวกงิ้วเริ่มขึ้นก่อนเมื่อ พ.ศ. ๒๓๙๒ ที่บ้านกระทู้ ชาวบ้านเข้าร่วมด้วย ทำให้โรคภัยที่เป็นกันอยู่บรรเทาลง จึงทำกันเป็นประเพณีสืบต่อกันมาตามแบบแผนง่ายๆ ที่พวกงิ้วสอนไว้ จนถึง พ.ศ. ๒๓๙๕ จึงคิดว่า ควรหาตำราที่ถูกต้องมาเป็นแบบแผน คนงานจีนวัยกลางคนคนหนึ่งทราบมาว่า ต้นกำเนิดของประเพณีนี้อยู่ที่มณฑลกังไส(เจียงซี) จึงเดินทางไปเชิญกระถางธูปที่นั่น กลับมาถึงบ้านกระทู้ในวัน ๗ ค่ำเดือนเก้า พ.ศ. ๒๓๙๘ พร้อมกับกระถางธูปต้นไฟและตำราจัดพิธีกินเจที่ถูกต้องสมบูรณ์ ถือเป็นแบบแผนปฏิบัติสืบต่อกันมาจนปัจจุบัน
ประวัติการกินเจของภูเก็ตนี้มีผู้เขียนค้านว่าที่กังไสไม่มีประเพณีกินเจ แต่จากบทความวิจัยของหลี่ฉวนลงข้างต้นมีหลักฐานชัดเจนว่า ประเพณีกินเจเดือนเก้าเคยรุ่งเรืองในเจียงซีทั้งยังแพร่ไปถึงเสฉวน เฉินจิ่งซีก็ศึกษาพบว่า เสียงอ่านบทสวดคัมภีร์ปั๊กเต้าเก็ง(สัปตรรษัยนิรภัยวัฒนายุสสูตร)ของเมืองไทยมีเสียงภาษาจีนถิ่นกังไสปนอยู่ด้วย จึงเชื่อได้ว่าประวัติการกินเจของภูเก็ตข้างต้นนี้ถูกต้องได้นำตำรามาจากกังไสจริง แต่ผู้นำประเพณีกินเจมาเผยแพร่ก่อนคือคณะงิ้วที่มาแสดงที่นั่นนานเกือบปี
img_0103     จีนที่ภูเก็ตเป็นฮกเกี้ยนมากที่สุด มีสายสัมพันธ์กับจีนฮกเกี้ยนในมาเลเซีย ดังนั้นปี พ.ศ. ๒๔๒๓ หวางอี้หวี ชาวจีนฮกเกี้ยนในมาเลเซียได้เชิญกระถางธูปกิ๋วฮ่องไต่เต่(จิ่งหวงต้าตี้-นวจักรพรรดิเทพ) ไปประดิษฐานที่ศาลไท่หยวนถางในมาเลเซียเป็นแห่งแรก พ.ศ. ๒๓๖๒ แพร่ต่อไปถึงสิงคโปร์
ในมาเลเซีย สิงคโปร์ และภูเก็ตมีอั้งยี่ฮกเกี้ยนรวมอยู่ในหมู่ชาวจีนด้วย พวกนี้เข้ามามีบทบาทเกี่ยวข้องกับโรงเจช่วงต้นยุคสาธารณรัฐจีน(พ.ศ. ๒๔๕๔-๒๔๖๐) มีผู้ฟ้องร้องต่อเจ้าหน้าที่ของอังกฤษว่าโรงเจของหวางอี้หวีเกี่ยวข้องกับอั้งยี่ แต่ผลการสอบสวนกลับทำให้เจ้าหน้าที่ของอังกฤษผู้รอบรู้ภาษาและวัฒนธรรมจีนดีศรัทธาโรงเจนี้ จึงพออนุมานได้ว่าโรงเจที่ภูเก็ตและภาคใต้ของไทยมีพวกอั้งยี่เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย แต่มิได้มีกิจกรรมที่เป็นภัยต่อความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง จึงดำเนินกิจกรรมต่อมาได้
โรงเจในภาคกลางนั้นอาจารย์ธีระ วงศ์โพธิ์พระ(ธีรทาส)ผู้ดูแลโรงเจเปาเก็งเต๊งบ่อนไก่คลองเตย เขียนไว้ในหนังสือตำนานศาลเจ้าโรงเจ อายุ ๑๐๐ ปี เมืองไทย ว่า “สรุปความแล้ว จะเป็นวัดจีนหรือศาลเจ้าจีนหรือโรงกินเจต่างๆ ในเมืองสยาม(ไทย)ที่มีอายุนานถึง ๑๐๐ ปีขึ้นไปนั้นส่วนมากเป็นศิษย์สายวัดเสียวลิ้มยี่(วัดเส้าหลิน)สาขาฮกเกี้ยนประเทศจีน นำมาก่อสร้างไว้หลายยุค แล้วส่วนมากเป็นพระภิกษุที่มีความรู้ นักปราชญ์ชาวฮั่นกลุมเชื้อสายราชวงศ์หมิงที่หลบหนีภัยสงครามระหว่างจักรพรรดิเฉียนหลง(เคี่ยงลั้ง)ราชวงศ์เช็ง(ชิง) ทำการกวาดล้างทำลายฆ่าพระภิกษุสามเณรแล้วเผาวัดเส้าหลิน...”
ท่านเหล่านี้ร่วมขบวนการอั้งยี่ต่อต้านราชวงศ์ชิงจึงหนีออกโพ้นทะเล “ไปเวียตนาม แหลมอินโดจีน อินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ พม่า สยาม(ไทย) แล้วนำเอาวัฒนธรรมจีน การสร้างศาลเจ้าเทวนิยมจีนและโรงเจ และสร้างวัดมหายานไว้ตามเมืองนั้นอีกด้วย
อาจารย์ธีระเล่าว่าอั้งยี่โพ้นทะเลเหล่านี้อพยพออกมาเป็น ๓ รุ่น รุ่นแรกราว พ.ศ. ๒๔๐๐ สายหนึ่งขึ้นฝั่งที่ภูเก็ต รุ่นสามมีเหลาฮวบซือกงป็นผู้นำสำคัญคนหนึ่ง มาขึ้นฝั่งที่ภูเก็ตเมื่อราว พ.ศ. ๒๔๓๐ ท่านเป็นชาวมณฑลอานฮุย แต่มาบวชที่วัดซิงอำยี่ อำเภอเท่งไฮ้ เมืองแต้จิ๋ว มาถึงเมืองไทยแล้วธุดงค์ไปหลายจังหวัด เป็นผู้นำก่อสร้างโรงเจหรือสอนพิธีกินเจให้โรงเจหลายแห่ง จนได้รับยกย่องว่าเป็น“ไคซัวโจ๊ว” หมายถึง“บูรพาจารย์ผู้บุกเบิก”ของโรงเจหลายแห่งในเมืองไทย เช่น โรงเจเปาเก็งเต๊ง(เขาช้าง) อำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี โรงเจเปาเก็งเต๊ง งิ้วราย อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม โรงเจเปาเก็งเต๊ง บ่อนไก่ กทม. โรงเจเหง็กเต๊กตึ๊ง ตลาดพลู โรงเจเทียงเต๋าตึ๊ง งิ้วราย โรงเจพังม่วงฮกสิ่วตั๊ว อำเภอศรีประจันต์ จังหวัดสุพรรณบุรี
ta    ผู้ร่วมกิจกรรมกับโรงเจเหล่านี้จะพูดประโยคว่า“ฮ้วงเช็งฮกเม้ง”แปลว่า“โค่นชิงฟื้นหมิง”เป็นอุดมการณ์ติดปาก อาจารย์ธีรทาสเล่าว่า เมื่อท่านเป็นเด็กก่อนอายุ ๑๔ ปี พอพบเพื่อนก็จะยกมือขึ้นแบมือ พูดคำว่า“ฮ้วงเช็ง-ฮกเม้ง”ตามผู้ใหญ่โดยไม่รู้ความหมาย เป็นหลักฐานว่าโรงเจเหล่านี้เกิดจากพวกอั้งยี่อย่างแน่นอน แต่อุดมการณ์โค่นชิงฟื้นหมิงก็ค่อยๆ จางคลายจนหมด เหลือแต่กิจกรรมทางศาสนาและสังคมในปัจจุบัน
หลี่เทียนซี่กล่าวไว้ในหนังสือศึกษาความเชื่อพื้นบ้านของคนจีนและจีนโพ้นทะเลว่า หลักฐานสำคัญที่แสดงความสัมพันธ์กับอั้งยี่ก็คือ โรงเจเหล่านี้มักติดตุ้ยเลี้ยง(กลอนคู่)ว่า
ตะวัน แจ่ม ประกายใส ฟ้า ดิน ตั้งมั่น
ดวงจันทร์ รวมพวก นภา เมทนี ผู้ดี ไพร่ ชื่นชม
กลอนคู่นี้ วรรคแรกอักษร ๓ ตัวแรกใช้อักษร“ตะวัน” เพิ่มจาก ๑ เป็น ๒ และ ๓ ตัวที่ ๔ ใช้อักษร “ดวงจันทร์”ถึง ๔ ตัว วรรคหลังก็ใช้อักษร“ตะวัน(พระอาทิตย์)”กับอักษร“พระจันทร์” ซึ่งเมื่อรวมกันก็จะเป็นอักษร“หมิง” อันเป็นชื่อราชวงศ์ของคนจีนที่ถูกราชวงศ์ชิงโค่นล้มไป ความหมายก็มีนัยปลุกระดมให้รวมพลังกันแล้วจะมีคนชื่นชมเข้าร่วมอุดมการณ์ด้วย
จากหลักฐานทั้งหมดนี้ทำให้เชื่อได้ว่า โรงเจรุ่นเก่าส่วนมากมีความสัมพันธ์กับอั้งยี่โค่นชิงฟื้นหมิง เป็นศูนย์กลางสำคัญของเทศกาลกินเจในเมืองไทยมาก่อนวัดจีน

 

th
__________ เทศกาลจีนและการเซ่นไหว้ ของ(อาจารย์)ถาวร สิกขโกศล (๔๙๑-๔๙๕)

ปิดการแสดงความเห็น