เทศกาลกินเจ[๘]

[อ่านหนังสือ เทศกาลจีนและการเซ่นไหว้ ของ(อาจารย์)ถาวร สิกขโกศล แล้วเข้าใจวิธีและวิถีของคนจีนขึ้นอีกมากจึงนำมาแบ่งปันกันอ่าน เพื่อบำรุงปัญญา และความรื่นรมย์กัน ]

IMG_0274

สรุปที่มาและพัฒนาการของเทศกาลกินเจ
เทศกาลกินเจเดือนเก้ามีความเป็นมายาวนานและองค์ประกอบจากหลายทาง จีนมีประเพณีกินเจในหมู่ชนชั้นปกครองมาแต่โบราณ พุทธศาสนามีส่วนเสริมให้การกินเจแพร่ไปสู่ประชาชนตั้งแต่ยุคราชวงศ์เหนือ-ใต้เป็นต้นมา ทำให้ศาสนาเต๋าเอาอย่างและเกิดเจเบ็ดเตล็ดในโอกาสต่างๆ
      การกินเจเดือนเก้ามีเค้าเงื่อนมาจากการบูชาดาวเป๋ยโต่ว(ปั๊กเต้า-ดาวกระบวยเหนือหรือดาวจระเข้)มาแต่โบราณ มีหลักฐานชัดเจนตั้งแต่ยุคราชวงศ์ฮั่น ศาสนาเต๋าซึ่งเกิดปลายราชวงศ์ฮั่นได้พัฒนาเป็นระบบขึ้นทั้งสร้างตำนานความเชื่อเรื่องดาวกลุ่มนี้เป็นเทพแห่งความตายและอายุวัฒนะชัดเจนในยุคสามก๊ก
เดือนเก้าอากาศเริ่มเย็น คนกลัวโรคภัยที่จะมากับฤดูหนาว เกิดเทศกาลฉงหยาง ๙ ค่ำเดือนเก้าเป็นเทศกาลกลัวตายและป้องกันโรคภัยมาตั้งแต่ปลายราชวงศ์ฮั่นเป็นอย่างช้า ประกอบกับเดือนเก้าดาวเป๋ยโต่วหายไปจากท้องฟ้ายามราตรี ศาสนาเต๋ากล่าวว่าท่านลงมาตรวจโลกมนุษย์ จึงจัดพิธีบูชาดาวเป๋ยโต่ว ๑-๙ ค่ำร่วมเป็นส่วนหนึ่งของเทศกาลฉงหยาง เพื่อให้ท่านช่วยคุ้มครองให้พ้นจากมรณภัยและอุปัทวันตรายอื่นๆ ปรากฏหลักฐานชัดในคัมภีร์ของศาสนาเต๋ายุคราชวงศ์ซ่งเหนือทั้งได้สร้างเทพนารีโต๋วหมู่(ดารกมาตา) เป็นมารดรแห่งดาวเป๋ยโต่วทั้ง ๙ ดวงและเป็นเทพประจำเทศกาลกินเจ ๑-๙ ค่ำเดือนเก้า เทพจิ่วหวง(เก้าจักรพรรดิ)ในตำนานพื้นบ้านโบราณก็ถูกรวมเข้ามาเป็นเทพชุดเดียวกับเป๋ยโต่ว เป็นเหตุให้เทศกาลกินเจนี้มีชื่อว่า จิ่วหวงไจ(กิ๋วห่วงเจ) หมายถึงเจเก้าจักรพรรดิ เป็นระบบสมบูรณ์ตั้งแต่ราชวงศ์ซ่งใต้
อนึ่งศาสนามณีที่กลายเป็นลัทธิหมิงเจี้ยว(เม้งก้า)ก็ตั้งโรงเจรวมกลุ่มกันกินเจแพร่หลายในยุคราชวงศ์ซ่ง อาจส่งอิทธิพลบางประการต่อเทศกาลกินเจบูชาดาวเดือนเก้า แต่ไม่อาจบอกได้ชัดเจนว่าเป็นเรื่องใดบ้าง ลัทธิหมิงเจี้ยวได้รับอิทธิพลพุทธศาสนาแล้วพัฒนากลายเป็นลัทธิกินเจในยุคราชวงศ์หมิง แต่ไม่ได้เป็นที่มาของเทศกาลกินเจเดือนเก้า ซึ่งปรากฏชัดตั้งแต่ราชวงศ์ซ่ง-หยวน และแพร่หลายในยุคราชวงศ์หมิง
ta นักวิชาการจีนส่วนมากสรุปว่าเทศกาลกินเจเดือนเก้ามีเค้ามาจากประเพณีบูชาดาวของจีนโบราณแต่พัฒนาเป็นเทศกาลอย่างสมบูรณ์เพราะศาสนาเต๋า
ต่อมาพุทธศาสนาในจีนรับไปปรับปรุงเป็นของตน จนเกิดคัมภีร์สัปตรรษัยนิรภัยวัฒนายุสสูตรรวมอยู่ในพระไตรปิฎกมนตรยานของจีน แต่มีบางกลุ่ม เช่น วัดฝอกวงซานของไต้หวันมีความเห็นว่า การแต่งชุดขาวกินเจเดือนเก้ามาจากศาสนามณีหรือหมิงเจี้ยว(เม้งก้า)ในจีน ซึ่งยังมีน้ำหนักน้อย ดังหลักฐานที่ผู้เขียนแสดงมาแล้วข้างต้น
เมื่อประเพณีกินเจเดือนเก้าแพร่หลาย ได้แปรผันไปตามท้องถิ่นแต่ละยุคสมัย หวางเซินฟานักวิชาการเรื่องเทศกาลกินเจของสิงคโปร์ได้ศีกษาเรื่องนี้และเขียนสรุปไว้ชัดเจนว่า
ความผันแปรประการแรก รับความเชื่อเกี่ยวกับเทพของท้องถิ่นของจีนภาคใต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแถบเมืองฉวนโจว จางโจว มณฑลฮกเกี้ยนเข้ามาผสมผสาน เช่น วัน ๙ ค่ำเดือนเก้าเป็นวันประสูติของเทพนาจา ตามประเพณีท้องถิ่นของฮกเกี้ยน วันเกิดของเทพจะเป็นวันชุมนุมแสดงความศักดิ์สิทธิ์ของท่าน ว่ากันว่าเทพแต่ละองค์ต่างสนับสนุนการสำแดงฤทธิ์ของกันและกัน ในขบวนแห่เจ้าจึงมี“ร่างทรง”หรือ“ม้าทรง”มาแสดงฤทธิ์ของเจ้าแต่ละองค์ อวดกันอย่างคึกคัก ที่สำคัญอาศัยการแห่เจ้า“เลียบเมือง”แสดงเขตชุมชนของตน เจ้าแต่ละองค์ที่ชุมชนนั้นเคารพจึงต้องช่วยกันสำแดงฤทธิ์ยืนยันอาณาเขตของถิ่นตนกันเต็มที่
ในอดีตจะไม่แห่เจ้าข้ามถิ่นกันอย่างในปัจจุบัน การแห่เจ้าในเทศกาลกินเจของมาเลเซียและภูเก็ตจะมีม้าทรงของเทพหรือเจ้าท้องถิ่น เช่น นาจา เห้งเจีย มากกว่าม้าทรงของ กิ๋วฮ่องไต้เต่(จิ่วหวงต้าตี้) เทพประจำเทศกาลก็เพราะผันแปรไปตามความนิยมท้องถิ่น ใช้เทพยืนยันเขตแดนของถิ่นตนในวันแห่เจ้า
ความผันแปรประการที่ ๒ เกิดความสับสนระหว่าง“ห่วงเอี๊ย(หวงเหย่)” กับ “อ่วงเอี๊ย(หวางเหย่)” พิธีกินเจในมาเลย์วัน ๙ ค่ำมีพิธี“เผาเรือส่งเจ้า” หวางเซินฟากล่าวว่า ห่วงเอี๊ยหมายถึง กิ๋วห่วงเอี๊ย-นวจักรพรรดิเทพ แต่ที่ถูกเผาเรือส่งกลับในวันสุดท้ายเพราะสับสนกับ“อ่วงเอี๊ย-เจ้านาย”คือเจ้าแห่งโรคระบาด
ตั้งแต่ยุคราชวงศ์หยวนและราชวงศ์หมิงเป็นต้นมา จีนภาคใต้มีประเพณีเผาเรือส่งเจ้าแห่งโรคระบาด พอมีโรคระบาดผู้คนจะเอาข้าวสารและเครื่องเซ่นไหว้อื่นมาเซ่นไหว้เจ้าแห่งโรคระบาด แล้วทำเรือไม้หรือเรือกระดาษใส่เครื่องเซ่นไหว้เหล่านั้นลอยออกทะเล ส่งโรคร้ายให้พ้นไปจากถิ่นของตน เรือผ่านไปถึงไหนคนก็จัดของเซ่นไหว้ พอออกปากน้ำก็จุดไฟเผา เนื่องจากวัน ๙ ค่ำเดือนเก้าเทศกาลฉงหยางเป็นวันขับไล่โรคภัยจึงมีพิธีกรรมนี้ นานวันเข้าก็สับสนปนกับกิ๋วห่วงเอี๊ย-นวจักรพรรดิเทพของพิธีกินเจเดือนเก้า
ความผันแปรที่สำคัญคือ มีพิธีกรรมบางอย่างของอั้งยี่เข้ามาผสม ในยุคราชวงส์ชิง สมาคมลับต่างๆ ไม่สามารถทำกิจกรรมอย่างเปิดเผยได้ จึงใช้กิจกรรมทางศาสนาบังหน้า พวกอั้งยี่เน้นอุดมการณ์“โค่นชิงฟื้นหมิง”คงจะใช้เทศกาลกินเจบูชาดาวแต่งชุดขาวไว้ทุกข์แก่ราชวงศ์หมิง นานวันเข้าก็ลากเอาเทพเก้าจักรพรรดิ(จิ่วหวง-กิ๋วฮ้วง)ไปโยงสร้างเป็นตำนานวีรชน ๙ คนผู้นำกองทัพคุ้มครองฮ่องเต้ราชวงศ์หมิงหนีออกทะเล แต่ถูกทัพราชวงศ์ชิงตามล่าจึงพลีชีพเพื่อชาติด้วยกันทั้งหมด กลายเป็นตำนานอธิบายที่มาของเทศกาลนี้ ในเทศกาลกินเจของมาเลเซียผู้เข้าร่วมพิธีจึงแต่งชุดขาว คาดผ้าเหลือง พันข้อมือด้วยผ้าขาวหรือผ้าปอ เหมือนชุดไว้ทุกข์ชัดเจน แสดงว่าต้องมีที่มาเกี่ยวข้องกัน
hgpหลี่เทียนชี่มีความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า เนื่องจากความเชื่อเรื่องเทพเก้าจักพรรดิถูกสมาคมลับ“โค่นชิงฟื้นหมิง”ใช้เป็นเครื่องมือ หลังจากอำนาจของราชวงศ์ชิงมั่นคงแล้ว ย่อมไม่ปล่อยให้กิจกรรมนี้(กินเจเดือนเก้า)ดำรงอยู่ นานวันเข้าแม้กิจกรรมบูชาดาวเป๋ยโต่ว(ดาวกระบวยเหนือ)ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเมืองก็พลอยเสื่อมสูญไปจากจีนอีกด้วย
แต่ในโพ้นทะเลรัฐบาลในประเทศเหล่านั้นไม่ได้คุกคามบีบคั้น อีกทั้งกิจกรรมนี้ก็ไม่ได้แสดงอุดมการณ์ทางการเมืองอย่างเปิดเผย จึงดำรงอยู่ตลอดมาทั้งพัฒนาไปตามสังคมและยุคสมัย ปัจจุบันในประเทศแถบอุษาคเนย์ เทศกาลกินเจ ไม่มีอุดมการณ์ของอั้งยี่หลงเหลืออยู่ กลายเป็นกิจกรรมทางศาสนาของท้องถิ่นไปอย่างสมบูรณ์
เย่เทาและจางเหยียนชิงผู้เขียนหนังสือวัฒนธรรมของสังคมสัญจรชน กล่าวถึงความเสื่อมสูญของขบวนการอั้งยี่ ซึ่งมีความสัมพันธ์กับเทศกาลกินเจมากว่า ตั้งแต่สงครามจีนญี่ปุ่นเป็นต้นมา สมาคมฟ้าดิน(อั้งยี่)มุ่งต่อต้านต่างชาติที่รุกรานจีน ต่อมาร่วมมือกับซุนยัตเซ็นโค่นล้มราชวงศ์ชิงสำเร็จ แต่แล้วกลับถูกรัฐบาลก๊กมินตั๋งทอดทิ้ง ยกเลิกกองทัพซึ่งมีชาวสมาคมฟ้าดินเป็นกำลังหลัก คนพวกนี้เห็นว่าราชวงศ์ชิงล่ม อุดมการณ์ของพวกตนบรรลุแล้วจึงค่อยๆ สลายตัวไป บางพวกกลายเป็นโจร บางพวกตกเป็นเครื่องมือของขุนศึก เมื่อพรรคคอมมิวนิสต์ก่อตั้งขึ้นดำเนินกิจกรรมทางการเมือง พวกอั้งยี่ส่วนหนึ่งได้เข้าร่วมงานปฏิวัติ หลังจากสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีนในปี พ.ศ. ๒๔๙๒ แล้ว รัฐบาลแก้ปัญหาชนชั้นและเศรษฐกิจได้ดี ทั้งปราบกลุ่มนอกกฎหมายอย่างจริงจัง อั้งยี่ในเมืองจีนจึงสูญสิ้นไป
ในยุคราชวศ์ชิงเทศกาลกินเจในเมืองจีนยังดำรงอยู่ส่วนหนึ่ง แต่ถึงยุคสาธารณรัฐภาวะสงครามและปัจจัยต่างๆ ทางสังคมทำให้เทศกาลนี้เสื่อมโทรมลงอย่างมาก ต่อมาในยุคสาธารณรัฐประชาชนจีน รัฐบาลต่อต้านความเชื่องมงายชูอุดมการณ์คอมมิวนิสต์ เทศกาลจีนหลายเทศกาลได้รับผลกระทบหรือต้องปรับเปลี่ยนไป ทำให้เทศกาลกินเจเดือนเก้าเสื่อมสลายไปจากวิถีชาวบ้านจีน ถึงปัจจุบันเป็นเวลานานกว่าครึ่งศตวรรษ จนเข้าใจกันว่าไม่เคยมีเทศกาลนี้ในจีน
ความผันแปรที่สำคัญอีกประการหนึ่งของเทศกาลกินเจเดือนเก้าตามที่หวางเซินฟาศึกษาพบคือ พัฒนากลายเป็นงานศาลเจ้าใหญ่ประจำปีของชุมชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในไต้หวัน มาเลเซีย และสิงคโปร์ มีช่วงเวลายาวนานถึง ๑๐ วัน เริ่มตั้งแต่พิธี“เชิญขบวนเสด็จ”ในคืนวัน ๓๐ ค่ำเดือนแปดจนถึงพิธี“ส่งขบวนเสด็จ”ในวัน ๙ ค่ำเดือนเก้า ช่วง ๑๐ วันนี้ที่โรงเจหรือศาลเจ้าอันเป็นที่ชุมนุมกินเจของชุมชนมีกิจกรรมต่างๆ อย่างคึกคัก ร้านค้ามาชุมนุมกันค้าขาย ผู้คนเป็นอันมากมาเที่ยวงาน ชมมหรสพที่จัดฉลองในงานนี้เช่น งิ้ว ภาพยนตร์ เป็นงานเทศกาลใหญ่ของชุมชนเช่นที่จังหวัดภูเก็ตของไทย หวางเซินฟากล่าวว่า พิธีกรรมในการ“เชิญขบวนเสด็จ”และ“ส่งขบวนเสด็จ”ของมาเลเซียและไทยมิได้เป็นพิธีกรรมของลัทธิเต๋าอย่างเดียว แต่มีอิทธิพลของอั้งยี่และประเพณีท้องถิ่นรวมอยู่ด้วย
กิจกรรมในเทศกาลกินเจเดือนเก้ามีความแตกต่างกันไปตามท้องถิ่น วันแห่เจ้าของมาเลเซียจะมีขบวนจากวัดไทยและวัดฮินดูมาร่วมด้วย ส่วนในไทยหลายแห่งมีพิธีทิ้งกระจาด ลอยกระทงตามประเพณีนิยมของชาวพุทธรวมอยู่ด้วย เป็นความผันแปรไปตามท้องถิ่นอย่างเห็นได้ชัดเจน
 จากพิธีกินเจบูชาดาวเป๋ยโต่ว(ปั๊กเต้า-ดาวกระบวยเหนือ)และความกลัวตายในเทศกาลฉงหยาง ผสมผสานกันเกิดเป็นประเพณีกินเจเดือนเก้า พวกงิ้วถือเอาเป็นกิจกรรมของพวกตน จากนั้นผ่านขบวนการอั้งยี่และความเชื่อท้องถิ่นของจีนภาคใต้ แล้วพัฒนากลายเป็นต้นแบบของเทศกาลกินเจ และแพร่สู่โพ้นทะเลได้รับความนิยมแพร่หลาย จนกลายเป็นเทศกาลใหญ่ในหลายประเทศรวมทั้งไทยในปัจจุบัน

M4034S-4211

M4034S-4211

____________ เทศกาลจีนและการเซ่นไหว้ ของ(อาจารย์)ถาวร สิกขโกศล (๔๗๘-๔๙๑)

ปิดการแสดงความเห็น