เทศกาลกินเจ[๗]

[อ่านหนังสือ เทศกาลจีนและการเซ่นไหว้ ของ(อาจารย์)ถาวร สิกขโกศล แล้วเข้าใจวิธีและวิถีของคนจีนขึ้นอีกมากจึงนำมาแบ่งปันกันอ่าน เพื่อบำรุงปัญญา และความรื่นรมย์กัน ]

chp

 

๓. ชุดขาวไว้ทุกข์กับการกินเจ
การแต่งชุดขาวในเทศกาลกินเจ มีคำอธิบายว่าเป็นชุดไว้ทุกข์หลายตำนานขอยกตัวอย่างเพียง ๒ ตำนานที่มีเค้าความจริงทางประวัติศาสตร์ดังนี้
      ตำนานแรกว่าเป็นชุดของเจ้าชายปิ่ง(แต้จิ๋วว่า เป๊ง) กษัตริย์องค์สุดท้ายของราชวงศ์ซ่ง อาจารย์เลียง เสถียรสุต เป็นผู้เสนอเป็นคนแรกในหนังสือประวัติวัฒนธรรมจีนว่า“พิธีกินเจประจำปีของชาวจีนที่ปรากฏอยู่ตามภาคกลางในเมืองเราในเดือนตุลาคมนั้น สันนิษฐานว่าเป็นการบูชากษัตริย์เป๊ง ซึ่งสิ้นพระชนม์ในระหว่างเสด็จไต้หวันโดยทางเรือและเป็นการระลึกความสิ้นสุดของราชวงศ์ซ้อง โดยเอาพิธีกรรมของพุทธศาสนามาอำพรางทางการปกครอง เพราะพิธีนี้มีเฉพาะในฮกเกี้ยนซึ่งเป็นที่กษัตริย์เป๊งเสด็จประทับเรือและเป็นดินแดนชิ้นสุดท้ายของราชวงศ์ซ้อง จีนแต้จิ๋วซึ่งอพยพมาจากฮกเกี้ยนก็เลยนำพิธีนี้มาด้วย(แต่ในแต้จิ๋วเองในขณะนี้ก็ไม่มีพิธีนี้)
      พิธีนี้ไม่ปรากฏในพุทธศาสนา ชื่อพระพุทธเจ้าที่บูชาก็ไม่มีในพระสูตรใดๆ คือ‘เก้าฮ้วงฮุดโจ๊ว’แปลว่า‘จักรพรรดิพุทธเจ้า’ คำว่าเก้าในที่นี้ไม่ได้หมายถึงจำนวนหรือลำดับ แต่เป็นตัวเลขของกษัตริย์มีความหมายว่าสูงสุด กษัตริย์เป๊งสิ้นพระชนม์ในขณะที่พระชนมายุได้ ๙ พรรษา และพิธีนี้ใช้สีเหลืองทุกสิ่ง ซึ่งสีเหลืองนี้ก็เป็นสีของพระเจ้าแผ่นดิน(พระสงฆ์จีนครองจีวรสีม่วงเข้มแบบญี่ปุ่น หรือฟ้าอ่อนแบบไต้หวัน ไม่ได้ครองสีเหลืองอย่างที่เราเห็นในเมืองเรา) ศัพท์ที่ใช้ในพิธีนี้ก็ใช้ราชาศัพท์ เช่น รับเสด็จ ส่งเสด็จ เป็นต้น ผู้กินเจแล้วจะไปสักการบูชาก็ต้องแต่งสีขาวและสยายผม ซึ่งเป็นประเพณีไว้ทุกข์ให้ผู้ใหญ่ของจีน
pp      เมื่อตรวจสอบกับประวัติศาสตร์แล้วคำอธิบายนี้มีความคลาดเคลื่อนอยู่บ้าง เพราะทัพราชวงศ์หมิงหนีไปตามชายทะเลมณฑลกวางตุ้ง พ่ายยับที่หยาซานชายฝั่งทะเลตำบลซินหุย อำเภอเจียงเหมินในปัจจุบัน อัครมหาเสนาบดีเล็กซิ่วฮู(ลู่ซิ่วฟู)อุ้มกษัตริย์เป๊งโดดลงทะเลที่นี่ ต่อมามีผู้พบพระศพนำขึ้นไปฝังยังมีสุสานอยู่ที่เซินเจิ้น มณฑลกวางตุ้งอยู่จนทุกวันนี้ ในแต้จิ๋วมีเทศกาลกินเจอยู่ในวงแคบตลอดมา ตำนานกษัตริย์เป๊งเป็นที่มาของเทศกาลกินเจก็เล้าขานกันแถบชายทะเลของแต้จิ๋วด้วย
ตำนานที่ ๒ เกี่ยวข้องกับเจ้าชายจูอีไห่แห่งราชวงศ์หมิง เรื่องมีอยู่ว่าเมื่อแมนจูยึดกรุงปักกิ่งได้ในปี พ.ศ. ๒๑๘๗ เชื้อพระวงศ์ราชวงศ์หมิงหลายองค์หนีลงภาคใต้รวมไพร่พลต่อสู้แมนจูอยู่ตามเมืองต่างๆ สืบต่อมาถึง พ.ศ. ๒๒๐๗ ประวัติศาสตร์ช่วง ๒๐ ปีนี้เรียกว่าราชวงศ์หมิงใต้ แยกกันเป็นหลายกลุ่ม
เจ้าชายจูอีไห่เป็นทายาทรุ่นที่ ๙ ของหลู่อ๋องโอรสองค์ที่ ๙ ของจูหยวนจางปฐมกษัตริย์ราชวงศ์หมิง ตั้งตัวต่อต้านราชวงศ์ชิงอยู่ที่เมืองเซ่าซิง มณฑลเจ้อเจียงแล้หนีมาตั้งมั่นอยู่ที่เกาะหนันเอ้า(หน่ำออ) แดนต่อระหว่างแต้จิ๋วกับฮกเกี้ยน(ปัจจุบันเป็นอำเภอหนึ่งของจังหวัดแต้จิ๋ว) สุดท้ายพ่ายหนีไปพึ่งเจิ้งเฉิงกงที่เซี่ยเหมิน(เอ้หมึง) เจิ้งเฉิงกงสนับสนุนเซ่าอู่ตี้กษัตริย์ราชวงศ์หมิงใต้ที่เมืองฝูโจว ไม่ชอบที่จูอีไห่ไม่ร่วมมือ แต่ก็เห็นแก่ความเป็นเชื้อสายราชวงศ์หมิง ส่งให้ไปอยู่เกาะจินเหมิน(ปัจจุบันเป็นของไต้หวัน) มีเรื่องเล่าสืบกันมาว่าจูอีไห่พยายามหนีกลับไปตั้งตัวที่เกาะหนันเอ้าอีก ถูกเจิ้งเฉิงกงตามฆ่าตายโยนศพทิ้งลงทะเล ชาวบ้านสงสารจึงแต่งชุดไว้ทุกข์กินเจถวายในวัน ๑-๙ ค่ำเดือนเก้าซึ่งเป็นวันเทศกาลบูชาดาวมาแต่เดิม เพราะจูอีไห่เป็นทายาทรุ่นที่ ๙ ของโอรสองค์ที่ ๙ ของจูหยวนจาง เป็นเลขซ้อน ๙ เหมือนเทศกาลฉงหยางอีกด้วย
เมื่อวันที่ ๒๒ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๐๒ ทางการไต้หวันพบสุสานเก่าพร้อมป้ายศิลาที่เกาะจินหมิน มีข้อความจารึกประวัติเจ้าชายจูอีไห่ชัดเจนว่าป่วยด้วยโรคหอบหืด ถูกเสมหะอุดตันหลอดลมเสียชีวิตเมื่อวัน ๑๐ ค่ำเดือนสิบเอ็ดปีเญินหยิน(พ.ศ. ๑๖๖๒)อายุ ๔๕ ปี หลี่เทียนซี่ผู้เขียนหนังสือศึกษาค้นคว้าความเชื่อพื้นบ้านของคนจีนและจีนโพ้นทะเล มีความเห็นว่า
hgp     “จากเรื่องดังกล่าวเห็นได้ว่าเรื่องของเจ้าชายจูอีไห่(หลู่อ๋อง)มีอยู่จริง แต่ที่ว่าถูกเจิ้งเฉิงกงฆ่าตายนั้นคลาดเคลื่อน ดังนั้นการเซ่นสรวงบูชานวจักรพรรดิเทพ(จิ่วหวงต้าตี๋)เพื่อรำลึกถึงจูอีไห่ก็น่าจะเชื่อได้ ปัจจุบันผู้เข้าร่วมพิธีนี้จะแต่งชุดจีนขาว คาดผ้าเคียนเอวเหลือง หัวโพกผ้าขาว ข้อมือคาดผ้าขาวล้วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ เนื่องจากหลู่อ๋องจูอ่ไห่ดำเนินการต่อต้านราชวงศ์ชิง ผู้คนจึงรำลึกถึงปัจจัยด้านโค่นชิงฟื้นหมิงไม่ต้องบอกก็เข้าใจ
ดังนั้นเทศกาลกินเจแฝงสีสันของขบวนการลับ(อั้งยี่)เพื่อโค่นชิงฟื้นหมิงจึงเห็นได้ง่าย เพียงแต่เงื่อนไขในยุคนั้นทำให้เปิดเผยไม่ได้ ต้องหาความเชื่อเรื่องใดเรื่องหนึ่งมาเป็นแรงจูงใจหาพวกพ้องและผู้ร่วมงาน ดังนั้นจึงเอาเรื่องนี้ฝากแฝงไว้กับความเชื่อเรื่องการบูชาดาวเป๋ยโต่ว(ปั๊กเต้า)
จากทัศนะดังกล่าวเห็นได้ว่า ประเพณีกินเจเดือนเก้ามีมาแต่เดิม แต่สมาคมลับโค่นชิงฟื้นหมิง(อั้งยี่)นำมาใช้เป็นเครื่องมือจึงแพร่หลายมากขึ้น ชุดขาวคาดเหลืองเป็นชุดไว้ทุกข์ให้กษัตริย์และเจ้านายราชวงศ์หมิง

      ๔. เทศกาลกินเจกับสมาคมลับเพื่อโค่นชิงฟื้นหมิง
สมาคมลับผู้เป็นแกนนำชูอุดมการณ์“โค่นชิงฟื้นหมิง”คือพวกหงเหมิน แต้จิ๋วว่า“อั่งมึ้ง”ในเมืองไทยเรียก“อั้งยี่” คำว่าอั๊งหรือหงในที่นี้เป็นคนละคำกับอั้งหรือหงที่แปลว่าสีแดง อักษรตัวนี้หมายถึงน้ำหลาก, ไหลหลาก และใช้เป็นแซ่คือ แซ่อั้งในภาษาแต้จิ๋วหรือแซ่หงในภาษาจีนกลาง
มหาพจนานุกรมจีนอธิบายคำ หงเหมินในแง่องค์กรลับไว้ว่า “หงเหมิน : สมาคมลับพื้นบ้านสมาคมหนึ่งในยุคราชวงศ์ชิง เรียกอีกอย่างว่าหงปัง(พรรคหง) เป็นขบวนการที่พัฒนามาจากเทียนตี้ฮุย(สมาคมฟ้าดิน)มุ่งโค่นชิงฟื้นหมิงเป็นจุดหมายหลัก ว่ากันว่าใช้คำว่า หง จากชื่อรัชศกหงอู่ของพระเจ้าหมิงไท่จู่เป็นคำเรียกขาน(จึงได้นามว่าหงเหมิน-ชาวหง) สมาชิกของสมาคมเรียกกันว่า พี่น้องชาวหง แพร่หลายอยู่แถบลุ่มแม่น้ำแยงซีและลุ่มแม่น้ำจูเจียง ทั้งยังองค์กรสาขาที่จัดตั้งในโพ้นทะเลอีกด้วย หนังสือดำเนินการปฏิวัติของซุนยัตเซนกล่าวว่า หงเหมินเกิดจากขุนนางเก่าของราชวงศ์หมิงในช่วงรัชกาลคังซี…มุ่งโค่นชิงฟื้นหมิงเป็นเป้าหมายหลัก รวมตัวกันเป็นสมาคมขึ้นมา
สมคมหงเหมินยังมีชื่ออื่นอีก เช่น ซันเหอฮุ่ย(ซาฮะหวย)แปลว่า องค์สามหรือสามประสานคือฟ้าดินมนุษย์
กำเนิดของสมาคมหงเหมินมี ๓ ทฤษฎี ทฤษฎีแรกซุนยัตเซนและเถาเฉิงเจียงเชื่อว่า ขุนนางเก่าของราชวงศ์หมิงร่วมกันก่อตั้งขึ้นเพื่อโค่นชิงฟื้นหมิง มีเจิ้งเฉิงกง(พ.ศ. ๒๑๖๗-๒๒๐๕)เป็นผู้นำคนแรก โดยถือเอาฟ้าเป็นพ่อ ดินเป็นแม่ จึงเรียกว่าสมาคมฟ้าดิน(เทียนตี้ฮุ่ย-ทีตี่หวย) ช่วงเวลาเดียวกันนี้ขุนนางเก่าของราชวงศ์หมิงร่วมกันก่อตั้งขบวนการต่อต้านราชวงศ์ชิงขึ้นอีกหลายแห่ง ที่สำคัญคือหงอิงร่วมมือกับกู้เอี้ยนอู่และคนอื่นๆ ตั้งสมาคมฮั่นหลิวซึ่งภายหลังร่วมกับสมาคมฟ้าดิน ใช้ชื่อว่าหงเหมินตามแซ่ของหงอิง ตามทฤษฎีนี้มีตำนานเกี่ยวข้องกับวัดเส้าหลินใต้ที่ฮกเกี้ยน เป็นตำนานที่เล่าขานไปทั่วรวมทั้งประเทศไทย สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้จากหนังสือเปิดโลกยุทธจักร ซึ่งอรุณ โรจนสันติแปลจากภาษาจีน
ทฤษฎีที่ ๒ มีตำนานในรัชกาลคังซีพระวัดเส้าหลินใต้ที่ฮกเกี้ยนช่วยราชวงศ์ชิงรบขับไล่ศัตรูที่เข้ามาตีจีน แต่กลับถูกหักหลังล้อมเผาวัด มีหลวงจีนหนีไปได้เพียง ๕ องค์ถึงอำเภอสือเฉิง เมืองฮุ่ยโจว มณฑลกวางตุ้ง ได้พบกับว่านหยุนหลงกรีดเลือดสาบานกันตั้งสมาคมฟ้าดินขึ้น ตำนานนี้คล้ายกับตำนานอั้งยี่ ที่สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงเล่าไว้ในนิทานโบราณคดี
ta     ทฤษฎีที่ ๓ ไช่เส้าชิงค้นคว้าจากเอกสารและจดหมายเหตุปราบกบฏหงเหมินกลุ่มหลินซวงเหวินในไต้หวันในรัชกาลคังซีได้ข้อสรุปว่า หลวงจีนหงเอ้อร์(อีกชื่อหนึ่งว่าว่านถีสี่)ก่อตั้งสมาคมนี้ขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๓๐๔ รัชกาลเฉียนหลงโดยรวมศิษย์และสมัครพรรคพวกขึ้นที่อำเภอจางผู่ เมืองจางโจว มณฑลฮกเกี้ยนก่อน มีปณิธานโค่นชิงฟื้นหมิง และร่วมแรงแข็งขันถือว่า“น้ำไหลหลากลงใต้ฟ้า หยดเลือดร่วมสาบานแซ่หง
ทฤษฎีทั้งสามนี้ ทฤษฎีที่ ๓ เชื่อถือได้มากที่สุด แต่ทฤษฎีแรกแพร่หลายที่สุดและก็มีความเป็นไปได้มากกว่า สมาคมหงเหมินคงมีเค้ามาตั้งแต่ยุคเจิ้งเฉิงกงแต่มาสมบูรณ์ชัดเจนในยุคหลวงจีนหงเอ้อร์ตามทฤษฎีที่ ๓
เมื่อแรกก่อตั้ง ขบวนการหงเหมินแพร่หลายอยู่ในมณฑลฮกเกี้ยน กวางตุ้ง และเจ้อเจียง แล้วค่อยๆ ขยายกว้างออกไป ถึงยุคสงครามฝิ่น(พ.ศ. ๒๓๘๓)แพร่ไปหลายมณฑลตลอดจนโพ้นทะเลถึงอเมริกา มีสมาคมสาขาใช้ชื่อต่างกันมากมายทั้งในและนอกประเทศจีน
ขบวนการหงเหมินและเครือข่ายเป็นกบฏและก่อจลาจลหลายครั้ง บางส่วนเข้าร่วมกับกบฏไท่ผิง การโค่นล้มราชวงศ์ชิงของซุนยัตเซ็นได้รับความช่วยเหลือจากขบวนการหงเหมิน(อั้งยี่)ทั้งในและนอกประเทศจีนรวมทั้งประเทศไทยด้วยซึ่งจะไม่ขอกล่าวรายละเอียด
หลี่เทียนซีมีความเห็นว่าพวกหงเหมิน(อั้งยี่)คงจะใช้เทศกาลกินเจบังหน้าหาพวกพ้องร่วมขบวนการต่อต้านราชวงศ์ชิง ศูนย์กลางอยู่ที่มณฑลฮกเกี้ยน ต่อมาถูกปราบพลอยให้เทศกาลกินเจเสื่อมไปด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฮกเกี้ยน
พวกหงเหมินเป็นอันมากหนีไปดำเนินการต่อในโพ้นทะเล กิจกรรมสำคัญประการหนึ่งคือสร้างโรงเจ ทำให้เทศกาลกินเจในโพ้นทะเลโดยเฉพาะอย่างยิ่งไทยกับมาเลเซียคึกคักแพร่หลายยิ่งกว่าในจีน โรงเจเหล่านี้ส่วนมากมีกลอนคู่(ตุ้ยเหลียน-ตุ้ยเลี้ยง)สื่อความหมาย“โค่นชิงฟื้นหมิง”อยู่ด้วย ดังจะได้แสดงหลักฐานในหัวข้อ เทศกาลกินเจในไทย หวางเซินฟานักวิชาการเรื่องกินเจของสิงคโปร์กล่าวว่า การกินเจในยุคราชวงศ์ชิงมีอิทธิพลของอั้งยี่โค่นชิงฟื้นหมิงเข้ามาเกี่ยวข้อง ดังจะกล่าวรายละเอียดเพิ่มเติมในหัวข้อต่อไป

th
_____________ เทศกาลจีนและการเซ่นไหว้ ของ(อาจารย์)ถาวร สิกขโกศล (๔๘๒-๔๘๗)

ปิดการแสดงความเห็น