เทศกาลกินเจ[๖]

[อ่านหนังสือ เทศกาลจีนและการเซ่นไหว้ ของ(อาจารย์)ถาวร สิกขโกศล แล้วเข้าใจวิธีและวิถีของคนจีนขึ้นอีกมากจึงนำมาแบ่งปันกันอ่าน เพื่อบำรุงปัญญา และความรื่นรมย์กัน ]

pic
เรื่องอื่นที่เกี่ยวข้องกับเทศกาลกินเจ
มาถึงตรงนี้ท่านคงเห็นได้ว่า เทศกาลกินเจเดือนเก้ามีที่มาซับซ้อน มีเรื่องที่เกี่ยวข้องหลายเรื่อง ซึ่งจะขอกล่าวเพิ่มเติมอีกดังต่อไปนี้


     ๑. งิ้วกับเทศกาลกินเจ
จีนมีงิ้วทั่วประเทศ ๓๐๐ กว่าชนิด ที่สำคัญมี ๒๐๐ กว่าชนิด ส่วนมากถือเอาเทศกาลกินเจเดือนเก้าเป็นเทศกาลประจำอาชีพของพวกตน ทั้งงิ้วปักกิ่ง อานฮุย เซี่ยงไฮ้ งิ้วแต้จิ๋ว งิ้วงั่วกัง(ของจีนแคะ) งิ้วหลี่หยวน(ของฮกเกี้ยน) ฯลฯ ในยุคก่อนสาธารณรัฐประชาชนจีน พอถึงเทศกาลนี้พวกงิ้วจะแต่งชุดขาวกินเจ ๙ วัน หนังสือชมประเพณีพื้นบ้านมณฑลกวางตุ้ง เล่ม ๑ หน้า ๒๒-๒๓ เขียนเล่าเรื่องนี้ไว้ว่า
“การกินกิ๋วห่วงเจ(จิ่วห่วงไจ-เจนวจักรพรรดิเทพ)เป็นกิจกรรมของคณะจีนแต้จิ๋วในยุคก่อนเป็นสาธารณรัฐประชาชนจีน ทุกปีช่วง ๑-๙ ค่ำเดือนเก้า คณะงิ้วต้องกินเจทุกคน เด็กผู้แสดงงิ้วนอกจากช่วงที่ต้องแสดงบนเวทีแล้ว ต้องแต่งกายชุดขาวสยายผม ถ้าใครเผลอไปกินของสดคาว กล่าวคำหยาบ หรือทำถ้วยชามข้าวของเครื่องใช้แตก ถือว่าทำผิดข้อห้าม ต้องไปคุกเข่าโขกศีรษะขอขมาที่หน้าหิ้งเจ้า ขอให้ท่านประทานอภัย
    ในช่วงเทศกาลนี้ที่ทำการของงิ้วประจำเมืองแต้จิ๋วจะตั้งมณฑลพิธีบูชาเทพแห่งดาว ๙ ดวงและเต๋าบ้อเทียนจุน(โต๋วหมู่เทียนจุน-มารดรแห่งดาวทั้งเก้า) พิธีเซ่นไหว้ก็แปลกประหลาด ใช้เต้า(โต่ว)คือถัง(หรือทะนานขนาดใหญ่)ตวงใส่ข้าวสารจนเต็ม ปักเสาไม้ตรงกลาง ด้านบนมีห่วงอยู่ที่ปลายเสา ๙ ห่วง แต่ละห่วงแขวนโคมน้ำมันไว้เติมน้ำมันตามประทีปไม่ให้ดับตลอดงาน จุดธูปเซ่นไหว้ถวายผลไม้ แสดงงิ้วถวาย…มีบรรยากาศคึกคักแต่เคร่งขรึมจริงจังมาก
กิจกรรมกินเจของงิ้วประเภทอื่น เช่น งิ้วปักกิ่งก็มีลักษณะคล้ายกับงิ้วแต้จิ๋ว เดิมงิ้วแต้จิ๋วและงิ้วอื่นอีกบางประเภทใช้เด็กแสดง ผู้แสดงงิ้วไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่มีสถานะต่ำต้อย มักถูกลงโทษถึงขั้นทุบตีอยู่เสมอ แต่ในช่วงเทศกาลกินเจเป็นสวรรค์ของเด้กงิ้วเพราะห้ามลงโทษโดยเด็ดขาด
ta    งิ้วแต้จิ๋ว งิ้วหลี่หยวน และงิ้วเสฉวนเป็นงิ้วเก่าแก่ แยกประเภทกันมาตั้งแต่ยุคราชวงศ์หมิง ไม่น้อยกว่า ๔๐๐ ปี งิ้วปักกิ่งเป็นงิ้วรุ่นใหม่ มีอายุ ๒๐๐ กว่าปี การที่งิ้วเหล่านี้มีประเพณีกินเจเดือนเก้าร่วมกัน แสดงว่าเป็นประเพณีเก่าแก่ มีมาก่อนงิ้วเหล่านี้จะพัฒนาแตกต่างกันไปจนกลายเป็นงิ้วคนละประเภท
พวกงิ้วเคารพยกย่องเทพจิ่วหวง(กิ๋วฮ้วง)หรือดาวกระบวยเหนือ ๙ ดวงเป็นเทพประจำอาชีพของพวกตน นอกจากเป็นเทพแห่งความตายแล้ว“ปั๊กเต้า(เป๋ยโต่ว-ดาวกระบวยเหนือ)”ยังเกี่ยวข้องกับดนตรีและการแสดงด้วย ชื่อดาวบุ๋นเค็ก(ดวงที่ ๔)นั้นแปลว่า“เพลงบุ๋น” ชื่อบู๊เค็ก(ดวงที่ ๖)แปลว่า“เพลงบู๊” ตามนิทานพื้นบ้านดาว ๒ ดวงนี้จุติลงมาปราบยุคเข็ญอยู่เสมอ เช่น ดาวบุ๋นเค็กลงมาเกิดเป็นเปาบุ้นจิ้น ดาวบู๊เค็กลงมาเกิดเป็นเต็กเช็ง(ตี๋ชิง)ในยุคต้นราชวงศ์ซ่ง
อนึ่งเครื่องดนตรีของงิ้วแบ่งเป็น ๒ ประเภทคือ พวกเครื่องดำเนินทำนอง เช่น ขิม ซอ ขลุ่ย เรียกเครื่องฝ่ายบุ๋น พวกเครื่องกำกับจังหวะ เช่น กลอง กรับ ม้าล่อ เรียกเครื่องฝ่ายบู๊ เนื่องจากในยุคหลังดาวปั๊กเต้า(เป๋ยโต่ว) ๙ ดวง กับจักรพรรดิทั้งเก้าในตำนานยุคโบราณถูกรวมเป็นเทพพวกเดียวกัน กิ๋วฮ้วง(จิ่วหวง)หรือจักรพรรดิทั้งเก้าจึงเป็นเทพประจำอาชีพงิ้ว ที่ปักกิ่งและที่แต้จิ๋วมีศาลเทพจิ่วหวงเป็นที่เคารพกราบไหว้ของพวกงิ้ว
บทความวิจัยเรื่อง“สอบค้นความเชื่อเรื่องเทพแห่งงิ้วของชาวบ้านกับจิ่วหวงของศาสนาเต๋า”ของเฉินจื้อหย่ง กล่าวว่า เทพจิ่วหวง(นวจักรพรรดิ)หรือเป๋ยโต่ว(ดาวกระบวยเหนือ)เป็นเทพของศาสนาเต๋า(เดิมเป็นเทพคนละชุดแต่ต่อมารวมเป็นชุดเดียวกัน) เหตุที่พวกงิ้วรับไปเป็นเทพประจำอาชีพตนเพราะมีตำนานว่าท่านเป็นผู้สร้างของต่างๆ ให้มนุษย์ใช้ รวมทั้งอุปกรณ์งิ้วด้วย
ในการแสดงงิ้วบางทีผู้แสดงทำข้าวของเสียหาย บางครั้งเล่นเป็นเทพเจ้าหรือบางครั้งมีบทด่าผีสางเทวดา ซึ่งล้วนเป็นความผิดต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ อาจถูกท่านเอาโทษถึงตาย เทพจิ่วหวงหรือเป๋ยโต่วกำกับความตายจึงแต่งขาวสยายผมดั่งไว้ทุกข์กินเจถวายท่าน เพื่อให้ท่านคุ้มครองขจัดทุกข์ภัยให้ อย่างน้อยในช่วงกินเจก็ไม่ถูกทำโทษ การแต่งชุดไว้ทุกข์กินเจนี้แสดงถึงความรู้สึกต่ำต้อยเป็นปมด้อยในใจของเด็กงิ้วซึ่งปกติชีวิตลำเค็ญมาก จึงปรารถนาให้เทพแห่งความตายและคุ้มครองมนุษยชาติช่วยคุ้มครองพวกตน
๒. ศาสนาพื้นบ้านกับการกินเจ
นอกจากพุทธ เต๋า และขงจื๊อแล้วจีนยังมีลัทธิศาสนาที่แพร่หลายในหมู่ชาวบ้านต่างยุคต่างสมัยอีก ส่วนมากเป็นลัทธิสืบเนื่องมาจากปฏิสัมพันธ์ของพุทธศาสนากับศาสนามณี ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกินเจชัดเจนคือ ลัทธิหมิงเจี้ยว(เม้งก้าในเรื่องมังกรหยกภาคสาม) ลัทธิดอกบัวขาว ลัทธิหลอเจี้ยว และลัทธิกินเจ ขอกล่าวถึงลัทธิเหล่านี้อย่างสังเขปโดยสรุปย่อจากหนังสือประวัติศาสตร์สังเขปของลัทธิพื้นบ้านในจีน ของหม่าซีซา
ศาสนามณีแพร่เข้าสู่จีน ๒ ทาง ทางบกมาตามเส้นทางสายไหมเข้าสู่นครฉางอานในยุคราชวงศ์ถัง แต่ก็ถูกทางการปราบในช่วงปลายราชวงศ์ พวกที่เหลือร่นลงไปบรรจบกับสายที่แพร่มาทางทะเลเข้าสู่มณฑลฮกเกี้ยน เจ้อเจียง เจียงซู และเจียงซี สายนี้ปรับตัวรับอิทธิพลพุทธศาสนามากและรับอิทธิพลบางประการจากศาสนาเต๋า จึงมีชื่อใหม่ว่าหมิงเจี้ยวหรือเม้งก้า หมายถึงลัทธิบูชาแสงสว่างคือพระอาทิตย์กับพระจันทร์ซึ่งเมื่อรวมกันเป็นอักษรหมิง(เม้ง)แปลว่าแสงสว่าง
พุทธศาสนาที่มีปฏิสัมพันธ์กับลัทธิหมิงเจี้ยว(เม้งก้า)มากคือนิกายสุขาวดีและนิกายสัทธรรมปุณฑริก โดยเฉพาะอย่างยิ่งนิกายสุขาวดีสายบูชาพระศรีอาริยเมตไตรยหรือพระศรีอาริย์ เพราะมีอุดมการณ์ช่วยเหลือผู้ทุกข์ยากคล้ายกัน ลัทธิหมิงเจี้ยว(เม้งก้า)รุ่งเรืองมากในยุคราชวงศ์ซ่งและราชวงศ์หยวน เป็นกำลังสำคัญร่วมโค่นล้มราชวงศ์หยวนของชาวมองโกล ถึงยุคต้นราชวงค์หมิงถูกปราบจนต้องหลบซ่อนและพัฒนาต่อไปกลายเป็นลัทธิหลอเจี้ยวในช่วงกลางราชวงศ์หมิง เป็นต้นเค้าของลัทธิกินเจซึ่งสืบสายมาจนปัจจุบันยังแพร่หลายอยู่ในไต้หวัน อีกสายหนึ่งพัฒนาแยกไปเป็นต้นกำเนิดของ“ชิงปัง”อั้งยี่ใหญ่ในยุคราชวงศ์ชิง
IMG_0113      ส่วนพุทธศาสนานิกายสุขาวดีพระศรีอาริย์กับนิกายสัทธรรมปุณฑริกผสมผสานกันกลายเป็นนิกายดอกบัวขาวในยุคราชวงศ์ซ่งใต้ ถึงราชวงศ์หยวนพัฒนาแยกกันเป็น ๒ สาย สายที่แพร่ในหมู่ชนชั้นล่างผสมผสานกับลัทธิหมิงเจี้ยว(เม้งก้า) เป็นกำลังสำคัญสายหนึ่งกระตุ้นให้เกิดกบฏชาวนาโค่นล้มราชวงศ์หยวน ถึงราชวงศ์หมิงและชิง นิกายดอกบัวขาวกลายเป็นลัทธิศาสนาใหม่มีอัตลักษณ์ของตนต่างจากพุทธศาสนาอย่างชัดเจน
ศาสนาพื้นบ้านเหล่านี้มีลักษณะร่วมกันคือสาวกกินเจ
ในบันทึกราชวงศ์ซ่งกล่าวว่า ลัทธิหมิงเจี้ยว(เม้งก้า)มีระบบองค์กรชัดเจน ทุกหมู่บ้านจะมีคนฉลาดเจ้าเล่ห์เป็นหัวหน้า ๒ คน สาวกลัทธิเรียกว่า“ซิ่งเจ่อ(เห้งเจีย-ผู้ปฏิบัติธรรม)” มีคำเรียกขานกันว่า“ซ่านโหย่ว(กัลยาณมิตร)”เมื่อมีเรื่องเดือดร้อนจะช่วยกันเต็มที่ ทุกคนไม่กินเนื้อสัตว์ เครื่องแต่งกายชอบชุดขาว ใช้ชีวิตเรียบง่ายจึงประหยัดค่าใช้จ่าย ดำรงชีวิตอยู่ได้ง่าย ทำให้เป็นที่ศรัทธาเลื่อมใสของชนชั้นรากหญ้ามาก ลัทธินี้มีศาสนสถานของตัวเองเรียกว่า“ไจถัง(เจตึ๊ง-โรงเจ)” ทุกปีจะเลือกวันลับในเดือนอ้ายประชุมทำกิจกรรมทางศาสนาของตนตอนกลางคืน พอสว่างก็แยกย้ายกันไป ในยุคราชวงศ์ซ่งแถบมณฑลเจ้อเจียงและฮกเกี้ยนลัทธินี้แพร่หลายมาก เฉพาะเมืองเวินโจวมีโรงเจถึง ๔๐ กว่าแห่ง
ต่อมาในยุคต้นราชวงศ์หมิงพวกหมิงเจี้ยว(เม้งก้า)ถูกปราบ จึงหลบซ่อนปรับตัวกลายเป็นลัทธิหลอเจี้ยว สาวกกลุ่มหนึ่งไปปักหลักเผยแพร่ลัทธิอยู่ที่มณฑลเจ้อเจียงแล้วแยกออกเป็น ๒ สาย สายหนึ่งแพร่ไปตามคลองหยุ่นเหอและลำน้ำสาขา เป็นต้นเค้าของ“ชิงปัง”อั้งยี่ในยุคราชวงศ์ชิง ส่วนอีกสายหนึ่งปักหลักอยู่ที่เจ้อเจียง ช่วงต่อราชวงศ์หมิงกับชิงแพร่ไปถึงมณฑลเจียงซู อานฮุย เจียงซี ฮกเกี้ยน หูเป่ย กวางสี กวางตุ้ง และไต้หวัน ปี พ.ศ. ๒๒๗๒ รัชกาลยงเจิ้งสาวกกลุ่มหนึ่งหนีภัยจากทางราชการจึงเปลี่ยนชื่อลัทธิใหม่ ภายหลังนิยมเรียกว่า“ไจเจี้ยว(ลัทธิกินเจ)” ปัจจุบันลัทธิกินเจในไต้หวันแยกเป็น ๓ สำนักใหญ่ ลัทธินี้ถือเอาวันเพ็ญเดือนดับ(๑๕ ค่ำ และ ๑ ค่ำ)เป็นวันกินเจ แต่มีบางคนกินเจตลอดชีวิต
แม้ว่าการกินเจจะเป็นวัตรปฏิบัติดั้งเดิมของศาสนามณี แต่การกินเจของลัทธิหมิงเจี้ยว(เม้งก้า)หรือมณียุคหลังตามบันทึกในยุคราชวงศ์ซ่งเห็นได้ชัดว่าได้รับอิทธิพลจากพุทธศาสนาอยู่ไม่น้อย เช่นเรียกสาวกกินเจของตนว่า เห้งเจีย(ผู้ปฏิบัติธรรม) เรียกขานกันว่า ซ่านโหย่ว(กัลยาณมิตร) ถึงยุคลัทธิกินเจก็กำหนดเอาวัน ๑ ค่ำและ ๑๕ ค่ำของพุทธและของเต๋าเป็นวันกินเจ
ที่สำคัญไม่ปรากฏหลักฐานว่า ศาสนามณีและลัทธิที่สืบเนื่องมาในยุคหลังกินเจเป็นเทศกาลใหญ่ในวัน ๑-๙ ค่ำเดือนเก้า ซึ่งเป็นวันบูชาดาวเป๋ยโต่วของศาสนาเต๋ามาแต่เดิมและมีความสัมพันธ์กับเทศกาลฉงหยางอย่างชัดเจน
การกินเจของศาสนามณีหรือหมิงเจี้ยวอาจมีอิทธิพลต่อประเพณีกินเจเดือนเก้าในแง่การแต่งชุดขาวซึ่งก็ยังไม่มีหลักฐานชัดเจน เพราะชุดขาวอาจมาจากพุทธศาสนาหรือชุดไว้ทุกข์ของจีน ซึ่งมีตำนานเกี่ยวข้องกับเทศกาลกินเจอยู่ด้วย
IMG_0934

_____________เทศกาลจีนและการเซ่นไหว้ ของ(อาจารย์)ถาวร สิกขโกศล (๔๗๘-๔๘๒)

ปิดการแสดงความเห็น