เทศกาลกินเจ[๓]

[อ่านหนังสือ เทศกาลจีนและการเซ่นไหว้ ของ(อาจารย์)ถาวร สิกขโกศล แล้วเข้าใจวิธีและวิถีของคนจีนขึ้นอีกมากจึงนำมาแบ่งปันกันอ่าน เพื่อบำรุงปัญญา และความรื่นรมย์กัน ]

hgp

กิ๋วห่วงเจ(เจนวจักรพรรดิเทพ) ๑-๙ ค่ำเดือนเก้า
คำกิ๋วฮ้วง(จิ่วหวง)ในที่นี้หมายถึงเทพ ๙ องค์พี่น้องผู้ปกครองมนุษยชาติ ในยุคบรรพกาลตามตำนานของจีน จึงขอแปลเอาความง่ายๆ ว่า เทพเก้าจักรพรรดิผูกเป็นศัพท์บาลีสันสกฤตได้ว่า“นวจักรพรรดิเทพ”(นว แปลว่า เก้า) กิ๋วห่วงเจจึงแปลเป็นภาษาไทยได้ว่า เจนวจักรพรรดิเทพ ส่วนคำว่า“เต้า(โต๋ว)”ในคำเต๋าเจในที่นี้หมายถึง เต๋าบ้อหง่วงกุง(โต๋วหมู่หยวนจุน) ผู้เป็นเทพมารดรของจักรพรรดิทั้ง ๙ องค์หรือดาว ๙ดวงเรียกย่อๆ ว่า“เต๋าบ้อ(โต๋วหมู่)” มีประสูติกาลในวัน ๙ ค่ำ ทำให้การกินเจในวาระนี้มีชื่อว่า เต๋าเจ(เจบูชาเต๋าบ้อ)หรือกิ๋วห่วงเจ(เจนวจักรพรรดิเทพ)
      เจนวจักรพรรดิเทพ ๑-๙ ค่ำเดือนเก้า มีที่มาจากเทศกาลฉงหยางและการบูชาดวงดาวผสมผสานกัน จึงขอกล่าวถึงเรื่องการบูชาดาวที่เกี่ยวข้องกับเทศกาลไว้ดังนี้

จากดาวเป๋ยโต่วถึงนวจักรพรรดิเทพ
ดาวที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับเทศกาลนี้คือดาวเป๋ยโต่ว(ปั๊กเต้า-ดาวกระบวยเหนือ) และยังมีความสัมพันธ์กับดาวหนันโต่ว(หน่ำเต้า-ดาวกระบวยใต้) และดาวโกวเฉิน ทั้งหมดล้วนเป็นหมู่ดาว มีหลายดวง
เป๋ยโต่วหรือปั๊กเต้าแปลว่าดาวกระบวยเหนือ ดาราศาสตร์สากลเรียกดาวหมีใหญ่(Ursa Major) ไทยเรียกดาวจระเข้ มี ๗ ดวง เป็นตัวกระบวย(ขาหมีหรือขาจระเข้) ๔ ดวง ด้ามกระบวย(หางหมีหรือหางจระเข้) ๓ ดวง
หนันโต่วหรือหน่ำเต้าแปลว่าดาวกระบวยใต้ มี ๖ ดวง เป็นส่วนหนึ่งในหมู่ดาวคันธนู(Sagittarius)ของดาราศาสตร์สากล ตำราดาวไทยเรียกดาวแตรงอนหรือดาวราชสีห์ตัวเมีย มี ๕ ดวง
ดาวโกวเฉินทางดาราศาสตร์สากลเรียกดาวหมีเล็ก(Ursa Minor) มี ๗ ดวงเรียงเป็นทรงกระบวยคล้ายดาวกระบวยเหนือ แต่โดยรวมแสงอ่อนกว่าจึงเรียกว่ากระบวยเหนือน้อย แต่ดวงที่เป็นปลายสุดของด้ามกระบวยหรือหางหมีแสงแจ่มจ้า มองด้วยตาเปล่าไม่ค่อยเคลื่อนที่ จะอยู่ทางทิศเหนือเสมอจึงเรียกว่าดาวเหนือ
ดาวฤกษ์ทั้ง ๓ กลุ่มนี้ล้วนอยู่ทางท้องฟ้าทางด้านเหนือ ประเทศที่อยู่ทางซีกโลกเหนือมองเห็นด้วยตาเปล่า ดาวกระบวยเหนือ(หมีใหญ่-ดาวจระเข้)อยู่เหนือสุด ดาวกระบวยน้อย(หมีเล็ก)อยู่ต่ำลงมาเล็กน้อย ดาวกระบวยใต้อยู่ใต้สุด ถือเป็นนักษัตรแรกของหมู่ดาวในท้องฟ้าด้านเหนือ
pv     จีนแบ่งดาวฤกษ์เป็น ๒๘ กลุ่ม กลุ่มละ ๔ ทิศๆ ละ ๗ กลุ่ม ทางทิศเหนือ ๗ กลุ่ม เรียกรวมว่าเสวียนอู่(เหี่ยงบู้-เต่าดำ) ทิศใต้ ๗ กลุ่ม เรียกจูเชี่ย(จูเฉียก-ยูงแดง) ทิศตะวันออก ๗ กลุ่ม เรียกชิงหลง(แชเล้ง-มังกรคราม) ทิศตะวันตก ๗ กลุ่ม เรียไป๋หู่(แป๊ะโฮ้ว-เสือขาว) ล้วนเป็นรูปสัตว์ซึ่งจินตนาการสร้างขึ้นจากกลุ่มดาวทั้งหมดทางทิศนั้น ส่วนสีเป็นสีประจำฤดูกาลตามหลักยินหยาง ซึ่งไม่ขอกล่าวรายละเอียด
ดาวกระบวยทั้ง ๓ กลุ่มล้วนอยู่ทางท้องฟ้าด้านเหนือ กลุ่มเต่าดำ จีนแต้จิ๋วเรียกเหี่ยงบู้ ต่อมาคนจีนยกเป็นมหาเทพองค์หนึ่งของศาสนาเต๋า
ดาวกระบวยเหนือ(ปั๊กเต้า)หรือดาวจระเข้มีความสำคัญต่อคนจีนมาก เพราะใช้เป็นหลักบอกอะไรได้หลายอย่าง หากลากเส้นตรงเชื่อมดาว ๒ ดวงที่เป็นหัวกระบวยหรือขาหน้าของจระเข้แล้วลากยาวต่อไปอีก ๕ เท่าจะถึงดาวเหนือ ซึ่งใช้เป็นหลักในการบอกทิศเหนือ ด้ามกระบวยหรือหางจระเข้ใช้บอกฤดูกาลได้แม่นยำ จนคนจีนรู้กันดีมาแต่โบราณว่า พอพลบค่ำดาวนี้เริ่มขึ้น ถ้าปลายด้ามกระบวย(หางจระเข้)ชี้ทิศตะวันออกใต้ฟ้าจีนล้วนเป็นฤดูใบไม้ผลิ(วสันตวิษุวัติ) ถ้าปลายด้ามกระบวยชี้ทิศใต้ใต้ฟ้าจีนล้วนเป็นฤดูร้อน(ครีษมายัน) ถ้าปลายด้ามกระบวยชี้ทิศตะวันตกใต้ฟ้าจีนล้วนเป็นฤดูใบไม้ร่วง(ศารทวิษุวัติ) ถ้าปลายด้ามกระบวยชี้ทิศเหนือใต้ฟ้าจีนล้วนเป็นฤดูหนาว(เหมายัน)
อนึ่งคนจีนกำหนดวงกลมท้องฟ้าเป็น ๓๖๐ องศา(โบราณแบ่งเป็น ๓๖๕ องศา) แบ่งจักรราศีใหญ่ ๑๒ ราศี(ห่างกันราศีละ ๓๐ องศา) ๒๔ จักรราศีเล็ก(ห่างกันราศีละ ๑๕ องศา) ใช้บอกเดือนและอุตุปักษ์ โดยดูปลายด้ามกระบวย(หรือหางจระเข้)ว่าอยู่จักรราศีใด การกำหนดรู้เดือนฤดูตลอดจนอุตุปักษ์อย่างแม่นยำ โดยสังเกตตำแหน่งปลายด้ามกระบวยอำนวยประโยชน์ต่อการทำนาและวิถีชีวิตด้านต่างๆ ของคนจีนมาก ดังนั้นดาวหมู่นี้จึงมีความสำคัญต่อคนจีนเป้นอย่างยิ่ง
จีนมีประเพณีบุชาดาวมาแต่โบราณ ย่อมให้ความสำคัญแก่ดาวกระบวยเหนือมากที่สุด รองลงไปคือดาวกระบวยน้อยซึ่งมีดาวเหนือเป็นดวงสำคัญ ต่อมามีความเชื่อว่าดาวกระบวยเหนือเป็นเทพกำกับความตาย จึงถือเอาดาวกระบวยใต้เป็นเทพกำกับการเกิดและการมีชีวิตอยู่เข้าคู่กัน และดวงดาวสำคัญในหมู่ดาวกระบวยน้อย(หมีเล็ก)ก็เป็นมหาเทพ ๒ องค์ ทั้งถูกดึงไปเข้าชุดกับคณะเทพในหมู่ดาวกระบวยเหนือ ๗ องค์รวมเป็น ๙ องค์ เป็นที่มาของ“นวจักพรรดิเทพ” แล้วสร้างเทพมารดรของดาว ๙ ดวงนี้ เรียกว่า“เต๋าบ้อ(โต๋วหมู่)”แปลว่า“มารดาของดาวกระบวย”(ทั้ง ๙ องค์) ดังมีรายละเอียดต่อไป
จากหลักฐานในหนังสือเซี่ยเสี่ยวเจิ้ง แสดงว่าคนจีนรู้จักดาวกระบวยเหนือมาตั้งแต่ก่อนราชวงศ์เซี่ยไม่น้อยกว่า ๓,๐๐๐ ปี และว่ากันว่าในยุคนั้นมองเห็นดาวกลุ่มนี้ชัด ๙ ดวง ต่อมา ๒ ดวงอ่อนแสงลงจนมองไม่เห็นจึงนับเพียง ๗ ดวง บางตำรานับ ๒ ดวงนี้เป็นดาวบริวาร
ทางอินเดียก็บูชาดาวทั้ง ๗ ดวงนี้มาแต่โบราณ ศาสนาพราหม์นับถือว่าคือ พรหมฤษี ๗ ตนเรียกรวมว่า สัปตรรษิแปลว่า“(ดาว)ฤษีทั้งเจ็ด” อาจารย์ยง อิงคเวทย์ ได้นำชื่อดาวทั้ง ๗ ดวงตามหลักดาราศาสตร์สากล ชื่อจีน ความหมาย(ตามชื่อจีน)และชื่ออินเดียโบราณตามชื่อฤษี ๗ ตนเทียบกันไว้ในหนังสือวิวัฒนาการกวีนิพนธ์จีน หน้า ๒๕๗ ดังนี้

ชื่อดาว เป็นดาว ชื่อจีน แปล ฤษีทั้งเจ็ด
(๑) Dubhe (alpha) เทียนซฺยู แกนสวรรค์ โคตรมะ
(๒) Merak (peta) เทียนสฺยวน โกเมนสวรรค์ ภรัชวาท
(๓) Phecda (gamma) เทียนจี เก็จสวรรค์ วิศวามิตร
(๔) Megrez (delta) เทียนฉฺวยน ดุลสวรรค์ ชมทัคนี
(๕) Alioth (epsilon) ยู่เหิง ธุรมณี วศิษฐ
(๖) Mizar (zeta) คายหยาง อาภัสสร กัศยป
(๗) Benetnasch (eta) เหยากวาง แสงวิทรุม อัตรี

คนโบราณเชื่อว่าดาวกระบวยเหนือมีสถานะสูง หนังสือเหลาจื่อจงจิง กล่าวว่าดาวหมุ่นี้เป็นราชาแห่งสวรรค์ ควบคุมเทพ ๑๒,๐๐๐ องค์และถือบัญชีอายุมนุษย์ หนังสือเล่มหนึ่งกล่าวว่าดาว ๗ ดวงนี้กำกับความสูงส่งมั่งคั่ง ยศศักดิ์ อายุ และความอุดมสมบูรณ์ พงศาวดารสื่อจี้ยุคราชวงศ์ฮั่นตะวันตกกล่าวว่า ดาวกระบวยเหนือจัดระเบียบดวงอาทิตย์ดวงจันทร์ดาวทั้งห้า แบ่งยินหยาง สร้างฤดู ยุคราชวงศ์ฮั่นตะวันออกแสดงรูปดาวหมู่นี้เป็นรูปราชรถทรงของพระเป็นเจ้า สอดคล้องกับที่กล่าวถึงในวรรณกรรมราชวงศ์ฮั่นตะวันตก วรรณกรรมร่วมยุคกันอีกเล่มหนึ่งกล่าวว่า หวงตี้กษัตริย์ในตำนานผู้มีสถานะเป็นพระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่คือดาวเป๋ยโต่ว แสดงว่าดาวหมู่นี้มีฐานะเป็นมหาเทพองค์หนึ่ง หน้าที่สำคัญที่น่าสนใจคือถือบัญชีอายุมนุษย์
pp     ศาสนาเต๋าซึ่งเกิดขึ้นในยุคปลายราชวงศ์ฮั่นได้แต่งเรื่องดวงดาวกำกับชีวิตมนุษย์เพิ่มเติม ในคัมภีร์โปรดมนุษย์ยุคสามก๊กกล่าวว่า“ดาวกระบวยใต้กำกับเป็น ดาวกระบวยเหนือกำกับตาย” ต่อมาในหนังสือประมวลตำนานเทพของกันเป่าคนยุคราชวงศ์จิ้นตะวันออกมีรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า นักพรตก่วนลู่เห็นโหงวเฮ้งของเด็กหนุ่มชื่อเอี๋ยนเชาก็ทักว่าหมดอายุ เด็กหนุ่มและบิดาวิงวอนขอให้ช่วยบอกวิธีแก้ไข ก่วนลู่แนะให้เขานำสุราและเนื้อกวางย่างไปคอยปรนนิบัติสองผู้เฒ่า ซึ่งนั่งเล่นหมากล้อมกัน ณ สถานที่แห่งหนึ่งนอกประตูเมืองทิศใต้ เอี๋ยนเชาทำตามสำเร็จ แล้วขอให้เฒ่าทั้งสองช่วย เฒ่าคนหนึ่งที่นั่งด้านใต้บอกว่ากินอาหารเขาแล้วจะแล้งน้ำใจได้หรือ เฒ่าที่นั่งด้านเหนือบอกว่าบัญชีกำหนดอายุไว้แล้ว เฒ่าด้านใต้ขอบัญชีมาดูเห็นอายุขัยแค่ ๑๙ ปี จึงเอาพู่กันมาแก้ตัวเลขแล้วบอกว่า ช่วยให้เจ้ามีอายุ ๙๐ ปี เอี๋ยนเชาลากลับไป ก่วนลู่บอกเขาว่า เฒ่าคนที่นั่งทางเหนือคือเทพดาวกระบวยเหนือ คนที่นั่งทางใต้คือเทพดาวกระบวยใต้ ดาวกระบวยใต้กำกับเป็น(มีชีวิตอยู่) ดาวกระบวยเหนือกำกับตาย
ก่วนลู่เป็นนักพรตเต๋าที่มีตัวตนจริงในช่วงปลายราชวงศ์ฮั่นตะวันออกแสดงว่าความเชื่อเรื่องนี้ต้องมีมาอย่างช้าในยุคนั้น แล้วเชื่อสืบต่อกันมาจนปัจจุบัน ในนิยายสามก๊กก็มีเรื่องนี้แทรกอยู่ในฉบับแปลภาษาไทยตอนที่ ๕๕ แต่ชื่อตัวละครเป็นเสียงภาษาจีนฮกเกี้ยน ก่วนลู่อ่านว่ากวนลอ เอี๋ยนเชาเป็นเตียวหงัน
ยุคราชวงศ์จิ้นในคัมภีร์เต๋าเริ่มแยกหน้าที่ของดวงดาวทั้ง ๗ ดวงนี้ ถึงยุคราชวงศ์เหนือ-ใต้เพิ่มดาวเป็น ๙ ดวง กล่าวว่าอีก ๒ ดวงอับแสง ถึงราชวงศ์ถังจัดเป็นดาวบริวาร ต่อมามีความเชื่อว่าดาว ๙ ดวงนี้แยกกันเป็นดาวประจำปีเกิดมนุษย์พร้อมทั้งมีชื่อใหม่ดังนี้

(เก่า)จีนกลาง     แต้จิ๋ว     (ใหม่)จีนกลาง      แต้จิ๋ว          ประจำปี
เทียนซฺยู           เทียนคู           ทันหลัน      ทำลั้ง             ชวด
เทียนสฺยวน       เทียนซ้วง       จี่ว์เหมิน       กื๋อมึ้ง             ฉลู, กุน
เทียนจี             เทียนกี           ลี่ว์ฉุน           ลกชุ้ง             ขาล, จอ
เทียนฉฺยวน       เทียนค้วง       เหวินฉี่ว์        บุ๋นเค้ก           เถาะ, ระกา
ยู่เหิง                เง็กเฮ้วง         เหลียนเจิน    เนี้ยมจิง         มะโรง, วอก
คายหยาง         ไคเอี๊ยง          อู๋ฉีว์              บู๊เค็ก            มะเส็ง, มะแม
เหยากวาง         เอี่ยวกวง        พั่วจวิน          พั่วกุง           มะเมีย

ส่วนดวงที่ ๘ และดวงที่ ๙ ซึ่งเป็นดาวอับแสงชื่อไว่ฝู่(หงั่วหู) กับเน่ยปี้(ไหล่เผ็ก) กำกับดวงชะตาของแต่ละบุคคล เรียกว่าเปิ่นมิ่งเสิ่น(ปึ่งเหมี่ยซิ้ง-เทพประจำดวงชะตา)
เนื่องจากดาว ๒ ดวงนี้มองไม่เห็นต่อมาจึงเปลี่ยนเอาดาว ๒ ดวงในหมู่ดาวกระบวยน้อย(หมีเล็ก)แทน คือดาวเหนือ(Polaris)และดาวเทียนหวง(Kochub) ดาว ๒ ดวงนี้สุกใสมาก ศาสนาเต๋ายกย่องเป็นมหาเทพอันดับสองและสามในจตุรมหาเทพผู้ปกครองจักรวาลของจีน คือเง็กเซียนฮ่องเต้ ปักเก๊กไต้ตี่(มหาเทพดาวเหนือ) เทียนฮ้วงไต้ตี่(มหาเทพราชาสวรรค์) และโหวโท่ว(พระธรณี) ดาว ๙ ดวงนี้เรียกรวมว่า“กิ๋วฮ้วงไต้ตี่(จิ่วหวงต้าตี้)” หมายถึงนวจักรพรรดิมหาเทพ คณะเพชุดนี้ลงตัวสมบูรณ์ในคัมภีร์ของศาสนาเต๋ายุคราชวงศ์ซ่ง
ta   เดิมที“กิ๋วฮ้วง(จิ่วหวง)-เก้าจักรพรรดิ”เป็นเทพในตำนานเต๋าอีกกลุ่มหนึ่งไม่เกี่ยวข้องกับดาวกระบวยเหนือ(ปักเต้าหรือเป๋โต่ว) ปรากฏชื่อครั้งแรกในคัมภีร์ไท่ผิงจิง(คัมภีร์มหาสันติ) ยุคราชวงศ์ฮั่นตะวันออก ประกอบด้วยเทียนหวง(จักรพรรดิแห่งฟ้า) ๓ องค์ ตี้หวง(จักรพรรดิแห่งดิน) ๓ องค์ เหญินหวง(จักรพรรดิแห่งมนุษย์) ๓ องค์ รวมเรียกว่า“จิ่วหวง-เก้าจักรพรรดิ” ต่อมาเทพคณะนี้ค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไปจนกลายเป็นจักรพรรดิแห่งมนุษย์หมดทั้ง ๙ องค์ แบ่งกันปกครองแคว้นทั้งเก้าของจีนโบราณองค์ละแคว้น และเป็นผู้สร้างของสิ่งต่างๆ ให้มนุษย์ใช้
ถึงยุคราชวงศ์ซ่ง คัมภีร์ของศาสนาเต๋าเอาเทพ ๙ จักรพรรดิ(กิ๋วฮ้วง-จิ่วหวง)กับดาวกระบวยเหนือ ผู้กำกับอายุและโชคเคราะห์ของมนุษย์รวมเข้าด้วยกันเป็นมหาเทพชั้นสูง บางคัมภีร์ว่าเสมอด้วยเง็กเซียนฮ่องเต้ มีอำนาจหน้าที่หลายอย่าง แต่เรื่องสำคัญยังคงเป็นผู้กำกับอายุและดวงชะตาของมนุษย์ มีคัมภีร์สำคัญอธิบายเรื่องนี้สอดคล้องกันหลายเล่ม
ในช่วงราชวงศ์ซ่งใต้ ศาสนาเต๋ายังได้สร้างเทพมารดรของดาวมหาเทพทั้งเก้านี้เสริมเข้ามา ในคัมภีร์มูลกำเนิดดาวเป๋ยโต่ว(ปักเต้า-กระบวยเหนือ) กล่าวว่าจื่อกวงฮูหยินชายาของราชาแคว้นโจวอี้ว์มีโอรส ๙ องค์ ๒ องค์แรกคือมหาเทพอี้ว์หวงต้าตี้(เง็กเซียนฮ่องเต้) กับมหาเทพจื่อเวยต้าตี้ อีก ๗ องค์คือดาวกระบวยเหนือทั้ง ๗ ดวง ต่อมาในคัมภีร์ดาวเป๋ยโต่วประจำดวงชะตาวัฒนา กล่าวว่าพลังยินหยางจากหยวนสื่อเทียนจุน อติเทพผู้สร้างจักรวาลรวมตัวกันเกิดเป็นโต๋วหมู่(มารดรแห่งดาวเป๋ยโต่ว) พลังพิสุทธิ์ของโต๋วหมู่ให้กำเนิดจิ่วหวงหรือกิ๋วฮ้วงมหาเทพทั้ง ๙ องค์ ส่วนรูปลักษณ์ของโต๋วหมู่เป็นเทพนารี ๔ หน้า ๘ กร มือถือวัตถุต่างๆ ล้วนเป็นสัญลักษณ์ของเต๋า ดวงอาทิตย์ดวงจันทร์ในมือคือสัญลักษณ์ของยินหยาง ซึ่งรวมกันเป็นไท่จี๋(ไท้เก๊ก-มหาเอกะ) ๔ พักตร์คือปรากฏการณ์ทั้งสี่ เช่นฤดูกาล ๘ กรคือลายลักษณ์ทั้งแปด(ปากว้า-โป๊ยข่วย) เป็นผู้ควบคุมดวงดวงอาทิตย์ดวงจันทร์และดวงดาวทั้งปวง เป็นดารกมาตา(อ่านว่า ดา-ระ-กะ-มา-ตา)คือมารดาของดาวทั้งปวง มีฤทธานุภาพมาก การบูชามหาเทพจิ่วหวง(กิ๋วฮ้วง)ต้องบูชาโต๋วหมู่เทพมารดรด้วย คัมภีร์เล่มนี้กล่าวว่า หากสำรวมกายวาจาใจกินเจบูชาท่านก็จะเจริญอายุ พ้นอุปัทวันตราย ประสบแต่ความสุขสวัสดี
ช่วงราชวงศ์ซ่ง-หยวน“โต๋วหมู่-จิ่วหวง”ได้กลายเป็นระบบความเชื่อทางศาสนาอย่างสมบูรณ์แล้วรุ่งเรืองในยุคราชวงศ์หมิงและชิง
จึงกล่าวได้ว่า เรื่องเทพจิ่วหวง(กิ๋วฮ้วง-นวจักรพรรดิเทพ)และโต๋วหมู่เทพมารดรสมบูรณ์ในยุคราชวงศ์หมิง เป็นแบบฉบับสืบต่อกันมา

th

 

____________เทศกาลจีนและการเซ่นไหว้ ของ(อาจารย์)ถาวร สิกขโกศล (๔๖๑-๔๖๘)

ปิดการแสดงความเห็น