เทศกาลกินเจ[๒]

[อ่านหนังสือ เทศกาลจีนและการเซ่นไหว้ ของ(อาจารย์)ถาวร สิกขโกศล แล้วเข้าใจวิธีและวิถีของคนจีนขึ้นอีกมากจึงนำมาแบ่งปันกันอ่าน เพื่อบำรุงปัญญา และความรื่นรมย์กัน ]

 

chpความเป็นมาของอาหารเจและมังสวิรัติ
ภาษาจีนเรียกอาหารเจและอาหารมังสวิรัติรวมๆ กันว่า ซู่สือ(ซู่เจียะ-แต้จิ๋ว)แปลว่า”อาหารบริสุทธิ์ กินอาหารบริสุทธิ์” ถ้าเป็นอาหารเจมักใช้คำขยายให้ชัดว่า”ฉวนซู่(ฉวงสู่-แต้จิ๋ว)”แปลว่า”บริสุทธิ์สมบูรณ์”
การกินเจและมังสวิรัติของจีนมีความเป็นมายาวนาน สมัยโบราณคนกินเจน้อย จะกินต่อเมื่อมีหน้าที่และมีกิจจำเป็น เพราะความไม่สะดวกเรื่องอาหารซึ่งมีข้อจำกัดมากกว่ายุคหลัง
การกินอาหารเจของจีมมีรากฐานมั่นคงสมัยราชวงศ์ฮั่น พัฒนามากในยุคราชวงศ์เหนือ-ใต้และราชวงศ์ถัง
      การเปิดเส้นทางสายไหมตั้งแต่รัชกาลฮั่นอู่ตี้ทำให้มีพันธุ์ผักและผลไม้ใหม่ๆ สู่จีน การเกษตรที่ก้าวหน้าทำให้มีผักผลไม้อุดมหลากหลายขึ้น ที่สำคัญคนของหวยหนันอ๋อง(พ.ศ. ๓๔๕-๓๖๙)ร่วมกันคิดทำเต้าหู้สำเร็จ หลังจากนั้นก็มีผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลืองประเภทอื่นตามมา ทำให้มีโปรตีนทดแทน ทำอาหารได้หลายประเภทขึ้น เมนูอาหารเจจึงเกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์ในยุคราชวงศ์ฮั่นนี้
ในยุคราชวงศ์เหนือ-ใต้ พุทธศาสนารุ่งเรืองมาก แม้เดิมทีพุทธศาสนาไม่ได้ห้ามภิกษุฉันเนื้อสัตว์ แต่มหายานบางสายก็ให้ความสำคัญแก่การฉันเจ จึงเกิดคัมภีร์ลังกาวตารสูตรสนับสนุนเรื่องนี้ อนึ่งช่วงฤดูหนาวภิกษุในจีนออกบิณฑบาตลำบาก บางยุคพุทธศาสนาก็ถูกต่อต้าน ภิกษุภิกษุณีต้องทำอาหารกินเองจึงจำเป็นต้องฉันมังสวิรัติหรือเจตามประเพณีเดิมของจีน
ta    ต่อมาพระเจ้าเหลียงอู่ตี้(พ.ศ. ๑๐๔๕-๑๐๙๓)ได้อ่านคัมภีร์ลังกาวตารสูตรแล้วศรัทธามาก ปี พ.ศ. ๑๐๕๔ จึงออก“ประกาศงดสุราและเนื้อ”ให้นักบวชพุทธศาสนาถือปฏิบัติ ปกติฤดูหนาวคนจีนต้องดื่มสุราช่วย ภิกษุภิกษุณีก็คงมีดื่มบ้าง ตามประกาศนี้ต้องงดขาด พระเจ้าเหลียงอู่ตี้ครองราชย์นานถึง ๔๘ ปี แคว้นเหลียงของพระองค์ก็กว้างใหญ่ราวครึ่งประเทศจีน แคว้นอื่นๆ ทางเหนือพุทธศาสนาก็รุ่งเรืองมากเช่นกัน บัญญัติห้ามฉันสุราและเนื้อจึงแพร่หลายไปทั่ว กลายเป็นจารีตของนักบวชในพุทธศาสนาของจีนตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา หลังจากรัชกาลพระเจ้าเหลียงอู่ตี้โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคราชวงศ์ถัง วัดบางแห่งห้ามผักฉุน ๕ อย่างคือ กระเทียม กระเทียมเล็ก หอม หอมปรัง(หลักเกี๋ยว) มหาหิงคุ์ วัดเต๋าบางแห่งก็ถือเอา กุยช่าย หอมปรัง กระเทียม ผักชี และหวินไถ(ผักน้ำมัน)เป็นผักฉุน ๕ อย่าง แล้วแพร่หลายกลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติต่อมา
ถึงสมัยราชวงศ์ซ่งอาหารเจและมังสวิรัติแพร่หลายมาก ในเมืองใหญ่เช่น ไคเฟิง หางโจว มีร้านอาหารเจเปิดขาย มีผู้รวบรวมเมนูอาหารไจ(เจ)ไว้ถึง ๑๐๔ รายการ เนื้อเทียม เป็ด ไก่เทียมก็เริ่มมีตั้งแต่ยุคนี้ ถึงยุคราชวงศ์หมิงและชิงอาหารไม่มีเนื้อสัตว์โดดเด่นหลากหลายมาก แยกได้เป็น ๓ สายคือ สายวัด สายวัง และสายชาวบ้าน สายวัดไม่มีผักฉุน จัดเป็นอาหารเจ ส่วนสายวังและชาวบ้านเป็นอาหารมังสวิรัติธรรมดา หลังจากนั้นอาหาร ๒ ประเภทนี้ก็พัฒนาสืบต่อมาจนปัจจุบัน
มีศาสนาที่เกี่ยวข้องกับการกินเจอีก ๒ ศาสนาคือ ศาสนาเต๋า และมณี
ปรัชญาเต๋า พัฒนาเป็นศาสนาเต๋าชัดเจนตอนปลายราชวงศ์ฮั่น ไม่มีระบบนักบวชที่ชัดเจน มีแต่ผู้นำทำพิธีทางศาสนา ยามปกติก็ใช้ชีวิตอย่างคนทั่วไป พอจะทำพิธีทางศาสนาจึงกินเจตามแบบจีนโบราณ ถึงสมัยราชวงศ์ถังสำนักเต๋าบางแห่งจึงเริ่มกินเจทุกวัน ต่อมาในสมัยราชวงศ์ซ่ง เฮ้งเต้งเอี๋ยง(หวางฉงหยาง พ.ศ. ๑๖๕๕-๑๗๑๓)ได้ตั้งนิกายช้วนจินก้าแยกออกมาจากศาสนาเต๋าเดิม มีระบบนักบวชและกินเจตลอดชีวิตตามอย่างพุทธศาสนา ปัจจุบันศาสนาเต๋าแบ่งเป็น ๒ นิกายใหญ่ นิกายช้วนจินก้ารุ่งเรืองในจีน นักพรตกินเจตลอด นิกายเจิ้งอี่(เจี้ยอิด)รุ่งเรืองในไต้หวัน นักพรตกินเจแบบศาสนาเต๋าเก่าคือเมื่อจะทำพิธีกรรม ยามปกติกินหรือไม่กินเจก็ได้และไม่ถือเคร่งครัด
ส่วนศาสนามณีหรือมาณีกีเกิดในเปอร์เซีย ศาสดาชื่อมณีหรือManes(พ.ศ. ๗๕๙-๘๒๐) คำสอนอาศัยหลักของศาสนาโซโรอัสเตอร์เป็นพื้นฐานผสมกับคำสอนของพุทธศาสนาและคริสต์ศาสนา ทั้งยังได้รับอิทธิพลจากลัทธิเหตุผลนิยม(Gnosticism)ของโรมัน ศาสนามณีเคยรุ่งเรืองแพร่หลายทั้งในยุโรป แอฟริกา และเอเชีย แพร่ถึงซินเจียงในช่วงราชวงศ์เหนือ-ใต้ ตั้งแต่สมัยพระนางบูเช็กเทียนเข้าไปเผยแพร่ในนครฉางอานเมืองหลวงของราชวงศ์ถัง แล้วแพร่หลายในจีนหลายมณฑล พ.ศ. ๑๓๘๘ ถูกพระเจ้าอู่จงกวาดล้างจนเสื่อมโทรมไป แต่ได้พัฒนาไปเป็นลัทธิเม้งก้า(หมิงเจี้ยว)หรือลัทธิแสงสว่าง
พจนานุกรมศัพท์ศาสนาของจีนอธิบายลัทธิเม้งก้าไว้ว่า “เม้งก้า(หมิงเจี้ยว) : (๑) อง๕กรลับทางศาสนา ซึ่งสืบเนื่องมาจากศาสนามณี มีศาสนาพุทธและเต๋าคละเคล้าผสมอยู่ด้วย กบฏชาวนาในยุคห้าราชวงศ์ ราชวงศ์ซ่งและราชวงศ์หยวนมักใช้เป็นเครื่องมือตั้งองค์กรของพวกตน ยกย่องจางเจี่ยว(เตียวก๊กหัวหน้าโจรโพกผ้าเหลืองในต้นเรื่องสามก๊ก)เป็นศาสดา เคารพองค์พระมณีเป็นเทพแห่งแสงสว่าง บูชาพระอาทิตย์พระจันทร์ ศาสนิกชอบแต่งชุดขาว กินมังสวิรัติ งดสุรา เปลือยศพฝัง เน้นการรวมกลุ่มช่วยเหลือกัน เพราะถือว่าเป็นพวกเดียวกัน มีความเชื่อว่าพลังแห่งแสงสว่าง(ความดี)จะต้องชนะพลังแห่งความมืด(ความชั่ว) พ.ศ. ๑๔๖๓ ในยุคห้าราชวงศ์หมู่อี๋ได้อ้างความเชื่อนี้ก่อการกบฏ ในยุคราชวงศ์ซ่งลัทธินี้แพร่หลายแถบหวยหนัน(มณฑลเจียงซู และบางส่วนของมณฑลเหอหนันกับมณฑลอานฮุย) เจ้อเจียง เจียงซี เจียงตง และฮกเกี้ยน รวมตัวกันเป็นกบฏชาวนาอยู่เสมอ ที่โด่งดังมากคือกบฏฟางเล่า(ปึงละในเรื่องซ้องกั๋ง) กบฏหวางเนี่ยนจง เป็นต้น (๒) คือศาสนามณี
ตามประวัติกล่าวว่า มาเนสหรือมณีถือมังสวิรัติตามปาติกบิดาตนซึ่ง “ได้ยินเสียงลึกลับในโบสถ์ที่เตสิโฟน(Ctesiphon) สั่งให้ท่านงดเว้นการดื่มไวน์ การบริโภคเนื้อสัตว์และการส้องเสพกามารมณ์” แต่เมื่อศาสนานี้เข้าสู่จีนได้รับคำสอนของพุทธศาสนาและศาสนาเต๋าไปผสมกับคำสอนเดิมของตนมา ลัทธิเม้งก้าก็ได้รับอิทธิพลจากพุทธและเต๋ามาก
ha      การกินเจ ๑-๙ ค่ำเดือนเก้ามีประวัติเกี่ยวข้องกับองค์กรลับทางศาสนาและการเมืองอยู่ด้วยในบางยุค ที่สำคัญคือแต่งชุดขาวเหมือนกัน ดังนั้นสำนักวัดฝอกวงซานในไต้หวันจึงกล่าวว่า กิจกรรมนี้มีที่มาจากลัทธิเม้งก้าหรือศาสนามณี มีผู้เชื่อตามทฤษฎีนี้อยู่บ้าง แต่ผู้เขียนเห็นว่าควรศึกษาให้รอบด้านมากกว่านี้ก่อนแล้วค่อยสรุป
หากพูดถึงการกินเจของจีนโดยรวมแล้ว เราไม่อาจปฏิเสธว่าพุทธศาสนาเป็นพลังผลักดันให้การกินเจของจีนแพร่ออกไปมากที่สุด มีอิทธิพลต่อวัฒนธรรมกินเจของจีนสูงสุด
ทั้งนี้เพราะตามวัฒนธรรมเดิมของจีน การกินเจเป็นเรื่องของชนชั้นปกครองหรือผู้นำและจะกินเฉพาะเมื่อจะทำพิธีกรรมหรือกิจสำคัญเท่านั้น
ตั้งแต่ราชวงศ์เหนือ-ใต้เป็นต้นมาการกินอาหารมังสวิรัติเป็นจารีตของนักบวชพุทธ พุทธศาสนาก็รุ่งเรืองแพร่หลายมาก มีวัดทั่วประเทศนับแสน ภิกษุภิกษุณีนับล้าน ถึงยุคราชวงศ์ถังพุทธศาสนาแพร่เข้าไปในหมู่ประชาชนมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งนิกายเซ็นกับนิกายสุขาวดี ชาวบ้านก็น่าจะถือเอาการงดบริโภคเนื้อสัตว์เป็นบุญจริยามากขึ้น ที่สำคัญพุทธศาสนาทำให้การกินมังสวิรัติพัฒนาเป็นการกินเจอย่างสมบูรณ์ เพราะมีเรื่องการถือศีลร่วมอยู่ด้วย ผักฉุน ๕ อย่างก็ลงตัวชัดเจนในพุทธศาสนาก่อน และเป็นแบบแผนในกรกินเจตลอดมาจนปัจจุบัน
ทางศาสนาเต๋า นักพรตเพิ่งจะกินเจอย่างสมบูรณ์จริงๆ ก็เพราะนิกายช้วนจินก้าเกิดในยุคราชวงศ์ซ่งใต้ ความแพร่หลายของศาสนาเต๋าก็ไม่อาจเทียบกับพุทธได้ ศาสนามณีและลัทธิเม้งก้าแพร่หลายในวงจำกัดยิ่งกว่า อิทธิพลต่อการกินเจทั่วไปเทียบกับพุทธศาสนาไม่ได้อย่างแน่นอน
แม้กระนั้นเราก็ไม่อาจเหมาเอาว่าการกินเจเกิดจากพุทธศาสนา เพระจีนมีประเพณีกินเจมาแต่โบราณ แต่พุทธศาสนาเข้ามาเติมเต็มทำให้สายธารแห่งการกินเจแผ่กว้างออกไปเป็นแม่น้ำใหญ่และมหาสาครอันไพศาลแผ่ซ่านไปทั่วทุกถิ่นที่มีคนจีน
อนึ่งหลังจากการกินเจได้รับความนิยมแล้ว มีการกินเจในโอกาสต่างๆ เกิดขึ้นอีกมาก เช่น กวนอิมเจในช่วงประสูติกาลขิงพระโพธิสัตว์กวนอิม ๑๙ ค่ำเดือนยี่ ความศรัทธาในพระกวนอิมทำให้การกินเจแผ่ขยายไปอีกมากทั้งในอดีตและปัจจุบัน
เราจึงไม่อาจปฏิเสธคุณูปการอันยิ่งใหญ่ของพุทธศาสนามหายานต่อวัฒนธรรมการกินเจ คนที่ไม่ยอมรับเรื่องนี้เท่ากับหลับตาไม่ยอมมองความจริง ชาวบ้านกินเจเพราะอิทธิพลพุทธศาสนาเป็นสำคัญ รองลงไปคือศาสนาเต๋า ดังจะเห็นได้จาก เจ ประเภทต่างๆ ของจีนในหัวข้อต่อไป

ประเภทของเจ
กัวสี่เฉิงนักคติชนวิทยาของไต้หวันแบ่งเจตามโอกาสที่กินเป็นประเภทต่างๆ ดังนี้
๑. เจพุทธะ กินในวันสำคัญที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธเจ้า คือเทศกาลสรงน้ำพระ ๘ ค่ำเดือนสี่ ซึ่งเป็นวันประสูติของพระพุทธเจ้า เทศกาลล่าปา ๘ ค่ำเดือนสิบสอง วันตรัสรู้และวันมหาปรินิพพาน ๑๕ ค่ำเดือนยี่ ชาวบ้านนิยมไปร่วมกิจกรรมที่วัดพร้อมกับถือศีลกินเจหรือไม่ก็กินอยู่ที่บ้าน
๒. เจประจำ กินในวัน ๑ ค่ำ และ ๑๕ ค่ำของจีน เป็นเจสำคัญของพุทธศาสนาเพราะเป็นวันพระ แต่ความจริงสองวันนี้เป็นวันสำคัญในรอบเดือนของจีนมาแต่โบราณ เพราะเป็นวันเดือนดับ(๑ ค่ำ) และเดือนเพ็ญ(๑๕ ค่ำ) คนจีนมีความรู้มานานแล้วว่าสองวันนี้ดวงจันทร์กับดวงอาทิตย์อยู่ในแนวเดียวกับโลก เชื่อว่าส่งพลังมาถึงโลกมากกว่าวันอื่น พิธีกรรมสำคัญนิยมทำสองวันนี้เพราะมีพลังจากธรรมชาติช่วย ปฏิทินการเกษตรของจีนกำหนดวันเดือนดับสนิทเป็นวัน ๑ ค่ำ ไม่ใช่แรม ๑๕ ค่ำหรือ ๑๔ ค่ำอย่างปฏิทินไทย เมื่อพุทธศาสนาแพร่หลาย คนจีนจึงนิยมกินเจเป็นประจำในสองวันนี้ คนจีนแต้จิ๋วเรียกว่า“ชิวอิ้ดจับโหงวเจ
img_0329    ๓. เจระยะยาว คนจีนแต้จิ๋วเรียก“ตึ่งขี่เจ”คือกินเป็นประจำทุกวันไปตลอดชีวิต(อาจเว้นบ้างช่วงเจ็บป่วย แต่ส่วนมากไม่เว้น) เจแบบนี้เกิดขึ้นและแพร่หลายเพราะพุทธศาสนา บางคนอาจกินติดต่อกันช่วงหนึ่งตามที่บนบานหรือสมาทานไว้ เช่น ๑ เดือน ๑ ปี ก็อาจอนุโลมเป็นเจประเภทนี้
๔. เจพิเศษหรือเจเบ็ดเตล็ด กินในวันสำคัญพิเศษซึ่งส่วนมากเกี่ยวกับเจ้าหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ตนเคารพ ภาษาจีนแต้จิ๋วเรียก“ฮวยเจ”แปลว่าเจเบ็ดเตล็ด ที่แพร่หลายมากได้แก่
๔.๑ เจวันปีใหม่ ๑ ค่ำเดือนอ้าย ถือเป็นวันกินเจสำคัญ แม้ในตลาดก็ขายอาหารเจ
เช่น ที่ปักกิ่งจะมีเกี๊ยวเจขายมาก ไส้เจหลากหลายอร่อย การไหว้ในวันนี้ก็ต้องไหว้เจ
เพราะถือว่าพระศรีอารยเมตไตรยประทับเป็นประธาน หากจะไหว้บรรพชนด้วยเครื่อง
เซ่นปกติจะเลื่อนไปไหว้วัน ๒ ค่ำคือวันรุ่งขึ้น
๔.๒ เจพระกวนอิม ปีหนึ่งมี ๓ ครั้งคือ เดือนยี่ เดือนหก เดือนเก้า ตั้งแต่ ๑-๑๙ ค่ำ
เพราะวัน ๑๙ ค่ำเป็นวันประสูติกาลของท่าน ๑๙ ค่ำเดือนหก เป็นวันที่ท่านเสด็จข้าม
ทะเลไปประทับในทะเลใต้(ออกบวช) ๑๙ ค่ำเดือนเก้าเป็นวันบรรลุมรรคผลของท่าน
จึงกินเจเป็นบุญกิริยาตั้งแต่ ๑ ค่ำเป็นต้นไปทั้ง ๓ วาระ
๔.๓ เจซานกวนต้าตี้ ซานกวนต้าตี้เป็นเทพชั้นสูง ๓ องค์ของศาสนาเต๋า(ดูราย
ละเอียดในเทศกาลหยวนเซียว สารทจีน และเซี่ยหยวน) ๑๕ ค่ำกลางเดือนอ้าย กลาง
เดือนเจ็ดและกลางเดือนสิบ เป็นวันประสูติกาลของเทพสามพี่น้องนี้ จึงนิยมกินเจบูชา
ท่านในวันดังกล่าว เพื่อให้ท่านประทานโชค อภัยโทษ และขจัดภัยให้ตามความเชื่อของ
ศาสนาเต๋า
๔.๔ เจ ๑-๙ ค่ำเดือนเก้า จีนแต้จิ๋วเรียกว่า“กิ๋วห่วงเจ” จีนกลางว่า“จิ่วหวงไจ”ชื่อ
ที่แพร่หลายอีกชื่อหนึ่งคือ“เต๋าเจ โต้วไจ”คือเจในเทศกาลกินเจซึ่งจะกล่าวรายละเอียดใน
ตอนต่อไป
เจประเภทต่างๆ เหล่านี้ ในสมัยราชวงศ์หมิงและชิงแพร่หลายในหมู่ชาวบ้านมาก ปรากฏหลักฐานในบันทึกประจำถิ่นและวรรณกรรมประเภทต่างๆ เช่นในนิยายเรื่องยอดยุทธเยาวมาลย์ สมัยต้นราชวงศ์ชิงมีข้อความตอนที่เหออี้ว์เฟิงพูดกับจางไท่ไท่ว่า “ท่านกินเจเพื่อข้าพเจ้าก็ได้ แต่วันนี้มิใช่วัน ๑ ค่ำ ๑๕ ค่ำ ทั้งไม่ใช่ช่วง ‘ซานไจ-สามภัย’ หรือ ‘ปานั่น-แปดทุกข์’ แล้วท่านจะกินเจประเภทใดเล่า?

th
_____________เทศกาลจีนและการเซ่นไหว้ ของ(อาจารย์)ถาวร สิกขโกศล (๔๕๔-๔๖๑)

ปิดการแสดงความเห็น