เทศกาลกินเจ[๑]

 

[อ่านหนังสือ เทศกาลจีนและการเซ่นไหว้ ของ(อาจารย์)ถาวร สิกขโกศล แล้วเข้าใจวิธีและวิถีของคนจีนขึ้นอีกมากจึงนำมาแบ่งปันกันอ่าน เพื่อบำรุงปัญญา และความรื่นรมย์กัน ]

 

pic

เทศกาลกินเจ

การกินเจ ๑-๙ ค่ำเดือนเก้า เป็นประเพณีเก่าแก่ที่เคยมีอยู่ในจีน ต่อมาค่อยๆ เสื่อมลงอย่างรวดเร็วจนแทบหมดไปจากจีน แต่ยังมีอยู่ในไต้หวัน ส่วนในไทยซึ่งรับประเพณีนี้มาจากจีนกลับรุ่งเรืองแพร่ไปสู่ประเทศเพื่อนบ้าน และพัฒนาเป็นเทศกาลใหญ่ในปัจจุบัน
เรื่องอันเนื่องด้วยการกินเจมีอยู่มาก แต่จะขอกล่าวเฉพาะเรื่องสำคัญพอเป็นพื้นฐานความเข้าใจและการปฏิบัติในเบื้องต้น

เจคืออะไร
เจ” เป็นคำยืมมาจากภาษาจีนแต้จิ๋ว เสียงภาษาแต้จิ๋วออกเสียงกึ่งสระเอกับสระแอ ลูกหลานจีนในไทยบางคนจึงออกเสียงเป็น”แจ” ซึ่งก็ไม่ควรต้องเถียงกันว่าเสียงไหนถูก ในที่นี้จะใช้ตามเสียงที่แพร่หลายว่า”เจ”คำนี้ภาษาจีนกลางออกเสียงเป็น”Zhaiไจ จาย”
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๒๕ เก็บคำว่า”เจ”พร้อมทั้งให้นิยามไว้ว่า “เจ น. อาหารที่ไม่มีของสดคาวสำหรับญวนหรือจีนที่ถือศีล, แจ ก็ว่า (จ.)” ต่อมาในฉบับ พ.ศ. ๒๕๔๒ ได้ปรับปรุงคำนิยามเป็น “เจ น. อาหารที่ไม่ปรุงด้วยเนื้อและผักบางชนิด เช่น กระเทียม กุยช่าย ผักชี, แจ ก็ว่า (จ. ว่าแจ)”
ตามนิยามหลักการกินเจต้องงดผักกลิ่นฉุนประเภทกระเทียม ผักชีด้วยจึงต่างจากมังสวิรัติ ซึ่งตามรูปศัพท์แปลว่า”งดเว้น(วิรัติ)เนื้อ(มังสะ : เนื้อคนและเนื้อสัตว์)” ดังที่พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒นิยามคำนี้ไว้ว่า
“มังสวิรัติ น. การงดเว้นไม่กินเนื้อสัตว์, เรียกอาหารที่ไม่มีเนื้อสัตว์ มีแต่พืชผักว่าอาหารมังสวิรัติ” มังสวิรัติกับเจยังมีความแตกต่างกันอีก เช่น ผู้กินเจดื่มนมได้แต่ไม่กินไข่ ผู้ถือมังสวิรัติกินไข่แต่ไม่กินนม เป็นต้น
cip       ในภาษาไทยเก่าเรียกอาหารที่ไม่มีเนื้อสัตว์ว่ากระยาบวช พจนานุกรมราชบัณฑิตยสถานให้นิยามคำนี้ว่า”กระยาบวช น. เครื่องกินที่ไม่เจือด้วยของสดคาว” เครื่องกระยาบวชที่คนไทยใช้ไหว้เจ้าไหว้ผีตามปกติคือขนมต้มแดง ขนมต้มขาว กล้วยน้ำว้าหวีงาม นิยายอิงพงศาวดารรุ่นเก่ามักแปลคำ”กินเจ”ว่า ถือศีลกินกระยาบวชคำมังสวิรัติเป็นคำที่เกิดขึ้นในยุคหลัง
สรุปว่า การกินเจกับการกินมังสวิรัติต่างกันชัดที่ มังสวิรัติกินผักได้ทุกชนิด แต่กินเจต้องงดผักที่มีกลิ่นฉุนด้วย แต่ละยุคแต่ละตำรากำหนดไว้ต่างกัน แต่ที่ถือปฏิบัติกันในเมืองไทยปัจจุบันคือหอม กระเทียม กุยช่าย(หอมแป้น) หอมปรัง(หลักเกี๋ยว) และเฮงกื๋อ ซึ่งไม่มีในไทยจึงเอาผักชีแทน
เนื่องจากการกินเจกับมังสวิรัติต่างกัน คนจีนในเมืองไทยจึงใช้คำเรียกกิจกรรมทั้งสองนี้ต่างกัน กินเจภาษาจีนแต้จิ๋วเรียก”เจียะเจ” ภาษาจีนกลางเรียก”ชือไจ” กินมังสวิรัติภาษาจีนแต้จิ๋วเรียก”เจียะสู่” ภาษาจีนกลางเรียก”ชือซู่”

เจในภาษาจีน
อักษร เจ ปรากฏครั้งแรกในจารึกโลหะสมัยราชวงศ์โจวแล้วพัฒนาจนลงตัวที่อักษร”ฉี-เรียบร้อย”รวมกับอักษร”สื้อ-แสดง” แล้วลดรูปรวมกันเป็น”ไจ(จาย Zhai)” แต้จิ๋วอ่านว่า เจ มีนัยความหมายว่า”แสดงถึงความเรียบร้อย, ทำให้เป็นระเบียบบริสุทธิ์”
ส่วนความหมายที่สมบูรณ์ชัดเจนนั้น อักขรานุกรมซัวเหวินเจี่ยจื้อ(อธิบายลายสือวิเคราะห์อักษร) ตำราอธิบายตัวอักษรเล่มแรกของจีน ซึ่งเขียนเสร็จเมื่อพ.ศ. ๖๔๓ ได้นิยามความหมายของอักษรนี้ไว้อย่างกระชับว่า” เจ : ไก้เกียกเอี่ย(ไจ : เจี้ยเจี๋ยเหย่)” แปลว่า เจ : คือการงดเว้นเพื่อความบริสุทธิ์ คำว่า ไก้(ไก่หรือเจี้ย)ที่แปลว่างดเว้นนี้ต่อมาใช้เป็นคำแปลคำว่า”ศีล”ของพุทธศาสนาด้วย เกียก(เจี๋ย) แปลว่าบริสุทธิ์ สะอาด เอี่ย(เหย่)เป็นกริยาแปลว่าคือ คำว่าเจจึงอาจแปลให้เข้าใจง่ายว่า”การถือศีลเพื่อความบริสุทธิ์” แต่เป็นศีลแบบจีนโบราณไม่ใช่ศีลของพุทธศาสนาและอาจใช้ในความหมายว่า เรียบร้อยสะอาดก็ได้
คนจีนโบราณมีความเชื่อว่า สิ่งศักดิ์สิทธิ์จะไม่รับการติดต่อเซ่นสรวงจากคนสกปรกมีมลทิน ดังนั้นก่อนพิธีเซ่นสรวงหรือทำกิจสำคัญใดๆ ผู้เข้าพิธีจะต้องอาบน้ำชำระร่างกายให้สะอาดสวมเสื้อผ้าชุดใหม่ ถือศีลงดเว้นอาหารสดคาว คือเนื้อสัตว์และผักฉุนกลิ่นแรง งดสุรา กิจกรรมทางเพศ สำรวมกายใจให้บริสุทธิ์สะอาดโดยแยกตัวไปอยู่ในห้องต่างหากที่เตรียมไว้เพื่อการนี้โดยเฉพาะ เป็นระยะเวลานานตามที่กำหนด เพื่อให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์เห็นว่าตนมีศรัทธาแน่วแน่และบริสุทธิ์สะอาดพอ เรียกว่ากินเจ
การกินเจเป็นการถือศีลแบบจีนโบราณ ข้อห้ามสำคัญประการหนึ่งคืองดเว้นอาหารสดคาว ดังปรากฏข้อความตอนหนึ่งในคัมภีร์จวงจื่อพูดถึงเหยียนหุยศิษย์เอกของขงจื๊อว่า”เหยียนหุยกล่าวว่า บ้านข้าพเจ้ายากจน ไม่ดื่มสุรา ไม่กินอาหารสดคาวแรมเดือนแล้ว เช่นนี้จะเรียกว่ากินเจได้หรือไม่?” หนังสือหลี่ว์สื้อชุนชิวเรื่องเดือนอ้ายกล่าวว่า”(เดือนนี้)โอรสสวรรค์กินเจ” มีคำอธิบายเสริมโดยอ้างคัมภีร์หลุนอี่ว์(วิจารณ์พจน์)ว่า”กินเจต้องเปลี่ยนอาหาร เปลี่ยนที่อยู่ ทำตนให้บริสุทธิ์สุภาพ” ถือเป็นเรื่องสำคัญดังที่คัมภีร์หลุนอี่ว์บรรพ ๗ข้อ ๑๓ กล่าวว่า”ปราชญ์ขงจื๊อระวังมากเรื่องกินเจ สู้รบและเจ็บป่วย
คัมภีร์หลี่จี้(อธิบายจารีต) บรรพจี้ถ่ง(หลักการเซ่นสรวง) พูดถึงเรื่องเจสมัยราชวงศ์โจวไว้ชัดเจนว่า”เมื่อจะทำพิธีเซ่นสรวงบูชาประมุขต้องกินเจ เจคือความเรียบร้อยบริสุทธิ์, ชำระกายใจที่ไม่บริสุทธิ์ให้บริสุทธิ์แน่วแน่. หากไม่มีเรื่องสำคัญ, ไม่มีเรื่องต้องเคารพนบนอบ, ประมุขก็จะไม่กินเจ. ช่วงไม่กินเจไม่มีข้อห้ามที่ต้องระมัดระวัง, ไม่ต้องควบคุมความอยาก. ครั้นถึงเวลาจะกินเจต้องระวังความชั่วร้าย, ระงับความอยาก,หูไม่ฟังดนตรี, ดังนั้นหนังสือโบราณจึงบันทึกว่า’ผู้กินเจไม่ฟังดนตรี’. ใจต้องไม่ฟุ้งซ่าน, ต้องอยู่ในวิถีแห่งธรรม. กิริยาไม่ไร้ระเบียบ, ต้องเรียบร้อยตามจารีต. การกินเจของประมุขต้องมุ่งให้ถึงคุณธรรมอันประเสริฐ,ฉะนั้นต้องกินเจพื้นฐาน ๗ วัน, สำรวมพฤติกรรมให้ใจสงบ, แล้วกินเจเข้มงวดขัดเกลาจิตใจอีก ๓ วัน เพื่อให้ใจผ่องใสแน่วแน่. ใจผ่องใสแน่วแน่เรียกว่า’เจ'(คือความเรียบร้อยบริสุทธิ์). เจนี้แลคือ ยอดของความประเสริฐบริสุทธิ์, จากนั้นจึงสามารถ(ทำกิจ)เกี่ยวข้องกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ได้ ฉะนั้นก่อนถึงช่วงเวลากินเจ ๑ วัน, พนักงานฝ่ายในต้องแจ้งเตือนชายาของประมุข ชายาก็ต้องกินเจพื้นฐาน ๗ วัน เจเข้มงวด ๓ วัน ประมุขกินเจที่ห้องฝ่ายหน้า, ชายากินเจที่ห้องฝ่ายใน แล้วจึงบกันที่หอพระเทพบิดร(หอบวงสรวงบรรพชน).”
จากข้อความตอนนี้เห็นได้ชัดว่า การกินเจต้องสำรวมขัดเกลากายวาจาใจคล้ายถือศีล แม้ไม่ได้กล่าวถึงอาหารแต่ก็พออนุมานจากหลักฐานอื่น เช่น คำพูดของเหยียนหุยข้างต้นได้ว่า ไม่มีเนื้อสัตว์
การกินเจแบบนี้ในยุคต่อมามักลดเหลือเฉพาะเจเข้มข้น ๓ วัน เช่นเมื่อเล่าปี่จะไปเชิญขงเบ้งมาเป็นที่ปรึกษาก็กินเจก่อน ๓ วัน
 

ต้นหญ้าเกล็ดหอยเทศ

ต้นหญ้าเกล็ดหอยเทศ

   เจ ในภาษาจีนโบราณจึงหมายถึง”ความเรียบร้อย, ความเรียบร้อยบริสุทธิ์, การทำให้เรียบร้อยบริสุทธิ์, การถือศีลเพื่อความบริสุทธิ์สะอาด” การกินเจมิใช่เพียงกินอาหารที่ไม่มีเนื้อสัตว์และผักกลิ่นฉุนต้องห้าม, แต่เป็นการถือศีลแบบจีนโบราณดังที่กล่าวไว้ในคัมภีร์หลี่จี้
ต่อมาอักษร เจ(ไจ) ขยายความหมายออกไปอีก มหาอักขรานุกรมจีนประมวลไว้ ๑๐ ความหมายคือ (๑)คนโบราณก่อนการเซ่นสรวงหรือกิจสำคัญ อาบน้ำชำระร่างกาย แยกห้องอยู่ งดสุรา อาหารสดคาว ระงับความทะยานอยาก ชำระใจให้บริสุทธิ์ เพื่อแสดงศรัทธาคารวะต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ (๒)เคร่งขรึม, เคารพ (๓)สถานที่กินเจ (๔)ห้อง, อาคาร (๕)ห้องหนังสือ, โรงเรียน (๖)ชื่อร้านค้า เช่น ร้านหญงเป่าไจที่ปักกิ่ง (๗)กิจกรรมประเภทสวดมนต์ไหว้พระ เซ่นสรวงบนบาน (๘)ศัพท์ทางพุทธศาสนา หีนยานถือการไม่กินอาหารหลังเที่ยงเป็นเจมหายานถือการไม่กินอาหารเนื้อเป็นเจ (๙)ถวายอาหารแก่พระ เณร ภิกษุณี นักพรต และให้อาหารแก่คนยากจน (๑๐)อ่านว่าZi(จือ)หมายถึง ชุดไว้ทุกข์
ความหมายที่ ๘ เกี่ยวข้องกับศีลของพุทธศาสนา เมื่อรวมกับคำว่า ไก่(เจี้ย) เป็น เจไก่(ไจเจี้ย)หมายถึงศีลในพุทธศาสนา

อาหารเจของจีน
ลูกหลานจีนในไทยมักเรียกอาหารที่ไม่ใช่เจ ตามภาษาถิ่นแต้จิ๋วว่า ชอ ซึ่งแปลว่ากลิ่นคาวเนื้อ แต่ในภาษาจีนมาตรฐานนิยมใช้คำว่า ฮุน(hun-จีนกลาง)แต้จิ๋วอ่านว่า ฮุง มากกว่าใช้คำว่า ชอ(sào) หรือ เซ็ง(xing) ซึ่งแปลว่าเนื้อ เรื่องนี้มีที่มายาวนาน
อักขรานุกรมซัวเหวินเจี่ยจื้อแปลความหมายของอักษร ฮุน(ฮุง-แต้จิ๋ว) ว่า”ผักเหม็น” หมายถึงผักที่มีกลิ่นฉุนแรง เป็นความหมายที่ไม่เกี่ยวข้องกับเนื้อสัตว์เลย แต่กลับใช้เรียกอาหารที่ไม่ใช่เจ ซึ่งมีเนื้อรวมอยู่ด้วยแทนอักษร ชอ และ เซ็ง ซึ่งเกี่ยวข้องกับเนื้อโดยตรง แสดงชัดว่าอาหารเจของจีนตั้งแต่โบราณมาน่าจะไม่มีผักกลิ่นฉุนแรง
เหตุผลมีเค้าเงื่อนอยู่ในคัมภีร์ก๋วนจื่อ วรรณกรรมยุคจั้นกั๋ว บรรพชิงจ้ง(หนักเบา)ว่า”หวงตี้เจาะรูปั่นไม้ให้เกิดไฟ เพื่อปรุงเนื้อและผักเหม็นให้สุก” เนื้อดิบคาวแรงย่อยยากจึงต้องปรุงให้สุก ผักทั่วไปกินได้ทั้งดิบและสุก แต่ผักที่กลิ่นฉุนแรงกินดิบๆ ยาก ต้องปรุงให้สุกเสียก่อนเหมือนเนื้อสัตว์ จึงอนุโลมเป็นอาหารประเภทเดียวกันคือ “ไม่เจ”
ดังนั้นการใช้ศัพท์ ฮุน คำเดียวซึ่งหมายถึงกลิ่นฉุนแรงจึงครอบคลุมอาหารเนื้อด้วย ดีกว่าใช้ศัพท์ ชอ เซ็งซึ่งหมายเฉพาะอาหารเนื้อ ไม่กินความถึงผักกลิ่นฉุนแรงด้วย
ผักเหม็น(ฮุน)ของจีนโบราณคงหมายถึง ผักที่มีกลิ่นฉุนแรงทั้งหลาย แต่ละถิ่นแต่ละยุคคงมีจำนวนต่างกันไป ถึงสมัยราชวงศ์หมิง หลี่สือเจินรวมผักกลิ่นฉุนที่ใช้เป็นสมุนไพรแพร่หลายไว้ในหนังสือเปิ๋นเฉ่ากังมู่(สารานุกรมสมุนไพร)ของเขา ๒๙ ชนิด แต่เป็นผักต้องห้ามในการกินเจมี ๕ ชนิดเรียกว่า”อู่ฮุน ผักเหม็นทั้งห้า”
 พจนะสารานุกรมฉือไห่อธิบายคำนี้ไว้ว่า”อู่ฮุน : เรียกอีกอย่างว่าอู่ซิง(ผักเผ็ดทั้งห้า) หนังสือเปิ๋นเฉ่ากังมู่ตอนผัก ๑ ว่า’ผักเหม็นทั้งห้าก็คือผักเผ็ดทั้งห้า เพราะเผ็ดเหม็นทำให้มึนงงอ่อนล้า พวกฝึกอายุวัฒนะถือว่ากระเทียม กระเทียมเล็ก กุยช่าย(หอมแป้น) ผักชี หวินไถ(ผักน้ำมัน, ผักมัสตาร์ด) เป็นผักเหม็นทั้งห้า พวกนักพรตเต๋าถือว่า กุยช่าย เซี่ย(หลักเกี๋ยว-หอมปลัง) กระเทียม ผักชี และเหวินไถเป็นผักเหม็นทั้งห้า ทางพุทธศาสนาถือว่าหอม กระเทียม กระเทียมเล็ก หลักเกียว และหิงคุ์เป็นผักเหม็นทั้งห้า หิงคุ์คืออาวุ่ย’
     วิเคราะห์ หิงคุ์รากคล้ายผักกาดหัว(ไช้เท้า) ทั้งสุกและดิบกลิ่นคล้ายกระเทียม..” คัมภีร์พุทธศาสนามหายานบอกชื่อผักเหม็น ๕ อย่างไว้ต่างกัน แต่ในเมืองไทยมักสรุปว่าได้แก่หอม กระเทียม กุยช่าย หลักเกี๋ยว(หอมปรัง)และเฮงกื๋อ(มหาหิงคุ์) ผักเหล่านี้ภาษาล้านนามีคำว่า”หอม”นำหน้าถึง ๔ ชนิดคือกระเทียมเรียกว่าหอมขาว จึงต้องเรียกหอมธรรมดาว่าหอมแดง กุยช่ายเรียกหอมแป้น หลักเกี๋ยวเรียกหอมปรัง หัวและใบเล็กกว่าหอมแดงแต่กลิ่นแรงกว่า ทั้ง ๔ ชนิดล้วนเป็นพืชในสกุล Allium
sสมอปูน 58 -  (194)     คำกระเทียมเล็กนั้นแปลจากคำว่าเสี่ยวซ่วน(เสี่ยวสึ่ง-แต้จิ๋ว) มหาพจนานุกรมจีนอธิบายว่า”เสี่ยวซ่วน :กระเทียมชนิดหนึ่งของจีน ต้นและใบเล็กกว่ากระเทียม จึงได้ชื่อเช่นนั้น…” กระเทียมทั่วไปนั้นภาษาจีนเรียกต้าซ่วน(ตั่วสึ่ง-แต้จิ๋ว)แปลตามรูปศัพท์ว่า กระเทียมใหญ่อย่างกระเทียมจีนในท้องตลาดทุกวันนี้ ทางพุทธอนุโลมเสี่ยวซ่วนเป็นกุยช่าย
เฮงกื๋อนั้นเป็นเสียงแต้จิ๋ว ภาษาจีนกลางว่าซิงฉวี ตรงกับคำบาลีว่าหิงคุ(หิงคุ์) ชื่อวิทยาศาสตรว่า Ferula Asafoetidaยางมีกลิ่นร้อนฉุนและเหม็น ใช้ทำยาทามหาหิงคุ์ พืชสกุล Ferula มีหลายชนิด บางชนิดกินได้ ศัพท์เฮงกื๋อควรแปลว่ามหาหิงคุ์ ไม่ใช่ยาสูบอย่างบางคนอธิบายผิด เพราะยาสูบไม่ใช่ผักที่เป็นอาหาร ไม่รวมอยู่ในผักเหม็น ๕ อย่าง แต่เป็นสิ่งเสพติดที่คนกินเจต้องงดแน่นอนอยู่แล้ว
ส่วนหวินไถนั้น เสียงแต้จิ๋วว่าหุ่งไท้ ชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Brassica Campestris L. ผักในสกุล Brassica มีหลายชนิด คะน้า กะหล่ำปลี ผักกาดเขียว ผักกาดขาว ผักกวางตุ้ง ฯลฯ ล้วนอยู่ในสกุล Brassica หวินไถหรือหุ่งไท้นั้นถ้าคนไทยเห็นก็ต้องเรียกว่าผักกวางตุ้งเพราะคล้ายกันมาก ดอกสีเหลืองภาษาจีนปัจจุบันเรียกว่าอิ๋วไช่หรืออิ่วไฉ่ เม็ดใช้หีบเอาน้ำมันมีหลายสายพันธุ์ย่อย บางชนิดกลิ่นฉุนใช้ประกอบทำมัสตาร์ด จัดเป็นผักเหม็นชนิดหนึ่งของศาสนาเต๋าเช่นเดียวกับผักชี แต่ทางพุทธถือว่ากินได้ จึงเห็นได้ชัดว่าผักฉุนต้องห้ามในอาหารเจของไทยถือตามแบบพุทธศาสนามหายาน
fr      ผักเหม็นทั้งห้านี้ อินเดียก็คงมีมาแต่โบราณเช่นเดียวกับจีน เพราะฤๅษีที่ฉันผักผลไม้เป็นหลักส่วนมากฉันดิบ คงต้องงดผักผลไม้ที่มีกลิ่นฉุนแรงเหมือนกัน พุทธศาสนามหายานรับคตินิยมนี้ต่อมา เมื่อแพร่มาถึงจีนจึงยังมีชื่อผักเหม็นทั้งห้าเป็นภาษาสันสกฤตอยู่คือ ลศุน(กระเทียม) ปลาณฑุ(หอมแดง) คฤญชนะ(หอมแป้น-กุยช่าย) ลตารกะ(หอมปรัง) และหิงคุ รวมเรียกว่า ปัญจปริวยยา แปลว่าผัก(ราก)ที่มีกลิ่นฉุนทั้งห้า ๔ ชนิดแรกแปลเทียบเป็นชื่อผักของจีนได้ แต่หิงคุไม่มีในจีนจึงใช้ทับศัพท์ ซึ่งต่อมากลายเสียงเป็นภาษาแต้จิ๋วว่าเฮงกื๋อ สำเนียงอำเภอเตี้ยเอี๊ยเป็นเฮงกู๋ใกล้กับคำหิงคุมาก ส่วนของศาสนาเต๋าทั้ง ๒ สายคือนักพรตและพวกฝึกอายุวัฒนะล้วนเป็นผักที่มีในจีน ไม่มีหิงคุของอินเดีย

M4034S-4211

M4034S-4211

________________เทศกาลจีนและการเซ่นไหว้ : ถาวร สิกขโกศล(๔๔๗-๔๕๔)

ปิดการแสดงความเห็น