งา ยอดยากระดูก

งา ยอดยากระดูก…โดย ‘พี่ต้อม’

Exif_JPEG_PICTURE

Exif_JPEG_PICTURE

ชื่อวิทยาศาสตร์ Sesamum indicum Linn.
ชื่อวงศ์ PEDALIACEAE
ชื่ออื่นๆ งาขาว งาดำ
ลักษณะทั่วไป ไม้ล้มลุก ลำต้นเป็นสี่เหลี่ยม ใบเดี่ยว เรียงตรงข้ามหรือสลับ ดอกเดี่ยว สีขาวหรือชมพู ออกที่ง่ามใบ ผลแห้งแตกออก
การขยายพันธุ์ ใช้เมล็ด
พืชน้ำมัน บำรุงสมอง เสริมภูมิคุ้มกัน
งาเป็นเป็นพืชที่ให้น้ำมันมากที่สุดในบรรดาเมล็ดพืชทั้งหลาย และเป็นน้ำมันจากพืชที่มนุษย์รู้จักใช้มานานที่สุดคือ กว่า ๖,๐๐๐ ปีมาแล้ว คนไทยรู้จักคุณค่าของพืชชนิดนี้เป็นอย่างดี ทั้งในแง่ของอาหาร ยาและการดูแลร่างกายเพื่อความสวยความงาม
งาเป็นอาหารบำรุงสมองอย่างดี ดังจะเห็นได้จากคำกล่าวของคนโบราณที่ว่า กินถั่วกินงาปัญญาจะดี ผู้เฒ่าผู้แก่ในอดีตยังแนะนำให้ลูกหลานกินงาผสมมะขามป้อมอย่างละเท่ากันผสมน้ำผึ้ง ปั้นเป็นลูกกลอนขนาดเท่าเม็ด(ผล)พุทราไทยกินครั้งละ ๑-๒ เม็ด ทุกวัน ปัจจุบันมีข้อมูลทางวิชาการที่พบว่า เมล็ดงาอุดมไปด้วยกรดไขมันโอเมกา๖ วิตามินบีรวม โปรตีน และสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการสร้างเซลล์สมองและช่วยกระตุ้นการทำงานของสมอง เป็นการยืนยันสรรพคุณที่คนสมัยก่อนบอกไว้แล้วนั่นเอง _DSC0498
ในเมล็ดจิ๋วๆ ของงา ยังอุดมไปด้วยแคลเซียมและฟอสฟอรัส ถ้ากินคู่กับถั่วด้วยแล้ว จะทำให้ได้รับสารอาหารที่จำเป็นต่อการสร้างและบำรุงกระดูกอย่างครบถ้วน ดังนั้นผู้ที่อยู่ในภาวะที่ต้องเสริมสร้างกระดูกให้ความแข็งแรง เช่น เด็ก ผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน คนกระดูกหัก จึงควรจะต้องรับประทานงาเป็นอย่างยิ่ง
ในอดีตเมื่อย่างเข้าหน้าหนาว คนไทยจะมีประเพณีทำข้าวตำงาที่เรียกว่า ข้าวปุ๊ก ให้คนมากินร่วมกัน ประโยชน์ที่แฝงอยู่ในประเพณีนี้ก็คือ เมื่อกินงาจะทำให้ร่างกายอบอุ่น ไม่ป่วยไข้ ซึ่งน่าจะเป็นเพราะคนโบราณรู้ว่า งามีสรรพคุณในการกระตุ้นภูมิคุ้มกันนั่นเอง
ปัจจุบันคนหันมาบริโภคน้ำมันงากันมากขึ้น เนื่องจากเป็นน้ำมันที่มีกรดไขมันที่ไม่อิ่มตัวสูง ช่วยควบคุมระดับโคเลสเตอรอล ป้องกันไม่ให้หลอดเลือดแข็งตัว นอกจากนี้ยังไม่เหม็นหืนหรือจับกันเป็นก้อน แม้เก็บไว้นานๆ ก็ยังมีกลิ่นหอมชวนกิน ที่จริงแล้วคนไทยเราเห็นคุณค่าของการกินน้ำมันงามานานแล้ว เพราะในตำรายาโบราณอีสานก็มีคาถาเสกน้ำมันงา แล้วกินเพื่อให้ร่างกายแข็งแรง
งา ธรรมชาติสร้างมาเพื่อผมและผิว
IMG_6455       การใช้งาเพื่อบำรุงผมและถนอมผิวที่ปัจจุบันเรียกว่า personal care ก็เป็นความรู้ความเชื่อที่มีมาแต่โบราณ เช่น การกินงาดำเป็นประจำจะทำให้ผมสวย ถ้าผมแตกแห้ง ก็ให้นวดด้วยน้ำมันงาแล้วสระออก ผมจะคืนสู่สภาพปกติ ถ้าอยากให้ผมดำและหงอกช้า พ่อหมอยาอีสานจะให้ใช้ใบงาขยี้กับน้ำข้าวหม่า(น้ำแช่ข้าวเหนียวก่อนหุง, หม่า=แช่) แล้วเทน้ำส่วนข้างบนที่ใสทิ้งไป เอาแต่ส่วนข้างล่างที่ขุ่นมาใช้
น้ำมันงายังใช้ทารักษาผิวหนังแห้ง ผิวหนังที่ถูกแดดเผา และช่วยรักษาน้ำกัดเท้าได้ดีอีกด้วย

บัวหิมะไทย แก้ไฟลวก
นอกจากเป็นอาหารที่มากคุณค่าแล้ว งายังเป็นยาที่พร้อมใช้ใกล้ตัว สมัยก่อนเวลาคนในบ้านถูกไฟไหม้น้ำร้อนลวก ก็จะฉวยเอาน้ำมันงา แล้วคว้าเต้าปูนมาควักทำน้ำปูนใส ใช้อย่างละเท่าๆ กัน เอามาตีหรือเขย่าผสมให้เข้ากันเป็นครีมขาว แล้วเอาผ้าขาวบางสะอาดๆ มาชุบแปะแผลไว้ คอยเติมครีมให้เปียกชุ่มอยู่เสมอจะช่วยบรรเทาอาการปวดแสบปวดร้อนได้ดีมาก ทำให้แผลหายเร็ว และควรระวังไม่ให้แผลถูกน้ำด้วย
ยาครีมบัวหิมะที่คนไทยนิยมซื้อกลับกันมาเวลาไปเที่ยวเมืองจีนนั้น ในส่วนผสมมีน้ำมันงาเป็นตัวยาหลักตัวหนึ่ง รู้อย่างนี้แล้วเรามีน้ำมันงาติดบ้านไว้ ก็ไม่ต้องไปหาบัวหิมะถึงเมืองจีนให้เมื่อย
น้ำมันงายังใช้เป็นยาแก้ไอได้ดี เมื่อเข้าหน้าหนาว บางคนมักจะไอมีเสลด หรือเป็นหวัดแพ้อากาศ แม่Picture 584บ้านในอดีตจะทำยาแก้ไอจากน้ำมะนาว ขิงแคง น้ำมันงา น้ำผึ้ง ให้คนในบ้านกิน นอกจากนี้คนที่เป็นริดสีดวงทวาร เขาให้กินข้าวโรยงา เพราะงาช่วยลดการอักเสบของหัวริดสีดวงได้ชะงัด และยังเป็นยาช่วยระบายอีกด้วย

งา ยาดูก ยาเอ็น
สรรพคุณของน้ำมันงาในการเป็นยากระดูกนั้น เป็นความรู้สามัญของหมอยาทุกคน ตามคำบอกเล่าของแม่เฒ่าใหม่ คนไทยใหญ่แต่ดั้งเดิมจะปลูกพืชหลักๆ ๓ ชนิด คือ งา ข้าว เมี่ยง(ชา) งาที่ปลูกมี ๒ ชนิดคือ งาดำและงาขาว
งาขาวจะใส่ในขนม และใช้บีบเอาน้ำมันไว้ทำอาหาร ส่วนงาดำเอาไว้ตำข้าวปุ๊ก น้ำมันจากงาดำจะมีกลิ่นฉุนไม่นิยมใช้ทำอาหาร แต่หมอกระดูกจะเอามาใช้รักษากระดูกหัก เมื่อได้ไปถอดความรู้กับพ่อหมอยาเมืองเลยในเรื่องยากระดูก ทุกท่านจะพูดเหมือนกันหมดว่า ต้องน้ำมันงาเท่านั้น นอกจากคาถาแล้ว ตัวยาตัวอื่นก็ไม่ต้องใช้ งาจึงเป็นยากระดูกโดยแท้
น้ำมันงายังเป็นยาแก้ปวดบวมชั้นยอด ใช้ระงับอาการปวดบวมจากการเคล็ดขัดยอก ปวดตามเส้น กล้ามเนื้ออ่อนล้า จะใช้น้ำมันงาตัวเดียวก็ได้ หรือถ้าเอาไปเคี่ยวกับสมุนไพรตัวอื่นๆ น้ำมันงาจะทำหน้าที่ดึงตัวยาออกมา และตัวมันเองก็เป็นยาอยู่ในตัว จึงช่วยเสริมฤทธิ์กันอีกทางหนึ่ง
การที่งาเป็นพืชที่อยู่ในวิถีชีวิตของมนุษย์มาได้ตั้งห้าหกพันปี ย่อมเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงคุณค่าในฐานะที่เป็นทั้งอาหารและยา ที่มีพืชน้อยชนิดจะเทียบเคียง เมล็ดงานั้นเล็กนิดเดียวแต่ประโยชน์เต็มเปี่ยม หากคนเราดูแล้วได้แง่คิด ดำรงชีวิตให้เหมือนงา ก็จะดีไม่น้อย
ตำรับยา

ยาแก้ไอมีเสลด
ขิงแคงตำละเอียด(ไม่มีเอาขิงธรรมดา) น้ำมะนาว น้ำมันงา น้ำผึ้ง ผสมกัน อุ่นไฟพอร้อน เมื่อยาเย็นแล้ว ค่อยจิบกิน แก้ไอมีเสลด แก้ปวดหัวก็ได้
ยาแก้หวัดในเด็ก
ใบกะเพราตำผสมกับน้ำมันงาทากระหม่อมเด็ก
ยาสันนิบาตตาฟาง ปวดหัว เมื่อย
เถาเอ็นอ่อน หญ้าปากควาย หญ้าลับมึน(ชุมเห็ดไทย) หอมแก่ว(กะเม็ง) หญ้าขัด หญ้าคา เครือเขาฮอ(บอระเพ็ด) ตำผสมกับน้ำมันงา คั้นเอาน้ำมานวด
ยารักษาแผลเรื้อรัง ที่เน่าเปื่อย
น้ำมันงา ๑ ถ้วย ยางแคน ขี้ผึ้ง เอาเท่ากันหุงไฟแกลบ แล้วเอาไว้ทาแผลเรื้อรังหรือ แผลสดก็ได้
ยารักษาฟกช้ำ
ใบบัวหลวง๑ ใบแตง๑ รากเอนอ้า๑ เครือพูช้าง๑ ใบงา๑ มาแช่อาบ
ยาเอ็นหด ตึง
น้ำหมากนาว๑ ขมิ้นอ้อย๑ ขิง๑ เกลือเล็กน้อย มาหุงกับน้ำมันงา กินทาดีแล
ยารักษาอัมพาต ล้มกระดุกกระดิกไม่ได้
ใบสลอด หัวหญ้าแห้วหมู ขมิ้นชัน พันธุ์ผักกาด อย่างละพอประมาณ นำมาตำกรองเอาแต่น้ำ มาผสมกับน้ำผึ้งและน้ำมันงา เคี่ยวไฟให้ลุก แล้วใส่ขวดไว้ทา

img523ข้อควรระวัง
งาเป็นยาร้อน ผู้หญิงที่ตั้งครรภ์อายุ ๑-๓ เดือน ไม่ควรกินงามากเกินไป
ผู้ที่ท้องเสีย ไม่ควรกินงา

ปิดการแสดงความเห็น