เดินป่า ศึกษาสมุนไพร แก่งยาว ๕๘ – ๒

๔. เข็มแดง

Glossy Ixora01ชื่อสามัญ : Glossy Ixora
ชื่อวิทยาศาสตร์ : IXORA LOBBII Loud
ชื่อวงศ์ : RUBIACEAE
ชื่ออื่น : เงาะ (สุราษฎร์),เข็มแดง (ยะลา) ,ตุโดปุโยบูเก๊ะ (มลายู), จะปูโย (มะละยู-นรา)  

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ไม้ยืนต้นมีพุ่มขนาดเล็กจนถึงขนาดกลาง ความสูงประมาณ ๓ – ๕ เมตร  ลำต้นเป็นต้นเดี่ยว หรือแตกกอแผ่สาขาออกไปเป็นต้น ต้นเล็กกลมขนาดเส้นรอบวงประมาณ ๔ – ๑๐ เซนติเมตร ลำต้นเรียบสีน้ำตาล กิ่งยอดมีสีเขียวแตกกิ่งตรงขึ้นด้านบน ใบเป็นใบเดี่ยวออกเป็นคู่สลับกันรอบต้น และกิ่ง ใบแข็งเปราะมีสีเขียวสด โคนใบมนปลายใบแหลม ลักษณะใบมีขนาดและรูปร่างแตกต่างกันตามชนิดพันธุ์ ดอกเป็นช่อออกตรงส่วนยอด ซึ่งมีก้านดอกชูไว้ ภายในช่อประกอบด้วยดอกเล็กๆลักษณะเป็นหลอดเล็ก ๆ ซึ่งมีกลีบอยู่ส่วนบน ประมาณ ๔ – ๕ กลีบ กลีบเล็กแหลม ลักษณะดอกและสีสันแตกต่างกันไป ผลกลมเนื้อนุ่ม ภายในมีเมล็ด ๑ เมล็ด เมื่อสุกสีดำ นิ่ม 

Glossy Ixora02สรรพคุณทางยา :

        – ราก รสหวานเย็น ขับเสมหะ แก้กำเดา แก้บวม แก้โรคตา            แก้ท้องเสีย  ช่วยเจริญอาหาร แก้ปวดประสาท บำรุง                  ไฟธาตุ
        – ดอก ช่วยเจริญอาหาร แก้ปวดประสาท แก้บิด แก้ท้องเสีย
        – ใบ ใช้เป็นยาฆ่าพยาธิ
ผล แก้โรคริดสีดวงในจมูก

 

 

การนำไปใช้ :
๑. ตำรับยาแก้ฝีในท้อง จะใช้รากเข็มแดง รากเข็มขาว และรากคำเตี้ย (ม้าแม่ก่ำ) นำมาต้มกับน้ำกิน

. ตำรับยาแก้ลมต่างๆ ให้เอาดอกบัวหลวง ๕ ดอก ดอกมะลิแห้งหนัก ๕ บาท ดอกเข็มขาวหนัก ๕ บาท ดอกเข็มเหลืองหนัก ๕ บาท ดอกเข็มแดงหนัก ๕ บาท จันทน์แดงหนัก ๒ บาท จันทน์ขาวหนัก ๒ บาท ตัวยาทั้ง ๗ อย่างนี้ นำมาใส่หม้อดินต้ม ใช้น้ำยารับประทานวัละ ๒ เวลา หรือ รับประทานต่างน้ำชาก็ได้ โรคลมทุกชนิด จะหายไป

. แก้ปากเปื่อย โดยเอาใบเข็มสัก ๕ ใบ ล้างให้สะอาดใส่หม้อกา ใส่น้ำให้ท่วมใบ ต้มให้เดือดแล้วเอาน้ำอุ่นจากในกามาอมกลั้วคอประมาณ ๕ นาทีวันละ ๒ ครั้งเช้า-เย็นราวๆ ๓ – ๔ วันก็หาย

——————————————————————————————————————-

๕. ผักหนาม

LASIA01ชื่อสามัญ : –
ชื่อวิทยาศาสตร์ : LASIA SPINOSA (L.) Thwaites
ชื่อวงศ์ : ARACEAE
ชื่ออื่น : กะลี หลักฉื่อโกว จุยหลักเท้า

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ต้น เป็นไม้ล้มลุกอายุหลายปี ลำต้นทอดเลื้อยขนานไปตามพื้นดิน  มีหนามแหลมตามลำต้น มีเหง้าอยู่ใต้ดิน ลำต้นมีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ ๔ – ๕ ซม. และชูยอดชันตั้งตรงและโค้งลงเล็กน้อย มีหนาม ใบ เป็นใบเดี่ยวเรียงสลับรูปหัวลูกศร หรือขอบใบหยักเว้าลึกออกเป็นแฉกๆ รอยเว้าลึกเกือบถึงเส้นกลางใบ มีราว ๑๑ แฉก ใบกว้างมากกว่า ๒๕ ซม. ยาว ๓๐ – ๔๐ ซม. ก้านใบยาวประมาณ ๒๐ – ๕๐ ซม. มีหนามอยู่ตามลำต้นก้านใบ และบริเวณเส้นใบด้านล่าง ใบอ่อนม้วนเป็นแท่งกลมปลายแหลม ดอก ช่อดอกเป็นแท่งมีดอกย่อยอัดแน่น กาบหุ้มช่อดอกสีน้ำตาลแทงออกมาจากกาบใบ ก้านช่อดอกยาวได้ถึง ๗๕ ซม. มีหนาม หรือดอกลักษณะคล้ายดอกหน้าวัว จานรองดอกสีม่วงแดงบิดเป็นเกลียวเมื่อแก่มีสีม่วงคล้ำ เกสรเป็นแท่งสีขาวอยู่ตรงกลาง ผล เป็นผลสดติดอยู่ที่โคนดอกแน่นเป็นแท่งรูปทรงกระบอก หรือออกเป็นกระจุกคล้ายบุกเตียง ผลอ่อน สีเขียวพอสุกสีเหลืองแกมแดง

สารออกฤทธิ์ : Saponins, polyphenols, cyanogenic compounds, alkaloids (Pannet, 2008)

สรรพคุณทางยา :

LASIA02– ลำต้น ใช้แก้ไอ ขับเสมหะ

– ใบ แก้ปวดท้อง แก้ไอ

– รากและใบ ใช้ขับเสมหะ

– เหง้า เป็นยาขับเสมหะ

– ทั้งต้น แก้ปัสสาวะพิการ

– ยอดอ่อน และใบอ่อน รับประทานเป็นผัก โดยนำมาลวก หรือต้มกับกะทิ หรือทำผักดอง กินกับน้ำพริก หรือนำไปปรุงเป็นแกง แกงส้ม แกงไตปลา หรือผัด

ผักหนามมี กรดไฮดรอไซยานิค ซึ่งเป็นสารพิษ จึงต้องนำไปทำให้สุก หรือดองก่อนรับประทานเพื่อกำจัดพิษ หากรับประทานมาก มีพิษต่อทางเดินปัสสาวะ และทำให้ปวดหลัง

การนำไปใช้ :

– หัวนำมาฝนกับน้ำกินเป็นยาถ่ายพยาธิ

– ต้มอาบแก้คัน เพราะเหือด หัด สุกใส ดำแดง ถอนพิษ ทำให้หายเร็วขึ้น

——————————————————————————————————————–

๖. กฤษณา

Eagle Wood01ชื่อสามัญ : Eagle Wood
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Aquilaria crassna Pierre.es.H.Lec.
ชื่อวงศ์ : THTMELAEACEAE
ชื่ออื่น : กฤษณา (ภาคตะวันออก) กายูการู กายูกาฮู กายูดึงปู (มาเลเซีย ปัตตานี) ไม้หอม (ภาคตะวันออก ภาคใต้) อครุ, ตคร (บาลี) ติ่มเฮียง (ไม้หอมที่จมน้ำ) (จีน), เซงเคง (ภาษากะเหรี่ยง), สีเสียดน้ำ(บุรีรัมย์), ตะเกราน้ำ(จันทบุรี), ไม้พวงมะพร้าว (ภาคใต้), gaharu, kikaras, mengkaras (อินโดนีเซีย), gaharu, tengkaras, karas (มาเลเซีย), agar (พม่า)

 

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : กฤษณา เป็นไม้ยืนต้น สูง ๑๐ – ๑๕ เมตร ลำต้นตรง เปลือกเรียบสีเทา เนื้อไม้อ่อนสีขาว ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปวงรีแกมขอบขนาน กว้างประมาณ ๖ ซม.ยาว ๑๒ ซม. ผิวเป็นมัน ดอกช่อ ออกเป็นช่อเล็กๆ ที่ซอกใบและปลายกิ่ง ดอกย่อยขนาดเล็ก กลีบดอกสีขาวแกมเขียว ผลแห้ง รูปวงรี เปลือกแข็ง มีขนสีเทา เมื่อแก่จะแตก กลีบเลี้ยงเจริญติดอยู่กับผล

ลักษณะของเนื้อไม้

ลักษณะของเนื้อไม้กฤษณาจะมีทั้งเนื้อไม้ปกติ และเนื้อไม้หอมที่มีน้ำมันกฤษณา ซึ่งคนไทยรู้จักจำแนกความแตกต่างมาตั้งแต่โบราณแล้ว ดังกล่าวถึงในมหาชาติคำหลวงสมัยอยุธยา ตอนต้น พ.ศ.๒๐๒๕ ว่ามีทั้งไม้กฤษณาขาว (เสตครู) และ กฤษณาดำ (ตระคัร) ซึ่งมีเนื้อไม้หอม
ส่วนเนื้อไม้ที่มีน้ำมันกฤษณา จะมีสีดำ หนัก และจมน้ำ คุณภาพของเนื้อไม้ ขึ้นอยู่กับการสะสมของน้ำมันกฤษณาภายในเซลล์ต่างๆ ของเนื้อไม้ องค์ประกอบทางด้านเคมี ของน้ำมันหอมระเหยจากกฤษณา ประกอบด้วยสารที่เป็นยางเหนียว (Resin) อยู่มาก สารที่ทำให้เกิดกลิ่นหอม คือ Sesquiterpene alcohol มีหลายชนิดคือ Dihydroagarofuran, β-Agarofuran, α-Agarofan, Agarol, Agarospirol, Eudesmane, Valencane, Eromophilane, Vetispirane  และสารพวกอนุพันธุ์ของ Chromome น้ำมันกฤษณานี้เองที่ทำให้ไม้กฤษณามีกลิ่นหอม และมีราคาแพงอย่างมหาศาล

 

คุณภาพของเนื้อไม้กฤษณา ในประเทศไทย สามารถแบ่งเป็น ๔ เกรดดังนี้

        – เกรด ๑ ชาวบ้านเรียกว่าไม้ลูกแก่น มีน้ำมันกฤษณาสะสมอยู่เป็นจำนวนมาก กระจายอยู่ทั่วเนื้อไม้ ทำให้มีสีดำ มีราคาแพงมากประมาณ ๑๕,๐๐๐ – ๒๐,๐๐๐ บาทต่อกิโลกรัม มีน้ำหนักเป็น ๑.๐๑ เท่าของน้ำ จึงจมน้ำ

        – เกรด ๒ มีกลิ่นหอมและมีน้ำมันสะสมรองจากเกรด ๑ สีจะจางออกทางน้ำตาล มีราคาประมาณ ๘,๐๐๐ – ๑๐,๐๐๐ บาทต่อกิโลกรัม มีน้ำหนักเบากว่าน้ำ บางครั้งเรียกว่าไม้ตกตะเคียน

        – เกรด ๓ มีกลิ่นหอมและมีน้ำมันสะสมรองจากเกรด ๒ มีราคาประมาณ ๑,๐๐๐ – ๑,๕๐๐๐ บาทต่อกิโลกรัม มีน้ำหนักเป็น ๐.๖๒ เท่าของน้ำ เบากว่าน้ำจึงลอยน้ำ

        – เกรด ๔ มีกลิ่นและน้ำมันสะสมอยู่น้อย ใช้กลั่นน้ำมันหอมระเหย มีราคาประมาณ ๔๐๐ – ๖๐๐ บาทต่อกิโลกรัม มีน้ำหนักประมาณ ๐.๓๙ เท่าของน้ำ จึงลอยน้ำ ชนิดนี้ชาวบ้านจะเรียกว่า ไม้ปาก ส่วนเนื้อไม้ปกติที่ไม่มีน้ำมันกฤษณาสะสมอยู่ จะมีน้ำหนักเพียง ๐.๓ เท่าของน้ำ

 

 

การตรวจคุณภาพของไม้กฤษณา ทำได้โดยการทิ้งท่อนไม้ลงในน้ำ ถ้าท่อนไม้จมน้ำจะมีคุณภาพดีเลิศเรียกว่า “Gharki” ชนิดนี้เนื้อไม้มีสีดำ กลิ่นหอมมาก ถ้าท่อนไม้เริ่มลอยปริ่มน้ำ ชนิดนี้มักมีสีน้ำตาลอ่อน หรือน้ำเงินเข้ม เป็นไม้กฤษณาคุณภาพรองลงมาเรียกว่า “Neem Gharki” ถ้าท่อนไม้ลอยน้ำ เป็นไม้กฤษณาคุณภาพต่ำ ที่เรียกว่า “Samaleh” เมื่อเผาเนื้อไม้จะไม่พบกลิ่นหอมเลย ดังนั้นไม้กฤษณาสีดำเกรด ๑ จึงมีราคาที่สูงลิ่วและมีความต้องการในท้องตลาดเป็นอย่างมาก

 

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์ ; พบในเอเชีย อินเดีย ทิเบต ภูฐาน พม่า จีน ตลอดแหลมมลายู เกาะสุมาตรา บอร์เนียว และฟิลิปปินส์กฤษณาเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ ไม่ผลัดใบ มีความสูงตั้งแต่ ๑๘ – ๒๑ เมตร ขึ้นไป 

สารสำคัญที่พบในน้ำมันกฤษณา : ได้แก่ Essential oils ชนิดต่างๆเช่น Agarol; Agarospiol; Agarofuran; Dihydroagarofuran เป็นต้น 

สรรพคุณทางยา : แก่น แก่นไม้กฤษณาที่มีสีดำและมีกลิ่นหอม มีรสขม หอม ใช้ผสมยาหอม แก้อ่อนเพลียบำรุงกำลัง แก้ลมวิงเวียนศีรษะ คุมธาตุ บำรุงโลหิตและหัวใจ อาเจียน ท้องร่วง แก้ไข้ต่างๆ บำบัดโรคปวดบวมตามข้อ ปัจจุบันนี้ หาเนื้อไม้กฤษณาเพื่อใช้ทำยายากขึ้น และมีราคาแพง

Eagle Wood02การนำไปใช้ :

– ไม้ลูกแก่น เมื่อนำมาใช้เผาจนเกิดกลิ่นหอม ใช้สูดดมจะช่วยทำให้เกิดกำลังวังชา

– ใช้ต้มดื่มแก้อาการร้อนในกระหายน้ำ แก้เสมหะ ด้วยการนำมาผสมกับยาหอมใช้รับประทาน หรือนำมาต้มเป็นน้ำดื่ม ในกรณีที่มีอาการกระหายน้ำมาก

– เป็นส่วนประกอบอยู่ในยาหอมต่างๆมากมาย เช่น  “ยาหอมสุคนธ์โอสถตราม้า” ซึ่งประกอบไปด้วยตัวยาสำคัญดังนี้ กฤษณา กานพลู โกฐหัวบัว โกฐพุงปลา ชะเอม ชะมด พิมเสน สมุลแว้ง อบเชย ฯลฯ หรือใน “ยอหอมตรา ๕ เจดีย์” ซึ่งประกอบไปด้วย กฤษณา กานพลู โกฐกระดูก โกฐสอ เกล็ดสะระแหน่ ชวนพก พิมเสน โสยเซ็ง อบเชย ฯลฯ หรือใน “ยาหอมทูลฉลองโอสถ” ที่ประกอบไปด้วย กฤษณา โกฐสอ โกฐเชียง ฯลฯ หรือใน “ยาหอมหมอประเสริฐ” ซึ่งประกอบไปด้วย กฤษณา เกล็ดสะระแหน่ จันทร์เทศ ผิวส้มจีน ฯลฯ หรือใน “ยาหอมตราเด็กในพานทอง” ที่ประกอบไปด้วย กฤษณา กานพลู โกฐหัวบัว ดอกบุนนาค สมุลแว้ง ฯลฯ เป็นต้น

– “ตำรายาชื่อมหาเปราะ” ซึ่งมีสรรพคุณช่วยแก้พิษลมทรางทั้ง ๗ จำพวก อันประกอบไปด้วย กฤษณา การบูร กะลำพัก ดอกบุนนาค ตะไคร้หอม หอมแดง ผิวมะกรูด ว่านน้ำ อย่างละหนึ่งส่วนเท่าๆ กัน และให้ใช้เปราะหอม ๓ ส่วน ทำให้เป็นจุณ บดทำเป็นแท่งไว้ละลายน้ำดอกไม้ แทรกพิมเสน ใช้ได้ทั้งกินและทา- “ตำรายาทรงทาพระนลาต” ซึ่งมีสรรพคุณแก้โลหิตกำเดา โดยตำรายานี้ประกอบไปด้วย กฤษณา ชะมด รากมะลิ รากสลิด รากสมี อบเชยเทศ บดด้วยน้ำดอกไม้เทศหรือน้ำดอกไม้ไทยก็ได้ รำหัดพิมแสนลง แล้วนำมาทา

——————————————————————————————————————–

โดย … จูน …

ปิดการแสดงความเห็น