เดินป่า ศึกษาสมุนไพร แก่งยาว ๕๘

๑. สะตอ

Pakria01ชื่อสามัญ : Pakria
ชื่อวิทยาศาสตร์ : PAKRIA SPECIOSA HASSK.
ชื่อวงศ์ : FABACEAE
ชื่ออื่น : ภาคกลาง และภาคใต้ เรียกว่า กะตอ สะตอ

ยะลา-ปัตตานี เรียกว่า ปะตา ปัแต๊ะ สตูลเรียกว่า ปาไต
ถิ่นกำเนิด : ประเทศมาเลเซีย อินโดนีเวีย และภาคใต้ของไทย

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : สะตอเป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ สูงมากว่า 30 เมตร ลำต้นตั้งตรงสีน้ำตาลแดง กิ่งก้านอ่อนมีขนปรกคลุม ดอกสีขาวตรีม ออกเป็นช่อรวมกันเป็นกระจุก ฝักอ่อนสีเขียว เมื่อแก่เปลี่ยนเป็นสีดำ เมล็ดรูปกลมรี แบน เรียงตามความยาวของฝัก สะตอที่นิยมปลูกมี ๒ พันธุ์ คือ สะตอข้าวและสะตอดาน
แหล่งปลูก : พบบริเวณบนเขา และเนินเขาแถบภาคใต้และภาคตะวันออก จ.จันทบุรี

คุณค่าอาหาร : สะตอ ๑๐๐ กรัม ให้พลังงาน ๑๓๐ กิโลแคลอรี ประกอบด้วย เส้นใย ๐.๕ กรัม แคลเซียม ๗๖ มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส ๖๓ มิลลิกรัม เหล็ก ๐.๗ มิลลิกรัม วิตามินเอ ๑๙๔ มิลลิกรัม    วิตามินบี๑  ๐.๑๑ มิลลิกรัม วิตามินซี ๖ มิลลิกรัม

สรรพคุณทางยา : เมล็ด ช่วยให้เจริญอาหาร ขับปัสสาวะ ลดน้ำตาลในเลือด ป้องกันโรคเบาหวาน

การนำไปใช้ :
๑. ตำรับยาแก้โรคเบาหวาน : ใช้สะตอสด ๓ ฝัก เอาเลือกฝักที่มีความยาวเม็ด ๑๖ เม็ดขึ้นไป และยอดฝรั่งสด ๙ ยอด นำมาตำให้ละเอียดคั้นเอาน้ำกินให้ได้ ๑ แก้ว จุดธูปกลางแจ้งบอกเจ้าของยาว่า ถ้าหายแล้วจะใส่บาตรไปให้ จากนั้นกินให้หมดแก้วก่อนธูปหมดดอก

(จากตำราของหลวงปู่มหาอำพัน (พระภาวนาปัญญาวิสุทธิ์) วัดเทพศิรินทราวาส) 

ส่วนมากการใช้สะตอเป็นยาจะนำเมล็ดมารับประทานสดๆ หรือนำมาประกอบอาหาร บางที่ก็มีการผลิตสารสกัดจากเมล็ดสะตอออกมาจำหน่าย เพื่อให้รับประทานได้ง่าย

Pakria02

——————————————————————————————————————–

๒. สาบแร้งสาบกา

Goat Weed01ชื่อสามัญ : Goat Weed
ชื่อวิทยาศาสตร์ : AGERATUM CONYZOIDES L.
ชื่อวงศ์ : COMPOSITAE
ชื่ออื่น : เทียนแม่ฮาง (เลย), หญ้าสาบแฮ้ง (เชียงใหม่),            หญ้าสาบแร้ง (ราชบุรี), ตับเสือเล็ก (สิงห์บุรี),เซ้งอั้งโซว (จีน-แต้จิ๋ว) 

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : จัดเป็นพรรณไม้ล้มลุกและจัดเป็นวัชพืชอย่างหนึ่ง มีอายุเพียงปีเดียวก็ตาย ลำต้นมีลักษณะต้นตรง แตกกิ่งก้านสาขา สูงได้ประมาณ ๓๐-๗๐ เซนติเมตร ทั้งต้นมีขนสีขาวปกคลุมอยู่ เมื่อเด็ดมาขยี้ดมจะมีกลิ่นเฉพาะตัว กิ่งก้านเป็นสีเขียวอมม่วงเล็กน้อย ขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ด เป็นพรรณไม้กลางแจ้ง ที่เจริญเติบโตได้ในดินทุกชนิด เป็นพรรณไม้พื้นเมืองของอเมริกาเขตร้อน แต่ในปัจจุบันพบ ขึ้นทั่วไปตามที่รกร้างว่างเปล่าหรือตามริมถนนทั่วไป ในประเทศไทยพบได้ตามชายป่าเต็งรัง ป่าเบญจพรรณ ทุ่งหญ้า และริมทาง ดอกสาบแร้งสาบกา ออกดอกเป็นช่อตามง่ามใบ และบริเวณส่วน ยอดของลำต้น ในช่อหนึ่งจะมีดอกขนาดเล็ก มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ ๕-๖ มิลลิเมตร และดอกย่อยอยู่อัดตัวกันแน่นเป็นจำนวนมาก ดอกเป็นสีฟ้า สีม่วงน้ำเงิน หรือสีขาว กลีบดอกมีขนาดเล็กเป็นหลอดเส้นๆ ปลายแหลม เรียงซ้อนกัน ๒-๓ ชั้น หลังกลีบดอกมีขนเล็กน้อย ส่วนปลายมีรอยแยกเป็น ๕ กลีบ ดอกมีเกสรเพศผู้ ๕ อัน อยู่ที่ใจกลางดอก ผลสาบแร้งสาบกา ผลมีขนาดเล็กสีดำ ลักษณะของผลเป็นรูปคล้ายทรงกระบอกปลายแหลมเป็นเส้น มีร่อง ๕ ร่อ

สรรพคุณทางยา :

– ทั้งต้นมีรสเผ็ดขม เป็นยาสุขุม ออกฤทธิ์ต่อปอดและหัวใจ ใช้เป็นยาขับพิษร้อนถอนพิษไข้

การนำไปใช้ :

Goat Weed02– ใช้เป็นยาแก้หวัดตัวร้อน ให้ใช้ต้นสดประมาณ ๗๐ กรัม นำมาต้มกับน้ำดื่ม ส่วนอีกวิธีใช้รักษาไข้หวัด ด้วยการใช้ใบสาบแร้งสาบกาสดประมาณ ๖๐ กรัม นำมาต้มกับน้ำกิน

– ชาวเขาเผ่าอีก้อ แม้ว และมูเซอ จะใช้รากและใบนำมาต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้อาการปวดศีรษะ รวมทั้งเป็นยาแก้ไข้ด้วย นอกจากนี้ยังใช้รากและใบนำมาเคี้ยวกินหรือต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้อาการปวดท้อง อาหารเป็นพิษ อาหารไม่ย่อย รวมถึงโรคกระเพาะอาหาร

– ใช้รักษาหูชั้นกลางอักเสบ ด้วยการใช้ยอดสดนำมาคั้นเอาแต่น้ำแล้วนำมาใช้หยอดหู

– รักษาปากเป็นแผล ให้ใช้ใบสด ๑๒๐ กรัม และกากเมล็ดชา ๑๕ กรัม นำมาผสมกันแล้วตำพอก

– ใช้เป็นยาแก้คอเจ็บ คออักเสบปวดบวม ต่อมทอนซิลอักเสบ ทางเดินหายใจติดเชื้อ

ตำรายารักษาคออักเสบ : ใช้ใบสดประมาณ ๓๐-๖๐ กรัม นำมาล้างให้สะอาด แล้วคั้นเอาแต่น้ำผสมกับน้ำตาลกรวด ใช้รับประทานวันละ ๓ ครั้ง

ตำรับยาแก้ปวดกระเพาะ ปวดท้อง กระเพาะลำไส้อักเสบ จุกเสียดแน่นท้อง : ใช้สาบแร้งสาบกาทั้งต้น มาคั่วให้เหลือง แล้วบดให้เป็นผง ใช้ครั้งละ ๑.๕-๒ กรัม นำมาชงกับน้ำดื่ม

– ใช้รักษาแผลฟกช้ำ แผลสด แผลถลอก มีเลือดออก ใช้เป็นยาห้ามเลือด ด้วยการใช้ยอดและใบนำมาตำแล้วพอกบริเวณที่เป็น

– ใช้รักษาแผลเรื้อรังที่เนื้อเยื่อเมือกบวมอักเสบ ด้วยการนำใบสดและยอดมาล้างน้ำให้สะอาด ผสมกับเกลือและข้าวหมัก ตำให้เข้ากัน ใช้พอกบริเวณที่เป็น

– รากและใบใช้ตำพอก และคั้นเอาน้ำเป็นยาแก้อาการอักเสบจากพิษงู ตะขาบ แมงป่อง หรือแมลง

– ใช้รักษาแผลเรื้อรังมีหนอง ฝี ด้วยการใช้ใบสดนำมาผสมกับน้ำตาลทรายแดงเล็กน้อย แล้วตำพอกบริเวณที่เป็น  ส่วนวิธีใช้รักษาฝีหนองภายนอกอีกวิธี ให้ใช้ต้นสาบแร้งสาบกาสด, ต้นแบเกาจี้, จุ๋ยฉังฉิก นำมารวมกัน ใช้ตำพอกแผลทีเป็น โดยให้เปลี่ยนยาที่พอกวันละ ๑ ครั้ง

– รักษาตาปลาอักเสบ ด้วยการใช้ใบสดประมาณ ๑๒๐ กรัม และกากเมล็ดชา ๑๕ กรัม นำมาผสมกันแล้วตำพอก 

ข้อมูลทางเภสัชวิทยา :

  • ทั้งต้นพบสารจำพวกน้ำมันระเหย Ageratochromene, มีกรดอินทรีย์, กรดอะมิโน, โพแทสเซียมคลอไรด์, อัลคาลอยด์, ฟลาโวนอยด์, coumarin, β-Sitosterol, friedelin, stigmasterol
  • สารสกัดจากทั้งต้นมีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อ Staphylococcus aureus
  • จากการทดลองในสัตว์ทดลองพบว่าสารสกัดแอลกอฮอล์และน้ำต้มจากทั้งต้นหรือรากมีฤทธิ์ ระงับอาการปวด โดยมีความรุนแรงเท่ากับมอร์ฟีน แต่ควรมีการศึกษาวิจัยต่อไป

——————————————————————————————————————–

๓. ต้นไผ่

bamboo01ชื่อสามัญ : Bamboo
ชื่อวิทยาศาสตร์ : BAMBUSA sp.
ชื่อวงศ์ : GRAMINEAE
ชื่ออื่น : –

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : เป็นพรรณไม้ยืนต้น ลำต้นแตกเป็นกอเป็นไม้พุ่มขนาดเล็กถึงขนาดใหญ่ กอหนึ่งมีประมาณ ๒๐-๕๐ ต้น ลำต้นมีความสูงประมาณ ๕-๑๕ เมตรลักษณะลำต้นเป็น ข้อปล้องผิวเกลี้ยงแข็งมีสีเขียว หรือเหลืองแถบเขียวลักษณะของข้อปล้องขนาด และสีขึ้นกับชนิดพันธุ์ ใบเป็นใบเดี่ยวยาวแคบลักษณะคล้ายรูปหอกขอบใบเรียบผิวใบสีเขียวมีขนอ่อนๆคลุมบนผิวใ บขนาดใบกว้างประมาณ ๑-๒ นิ้วยาวประมาณ ๕-๑๒ นิ้ว หรือขึ้นกับชนิดพันธุ์ ออกดอกเป็นช่อตามปลายยอดบริเวณข้อปล้องเมื่อดอกแห้ง  ก็จะตายไป ผลหรือลูกคล้ายเมล็ดข้าวสาร

สรรพคุณทางยา :

ไผ่ พืชจำพวกหญ้า เป็นกอ ตระกูลเดียวกันมีดังนี้
– ไผ่ป่า ไม่มีหนาม                – ไผ่สีสุก มีหนามน้อย ต้นใหญ่กว่า      – ไผ่ลาย มีลำเป็นสีลายสวย
– ไผ่บง ไม่มีหนาม ลำใหญ่    – ไผ่รวก ลำเล็ก แข็ง มีหนามน้อย
ไม้จำพวกนี้แทงหน่ออ่อน ๆ รับประทานเป็นอาหารได้ทั้งสิ้น สรรพคุณ เหมือนกัน
– ใบ รสชื่นเฝื่อน สรรพคุณ ฟอกล้างโลหิตระดูที่เสีย
– ตา สุมเป็นถ่าน รสจืด สรรพคุณ แก้ร้อนในกระหายน้ำ ดูดแก๊สในกระเพาะอาหาร
– ราก รสเฝื่อน สรรพคุณ ขับปัสสาวะ แก้ไตพิการ แก้หนองใน ขับระดูสตรี

การนำไปใช้ :
๑. “ยาแก้ตกเลือดไม่หยุด ขนานที่ ๒”
ส่วนผสมตามตำรายาสมุนไพรวัดโพธิ์ สำหรับสตรีมีครรภ์-หลังคลอดบุตร
ขี้ธูปบูชาพระ ๓ หยิบมือ, ตาไม้ไผ่ป่า ๗ ตา นำมารวมกันต้มรวมกับน้ำใช้สำหรับดื่มรับประทาน
๒. รักษาฝี ถ้าเป็นฝีหัวเดือน ให้นำใบไผ่มาเผ่าไฟให้ไหม้ แล้วนำหัวขมิ้นอ้อยมาตำด้วยกัน แล้วใช้น้ำเป็นกระสายยา และใช้ได้ทั้งกินและทา หรือพอก

bamboo02

ปิดการแสดงความเห็น