หลักการใช้ยาสมุนไพร…

IMG_8442หลักการใช้ยาสมุนไพร
        เนื่องจากตัวอย่างตำรับยาส่วนใหญ่ในหนังสือเล่มนี้ เป็นยาบำรุงร่างกายที่ในสมัยก่อนเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตคนไทย แค่พูดว่ามีส่วนประกอบอะไร ทุกคนจะรู้ว่าใช้อย่างไร กินอย่างไร โดยไม่จำเป็นต้องเขียนไว้เป็นลายลักษณ์อักษร แต่การขาดระบบ บันทึกที่ชัดเจนนี้เองได้กลายเป็นปัญหาที่ทำให้การใช้สมุนไพรยากำลังและยาบำรุงร่างกายค่อยๆ เลือนหายไปจากสังคม เพราะคนรุ่นหลังไม่กล้าปรุงไม่กล้าใช้ เนื่องจากขาดเอกสารและข้อมูลที่จะใช้อ้างอิง ดังนั้น บันทึกของแผ่นดิน ๔ สมุนไพรยากำลัง จึงได้รวบรวมหลักการใช้ยาสมุนไพรไว้เป็นเบื้องต้น ซึ่งท่านที่สนใจทดลองปรุงหรือใช้สมุนไพรและตำรับยาที่นำเสนอ ควรอ่านและปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด เพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์จากหนังสือเล่มนี้ได้อย่างถูกต้องและปลอดภัย

การเตรียมวัตถุดิบสมุนไพร

IMG_5350
      ๑. เก็บเกี่ยวสมุนไพรให้ถูกต้น ถูกส่วน ถูกอายุ ถูกเวลา ถูกฤดูกาล เพื่อให้ได้ยาที่มีคุณภาพสูงสุด
     ๒. ลดจำนวนเชื้อจุลินทรีย์และสิ่งปนเปื้อน โดยล้างวัตถุดิบสมุนไพรให้สะอาด อาจใช้การผึ่งหรือลวกด้วยน้ำร้อนเพื่อฆ่าเชื้อโรค โดยเฉพาะสมุนไพรที่นำไปบดผงปั้นเป็นลูกกลอน
     ๓. นำไปย่อยขนาด สับ หั่น เป็นชิ้นเล็กๆ ให้เหมาะกับการใช้งาน(ชิ้นเล็กๆ จะทำให้สกัดสารได้ดีกว่าชิ้นใหญ่ๆ) ควรทำในขณะที่ยังสด ถ้าปล่อยให้แห้งแล้วจะสับหรือหั่นยากกว่ามาก
     ๔. นำไปทำให้แห้งด้วยการอบหรือตาก พืชที่มีน้ำมันหอมระเหยควรตากในที่ร่มหรืออบที่อุณหภูมิต่ำไม่เกิน ๔๐ องศา ถ้าต้องการทำเป็นผง ให้นำชิ้นวัตถุดิบที่ตากแห้งดีแล้วไปบดให้ได้ขนาดที่เหมาะสมต่อไป
     ๕. เก็บวัตถุดิบสมุนไพรที่แห้งดีแล้วไว้ในภาชนะที่สะอาด แห้ง ป้องกันฝุ่นผง ความชื้น หรือ ใส่ถุงตาข่ายแขวนไว้ในที่โปร่ง มีอากาศถ่ายเทสะดวก หรือใส่กล่องสุญญากาศเก็บไว้ในตู้เย็นเพื่อให้เก็บได้นานขึ้น
การปรุงยาสมุนไพร
     ๑. การต้มยา

IMG_2221
         ๑.๑ การต้มยาทั่วไป
         การต้มยาของหมอพื้นบ้านโดยทั่วไป จะนำสมุนไพรใส่ในหม้อแล้วเติมน้ำให้สูงกว่าระดับสมุนไพรสองเท่า (โดยกดยาลงแล้วใส่น้ำให้ท่วมขึ้นมา ๑ เท่า) ต้มให้เดือดด้วยไฟปานกลาง แล้วต้มต่ออีกประมาณ ๑๕ นาที รินเอาน้ำมารับประทานตามที่ระบุไว้ในตำรับ
         ยาบำรุงของไทยโดยทั่วไปจะกินครั้งละ ๑ แก้ว วันละ ๒ ครั้ง หรือกินต่างน้ำ หมายถึงกินเมื่อหิวน้ำแทนการกินน้ำ เมื่อจะรับประทานยาครั้งต่อไปให้เอาน้ำเท่ากับปริมาณที่ลดลงไปจากการต้มครั้งก่อนเติมลงไป แล้วต้มใหม่ให้เดือด ทำเช่นเดียวกับการต้มครั้งก่อน โดยปกติจะอุ่นยาวันละครั้ง ต้มกินติดต่อกัน ๕-๗ วัน หรือที่เรียกว่า ต้มจนยาจืด
         หม้อที่ใช้ต้มนิยมใช้หม้อดินหรือหม้อเคลือบ ไม่นิยมใช้หม้อสแตนเลสหรือหม้อ อลูมิเนียม โดยเฉพาะหม้ออลูมิเนียมไม่ควรใช้ เนื่องจากอาจมีโลหะหนักผสมในตัวยาจากการกัดกร่อนของน้ำยาต้มได้
         ขนาดของสมุนไพรที่ใช้ต้มยาโดยทั่วไปใช้ประมาณ ๑ กำมือของเจ้าของ(ประมาณ ๑๐ กรัม หรือหนึ่งในสิบของหนึ่งขีด) ต้มกับน้ำ ๑ กา(ประมาณ ๑ ลิตร) หากมีสมุนไพรหลายชนิดผสมอยู่ด้วยกันโดยไม่ระบุสัดส่วน ให้เข้าใจว่าใช้ในสัดส่วนที่เท่ากัน

         ๑.๒ การต้มเคี่ยว

IMG_2218
          การต้มเคี่ยวคือการเอาสมุนไพรใส่ในหม้อแบบการต้มทั่วไป เติมน้ำลงไปสามเท่าของปริมาณที่ต้องการรับประทาน เช่น ประมาณ ๓ แก้ว(แก้วละ ๒๕๐ ซีซี) ต้มให้เดือดและต้มเคี่ยวต่อไปอย่าใช้ไฟแรง ควรให้ยาค่อยๆ เดือด ให้ปริมาณน้ำเหลือ ๑ แก้ว นำน้ำยามารับประทานครั้งเดียวให้หมด หรือแบ่งรับประทานแล้วแต่ปริมาณของสมุนไพรที่ใช้

     ๒. การชง

Exif_JPEG_PICTURE
     การชงยานิยมใช้กับสมุนไพรแห้งที่บดเป็นผงหยาบมีขนาดเล็กกว่าสมุนไพรที่ใช้ต้ม โดยนำไปใส่ในถุงชงหรือผ้าขาวบาง สมุนไพรบางชนิดจะใช้ใบสดชงก็ได้ หากใช้ใบสดนิยมนวดใบให้ช้ำก่อนชง ใช้วิธีชงเช่นเดียวกับชา โดยชงในน้ำร้อนปิดฝาทิ้งไว้ประมาณ ๑๕-๒๐ นาทีแล้วจึงรับประทาน(แต่ถ้าเป็นชาจีนที่ดื่มกันโดยทั่วไปจะใช้เวลาประมาณ ๖ นาที) สมุนไพรที่ใช้มีทั้งสมุนไพรเดี่ยวหรือตำรับ น้ำที่ใช้เป็นน้ำร้อนอุณหภูมิไม่เกิน ๑๐๐ องศาเซลเซียส สัดส่วนของผงสมุนไพรและน้ำร้อนที่ใช้จะแตกต่างกันตามชนิดของสมุนไพร โดยทั่วไปจะใช้สมุนไพรประมาณ ๑ หยิบมือ(๑-๒ กรัม) ต่อน้ำ ๑ แก้ว(๒๐๐-๒๕๐ ซีซี)

     ๓. ยาดอง
     ยาดอง หมายถึง การปรุงยาโดยการหมักสมุนไพรกับสารละลายที่ต้องการ เพื่อจะสกัดตัวยาออกจากสมุนไพรและสามารถควบคุมเชื้อจุลินทรีย์ไม่ให้เจริญเติบโต ทำให้ยาดองสามารถเก็บได้นานขึ้น ทั้งยังเหมาะกับตัวยาที่โอสถสารสลายตัวด้วยความร้อน วิธีการดองยานั้นมีอยู่หลายวิธี เช่น การดองสุรา การดองน้ำผึ้ง การดองเกลือ การดองเปรี้ยว การดองน้ำมูตร การดองข้าวหมาก เป็นต้น ในที่นี้ขอยกตัวอย่างยาดองสุรา ยาดองน้ำผึ้ง ยาดองเปรี้ยว

IMG_3195

          ๓.๑ การดองสุรา
          ยาดองสุราเป็นการนำเอาสมุนไพรที่ผ่านการล้าง หั่น ตากหรือผึ่งให้แห้ง(การใช้สมุนไพรสดที่ยังมีความชื้นสูงอาจทำให้ยาดองนั้นเน่าได้)มาห่อด้วยผ้าขาวบาง แล้วใส่โหลสำหรับดองที่แห้งสะอาด จากนั้นนำเหล้าโรงหรือเหล้าขาวรินใส่ลงไปพอท่วมตัวยา แล้วกดให้ห่อยาสมุนไพรจมลงในน้ำเหล้าไว้สักครู่ ปิดฝาขวดโหลให้สนิท โดยใช้ผ้าคลุมปากโหล ก่อนปิดฝา(เกลียว) หรือใช้ผ้าคลุมมัดฝาโหล(ฝาแก้ว) จะทำให้ปิดได้สนิทยิ่งขึ้น ทิ้งไว้ประมาณ ๓๐ วัน อาจนำเอาโหลยาดองไปตากแดด หรือเอาไปหมกไว้ในยุ้งข้าวเปลือก จะทำให้อุณหภูมิสูงขึ้น ช่วยให้การสกัดสารด้วยแอลกอฮอล์ทำได้ดีขึ้น ในกรณีนี้ใช้เวลาประมาณ ๑๕ วัน ก็สามารถนำมาดื่มเป็นยาดองเหล้าได้แล้ว การเปิดโหลคนบ่อยๆ หรือการใช้วัตถุดิบสมุนไพรที่ย่อยขนาดให้เล็กลง จะทำให้การสกัดสารทำได้ดีขึ้นเช่นกัน
          ข้อระวัง
              ๑. สตรีมีครรภ์ ผู้ป่วยด้วยโรคความดันโลหิตสูง ผู้ป่วยด้วยโรคหัวใจ ไม่ควรดื่มยาดองสุรา
              ๒. ไม่ควรดื่มเกิน ๒ ถ้วยตะไลต่อวัน

  IMG_3431        ๓.๒ การดองน้ำผึ้ง
          ทำเช่นเดียวกับการดองสุราแต่ใช้น้ำผึ้งแทน ไม่นิยมห่อตัวยาด้วยผ้าขาวบาง น้ำผึ้งสามารถใช้ดองยาได้เพราะน้ำผึ้งจะควบคุมเชื้อจุลินทรีย์ไม่ให้เจริญเติบโต จึงนิยมใช้น้ำผึ้งดองผลไม้สมุนไพร เช่น กล้วย ยอ สมอ มะขามป้อม เป็นต้น
           ๓.๓ การดองเปรี้ยว
           เป็นการสกัดโอสถสารจากสมุนไพรด้วยน้ำ แต่ใช้การคุมเชื้อด้วยความเปรี้ยว ซึ่งความเปรี้ยวอาจมาจากมะขาม มะกรูด สารส้ม หรือสมุนไพรรสเปรี้ยวอื่นๆ วีธีการดองเปรี้ยวนี้จะต้มสมุนไพรซึ่งมีสมุนไพรที่มีรสเปรี้ยวรวมอยู่ด้วยก่อน แล้วตั้งทิ้งไว้ระยะหนึ่ง เช่น ๗ หรือ ๑๕ วันแล้วแต่ตำรับ หรือบางตำรับให้ดูว่าผลมะกรูดเปื่อย

IMG_3428

     ๔. การฝน
      การฝน คือ การนำสมุนไพรมาฝนกับหินลับมีดและละลายด้วยน้ำรับประทาน สมุนไพรที่ใช้ส่วนใหญ่ได้จากแก่นหรือราก ในตำรับยาที่ใช้มักประกอบด้วยสมุนไพรหลายชนิดโดยสัดส่วนของสมุนไพรที่ใช้อาจเท่ากันหรือต่างกันก็ได้ นอกจากนี้ยังมีการฝนยาอีกประเภทหนึ่งที่ไม่ได้ใช้สมุนไพรที่เป็นชิ้นใหญ่ๆ ฝนกับน้ำกระสาย แต่ได้จากสมุนไพรที่บดเป็นผงละเอียดแล้วนำมาผสมกับสารยึดเกาะ เช่น น้ำผึ้ง แล้วทำเป็นแท่ง เมื่อจะใช้ก็นำมาฝนกับน้ำกระสายยารับประทาน
     ๕. ยาลูกกลอน
      ยาลูกกลอนทำโดยบดสมุนไพรแห้งให้เป็นผงละเอียดในขนาดที่พร้อมจะถูกสกัดด้วยน้ำย่อยภายในกระเพาะอาหารและลำไส้ แล้วนำผงยานั้นมาผสมกับสารยึดเกาะเพื่อให้ปั้นเป็นลูกกลอนได้และแตกตัวได้ดีเมื่อเข้าสู่ระบบทางเดินอาหาร สารยึดเกาะที่ดีที่สุดคือ น้ำผึ้ง เมื่อผสมผงยากับน้ำผึ้งแล้วให้ทดลองปั้นดู หากปั้นแล้วแตกให้เติมน้ำผึ้ง แต่ถ้าปั้นแล้วเหนียวติดมือ ให้ผสมผงยาเพิ่มจนสามารถปั้นเป็นก้อนไม่ติดมือ จากนั้นนำลูกกลอนที่ปั้นได้ไปผึ่งแดดประมาณ ๒ วัน หรืออบที่ ๕๐ องศา ๔๘ ชั่วโมง เก็บในขวดสะอาดและแห้งสนิท ปิดฝาเก็บไว้ในที่แห้ง โปร่ง ไม่มีแดดส่อง

Exif_JPEG_PICTUREความหมายของคำที่ควรรู้

      กำมือ คือ ขนาดของสมุนไพรที่กำไว้ในมือ โดยให้ปลายนิ้วหัวแม่มือจรดกับปลายนิ้วชี้ เช่น ต้นบานไม่รู้โรย ๑ กำมือ หมายถึง เอาต้นบานไม่รู้โรยมาขดทับกันเป็นท่อนขนาด ๑ กำมือ ยาวประมาณครึ่งฝ่ามือ แล้วเอาตอกหรือเชือกมัดไว้ ถ้าเป็นรากไม้ เช่น รากย่านาง ๑ กำมือ หมายถึง เอารากมาหั่นเป็นท่อนยาวประมาณครึ่งฝ่ามือ นำมามัดรวมกันได้ขนาด ๑ กำมือ
     หยิบมือ คือ ขนาดที่ใช้นิ้วหัวแม่มือ นิ้วชี้ และกลาง หยิบขึ้นมา
     ทั้งห้า หมายถึง ใช้ทั้งต้น ราก ใบ ดอก ผล
     ส่วน หมายถึง ส่วนของการตวง(ปริมาตร) ไม่ใช่การชั่ง(น้ำหนัก)
     กระสายยา หมายถึง ตัวทำละลายยา เช่น ใช้น้ำเป็นกระสายยา คือใช้น้ำเป็นตัวทำละลายยา
แก้ว หมายถึง แก้วธรรมดารูปทรงกระบอกที่ใช้ดื่มน้ำกันทั่วไป ขนาดบรรจุ ๒๕๐ ซีซี
     ๑ ถ้วยตะไล เท่ากับ ๓๐ ซีซี
     ๑ ช้อนโต๊ะ เท่ากับ ๑๕ ซีซี

การป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้ยา

     ๑. ถ้ายาใดไม่เคยกินมาก่อนเลย ควรเริ่มกินในขนาดที่น้อยๆ ก่อน เช่น กินเพียงครึ่งหนึ่งของขนาดที่กำหนด ให้รอดูว่ามีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นในร่างกายหรือไม่ ถ้าไม่มีจึงค่อยกินต่อไป
     ๒. อย่าใช้ยาเข้มข้นเกินไป เช่น ยาที่บอกว่าให้ต้มกินธรรมดาห้ามใช้วิธีต้มเคี่ยวกิน เพราะยาจะเข้มข้นเกินไปจนทำให้เกิดพิษได้ เช่น ยาขับน้ำนม ถ้าต้มเคี่ยวจะทำให้ยาร้อนเกินไปจนน้ำนมแห้งได้
     ๓. ควรรู้พิษของยาก่อนใช้ เพราะไม่มียาอะไรที่ไม่มีพิษ การรู้จักพิษจะทำให้มีความระมัดระวังในการใช้มากขึ้น
     ๔. ในการกินยารักษาโรค ไม่ควรกินยาตัวเดียวทุกวันเป็นเวลานานๆ โดยไม่จำเป็นโดยทั่วไปไม่ควรกินยาอะไรติดต่อกันเกินหนึ่งเดือน
     ๕. คนที่อ่อนเพลียมาก เด็กอ่อนและคนชราห้ามใช้ยามาก เพราะคนเหล่านี้มีกำลังต้านทานยาน้อย จะทำให้ยาเกิดพิษได้ง่าย

IMG_6196

_________[บ้นทึกของแผ่นดิน โดย…ภญ.ดร.สุภาภรณ์  ปิติพร หน้า ๖-๙]

ปิดการแสดงความเห็น