สัตฤๅษี ว่านร่ม สมเป็นยาดี…

สัตฤๅษี ว่านร่ม สมเป็นยาดี…โดย ‘พี่ต้อม’
IMG_6609

ชื่อวิทยาศาสตร์   Paris polyphylla Smith
ชื่อวงศ์   TRILLIACEAE
ชื่ออื่นๆ  หวานกั๊นจอง ตีนฮุ้งดอย ต่ออุ๊งจ่อ
ลักษณะทั่วไป  ไม้ล้มลุก มีหัวใต้ดิน ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงเวียนรอบข้อ ๔-๙ ใบ รูปรีแกมขอบขนาน โคนใบสอบ ปลายใบแหลม ดอกสีเหลืองแกมส้ม เป็นดอกเดี่ยว ลักษณะเป็นกระจุกที่ปลายยอด มีใบประดับ ๔-๖ ใบ กลีบดอกเป็นเส้นเล็กสีเขียว ผลเป็นก้อนกลม ผิวเรียบ เมล็ดสีแสดแดง
การขยายพันธุ์  ใช้หัว

สัตฤๅษี สมุนไพรดีที่กำลังจะหมดโลก

เมื่อสักสองปีก่อนได้ไปร่วมงานสัมมนาสมุนไพรและการแพทย์พื้นบ้าน ที่โรงพยาบาลอมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่จัดขึ้น พ่อหมอยาและเจ้าหน้าที่เล่าให้ฟังว่า มีชาวบ้านขุดเอาหัวสมุนไพรชนิดหนึ่งส่งให้จีนจนหมดไปจากป่าแถวนั้น เพราะราคาดีมาก จึงสนใจตามไปดูต้นสมุนไพรดังกล่าวที่บ้านเจ้าหน้าที่หน่วยจัดการต้นน้ำแม่ตื๋น เขานำมาปลูกเอาไว้ ๒ ต้น จึงรู้ว่าเป็นต้นตีนฮุ้งดอย ที่เคยเห็นในหนังสือสมุนไพรของโรงพยาบาลไตลื้อ ในมณฑลยูนานของจีน ทำให้รู้สึกสนใจสมุนไพรตัวนี้มากยิ่งขึ้น
ต้นตีนฮุ้งดอยชอบขึ้นบนภูเขาสูงและที่มีอากาศเย็น ปัจจุบันพบว่ามีการขุดหาสมุนไพรชนิดนี้กันอย่างบ้าคลั่งทั้งในเขตประเทศไทยและประเทศจีน ยิ่งเมื่อได้อ่านงานศึกษาวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการเก็บหาสมุนไพรชนิดนี้ในจีน ก็ยิ่งยืนยันความคิดที่ว่า สมุนไพรชนิดนี้กำลังจะหมดโลก

IMG_6641

หวานกั๊นจอง…สมุนไพรในตำรับยาแห่งชาติของจีน

สมุนไพรชนิดนี้หายากมาก มีโอกาสพบน้อยในการเดินป่าศึกษาสมุนไพรกับหมอยาพื้นบ้านในบ้านเราจนกระทั่งในปี ๒๕๕๓ ได้ไปศึกษายาสมุนไพรที่เมืองขอนในรัฐไต้คงของไทยใหญ่แต่เดิม ปัจจุบันอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของมลฑลยูนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน ผู้พานำดูสมุนไพรที่นั่นคือ เจ้าขุนแหลง ผู้สืบสานการเป็นหมอรักษาเจ้าฟ้าเมืองขอน จึงได้รู้ว่าสมุนไพรชนิดนี้เรียกว่า หวานกั๊นจอง แปลเป็นไทยตรงๆ คือ ว่านร่ม(หวาน หมายถึง ว่าน, กั๊นจอง หมายถึง ร่ม) เป็นยาสำคัญอยู่ในตำรับยาประจำชาติของจีนที่ชื่อ ยูนานไป่เย่า หรือมีอีกชื่อหนึ่งที่สหายทหารป่าสังกัดพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยรู้จักดีคือ ยาขาว
ยาตัวนี้มีเรื่องราวมากมายที่บอกเล่าต่อๆ กันมาว่าเป็นยาวิเศษ เมื่อครั้งญี่ปุ่นบุกจีนรุกมาถึงยูนาน คนจีนที่นั่นสู้ไม่ถอยสามารถต้านทานกองทัพญี่ปุ่นได้อย่างดุเดือด เพราะมีตำรับยาสมุนไพรวิเศษที่เก็บจากภูเขานั่นคือ ยูนานไป่เย่า ส่วนในไทยทหารป่านั้นจะพกยาตัวนี้ติดตัวไว้เสมอ เมื่อใดที่ได้รับบาดเจ็บจากกระสุนปืน ระเบิด ตกจากที่สูง เป็นที่รู้กันว่า ต้องรีบกินและทายาตัวนี้ที่แผลไว้ก่อน จะช่วยทำให้ทนพิษบาดแผลได้ โดยเฉพาะแผลหรือแม้แต่กระดูกที่แตกหรือหักก็จะสมานได้ไว                 ปัจจุบันรัฐบาลจีนได้ส่งเสริมให้มีโรงงานผลิต การศึกษาวิจัย และการพัฒนารูปแบบสมุนไพร ยูนานไป่เย่าที่ทันสมัย เช่น ทำเป็นยาฉีด ยาเม็ด ปลาสเตอร์ ยาครีม ยาสเปรย์ฉีดพ่นรักษาอาการอักเสบ เป็นต้น

ยากำลัง ยารักษาแผล ยารักษาระบบทางเดินหายใจ

จากความเชื่อที่ว่า ถ้ากินยายูนานไปเย่าแล้ว สามารถทำให้คนทนพิษบาดแผลจากสนามรบกลับมายังค่ายทหารของตัวเองได้นั้น หมอยาไทยใหญ่บอกว่าน่าจะเป็นไปได้ เนื่องจากในตำรับของยูนานไป่เย่ามีหวานกั๊นจองเป็นส่วนประกอบ หวานกั๊นจองเป็นยาบำรุงกำลัง แต่ต้องต้มกิน ห้ามกินสดเพราะมีพิษ และต้องกินแต่น้อย เด็กห้ามกินเพราะเป็นยาแรง
หวานกั๊นจองยังถือเป็นราชาของยารักษาแผล เพราะมีสรรพคุณในการรักษาแผลทุกชนิด ทั้งแผลสดจากของมีคม การฉีกขาดของกล้ามเนื้อ แผลเปื่อย ตุ่ม ฝี หนอง ตุ่มสิว ห้ามเลือด แก้อักเสบ กระดูกหัก ตกต้นไม้ ควายชน เป็นต้น เจ้าขุนแหลง พ่อหมอยาแห่งเมืองขอนนั้น นอกจากจะใช้หวานกั๊นจองในการรักษาแผลต่างๆ แล้วยังนิยมใช้หวานกั๊นจองในการรักษาแก้ไอโขลกๆ ไอมีเสมหะเรื้อรัง โดยซอยหัวต้มน้ำกิน

บทบาทใหม่ในการรักษามะเร็ง

คนจีนใช้สมุนไพรชนิดนี้ในการรักษามะเร็งตับมาแต่ดั้งเดิม จนมาในช่วงหกเจ็ดปีที่ผ่านมา เริ่มมีการศึกษาถึงฤทธิ์ต้านมะเร็งในห้องทดลอง พบว่าสมุนไพรชนิดนี้มีฤทธิ์ทำให้ภูมิคุ้มกันดีขึ้น ต่อต้านการก่อกลายพันธุ์ มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ต้านการเกิดแผลในกระเพาะอาหาร ต้านการเกิดเนื้องอก เป็นพิษต่อเซลมะเร็ง มีสารสำคัญคือ ซาโปนิน มากกว่า ๒๐ ชนิด ชนิดที่สำคัญคือ Polyphyllin D จึงไม่แปลกที่สัตฤๅษีจะถูกไล่ล่าจนเสี่ยงที่จะสูญพันธุ์ไปจากธรรมชาติ

IMG_6633ต่ออุ๊งจ่อ “สังกรณี ตรีชวา” ภาคไทยใหญ่

ใครที่เคยอ่านเรื่องรามเกียรติ์ คงจำตอนพระลักษณ์ต้องหอกโมกขศักดิ์ได้ ในการรบครั้งที่สองกับกุมภกรรณ กุมภกรรณได้พุ่งหอกโมกขศักดิ์ซึ่งเป็นหอกศักดิ์สิทธิ์ถูกพระลักษณ์สลบไป พวกไพร่พลจะแก้ไขอย่างไรก็ไม่ฟื้น ในที่สุดพิเภกจึงทูลพระรามว่า “… ซึ่งพระน้องต้องหอกอสุรินทร์ ยังไม่สิ้นชีวังสังขาร์ แม้นได้ สังกรณีตรีชวา กับปัญจมหานที ประสมเป็นโอสถบดพอก ให้แก้หอกโมกขศักดิ์ยักษี พระลักษณ์ก็จะคืนสมประดี ภูมีจงดำริตริการ ฯ”
พระรามจึงมีพระบัญชาให้หนุมานไปเก็บสังกรณีตรีชวาซึ่งอยู่ที่เขาสรรพยา แต่เมื่อ “…ครั้นถึงสรรพยาสิงขร วานรลงเดินริมเนินผา ร้องเรียกสังกรณีตรีชวา อยู่ไหนออกมาอย่าช้าที ได้ยินขานข้างล่างลงไปค้น กลับขึ้นไปกู่อยู่บนคิรีศรี จึงเอาหางกระหวัดรัดคิรี มือกระบี่คอยจับสรรพยา ฯ”
เมื่อเก็บไม่ได้สักที หนุมานจึงตัดสินใจยกภูเขาสรรพยาเหาะไปให้พิเภกหยิบสมุนไพรเอาเอง จนได้สังกรณีตรีชวามารักษาพระลักษณ์จนฟื้นคืนมาในที่สุด
เรื่องราวในรามเกียรติ์ตอนนี้สอดคล้องกับนิทานพื้นบ้านของหวานกั๊นจอง หรือบางทีก็เรียกว่า ต่ออุ๊งจ่อ สำหรับความเห็นส่วนตัวแล้ว คิดว่าน่าจะเพี้ยนมาจากคำว่า ตรีชวา มีนิทานเล่ากันว่า ในสมัยหนึ่งมียักษ์ฤๅษีที่มีลูกศิษย์เป็นหนุมาน ยักษ์ฤๅษีท่านนี้ได้สั่งให้หนุมานไปหายาตัวนี้ หนุมานได้ไปตะโกนเรียกหา ต่ออุ๊งจ่อ แต่เสียงที่เรียกนั้นก็สะท้อนไปสะท้อนมา หาอย่างไรก็ไม่เจอ สุดท้ายหนุมานจึงยกภูเขามาทั้งลูกให้อาจารย์หยิบเอาเอง ฤๅษีจึงได้ต่ออุ๊งจ่อมารักษาคน ฟังนิทานเรื่องนี้ยิ่งทำให้มั่นใจว่า สมุนไพรชนิดนี้ดียิ่งกับบาดแผล แม้แต่แผลหอกโมกขศักดิ์อันศักดิ์สิทธิ์ ยาตัวนี้ยังรักษาได้ ตรงกับที่หมอยาพื้นบ้านใช้ในการรักษาแผลห้ามเลือด

สมุนไพรที่พระพุทธเจ้าประทานพร

สัตฤๅษีเป็นชื่อเรียกดั้งเดิมของสมุนไพรชนิดนี้ในหมู่คนไทย ดังปรากฏในหนังสือชื่อพรรณไม้แห่งประเทศไทย ของศาสตราจารย์เต็ม สมิตินันท์ ที่มาของชื่อนี้ไม่มีใครทราบว่ามาจากไหน แต่ คำว่า สัต นั้นมาจากภาษาบาลีแปลว่า เจ็ด ดังนั้น สัตฤๅษี จึงหมายถึง ฤๅษีเจ็ดองค์ ชื่อนี้จึงสอดคล้องกับนิทานพื้นบ้านของหมอยาไทยใหญ่ที่เล่าสืบต่อกันมาว่า มีฤๅษีเจ็ดองค์เป็นลูกศิษย์ของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าให้ไปหาสมุนไพรชนิดนี้ในชื่อว่า ต่ออุ๊งจ่อ ฤๅษีทั้งเจ็ดได้ไปล้อมภูเขาไว้โดยรอบแล้วตะโกนเรียกหาต่ออุ้งจ่อ แต่เสียงนั้นได้สะท้อนก้องไปทั่วภูเขา ไม่มีเสียงตอบรับจากต่ออุ๊งจ่อ ฤๅษีจึงกลับไปทูลให้พระพุทธเจ้าทรงทราบ พระพุทธเจ้าจึงได้เสด็จมาเอง แล้วทรงเรียกหาต่ออุ้งจ่อ ต่ออุ๊งจ่อได้ขานรับ ทำให้ได้พระพุทธเจ้าได้พบต่ออุ๊งจ่อในที่สุด เพื่อตอบแทนการขานรับของต่ออุ๊งจ่อ พระพุทธเจ้าจึงให้พรแก่ต่ออุ้งจ่อให้มีหัวงอกขึ้นใหม่ทุกๆ ปีละ ๑ หัว
ต้องขอบคุณพ่อหมอยาชาวไทยใหญ่ที่เก็บนิทานพื้นบ้านนี้ไว้บอกเล่าให้เราฟัง ทำให้ทราบที่มาของชื่อสัตฤๅษี และทำให้รู้ว่าสมุนไพรชนิดนี้จะมีรากสะสมอาหารงอกขึ้นมาใหม่ต่อจากรากเก่าในแต่ละปี ทำให้รู้อายุของสัตฤๅษี โดยดูจากข้อต่อของรากที่เรียงต่อกัน และถ้าจะต้องนำไปปลูกใหม่ ต้องนำหัวของปีสุดท้ายไปปลูกจึงจะงอกขึ้นมาใหม่ได้
ถ้าจะมีนิทานสะท้อนความเป็นไปของสัตฤๅษีในประเทศไทย เรื่องคงมีอยู่ว่า มีบ้านเศรษฐีครอบครัวหนึ่ง พ่อแม่เก็บทรัพย์สมบัติเอาไว้ให้จนมีความร่ำรวย(ทางชีวภาพ)มากมาย แต่ลูกหลานไม่เคยสนใจ ไม่เคยรู้ว่าบ้านตัวเองมีสมบัติมีค่าอะไรบ้าง แม้มีคนมาหยิบฉวยเอาสมบัติของตัวไปก็ยังเฉย เพราะไม่รู้ว่ามันมีประโยชน์อย่างไร จนในที่สุดสมบัตินั้นก็สูญสิ้นไป ตนเองกลายเป็นลูกจ้างและคนรับใช้ของคนอื่น หากไม่อยากให้นิทานจบลงแบบนี้ ก็ขึ้นอยู่กับลูกหลานไทยรุ่นเรานี้แหละที่ต้องช่วยกันเขียนขึ้นมาใหม่

ตำรับยา
DSC_8320
ยาบำรุงกำลัง หรือยาแฮงของคนไทยใหญ่
ยาแฮง ตำรับของพ่ออนุ
ให้เอาหัวมาหั่นแช่เหล้า โดยใช้ ๓ ชิ้นต่อเหล้า ๑ ขวด(อย่าใส่มาก ใส่มากจะคัน) กินครั้งละ ๑ ช้อน ก่อนกินข้าว เช้า-เย็น มีสรรพคุณในการบำรุงกำลังให้มีแรงทำงานหนักได้
IMG_5838
ยาบำรุงร่างกาย ตำรับของพ่อติ๊
ใช้ ๑ รากต่อน้ำ ๒ ลิตร ต้มประมาณ ๑/๒ ชั่วโมง กินครั้งละ ๓ ช้อนกินข้าว วันละ ๒-๓ ครั้ง ตำรับยานี้จะบำรุงร่างกายให้แข็งแรง รักษาอาการใจคับ(แน่นหน้าอก) เจ็บท้อง ไอติดๆ กันอย่างหนัก และป้องกันไม่ให้เกิดเป็นตุ่มหนอง ผื่นคันตามผิวหนัง
หมายเหตุ : ยาตำรับนี้หมอยาไทยใหญ่คนอื่นๆ ยังให้กินเป็นยาแก้ช้ำใน เมื่อตกต้นไม้ ควายชน หรือตกจากที่สูง โดยเชื่อว่าจะช่วยให้เลือดที่ตกในกลายเป็นพิษละลายออกมา

ยาทาแผลทุกชนิด
ฝนหัวกับหิน เป็นครีมเหมือนทานาคา แล้วเอาน้ำทา ให้ทารอบๆ แผล ทำให้เรียกเนื้อขึ้นมาได้เร็ว ใช้ได้กับทั้งแผลสด แผลเปื่อย ตุ่ม ผี หนอง สิว ตุ่มที่ขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ
ข้อห้าม
        เด็กอายุต่ำกว่า ๑๐ ขวบ ไม่ให้กิน เพราะเป็นยาที่มีฤทธิ์แรง

ปิดการแสดงความเห็น