คนกับธรรมชาติ ต้องอยู่ร่วมกันจึงอยู่รอด โดย ดร.เสกสรรค์ ประเสริฐกุล(๓)

หมายเหตุ : ในปาฐกถาเพื่อรำลึกถึงสืบ  นาคะเสถียรนี้ เป็นสิ่งที่นักอนุรักษ์ และ”คน”ทุกคนควรจะได้’ฟัง-อ่าน’ พินิจพิจารณา และใคร่ครวญอย่างลึกซึ้ง–เพื่อใช้เป็นแนวทางการอนุรักษ์ธรรมชาติ…ต่อไป-“รักษ์เขาใหญ่”
(ต่อ…)

             พูดถึงประเด็นนี้ ผมคงต้องขอแสดงความชื่นชมมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ภายใต้การนำของอาจารย์รตยา  จันทรเทียร ที่ได้ขับเคลื่อนโครงการ‘จอมป่า’(JOMPA/Jointed Management of Protected Areas)หรือ‘โครงการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีส่วนร่วม’ มาเป็นกรอบการทำงานอนุรักษ์ผืนป่าตะวันตกร่วมกับชาวบ้าน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพี่น้องชาวกระเหรี่ยง  ผมเห็นว่านี่เป็นโครงการบุกเบิกที่สำคัญยิ่ง เพราะทิศทางของอนาคตนั้น  การรักษาผืนป่า ตลอดจนฐานทรัพยากรธรรมชาติอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นป่าชายเลน ชายฝั่งทะเล หรือแม่น้ำ ลำธาร ฯลฯ ล้วนแล้วแต่ต้องอาศัยการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน
           บทเรียนของมูลนิธิสืบฯ ในการทำงานร่วมกับชุมชนท้องถิ่น อาศัยภูมิปัญญาท้องถิ่นมาช่วยกำหนดแบบแผนของการอยู่ร่วมกับธรรมชาติ หรือจัดความสัมพันธ์ที่สมดุลระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติต่อไปจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการชำระล้างพิษภัยจากการพัฒนาที่ไม่สมดุล
คำขวัญของโครงการที่ว่า‘คนอยู่ได้ ป่าอยู่ได้ เสือก็อยู่ได้’นั้น นับว่าจับประเด็นใจกลางความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติได้อย่างคมชัดและงดงาม  มันมีความหมายลึกซึ้งของการอยู่รอดร่วมกัน และสะท้อนให้เห็นความหลากหลายของสรรพชีวิตที่เกี่ยวร้อยกันในฐานะบุตรหลานของจักรวาล
ที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งก็คือ คำขวัญดังกล่าวมีความสอดคล้องกับแนวคิดของสืบ  นาคะเสถียรเป็นอย่างยิ่ง ดังจะเห็นได้จากคำกล่าวของคุณสืบที่ถูกบันทึกไว้
           “ผมคิดว่าป่าไม้จะอยู่ได้ คนต้องอยู่ได้ก่อน เพราะคนที่ด้อยโอกาสในสังคมเขาไม่สามารถจะเรียกร้องอะไร คนพวกนี้อยู่กับธรรมชาติ อยู่กับป่าไม้ เขาควรที่จะได้ใช้ประโยชน์จากป่า ผมคิดว่าจะอยู่หรือไปขึ้นอยู่กับคนเหล่านี้ด้วย”
ถึงตรงนี้ ท่านทั้งหลายคงจะเห็นแล้วว่าประเด็นความสัมพันธ์ระหว่างคนกับป่านั้นเกี่ยวพันอย่างยิ่งกับประเด็นความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคน และความไม่เป็นธรรมทางเศรษฐกิจสังคมนับเป็นอุปสรรคหนักหน่วงยิ่งต่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ
เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว หากเราต้องการเข้าใจความจริงให้ครบถ้วนทุกมิติ ก็คงไม่สามารถมองภารกิจอนุรักษ์ธรรมชาติอย่างแยกส่วนได้ หากควรต้องพิจารณาปัญหานี้ในบริบทของโครงสร้างทางเศรษฐกิจ การเมืองและสังคม  พูดอีกแบบหนึ่งก็คือว่าผู้ที่รักธรรมชาติควรต้องเป็นคนกลุ่มเดียวกับผู้ที่รักความเป็นธรรม และนักอนุรักษ์ธรรมชาติที่เอาจริงหรือไม่หลอก
ตัวเอง  ควรต้องมีส่วนร่วมในการต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมทางสังคม
ยกตัวอย่างเช่น เราควรต้องสนับสนุนการปฏิรูปที่ดิน การกระจายรายได้ ตลอดจนการสร้างความเป็นธรรมในด้านอื่นๆ เพื่อให้ผู้เสียเปรียบมีทางเลือกมากกว่าเดิม
ตามหลักพุทธธรรมเรื่องอิทัปปัจยตา… ปรากฏการณ์ทั้งหลายล้วนเกิดจากการชุมนุมของนานาปัจจัย… เพราะฉะนั้นการมุ่งพิทักษ์ป่าโดยไม่แก้ปัญหาสังคมควบคู่กันไป ก็เท่ากับละเลยต้นตอของปัญหาที่ค่อนข้างสำคัญ
ต่อไป ผมขออนุญาตพูดถึงสาเหตุการทำลายธรรมชาติจากอีกมุมหนึ่ง ซึ่งซ่อนอยู่ลึกในสภาวะจิตของผู้คน
             ก่อนหน้านี้ผมได้เอ่ยไว้แล้วครั้งหนึ่งว่า กระบวนการทำลายธรรมชาตินั้นจะเกิดได้ยาก หรือเกิดขึ้นไม่ได้เลยถ้ามุมมองที่มนุษย์มีต่อชีวิตของตนไม่โน้มเอียงไปในทางวัตถุนิยมสุดขั้ว และไม่เข้าใจชีวิตผิดๆ ว่าเป็นเพียงการดำรงอยู่แบบตัวกูของกู และคิดแต่จะอาศัยสิ่งภายนอกมาสร้างตัวตนหรือสนองความพอใจของอัตตา
ผมตระหนักดีว่าประเด็นนี้เป็นเรื่องเข้าใจยาก  แต่จะไม่พูดถึงเสียเลยก็ไม่ได้ เพราะมันเป็นต้นตอบ่อเกิดของการทำลายล้างธรรมชาติที่ซ่อนเร้น แต่มีพลังมากที่สุด ตลอดจนเป็นปัญหาที่แก้ยากเสียยิ่งกว่าปัญหาอยุติธรรมทางสังคม
การที่ในทางความคิด มนุษย์ได้แยกตัวเองออกจากธรรมชาติ และปฏิบัติต่อธรรมชาติโดยปราศจากความเคารพยำเกรงนั้น  เป็นผลพวงมาจากการเข้าใจผิดว่ามนุษย์แต่ละผู้แต่ละนามมีตัวตนดำรงอยู่อย่างแท้จริง จากนั้นก็ยึดติด หวงแหน และปรุงแต่งสิ่งที่เข้าใจว่าเป็นตัวเอง
สภาวะจิตดังกล่าวได้ทำให้เกิดพฤติกรรมที่ขัดแย้งกับความจริงขึ้นหลายอย่าง  ที่สำคัญคือการใช้วัตถุสิ่งของนับไม่ถ้วนมาปรุงแต่งชีวิตให้รู้สึกดีไปตามจินตนาการของตนเอง  นอกจากนี้ก็ยังติดหลงอยู่กับการถือครองกรรมสิทธิ์ในสิ่งภายนอกเหล่านั้น  ทั้งที่เป็นอสังหาริมทรัพย์และสังหาริมทรัพย์  จนกระทั่งลืมไปว่าทุกคนล้วนแล้วแต่อยู่ในโลกนี้เพียงชั่วคราว
แน่นอน สภาวะจิตเช่นนี้ได้ส่งผลกระทบอย่างหนักหน่วงต่อทรัพยากรธรรมชาติ และระบบนิเวศของโลกอย่างเลี่ยงไม่พ้น  เพราะการผลิตและการบริโภคที่ล้นเกินเพื่อประกอบการปรุงแต่งอัตตา  ล้วนแล้วแต่ต้องอาศัยต้นทุนจากธรรมชาติทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นพลังงาน ที่ดิน แร่ธาตุ ท้องทะเล แหล่งน้ำจืด หรือป่าดงพงไพร
พูดให้ชัดขึ้นก็คือ ของกินของใช้ที่เราบริโภคอยู่ในชีวิตประจำวันนั้น ไม่มีสิ่งใดเลยที่ไม่ได้มีต้นทางมาจากธรรมชาติ  แม้แต่สิ่งที่ดูเหมือนมาจากโรงงาน อย่างน้ำมันที่ใช้เติมรถยนต์ ของใช้พลาสติก ตู้เหล็กเก็บเอกสาร ถ้วยกาแฟ เครื่องสำอาง หรือกระเบื้องมุงหลังคา ฯลฯ  ต่างก็มีต้นทางมาจากวัสดุธรรมชาติทั้งสิ้น
ปัญหามีอยู่ว่าการผลิตและการบริโภคที่ล้นเกินดังกล่าว ไม่เพียงทำให้ทรัพยากร ธรรมชาติหมดสิ้นไปเท่านั้น  หากยังก่อให้เกิดมลภาวะต่อสิ่งแวดล้อม และทำลายระบบนิเวศของโลกด้วย
ทุกวันนี้บรรดานักวิทยาศาสตร์ในระดับสากลต่างมีข้อสรุปแล้วว่าภาวะโลกร้อนที่กำลังร้ายแรงขึ้นเรื่อยๆ เป็นผลจากการกระทำของมนุษย์ค่อนข้างแน่นอน และเราก็สามารถสรุปเองได้ไม่ยากว่าการกระทำดังกล่าวถูกเร่งเร้าขึ้นเป็นทวีคูณด้วยลัทธิบริโภคนิยม  จากนั้นยังสรุปต่อไปได้ด้วยว่าลัทธิบริโภคนิยมเป็นผลพวงของความเหลื่อมล้ำทั้งในระดับโลกและภายใน ประเทศของเราเอง
ดังจะเห็นได้จากสถิติการปล่อยก๊าซเรือนกระจกซึ่งเป็นตัวการทำให้โลกมีอุณหภูมิสูงขึ้น
ปรากฏว่าสหรัฐอเมริกาปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุด ตามมาด้วยยุโรปตะวันตก รัสเซีย และประเทศอื่นๆ ในโลกที่สามที่มีการผลิตในภาคอุตสาหกรรมหรือผลิตเพื่อส่งออกค่อนข้างมาก
สำหรับประเทศไทยเอง การปล่อยก๊าซเรือนกระจกก็มีแนวโน้มมากขึ้นเรื่อยๆ แทนที่จะลดลง  ซึ่งก็เป็นไปตามนโยบายของรัฐที่คงเน้นการขยายตัวของอุตสาหกรรม และเป็นไปตามวิถีการเคลื่อนไหวใช้ชีวิตแบบสมัยใหม่ซึ่งต้องเผาพลังงานกันอยู่ตลอดเวลา
กล่าวสำหรับผลของภาวะโลกร้อนจะเป็นเช่นใดนั้น ผมเชื่อว่าท่านทั้งหลายคงจะติดตามเรื่องนี้กันพอสมควรอยู่แล้ว และผมเองก็ไม่ได้รู้อะไรมากไปกว่าท่าน  เพราะฉะนั้นคงไม่พูดมากในประเด็นนี้ ผมเพียงแต่อยากย้ำว่าความรุนแรงอันเกิดจากการโต้กลับของธรรมชาตินั้น อาจถึงขั้นที่มนุษย์ไม่สามารถรับมือได้
           ที่ผ่านมาเราได้เห็นความแปรปรวนของดินฟ้าอากาสมาหลายครั้งแล้ว  ได้เห็นพายุเฮอริเคนที่กระหน่ำเมืองนิวออร์ลีนส์ในสหรัฐอเมริกา ได้เห็นสภาพน้ำท่วมใหญ่และดินถล่มในอินเดีย ปากีสถาน อินโดนีเซีย และประเทศจีน  เห็นความแห้งแล้งที่นำไปสู่สภาพไฟไหม้ป่าในแทบทุกมุมโลก  ตลอดจนเห็นคลื่นความร้อนที่คร่าชีวิตคนในทั้งยุโรปและเอเชีย
อย่างไรก็ดี ทั้งหมดนี้ยังคงเป็นแค่คำเตือน  ถ้าหากภาวะโลกร้อนมีระดับร้ายแรงขึ้นถึงจุดที่เหนือการควบคุม  การเปลี่ยนแปลงในระบบนิเวศของโลก ซึ่งรวมทั้งการละลายของบรรดาธารน้ำแข็งและแผ่นน้ำแข็งที่ขั้วโลก  จะก่อให้เกิดภัยพิบัติมากกว่านี้หลายเท่า
จากรายงานของIPPC(Intergovernmental Panel on Climate Change) ในอนาคตน้ำทะเลอาจจะสูงขึ้นระหว่าง ๗-๒๓ นิ้ว  เมื่อน้ำทะเลสูงขึ้นเพียง ๔ นิ้ว ก็จะเข้าท่วมเกาะและพื้นที่จำนวนมากในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในโลกมีประชากรนับร้อยล้านคนที่ตั้งถิ่นฐานอยู่ในระดับความสูงไม่เกินหนึ่งฟุตเหนือระดับน้ำทะเล  คนเหล่านี้จะต้องย้ายถิ่นฐานครั้งยิ่งใหญ่
ยังไม่ต้องเอ่ยถึงว่าพื้นที่ทะเลทรายจะขยายกว้างมากขึ้น น้ำทะเลอาจจะเป็นกรด การไหลเวียนของกระแสน้ำในมหาสมุทรอาจเปลี่ยนทิศทาง ส่งผลให้เกิดยุคน้ำแข็งย่อยๆ ในยุโรป พายุรุนแรง ภาวะแห้งแล้ง คลื่นความร้อน ไฟป่าและภัยธรรมชาติต่างๆ จะเกิดขึ้นบ่อยมากจนกลายเป็นสภาพปกติทั่วไป  สุดท้ายสัตว์นับล้านสปีชีส์จะสูญพันธุ์จากการที่ระบบนิเวศเปลี่ยนแปลง
กล่าวสำหรับความเป็นไปได้ของผลกระทบจากภาวะโลกร้อนในประเทศไทย นักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ว่าระดับน้ำทะเลอาจจะสูงขึ้นถึง ๙๐ เซนติเมตรในอีกหนึ่งร้อยปีข้างหน้า ซึ่งหมายความว่าถิ่นที่อยู่ของคน สัตว์และพืชจะหายไปเป็นพื้นที่มหาศาล  ชายหาดจากเพชรบุรีถึงสงขลาอาจจะหายไป  ป่าชายเลนจะมีปริมาณพรรณไม้ลดลง น้ำเค็มจะรุกเข้ามาในพื้นที่แม่น้ำเจ้าพระยาถึง ๔๐ กิโลเมตร และความเสียหายร้ายแรงจะเกิดกับกรุงเทพมหานคร
แต่จะว่าไป ทั้งหมดนี้เป็นเพียงภาพย่อของอนาคตเท่านั้นเอง ภัยพิบัติจากภาวะโลกร้อนที่คาดการณ์ไว้โดยวงการวิทยาศาสตร์ทั้งในระดับโลกและในประเทศไทยยังมีรายละเอียดอีกมาก และมีเรื่องเลวร้ายมากกว่านี้(มีต่อ…)

ความเดิมตอนที่แล้ว
คนกับธรรมชาติ ต้องอยู่ร่วมกันจึงอยู่รอด โดย ดร.เสกสรรค์  ประเสริฐกุล (๒)

 

ปิดการแสดงความเห็น