บันทึกอุ้มผาง ทางฝุ่น ประสบการณ์และความประทับใจ


“เป็น ‘รักษ์เขาใหญ่’ ต้องเข้มแข็ง!!”
คำนี้ของพี่อ๋อ ขึ้นมาสะกิดอีกครั้ง ตอนนั่งดูรูปที่เราไปเจออะไรต่อมิอะไรมาบ้างที่ อุ้มผาง นึกย้อนดูแล้ว ถึงจะไม่ได้เข้มแข็งมากอะไรขนาดนั้น แต่พวกเราผ่านมันมาได้ ก็ไม่ธรรมดาแล้วล่ะ ฮาๆ ยิ่งฟังเพลง Song For The Summer ของ Stereophonics ไปด้วยจะรู้สึกคิดถึงช่วงเวลานั้นมาก ๆ อาจจะเป็นเพราะทำนองเพลงนี้ ที่ทำให้นึกถึง สายลมแรงแดด ความสุข มิตรภาพต่าง ๆ ความทรงจำต่าง ๆ มากมาย มันมีความสุขมากจริง ๆ
อุ้มผาง อุ้มผาง อุ้มผาง เราเพิ่งรู้ว่าพี่ ๆ รักษ์เขาใหญ่ไปที่นั่นกันทุกปี ตอนเรา ม.๕ ก่อนไปช่วยงานเพลิน ปราจีนฯ โดยเห็นจากปฏิทินบ้านพี่แขก ที่เขียนเอาไว้ว่าช่วงนี้ไปอุ้มผาง รู้สึกว่า “โห น่าสนใจมากๆ อยากไปบ้าง” แต่พี่แขกบอกให้พี่ ม.๖ ไป ก็เลยพูดกันเล่น ๆ ว่าปีหน้าไปแน่
พอมาปลายปี ๕๘ ซึ่งเราก็อยู่ ม.๖ แล้ว เราไปรณรงค์ สี่มอ. ตอนเดือน พ.ย. กับรักษ์เขาใหญ่เจ้าเดิม ก็มีประเด็นเรื่องนี้เข้ามาอีก คือใจไปแล้ว อยากไปมากๆ หลังกลับมาจากรณรงค์ก็ขอแม่ล่วงหน้าไว้เลย แล้วแม่ก็อนุญาตจนได้ ฮาๆ แต่อย่างเดียวที่กังวลตอนนั้นคือ กลัวติดเรื่องมหาลัย เราคุยๆ กับเพื่อนเรื่องนี้กันมาเรื่อย ๆ จนมาใกล้ช่วงที่จะไปจริง ๆ ประมาณ เดือนมีนาคม ปี ๕๙ แล้ว ทางพี่อ๋อก็จะเอาชื่อคนที่ไปแน่นอน เพราะมันต้องจัดการหลายด้าน ตอนนั้นเรื่องมหาลัยก็ยังไม่ลงตัว แต่ก็ลงชื่อไปก่อน ชวนแป๋มไว้ แป๋มก็ยังไม่ได้ขอยาย ไม่รู้จะไปได้ไหม ฮา ๆ ของฝั่งปากช่องเรามีโควตาแค่ ๕ คน มีหลายคนที่อยากไปเหมือนกัน ยังต้องลุ้นอีกว่าจะได้ไปไหม มีเหตุให้ลุ้นหลายตอนเหลือเกิน ฮาๆ จนเรื่องมหาลัยลงตัวแล้ว ก็เหลือทางพี่อ๋อว่าจะเลือกเราไหม ไป ๆ มา ๆ เพื่อนก็ไม่ว่างกันซะส่วนใหญ่ พอดีเลยเหลือ ๔ คน ที่ประกอบไปด้วย แฟง แก้ม แป๋ม และเรา(มิ้น) ใกล้แล้วอีกไม่กี่วัน กับการไปอุ้มผาง ไปเยี่ยมหมู่บ้านกระเหรี่ยงครั้งแรก ไปเห็น ไปสัมผัส นั่งรถฝ่าฝุ่น ฝ่าโคลน อยากรู้ว่ามันจะเหมือนที่เห็นในสารคดีไหม เราเคยคิดเอาไว้ว่าชีวิตนี้ต้องได้ไป แล้วก็ได้ไปจริง ๆ ฮา ๆ ดีใจที่พี่อ๋อให้โอกาสครั้งนี้ เข้าเรื่องเลยดีกว่า ไปกันเลย!

เริ่มต้นการเดินทาง! (๒๗ เมษ์ ๕๙) เราออกเดินทางกันประมาณ ๕ โมงเย็นเห็นจะได้ รักษ์เขาใหญ่เรา ทางฝั่งปากช่องก็มีทั้งหมด ๘ คน ก็คือ พี่อ๋อ แฟง แป๋ม แก้ม เรา น้องเพลง พี่นิม พี่ก็อต ไปด้วยรถกระบะของพี่อ๋อ ส่วนฝั่งปราจีนฯ ก็มี พี่ติ๋ว พี่เปรี้ยว พี่ใหม่ พี่ต้าร์ กับกิ๊ฟ ที่ล่วงหน้าไปก่อนแล้ว พี่ ๆไปกันเองด้วยนะ เป็นประสบการณ์ สองแถวแม่สอด-อุ้มผาง ค่ารถตกคน ๑๓๐ บาท แต่จะช้าจะเร็วขึ้นอยู่กับคนขับ ส่วนพี่อ๋อ มาทางเส้นที่ไม่รู้เรียกว่าอะไร ฮา ๆ ทะลุสระบุรี ลพบุรี ไปออกนครสวรรค์ ซึ่งระหว่างทางก็ ฟังเรื่องสนุก ๆ ประสบการณ์ตลก ๆ จากพี่อ๋อที่มีหลายด้านมาก ๆ ปรัชญาความรักก็มีนะ ความรักนั้นคืออะไร? ฮา ๆ แล้วก็จนได้เลย มีเหตุทำให้โรคน่าเบื่อของเรากำเริบขึ้นมา สาเหตุมาจากน้องเพลงเลย เป็นโรคที่…พอได้หัวเราะแล้วจะหยุดไม่ได้ ต้องรวบรวมสติสมาธิมาก ๆ ในการพยายามหยุด ฮ่า ๆ พอน้องเห็นว่าพี่ไม่หยุดหัวเราะ ก็เลยแกล้งใหญ่เลยนะ ฮาๆ แล้วพวกเราก็แวะกินข้าวเย็นที่ ร้านกลมวรรณ ในนครสวรรค์ ประมาณเกือบ ๆ สามทุ่ม เสร็จแล้วก็ออกเดินทางต่อ มาแล้วครับท่าน ! สนทนาภาษาคอดนตรีระหว่างแฟงกับพี่อ๋อ การเดินทางครั้งนี้ครบรสจริง ๆ บวกกับเพลงที่พี่อ๋อเปิดคือสุดยอดมาก ส่วนใหญ่เป็น   เพลงฮิต ๆ ของ 25 Hours ทุกคนร้องเพลงไปด้วยกัน รู้สึกว่ามันสนุกจริง ๆ เหมือนเป็นคอนเสิร์ตเล็ก ๆ เลย ฮา ๆ ส่วนแป๋ม คนกลัวเมารถก็กลัวต่อไป พี่อ๋อก็แวะพักรถบ้าง เรื่อย ๆ แล้วก็แวะอีกครั้ง ที่ ปั๊ม ปตท. แม่สอด ประมาณตี ๒ เข้าวันที่ ๒๘ เมษา แล้ว ทุกคนก็ได้รับคำเตือนว่า หลังจากนี้ทางจะเริ่มโค้งแล้วนะ ไม่แวะปั๊มแล้วนะ เตรียมตัวบันเทิงจ้า ฮาๆ
หลังออกเดินทางต่อจากนี้ เราก็หลับ ๆ ตื่น ๆ จนทำให้พลาดอะไรข้างทางไปหลาย ๆ อย่าง แต่อย่างน้อยก็ไม่พลาดวิวแสงไฟหมู่บ้านกลางหุบเขา เหมือนแสงดาวเลย แถมถ่ายรูปได้แบบงง ๆ ในอัลบั้มขึ้นว่าเป็น อำเภอพบพระ ซึ่งตั้งแต่แม่สอดมาอุ้มผางสัญญาณโทรศัพท์จะมีเป็นพัก ๆ วนหลายรอบมากแล้วมันก็ไม่ถึงสักที ฮา ๆ แล้วพวกเราก็มาถึงอุ้มเปี้ยม ประมาณ ตี ๓ – ตี ๔ ลงรถไปยืดเส้นยืดสายกันสักหน่อย รู้สึกดีมากเมื่อเจอกับอากาศเย็น แถมมีหมอก โห คงเป็นเพราะห่างอากาศเย็น ๆ แบบนี้มานาน แล้วพี่นิมก็เปลี่ยนมาขับแทนพี่อ๋อ เราก็หลับ ๆ ตื่น ๆ มาเรื่อย ๆ แม้จะย้ำกับตัวเองอยู่ตลอดว่า มันจะพลาดวิวข้างทางนะ แต่ก็ไม่ไหวจริง ๆ แล้วเราก็ตื่นขึ้นมาทัน เห็นคนนั่งอยู่กับตะกร้าริมถนนตรงโค้งทางขึ้น เราก็ตกใจสิ รีบพูดขึ้นมาเลยว่ามีใครเห็นเหมือนเราไหม! โชคดีที่แฟงก็เห็น .. พี่นิมเลยบอกว่าเป็นคนที่ออกมารอรถรอบเช้าที่จะลงไปแม่สอด โอโห คือเช้ามาก ประมาณตี ๔ ได้แล้วคือมันมืดมาก ไม่มีไฟข้างทางเลย พอมาช่วงใกล้ ๆ ถึง ฟ้าเริ่มสว่างขึ้นแล้ว เริ่มเข้าเขตชุมชน มีบ้านติด ๆ กันหนาแน่นขึ้น ครั้งแรกที่เห็นก็รู้สึกว่าเออ ทำไมดูอบอุ่นจัง เป็นเมืองเล็ก ๆ อยู่กันแบบสงบ ๆ เรียบง่าย จนถึงปลายทางแรกของเราประมาณเกือบหกโมงเช้า ก็คือ “ตูกะสู cottage” เป็นรีสอร์ทของพี่ยุ้ย-พี่อู๊ด ที่เป็นหนึ่งในผู้สนับสนุนหลักของการเดินทางของพวกเราครั้งนี้ ก็ช่วยกันขนของลงรถก่อน แบบมึน ๆ งง ๆ ง่วง ทักทายพี่ ๆ ฝั่งปราจีนนิดหน่อย เสร็จแล้วก็เตรียมตัวพักผ่อนหลังจากเดินทางมาหลายร้อยกิโลเมตร คือที่พักน่ารักมาก ๆ เป็นบ้าน อยู่กันเป็นครอบครัวเลย แม้จะกังวลเรื่องยุงนิดหน่อยเพราะเราเป็นมนุษย์ดูดยุงมาก ๆ แต่ก็ไม่มีอะไรชนะความง่วงได้

วันแรกและครั้งแรกที่อุ้มผาง (๒๘ เมษ์ ๕๙) วันนี้สบาย ๆ เสร็จภารกิจส่วนตัวแล้วก็ลงมาทักทายทำความรู้จัก พี่อู้ดพี่ยุ้ย กินข้าวเสร็จก็ไปเล่นน้ำที่ลำธารใกล้ ๆ กัน เป็นต้นน้ำ แม่น้ำแม่กลอง ด้วยนะ น้ำใสมาก ๆ ก่อนกลับพี่ติ๋ว ก็โดนพิธีมอบเขี้ยวจากพี่เปรี้ยว พี่ก็อต ส่วนเรากับแป๋มที่แค่อยากไปเตะ ๆน้ำเล่น ยังไม่อยากเปียกมาก ก็ไม่รอด โดนจับลงน้ำตามทำเนียม ฮาๆ แล้วก็ไปต่อกันอีกที่ ซึ่งเป็นที่ไหนก็ไม่รู้ น้องใหม่แบบพวกเราก็งง ๆ จนไปถึงทางเข้าที่เขียนว่า จุดชมวิว วิวอะไรไม่รู้ แล้วเราทุกคนที่เป็นน้องใหม่ รวมพี่ต้าร์ กับกิ๊ฟด้วย ก็โดนปิดตา แล้วพี่ๆก็พาเดินจูงมือตามกันไป จนได้เปิดตาออก แล้วรู้ว่ามันเป็นจุดชมวิว “ดอยหัวหมด” วิวที่อยู่ตรงหน้าคือสุดยอดมาก เห็นได้รอบ ๓๖๐ องศา เป็นการรับน้องที่แหวกแนวและสะเทือนขวัญคนกลัวความสูงแบบแป๋มมาก แต่ด้วยวิวข้างหน้าก็ทำให้ผ่อนคลาย รู้สึกดีได้ ฮา ๆ ชมวิวไปถ่ายรูปกันไป แล้วก็กลับตูกะสู ประชุมกัน นัดหมาย เตรียมเรื่องการเดินทางไปบ้านกรูโบ หมู่บ้านกระเหรี่ยงที่เราจะเข้าไปเยี่ยมกัน เสร็จแล้วก็กลับห้องนอนเอาแรงไว้ไปลุยต่อพรุ่งนี้ 
การเดินทางต่อจากนี้ไป อาจเป็นครั้งสำคัญที่ทำให้เราเข้าใจประโยคที่ว่า “สู่ความเวิ้งว้างอันไกลโพ้น” ก็เป็นได้ แต่ขอพูดไว้ก่อนเลยว่ามันคุ้มกับความลำบากที่แลกมามากๆ ไม่รู้ว่าถ้าพลาดครั้งนี้แล้ว จะได้มีโอกาสอีกเมื่อไหร่ เข้าเรื่องเลยดีกว่า here we go!

เช้าวันที่ ๒ ที่อุ้มผาง เตรียมตัวไปกรูโบกัน! (๒๙ เมษ์ ๕๙) ตื่นขึ้นมาตั้งแต่เช้าตรู่ บวกกับเสียงนกร้องในยามเช้า ซึ่งไม่ค่อยช่วยให้รู้สึกสดชื่นมากนัก ฮา ๆ อาจเป็นเพราะเมื่อคืนนอนดึกไปนิด พวกเราเสร็จภารกิจส่วนตัวกันครบแล้ว ก็ออกไปช่วยกันเตรียมพร้อมกับการเดินทางสู่บ้านกรูโบ เย้ ๆ แต่กองทัพต้องเดินด้วยท้อง ซึ่งพี่อ๋อก็เตือนไว้ว่า อย่ากินเยอะ เดี๋ยวไปเจอทาง โขยก ๆเขยก ๆ จะอ้วกเอา แล้วเราก็ไปช่วยกันแพ็คหวานเย็นลงกล่อง เรามีหน้าที่เป็นพนักงานอัดน้ำแข็งโรยเกลือ แล้วก็ช่วยกันยกของนู่นนี่นั่นอีกนิดหน่อย เดินทางครั้งนี้เพื่อนร่วมทริปมีกัน ๓๑ ชีวิต ส่วนหนึ่งในนั้นมีพี่ ๆ ที่เป็นช่างภาพระดับถ่ายลงนิตยสารท่องเที่ยวด้วยนะ ประกอบไปด้วย พี่จา พี่ตั้ม พี่กล้วยและพี่ไข่ ส่วนกลุ่มรักษ์เขาใหญ่เราก็มี ๑๓ คน แล้วก็มีจากอุ้มผาง พี่ยุ้ย พี่อู้ด ลุงเป็ด ลุงไพ ลุงปี ลุงสง่า ลุงเหล็ก พี่เชนทร์ พี่รุ่ง พี่บิ๊ก พี่บี พี่ต้าร์ ลีโอ และท็อป ๑๔ คน ก่อนออกเดินทาง ในฐานะที่เราเป็นน้องใหม่ เลยต้องมีป้ายชื่อติดประจำตัว ซึ่งป้ายชื่อก็เป็นวัสดุใกล้ตัว ง่าย ๆ สบาย ๆ เทปติดกล่องกระดาษค่ะ ฮา ๆ เขียนชื่อฉีก แปะ แล้วต้องรักษาไว้ให้ครบตลอดระยะเวลาที่อยู่ที่หมู่บ้านกระเหรี่ยงเลย  เฮฮา บันเทิงตลอด ตอนก่อนออกจากตูกะสูก็โทรบอกที่บ้านไว้ ว่าจะเข้าหมู่บ้านแล้วคงติดต่อไม่ได้จนกว่าจะกลับมา แล้วก็มีรับน้องอีก ด้วยการนั่งรถไปกับ “พี่รุ่ง” คนอุ้มผาง ซึ่งจริง ๆพี่ ๆ ก็บอกมาบ้างแล้วว่าพี่รุ่งเป็นคนขับรถดีมาก ๆ ซึ่งมันฟังดูแปลก ๆ เหมือนมีอะไรบางอย่าง เหมือนขู่ให้กลัว ฮา ๆ เรา ๔ คน ก็เลยได้นั่งสบาย ๆ แบบหลวม ๆ แต่พวกเราก็ยังนั่งแบบหวั่นๆ ตกลงพี่รุ่งเป็นยังไงนะ ฮา ๆ พี่รุ่งก็ขับไปเรื่อย ๆ มีมึน ๆงง ๆ แล้วมีบอกว่าหลงทางด้วย แหม่พี่รุ่ง ฮา ๆ เราแอบง่วงเบา ๆ แต่หลับไม่ได้ เพราะรถเหวี่ยงมากตอนเข้าโค้ง เรานั่งตรงกลาง บวกกับนั่งกันหลวม ๆ ด้วย เลยโยกย้ายเลื่อนไปเลื่อนมา ซ้ายทีขวาที ต้องนั่งตัวงอๆ ติดเบาะให้ได้มากที่สุด ทางก็เลวร้ายลงเรื่อย ๆ ขนาดยังอยู่บนเส้นหลักอยู่นะ จนเลี้ยวเข้าแยก เป็นทางที่จะเข้าไปหมู่บ้านกรูโบ ของจริงเริ่มมา นี่แค่เริ่มต้นนะจ๊ะ ทางแคบลงแล้วก็เริ่มเป็นลูกรัง อยู่ ๆ พี่รุ่งก็ถามขึ้นมาว่าใครขับรถเป็นบ้าง เราก็ดันหลวมตัวไปตอบว่าพอขับได้ พี่รุ่งเลยจะให้เราไปขับแทน เพราะง่วงมาก…เดี๋ยวนะ ฮา ๆ จนทางเริ่มเข้าช่วงที่เป็นฝุ่นจริง ๆ คือตอนแรก เห็นใจพวกพี่ ๆ ที่นั่งข้างหลังมาก รถพี่รุ่งที่ขับตามไป ฝุ่นขึ้นมาจนแทบหากันไม่เจอ มาทีเหมือนพายุทรายในดูไบ มืดฟ้ามัวดิน มองไม่เห็นทางเลย สักพักประมาณเกือบ ๆ เที่ยง ก็แวะพักริมลำธารเล็ก ๆ ใต้ร่มไม้ พวกเราแวะกินข้าวกันเสร็จสรรพ เตรียมตัวเดินทางต่อ ถึงคราวนี้ล่ะ ของจริงกำลังมา พี่อ๋อเดินมาถามพวกเราว่า มีเสื้อแขนยาว มีหมวกมากันไหม จะได้เปลี่ยนไปนั่งข้างหลังนะ หือ!? ตอนแรกแอบคิดว่าพี่อ๋อพูดเล่น แต่ก็ไม่ พี่อ๋อจะให้นั่งจริง ๆ บอกว่าลองนั่งดู จะได้รู้ ก็ได้ค่ะ จะได้รู้ ฮาๆ พวกเราเลยได้ย้ายไปนั่งกระบะท้ายรถพี่บิ๊ก คนอุ้มผาง แล้วก็ยังมีพี่ก็อตกับกิ๊ฟร่วมชะตากรรมครั้งนี้ด้วย โชคดีที่ฝากหมวกไว้กับแฟง เพราะอะไรทุกอย่างที่จะเอามากันฝุ่นอยู่ในกระเป๋าหมด ไม่ได้หยิบออกไว้ แล้วพี่ติ๋วก็เอาหน้ากากอนามัยมาให้ใส่ แต่ดูจากทรงแล้วดูเหมือนมันจะกันฝุ่นที่เข้ามา ออกไปมากกว่า เราเริ่มออกเดินทางกันต่อ ประมาณเที่ยง ๆ เกือบบ่ายโมง
หลังจากออกมาไม่กี่สิบนาที ซึ่งไม่รู้ว่ามาไกลขนาดไหนแล้ว เรานั่งอยู่บนท้ายรถกระบะในสภาพที่ทุกคนกลายเป็นปีศาจฝุ่น จากดินแดงทางลูกรัง แสงแดดยามบ่ายที่ทำให้พวกเรารู้สึกเพลีย มันร้อนเหมือนพระอาทิตย์อยู่ห่างจากพื้นโลกไม่เกิน ๑๐ กิโลเมตร สองข้างทางที่มีแค่ต้นไม้แห้ง ๆ มองออกไปทางไหนก็ดูร้อนดูแล้งไปหมด เหมือนหลงเข้ามาในดินแดนร้างยังไงยังงั้น ถ้าบอกว่าไม่มีคนอยู่หรอกแถว ๆ นี้ ก็คงเชื่อสนิทใจเลย เราตั้งคำถามกับตัวเองในใจว่า “ไง ฝุ่นพอไหม ทางลูกรังพอไหม สมใจยังงง” แต่ระหว่างทางก็ไม่น่าเบื่อ ถึงแม้จะมีแค่ต้นไม้กับฝุ่น แต่นี่ก็ทำให้พวกเราตื่นตาตื่นใจกันได้ เพราะทั้งตอนรถเบรก รถออกตัว หรือการเคลื่อนไหวใด ๆ ก็ตามของรถที่ทำให้เกิดฝุ่นแบบท่วม ๆ ฟุ้งไปหมด ก็จะทำให้เรารู้สึกสนุกขึ้นมา หื้มม โห้ยย เอาอีกแล้ว หลังจากฝุ่นหายไปทุกคนก็จะ สังเกตหน้าของกันและกัน เส้นผมเป็นสีควันบุหรี่กันแล้วหรือยัง? สูดเข้าไปมากไหมเมื่อกี้? ฝุ่นเกาะหนากี่เซ็นฯแล้ว? แล้วมันก็สนุกมากกว่าเดิมเมื่อเราทั้งขึ้นเนินลงเนิน ตื่นเต้นตอนไป จ๊ะเอ๋กับรถทำทางที่กำลังเกลี่ย ๆ ฝุ่นอยู่ แอบสงสัยเล็ก ๆ ว่าขึ้นมาได้ยังไง รถใหญ่มากแล้วทางก็แคบมาก ๆ ลุยน้ำในลำธารด้วย ทางโค้งที่ดูลื่น ๆ ฝุ่น ๆ ถ้าขับรถไม่ชำนาญมีลำบากใจแน่ ๆ มีอะไรให้ตื่นเต้นเยอะมาก ๆ รวมถึงต้นไม้ข้างทางด้วย แม้บางต้นจะดูแห้งไปหน่อยก็เถอะ ต้นที่หน้าตาแปลก ๆ ต้นที่เราไม่เคยเห็นก็มีเยอะ ที่เราประทับใจที่สุดคือ ต้นเตยป่า มันสูงมาก ๆ ประมาณ สามสี่เมตรได้ มันมักจะขึ้นอยู่แถว ๆ ลำธาร จนทำให้ต้องหยิบโทรศัพท์ที่ร้อนเหมือนจะระเบิดออกมาถ่ายรูปเก็บไว้ พวกเราก็คุยกันบ้างเรื่อยเปื่อย แต่ส่วนใหญ่จะพากันโอดครวญกับทางที่โขยกเขยกมากกว่า ฮา ๆ จนเรามาสะดุดกับหมู่บ้าน ๆ หนึ่ง ที่ทั้งเด็กและผู้ใหญ่นั่งเกาะกลุ่มกันอยู่ใต้ร่มไม้ ด้วยความที่พวกเราเป็นเป้าสายตาของทุกคน เลยโบกมือทักทายไป แต่ทุกคนกับดูมึน ๆ งง ๆ พวกนี้คือใคร? ไม่เป็นไรอย่างน้อยก็มีคนโต้ตอบกลับมาคนนึง พอพ้นหมู่บ้านนี้สองข้างทางก็กลายเป็นต้นไม้แห้ง ๆ อีกครั้ง จนไปถึงทางแยก ที่ตรงป้ายเขียนว่า “บ้านแม่จันทะ” พี่บิ๊กก็จอดรถซึ่งพวกเราก็งง ๆ จนได้ยินว่าจอดถามป้าคนนึงที่เลี้ยงวัวอยู่ว่า “บ้านกรูโบไปทางไหน” และได้คำตอบกลับมาว่า “เลยมาไกลแล้ว” ต้องกลับไปทางเดิม ๆ พวกเราทุกคนมองหน้ากัน อ่าวนี่ พี่เค้าไม่รู้ทางหรอ ตาย ๆ แล้วหลงมาไกลมาก ๆ โฮ วินาทีนั้น บันเทิงเริงใจมาก รู้สึกเพลียและอยากถึงมาก ๆ แล้วตอนนั้น จนพี่ก็อตต้องชวนเล่นเกมส์ทายจังหวัด แฟงเล่นกับพี่ก็อต ส่วนพวกเราขอเป็นกำลังใจ ช่วยใบ้จังหวัดให้แฟงอยู่ใกล้ ๆ แบบไม่ให้พี่ก็อตรู้ ทายกันจนหมด ๗๗ จังหวัดทั่วประเทศไทยก็ถึงหมู่บ้านที่เราผ่านมาตอนแรกพอดี แต่ครั้งนี้ไม่ผ่านแล้วผ่านเลย กลายเป็นหมู่บ้านที่เราโบกมือตอนแรกเฉย นี่แหละ บ้านกรูโบ พี่บิ๊กขับรถตรงเข้าไปในโรงเรียน ซึ่งพี่ ๆ คนอื่น ๆ ทุกคนที่ไม่ได้หลงทางรู้สึกจะถึงกันนานพอสมควรแล้ว ที่นี่จะเป็นที่พัก ที่กิน ที่อยู่ของพวกเรา ตลอดสามวันสองคืน ที่บ้านกรูโบ พวกเราถึงประมาณบ่ายสามโมงได้ แต่ทำไมรู้สึกเหมือนนานมากๆ พวกพี่เชนทร์ถึงขั้นกางเต็นท์ มัดเปลกันเรียบร้อยแล้ว โดนโห่ต้อนรับเลย ไปหลงที่ไหนมา โถ่ ชีวิต ตอนนั้นรู้สึกได้ว่าฝุ่นเข้าจมูกเยอะมาก ๆ สภาพหน้ากากอนามัยก็คือด้านในมอมกว่าด้านนอกอีก นี่มันกันฝุ่นออกจริง ๆ โชคดีที่ผมไม่เป็นสีควันบุหรี่ นั่งพักได้สักแป๊บก็ไปเปลี่ยนเสื้อผ้า แล้วก็ไปเล่นน้ำตกที่เรียกว่า วังปลา ครั้งแรกที่เห็นกระเป๋าสัมภาระคือตกใจมาก จากสีม่วงสว่าง ๆ กลายเป็นม่วงทึบ ๆ ได้ สุดยอดมาก แกเป็นเพื่อนที่ไปไหนมาไหนกับเราตลอดเลยนะ แต่ก็ไม่ต่างจากสภาพตัวเองหรอก จริง ๆ
พวกเรายกทีมเตรียมตัวไปเล่นน้ำกัน เดินออกไปได้สักพักพี่อ๋อก็ให้เราย้อนกลับไปเอากล้องกับพี่นิม ไว้ไปถ่ายที่น้ำตก แต่พอออกมาอีกที เพื่อน ๆ พี่ ๆ หายไปกันหมดเลย โดนทิ้งซะแล้ว เราก็ไม่รู้อีกว่าต้องเดินไปทางไหน ก็เลยตรงอย่างเดียว จนไปเจอเพื่อน ๆ ที่อยู่ห่างเป็นสิบ ๆ เมตร แถมโดนบ่นว่าช้าอีก ชีวิต เอาเถอะเพื่อน โชคดีมีพี่เปรี้ยวเป็นเพื่อน พี่เปรี้ยวกำลังถ่ายรูปอยู่พอดี เลยยังไปไม่ไกลมาก ไม่งั้นมีหลงแน่ ๆ แล้วก็มีหมาตัวสีขาวตัวนึง วิ่งออกมาจากบ้านที่เราเดินผ่านกัน เราก็เรียกมาเล่นด้วย น่ารักมาก ๆ เดินตามไปน้ำตกด้วย วังปลาอยู่ห่างจากหมู่บ้านออกไปไม่ใกล้ไม่ไกล น้ำใสมาก ๆ เย็นฉ่ำสบายใจ มีกังหันน้ำที่คนในหมู่บ้านเอาข้าวเปลือกมาตำด้วย แต่มันมีเสียงที่น่าเสียวฟันไปนิด พี่อ๋อเล่าให้ฟังว่า คนที่นี่อยู่กันมาประมาณ ๒๐๐ กว่าปีได้แล้ว เราได้ข้อมูลเพิ่มเติมมาอีกว่า เมื่อก่อนนี้ชื่อหมู่บ้าน เกริงโบ เป็นภาษามอญที่แปลว่า ห้วยหวาย เพราะเมื่อก่อนเป็นที่อยู่อาศัยของชาวมอญและมีต้นอยู่หวายเยอะ ต่อมาชาวกระเหรี่ยงเริ่มอพยพเข้ามา ชาวมอญเลยย้ายออกไปอยู่ที่อื่น หมู่บ้านนี้เลยกลายเป็นของชาวกระเหรี่ยง ซึ่งปัจจุบันนี้คนที่นี่ก็ยังใช้ภาษากระเหรี่ยงกันอยู่ บางคนพูดไทยกลางได้ บางคนพูดไม่ได้ ส่วนใหญ่เด็กเล็ก ๆ จะพูดไม่ได้ แล้วที่ประทับอีกอย่างคือ หมาตัวที่เดินตามมา มันพุ่งลงน้ำแล้วไปเล่นตัวเดียวแบบสบายใจ อ้าปากกินน้ำเล่นน้ำ ดูท่าจะชอบมาก คงจะแอบมาเล่นตัวเดียวบ่อย ๆ ทุกคนก็เล่นน้ำกันอย่างสบายใจ เราก็ทำอะไรมากไม่ได้เพราะว่ายน้ำไม่เป็น แย่เลย รวมถึงแฟง แป๋ม แก้ม ด้วย แต่มันก็ไม่เป็นอุปสรรคสำหรับเพื่อนเลย เพื่อนก็อยากฝึกว่ายน้ำกันเล่น ๆ แต่เราขอบายดีกว่า มีอะไรฝังใจมาเยอะ ไม่อยากฝึกแบบนี้ แล้วเราก็ย้ายไปเล่นอีกที่นึง ตรงทางเข้าหมู่บ้านที่เราผ่านมากันตั้งแต่ตอนแรก วังปลาที่เราเพิ่งไปมาเป็นต้นน้ำของตรงนี้แหละ ระหว่างทางเดินมาน้อง ๆ ที่เล่นกันอยู่แถวนั้น ยกมีไหว้สวัสดีกันทุกคนเลย น่ารักมาก ประทับใจ ตรงนี้น้ำนิ่ง ๆ แต่ใสมาก ๆ เหมือนกัน รู้สึกจะเรียกว่า ห้วยแม่จันทะ หมู่บ้านนี้อยู่เลียบแม่น้ำเลย พี่อ๋อยังเล่าให้ฟังอีกว่า กระเหรี่ยงจะเลือกที่อยู่อาศัย ๒ แบบคือ ถ้าไม่อยู่บนดอยก็จะอยู่ริมแม่น้ำแบบนี้ แต่เล่นได้ไม่นาน เราก็กลับมาอาบน้ำกันก่อน เริ่มรู้สึกเพลีย ๆ เพราะวันนี้ที่เจอกันมา ก็หนักอยู่
พอกลับมาถึงเราก็จัดการกับภารกิจส่วนตัว คืนนี้เรานอนบนอาคารเรียนหลังใหญ่ พวกเราได้รู้ว่า ทุกคนที่นี่อยู่กับความเชื่อ ที่สืบต่อกันมาตั้งแต่แรกแล้ว ส่วนใหญ่เชื่อเรื่องเกี่ยวกับธรรมชาติ เสียงสัตว์ เสียงนก แต่ก็ไม่ถึงกับตัดขาดเลย มีเรื่องเทคโนโลยีเข้ามาบ้าง ที่นี่ใช้ไฟโซลาร์เซลล์ พอให้มีแสงสว่าง พอดูทีวีได้บ้าง ให้ได้พอติดตามข่าวสาร แล้วก็ถ้าเด็ก ๆ ผู้หญิง ถ้าเป็นประจำเดือนแล้วจะให้ออกเรือนมีลูกเลย เพราะทุกคนต้องช่วยกันทำงาน ทำไร่ทำสวน พอเสร็จแล้วเราก็มากินข้าวเย็นกัน เป็นข้าวมื้อแรกที่กรูโบ รู้สึกหิวมากจนกินหมดอย่างรวดเร็ว หลังจากนั้นพวกเรา ๔ คนก็ได้ไปทำความรู้จักกับทุก ๆ คนมากขึ้น ในวงสนทนาที่มีพี่ ๆ เพื่อน ๆ นั่งเล่นกีต้าร์ร้องเพลงกันอยู่ มีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันบ้าง ถูกสัมภาษณ์บ้าง ว่ามานี่ เห็นที่นี้แล้วเป็นยังไง พี่ ๆ เล่นกีต้าร์กันจนสายขาดเลย บันเทิงมาก แล้วก็ได้เวลาพักผ่อนเอาแรง เตรียมพร้อมลุยต่อวันพรุ่งนี้ เฮ้!

เช้าวันแรกที่กรูโบ (๓๐ เมษ์ ๕๙) วันนี้เราตื่นขึ้นมาตามเวลาปกติ เกือบ ๆ หกโมงเช้าได้ พวกเราจัดการกับภารกิจส่วนตัว ซึ่งต้องทำใจแข็งอาบน้ำ เพราะน้ำเย็นมาก เราแย่ตรงนี้แหละ มักจะมีปัญหากับน้ำเย็นเสมอ เสร็จแล้วพวกเราก็เดินไปโรงครัว พวกเราช่วยกันปอกกระเทียมหนึ่งถุงใหญ่ ๆ ที่มันมีให้แกะแบบอนันต์ โชคดีมีพี่ก็อต , พี่ต้าร์และกิ๊ฟ มาช่วยแกะด้วย และด้วยความที่วันนี้เป็นวันเสาร์ พวกเรานั่งดูดิสนีย์คลับไปด้วย เป็นรายการโปรดสมัย ๆ เด็กที่ไม่ได้ดูนานมากแล้ว นานจนพิธิกรคนนี้โตขนาดนี้แล้วหรอ? แต่แกะยังไม่ทันหมดน้อง ๆ ก็ถือชามเข้าแถว เตรียมตัวมากินก๋วยเตี๋ยวกันแล้ว วันนี้มีเลี้ยงก๋วยเตี๋ยวน้อง ๆ พวกเรามีหน้าที่ดูแลน้อง ๆ พาน้องเดินไปรับก๋วยเตี๋ยว พาไปหาที่นั่ง บางคนเหมือนอยากจะปรุงแต่เราไม่กล้าทำให้กลัวน้องกินไม่ได้ พี่อู๊ดเลยบอกให้ปล่อยน้องปรุงเอง พอเท่านั้นแหละคือน้องใส่พริกเยอะมาก ๆ โหยหนูกินรสจัดกันจัง ยังเด็กเล็ก ๆ อยู่เลย ประเภทถือชามก๋วยเตี๋ยวแล้วเสียวหกมาก ๆ ต้องเดินประคองไป แล้วพี่อ๋อก็ให้เราไปถ่ายรูปให้พี่เปรี้ยว อาศัยประสบการณ์ที่มีไม่มากแต่รักที่จะทำเข้าช่วย ฮา ๆ แล้วเราก็บังเอิญไปเจอน้องคนนึง มารู้ทีหลังว่าน้องชื่อ สุพรรณษา น้องหน้าเหมือน พี่แหนม รณเดช เจ้าของเพลง ให้ฉันดูแลเธอ มาก ๆ แป๋มเห็นแล้วถึงกับขำ เออเหมือนจริง ๆ ฮา ๆ พอน้อง ๆ กินอิ่มกันแล้วก็ถึงคราวพวกเราได้กินบ้าง ต้องเติมพลังก่อน วันนี้มีเดินทางอีก พวกเราจะไป บ้านตะละโค่ง ที่อยู่ห่างออกไปจากที่นี่ประมาณ ยี่สิบ กิโลเมตร พอทุกคนพร้อมแล้ว เราก็กระโดดขึ้นรถเตรียมตัวแปลงร่างเป็นปีศาจฝุ่นกันอีกครั้ง ผู้ร่วมชะตากรรมครั้งนี้มีเหมือนเดิม คือ แป๋ม แก้ม แฟง เรา พี่ก็อต ส่วนน้องกิ๊ฟที่ไม่โอเคตั้งแต่เมื่อวานแล้ ย้ายไปนั่งข้างหน้าแทน เห็นใจน้องเหมือนกันและมีลีโอเพิ่มมาอีกหนึ่งคน เส้นทางที่ไปเป็นเส้นเดิมที่เราหลงทางไปเมื่อวานเป๊ะ ๆ เลย และเหมือนเดิมมีอะไรหลาย ๆ อย่างที่ทำให้ตื่นเต้นได้ตลอด มีหลบกิ่งไม้ที่ไม่รู้จะฟาดหัวตอนไหนด้วย ตื่นเต้นตอนหลบรถไถที่สวนทางมาขึ้นมาจากเนินแบบไม่คิดจะลดความเร็ว เหมือนสวมวิญญาณ โดมินิค โทเรตโต้ จาก fast and the furious อย่างไงอย่างงั้น เจอแต่ละอย่างจินตนาการไปได้เยอะมาก ฮา ๆ ครั้งนี้ไม่มีหลงทางแล้วเพราะมีรถนำหน้าเรา จนมาถึง หมู่บ้านตะละโค่ง พวกเราเข้าไปปักหลักกันในโรงเรียนเหมือนเดิม ช่วย ๆ กันเตรียมของที่จะทำก๋วยเตี๋ยวแจกให้น้อง ๆ พอช่วยเสร็จแล้วคุณครูตุ๊กแก ก็พาเราเดินไปดูวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของคนในหมู่บ้าน โรงเรียนที่นี่มีครูตุ๊กแกคนเดียวเลยนะ ทำทุก ๆ อย่าง จัดการ ดูแล สอน เป็นที่รักและเคารพของเด็ก ๆ ทุกคน คุณครูตุ๊กแกพาเราเดินไปดูสถานที่ที่เอาไว้ทำพิธีกรรมของหมู่บ้าน ที่นี้อยู่กันด้วยความเชื่อเรื่องทำธรรมชาติเหมือนบ้านกรูโบเลย บริเวณนั้นจะมีเสาสองต้นให้ทุก ๆ คนในหมู่บ้านมาจุดเทียนบนเสาทุก ๆ วันพระ แล้วพวกเราก็ได้ไปพบกับพ่อหลวง ที่เป็นคนเก่าแก่ในหมู่บ้าน ได้ไปถามเกี่ยวกับที่มาที่ไปของแต่ละสิ่ง ทำให้ได้รู้ว่า ความเชื่อต่างๆ นั้นเริ่มมาจากบุคคลท่านหนึ่ง ที่เรียกว่า ฤาษี ที่นั่นจะมีสัญลักษณ์อีกอย่างหนึ่งที่เป็น เจดีย์ ๕ ลูก เป็นเหมือนเครื่องเตือนใจเกี่ยวกับ กฎของการอยู่ร่วมกัน ๕ ข้อ คือ ไม่ฆ่ากัน ไม่เอาเปรียบกัน ห้ามเจ้าชู้ ห้ามโกหก และห้ามดื่มสุรา คล้าย ๆ ศีล ๕ ข้อในศาสนาพุทธ พิธีกรรมแบบนี้ทำสืบต่อกันมาประมาณ ๓๐๐ ปีแล้ว ส่วนเจ้าอาวาสของที่นี่เป็นผู้หญิงและคนสืบต่อต้องเป็นลูกเท่านั้น ถ้าไม่อยากเป็นก็สึกไม่ได้ ไม่เหมือนพระ หรือถ้าทำตัวเองให้เสื่อมเสีย ครอบครัวก็จะมีอันเป็นไป ต้องอยู่ในศีลธรรมเป็นคนดีและทำหน้าที่ของตัวเองตลอด หลังจากเราได้ฟังเรื่องต่าง ๆ จากพ่อหลวงเสร็จแล้ว เราก็กลับมาแจกก๋วยเตี๋ยวให้น้องกัน เด็ก ๆ ที่นี่กินรสจัดไม่แพ้ที่บ้านกรูโบเลย น้องบางคนกินไปก็ปากแดงไป พี่แสบแทน พอน้องกินอิ่มเราก็เติมพลังกันบ้าง แล้วก็ไปแจกหวานเย็นให้น้อง ๆ ช่วยกันเก็บของ พอทุกคนพร้อมแล้วก็เดินทางต่อ ไป บ้านทิปาเก ที่มี หมอโจปอง หมอยาสมุนไพรที่มีความสามารถ ซึ่งเป็นหนึ่งในหมอสมุนไพรที่ยังเหลืออยู่ในจำนวนไม่มาก หมอเคยออกรายการคนค้นฅนด้วยนะ สะพานข้ามแม่น้ำที่เชื่อมเข้าหมู่บ้านทำทุกคนตื่นเต้นไปหมด เพราะพังแล้ว แต่ยังพอใช้ได้ แต่ต้องเดินแบบระวังมาก ๆ เราเข้าไปแจกของ แจกขนมให้น้อง ๆ บางคนก็กล้า ๆ กลัว ๆ ความเชื่อของคนที่นี่ เค้าถือกันว่าโลกเป็นสิ่งที่ต้องเอาไว้เหนือหัว เป็นของสูง ทำให้ที่นี่แทบไม่มีของใช้หรืออะไรใดๆที่เป็นวงกลมเลย เด็ก ๆ ไม่เตะฟุตบอล ไม่ใส่เสื้อคอกลม รวมถึงมวยผมไว้เป็นกลม ๆ บนหัวด้วย ต้องเอาไว้เหนือหัวพอเราออกมาจากบ้านทิบาเก แบบระยะที่หลังคาโรงเรียนยังไม่พ้นสายตาเรา เสียงพี่อ๋อเคาะกระจกจากด้านหน้าก็บอกให้หันไปดูอะไรสักอย่าง จนจับใจความได้ว่าเป็น นกเงือก นี่เป็นครั้งแรกเลยที่ได้เห็น ไปเขาใหญ่ตั้งหลายครั้งไม่เห็น แต่มาเห็นที่บ้านทิบาเก  ระหว่างทางกลับ พวกเราแวะริมทางไปหาเก็บ ดอกดิน ที่เอาไปทำอาหารได้หลายอย่าง มันมีสีขาว อยู่ตามพื้นดินเหมือนเห็ด เวลาจะเก็บต้องใช้ไม้จิ้มลงไปในดินแล้วงัดขึ้นมา มื้อเย็นของวันนั้นพี่ ๆ จัดการต้มมันไว้กินกับน้ำพริก เราลองชิมดู รสชาติมันคล้าย ๆ หัวปลีดิบ ออกซ่านิด ๆ แต่เหนียวไปหน่อยนึง พอถึงบ้านกรูโบแล้ว เราก็ทำกิจกรรมกับน้อง ๆ กันต่อ พี่อ๋อให้แบ่งกลุ่ม ๓ กลุ่ม ให้ไปทำภารกิจ ตามหาบ้านน้อง ในทีม ๓ คน พร้อมบันทึกข้อมูลพื้นฐานของครอบครัวน้อง ๆ , ตามหาผู้เฒ่าและตามหาพระสงฆ์ที่อยู่ในหมู่บ้าน น้องในทีมกระตือรือร้นมากแต่ละคน นำทีมโดย รัตนาพาเพลิน ฮาๆ น้องอายุ ๑๑ ปีแล้ว เป็นพี่ต้องดูแลน้อง ๆ ได้ ทำเอาพี่วิ่งตามแทบไม่ทัน พอบอกให้วิ่งไปเลยพี่แก่แล้วน้องก็ชอบใจใหญ่ พอมาถึงสำนักสงฆ์ ก็ได้พบกับหลวงพี่ ได้รู้ที่มาที่ไปว่าหลวงพี่มาจากลาดกระบัง ธุดงค์มาเรื่อย ๆ จนมาถึงที่นี่ ก็เลยตัดสินใจอยู่เลย อยู่มาได้ ๓ ปีแล้ว หลวงพี่บอกว่า “โยมเชื่อเรื่องที่ที่เป็นของเราไหม ที่ที่อยู่แล้วสบายใจ นั่นเป็นเหตุผลที่อาตมาเลือกที่จะอยู่ที่นี่” ประมาณนี้ ทำให้รู้สึกประทับใจ ที่นี่อยู่กับแบบสงบเรียบง่ายจริง ๆ หลังจากภารกิจนี้สำเร็จเราก็กลับมาเล่นวิ่งเปรี้ยวอีก ออกกำลังกายกันเต็มที่เลยวันนี้ ต้องขอบใจรัตนามากเลยครั้งนี้ น้องเป็นทั้งล่ามไทย – กระเหรี่ยง ช่วยเรากับแก้มวิ่งไปหาบ้านน้อง ๆ พอเสร็จแล้วพวกเราก็พากันไปเล่นน้ำที่
วังปลา แล้วก็ไปเล่นอีกที่นึงใกล้ ๆ กัน วันนี้เป็นวันสุดท้ายที่บ้านกรูโบแล้ว เลยอยู่ที่แม่น้ำค่ำไปนิด เรากลับมาอาบน้ำทำภารกิจส่วนตัวเสร็จ ก็ไปทำกิจกรรมกับน้องอีก เต้นแอปเปิล มะละกอ กล้วย ส้ม ที่ออกจะมึน ๆงง ๆ ไปนิด แล้วก็จะเล่านิทานต่อ แต่เล่าไปยังไม่ถึงไหนน้อง ๆ ก็กลับบ้านกันก่อน เพราะวันนี้พ่อแม่น้อง ๆ มีประชุมหมู่บ้าน ก็เลยนึกออกเรื่องที่พี่อ๋อเล่าให้ฟังว่า เมื่อไม่กี่วันก่อนชาวบ้านได้ยินเสียงชะนีร้อง ๒ ครั้ง ซึ่งมีความเชื่อว่าผู้ใหญ่ต้องออกไปอยู่นอกหมู่บ้านก่อน ออกไปอยู่ตามไร่ตามนา ถ้าไม่ออกไปจะมีเหตุร้ายเกิดขึ้น จะมีคนเจ็บป่วย วันนี้ผู้ใหญ่เลยประชุมกัน ก็เลยไม่ได้เล่านิทานต่อ เราเลยไปช่วยกันเตรียมกับข้าว จัดโต๊ะ แล้วก็กินข้าวกัน แต่ความซวยบังเกิด อยู่ ๆ ก็ปวดท้องขึ้นมา เป็นเพราะเมื่อตอนเย็นกินน้ำอัดลมเยอะแน่ ๆ แถมท้องว่างด้วยตอนนั้น ทำให้ไม่มีอารมณ์อยากทำอะไรเลย พี่อ๋อบอกให้กินกระเทียมที่พวกเราแกะกันเมื่อเช้านี้ ก็ทำใจกินไม่ได้จริง ๆ  มันแสบ ๆ ซ่า ๆ แต่แล้วก็โชคดี มียาพี่ต้าร์ ช่วยชีวิตไว้ ทั้งเม็ดแรกและเม็ดที่สองที่บังคับให้หนูกิน ฮาๆๆ (หนูจะไม่ลืมบุญคุณพี่ต้าร์ครั้งนี้เลย ขอบคุณมากค่า ฮาๆๆ) ทำให้รู้สึกดีขึ้นมามาก แล้วเราก็ช่วยกันกรอกน้ำ แล้วก็กลับมานั่งเล่นที่โรงครัวที่เดิม รู้สึกว่าตัวเองสติหลุดไปหลายรอบเลย บางครั้งรู้สึกเหมือนตัวเองแวบไปอยู่บ้าน คงเป็นเพราะคิดถึง ห่างมาหลายวันแล้ว แล้วพวกเราถูกเรียกไปสัมภาษณ์ตามเคย โดยพี่รุ่งกับพี่นิม แต่ครั้งนี้เป็นทีละคน เริ่มจากแก้ม เรา แป๋ม และแฟง ถามความรู้สึก ถามความคิดเห็น พูดคุยแลกเปลี่ยนกันเหมือนเดิม เรานั่งเล่นกันเปื่อยๆ จนบิ๊กซีนีมาช่อง ๗ มา สัปดาห์นี้เป็นคิวของ เดอะลอร์ด ออฟ เดอะริง ภาคแรกเลย เข้าทาง แต่นั่งดูแบบไม่ค่อยรู้เรื่องหรอก เราก็คุย ๆ กันไปด้วย สลับไปสลับมา แล้วลุงสง่าก็ทำเราฮาท้องคัดท้องแข็ง คือมันดึกมากแล้ว แต่ลุงยังมานั่งกินข้าวอยู่ ในสภาพที่ง่วงจนจะพยุงตัวไม่อยู่ ลุงแทบจะหน้าทิ่มลงไปอยู่แล้ว ฮา ๆ แล้วก็ไปล้างจานกันอีกรอบ ที่บันเทิงสุดเลยคือ แก้มผู้ล้างจานเสมือนไร้วิญญาณ พอล้างเสร็จแก้มก็หนีไปนอนเลย เราทุกคนยัง งง ๆ อยู่เลยแก้มดูง่วงหนักมาก แถมพวกเราก็เริ่มจะหิวกันอีกรอบ ก็เลยกินนมที่เหลือจากเอามาแจกน้อง แล้วก็ตามแก้มไปนอนเอาแรง พร้อมลุยต่ออีกวันพรุ่งนี้ เฮ้!
วันสุดท้ายที่กรูโบ (๑ พฤก ๕๙) ตื่นขึ้นมาเวลาเดิมตามปกติ เราอาบน้ำทำภารกิจส่วนตัวเสร็จแล้วก็ออกมาเล่นเครื่องเล่นของน้อง ๆ นิดหน่อย เราไปเล่นม้ากระดกกับแป๋ม ทำให้นึกย้อนไปถึงตอนเด็ก ๆ “โห นานขนาดไหนแล้วนะที่เราไม่ได้เล่นอะไรแบบนี้” แล้วพี่ ๆ ก็เรียกไปนั่งล้อมวงกับเล่นเกมส์กับน้อง ๆ ส่งลูกอมไปเรื่อย ๆ หยุดตรงใครคนนั้นจะได้แป้งแล้วให้ไปประ ตามแต่คนสั่งหยุดจะบอก ฮ่า ๆ จนเกือบจะจบเกมส์แล้ว แต่เรายังรอด ในใจก็คิดนะว่าจะรอดแน่ไหม จนในที่สุดก็เป็น เรากับลีโอ ที่ปิดท้ายเกมส์ ต่างคนต่างได้แป้งแบบเต็มอุ้งมือเลยจ้า เลยกลายเป็นโดนหนักสุดในหมู่เพื่อนเลย รวมถึงวันนั้นใส่เสื้อสีดำด้วย กลายเป็นจะชุบแป้งทอดเลยทีเดียว แล้วเราก็ถ่ายรูปรวมกันแบบหน้าขาว ๆ ฮา ๆ เสร็จแล้วเราก็ไปกินข้าวกัน ยังรู้สึกได้ถึงแป้งที่อยู่บนหัว กินอิ่มพวกเราก็แจกหวายเย็นให้น้อง ๆ อีกครั้ง หลังจากนั้นเราก็ไปช่วยกันเก็บสัมภาระ เตรียมตัวกลับอุ้มผาง เราอยากเจอน้องสุพรรณษาอีก แต่ไม่เห็นน้องอีกเลยตั้งแต่เมื่อคืน เสียดายไม่ได้ถ่ายรูปกับ พี่แหนม รณเดชแห่งบ้านกรูโบ ฮา ๆ แต่เราก็ได้ถ่ายรูปกับรัตนาพาเพลินเก็บไว้นะ วันนั้นน้องมัดจุกชี้ขึ้นฟ้าสองข้าง แป้งตั้งแต่ตอนเล่นเกมส์ล้อมวงน้องก็ไม่เช็ดออกด้วยนะ น่ารักจริง ๆ 
เราเดินทางกลับกันประมาณ ๕ โมงเช้า แดดกำลังแรง ๆ เลย เตรียมตัวเป็นปีศาจฝุ่นกันอีกหน แต่ที่ทำให้ประทับใจจนลืมความร้อนของแดดไปเลย คือ น้อง ๆ ที่มายืนรอส่งตรงซุ้มประตูทางเข้าโรงเรียน น้อง ๆ ยกมือไหว้แล้ว พูดสวัสดี ๆ รัว ๆ พร้อมกัน เรารู้สึกจุกขึ้นมาเลย ใจหายเหมือนกันนะ รู้สึกมันตัน ๆ ขึ้นมาเหมือนน้ำตาจะไหล นี่เรากำลังจะกลับกันแล้วหรอ? รู้สึกเหมือนเวลามันผ่านไปเร็วมาก ๆ เลย แอบอยากอยู่ต่ออีกนิดด้วยนะ ถามว่าคิดถึงบ้านไหม แน่นอนคิดถึงอยู่แล้ว แต่นี่รู้สึกมันแค่แป๊บเดียวเอง พอเราพ้นซุ้มประตูออกมาแล้ว ก็เก็บภาพ เซลฟี่กับผู้ร่วมชะตากรรมของเรา ครั้งนี้เป็นชุดเดิมเหมือนตอนมา เพิ่มเติมคือ ลีโอ แล้วที่รู้สึกได้อีกอย่างคือเพลียมาก ๆ ง่วง ประเภทสภาพทางกับการนั่งแบบอัด ๆ กันจะแย่ขนาดไหนก็ไม่เป็นอุปสรรคกับการหลับเลย ทุกคนก็ดูเพลียเหมือนกัน ต่างคนต่างหลับคนละทิศละทาง แทบไม่มีบทสนทนาใด ๆ เกิดขึ้น ระหว่างทางเลย แล้วพวกเราก็แวะเอาของไปให้ที่บ้านยูไนท์ แต่ไม่ได้ใช้เวลาตรงนั้นนานมากนัก เราได้แค่พอยืดเส้นยืดสายบ้างอยู่บนรถ แต่รู้สึกว่าตอนกลับเหมือนจะลุยทางฝุ่นเร็วกว่าตอนมา ใช้เวลาไม่นานมาก อาจเป็นเพราะพี่เค้าขับเร็วด้วย พอมาถึงที่ตูกะสูแล้ว เรารู้สึกระบบไปหมด แทบไม่อยากยืนเลย ฮาๆ เรารีบกลับเข้าที่พัก แล้วเราก็รู้สึกระทึกอีกครั้งตอนเห็นสภาพกระดาษเช็ดหน้าของตัวเอง หลังเช็ดเหงื่อออก มันเหมือนเราเอากระดาษหมาด ๆไปเช็ดฝุ่นสีส้มที่จับของถูกทิ้งไว้แถว ๆ ทางฝุ่นเป็นปี ๆ นี่เช็ดหน้าใช่ไหมเนี่ย หนักมาก ๆ จริง ๆ แล้วเราก็อาบน้ำ พักผ่อนตามอัธยาศัย เราโทร.หาที่บ้านว่ากลับออกมาจากกรูโบแล้ว เค้าก็บ่น ๆ นิด ๆ อดห่วงไม่ได้ ตามภาษาคนที่บ้าน แต่ก็เข้าใจว่ามันไม่มีสัญญาณ ส่งข่าวไม่ได้ ฮา ๆ ก็เลยบอกไปว่าพี่ ๆดูแลดีมาก ไม่ต้องห่วง สบาย ขณะที่อยู่กันว่าง ๆ เราก็เลยเข้าครัวไปช่วยป้าทำกับข้าว แล้ววันนี้เป็นวันเกิดของแฟงด้วยนะ เลยจะทำเซอร์ไพร์แฟง เราคุยเรื่องนี้กันมานานพอสมควรแล้ว คิดๆไว้ตั้งแต่ก่อนมาอุ้มผาง ตอนนั้นก็ยังกลัวอยู่ว่าจะหาเค้กให้แฟงได้ไหม แต่ก็หามาจนได้ ต้องยกความดีความชอบครั้งนี้ให้ แก้มกับลีโอเลย พอซื้อเค้กแล้วก็ทำหลบ ๆ ซ่อน ๆ ระแวงสุด ๆ รู้สึกว่าพิรุธเยอะมาก ๆ เยอะจนคิดว่าแฟงรู้ไปแล้วแน่ ๆ แล้วก็นัดกับพี่ติ๋วไว้ด้วย จนได้เซอร์ไพร์หลังกินข้าวเสร็จ ทำเอาแฟงน้ำตาแตกเลย บวกกับที่พี่อ๋อบิวท์แฟงด้วย แต่มันก็เป็นเรื่องจริง ที่เราต้องปรับปรุงกันต่อไป หลังจากนั้นเราก็ไปเล่นเกมส์ไม้คอนโดกัน เล่นหลายรอบมาก ๆ แรก ๆ พวกเราก็ยังไม่กล้าร่วมเกมส์ เป็นเพราะบทลงโทษแต่ละอย่างที่ไม่ไหวจริง ๆ จนมาถึงเกมส์สุดท้าย เป็นเรากับลีโอชิงกันอีกแล้ว แต่ขอโทษด้วยนะลีโอที่เรารอดมาได้ ลีโอเลยต้องกินเค้กวันเกิดแฟงที่โรยผงกาแฟ น้ำตาล โอวัลติน ครีมเทียม แล้วก็อะไรอีกไม่รู้ที่พี่อ๋อหามาได้แล้วหยิบมาใส่  หลังจากเกมส์จบแล้วเราก็กลับที่พัก มันค่อนข้างจะดึกแล้ว แล้วเราก็ง่วงมาก ๆ ประเภทหัวถึงหมอนแล้วหลับเลย ต้องเก็บแรงลุยต่อกับพรุ่งนี้อีกวันนึงก่อนกลับ เฮ้!วันสุดท้ายที่อุ้มผาง (๒ พฤก ๕๙) เ ราตื่นขึ้นมาจัดการกับภารกิจส่วนตัวเหมือนเดิม เวลาเดิม ออกไปเดินเล่นข้างนอกกัน แล้วก็ไปช่วยป้าเตรียมกับข้าวอีกเหมือนเดิม พอกินข้าวเสร็จแล้วเราก็ไปไหว้ศาลเจ้าพ่อพะวอ เป็นที่เคารพบูชาของทุกคนที่นี่ เสร็จแล้วเราก็กลับมาช่วยกันสูบลมแพยาง เตรียมตัวไปล่องแม่น้ำแม่กลองกัน ตอนนี้ทุกคนช่วยกัน ผลัดกันสูบ เรียกเหงื่อได้ไม่น้อยเลยนะ ถือเป็นการอุ่นเครื่อง  จุดเริ่มต้นของทริปนี้ก็เป็นริมแม่น้ำที่เรามาเล่นกันตอนวันแรกที่มาอุ้มผางเลย มีแพยางสองลำ ลำของเรามีไกด์เป็นหัวเรือ  แป๋มกับเรารับหน้าที่เป็นฝีพายช่วงแรก คนละฝั่งซ้ายขวาซึ่งเราก็ยังไม่รู้เลยว่ามันพายยังไง แฟงกับแก้มรับหน้าที่เป็นคนวิดน้ำออกจากเรือ ซึ่งพี่อ๋อบอกว่ามันรั่ว แล้วมารู้ที่หลังมามันไม่ได้รั่วหรอก พี่อ๋อก็แกล้งไปอย่างนั้น ว่าแล้วเชียว แล้วก็มีกิ๊ฟ มีพี่อ๋อคอยมาคุมพวกและท็อปคุมท้าย เรากับแป๋มช่วยกันพายไปมั่ว ๆ รอฟังคำบัญชาจากพี่อ๋อ ถ้าหยุดพายเมื่อไหร่ก็โดนพี่อ๋อตักน้ำสาดใส่เมื่อนั้น บันเทิงมาก ชนกิ่งไม้ ตอไม้ ชนขอบถ้ำ โขดหินไปทั่ว พายจนแขนล้าไปหมด แล้วที่พีคสุดเลยคือไปชนพุ่มไม้ริมน้ำพุ่มนึง แล้วมันดันเป็นต้นไม้ที่มี แมงมุม อยู่ เราว่าน่าจะเป็นรังเลยนะ พูดถึงทีไรแล้วขนลุกไม่หาย มันลงมาในแพเป็นสิบๆแล้วหยุบหยับเต็มไปหมด แล้วเราเป็นคนไม่ชอบแมงมุมอยู่แล้ว นี่เล่นมาเป็นรัง ขนลุกขนพองก็มีงานนี้ หวือ สยองจนทำให้โดนล้อตามหลังเลย แมงมุม ๆ โหดร้ายอะไรเช่นนี้ ฮา ๆ แล้วก็เปลี่ยนให้แฟงกับแก้มไปพายบ้าง เรากับแป๋มรับช่วง มาวิดน้ำออกจากแพต่อ คิดแล้วขำ วิดกันอยู่ได้ วิดจนแทบไม่ได้มองอะไรข้างทาง ไม่ได้ชมน้ำชมไม้ชมถ้ำเลย  แล้วที่หนีไม่พ้นเลยจริง ๆ คือต้องโดนจับลงน้ำกันหมด ถึงมีชูชีพได้ก็ไม่ช่วยทำให้รู้สึกดีขึ้นเลย แล้วพี่อ๋อก็ย้ายไปแพอีกลำนึง ให้พวกเราช่วยกันพาย หาทางไปกันเอง พวกเราก็ไปเรื่อย ๆ แบบมึน ๆ งง ๆ ไปจนถึง น้ำตกทีลอจ่อ ที่มีน้ำตกลงมาเป็นละออง ๆ พอโดนแดดแล้วจะเป็นรุ้ง ๆ สวยมาก ๆ น้ำเย็นฉ่ำสดชื่น พวกเราล่องไปสักพัก ก็ขึ้นฝั่งไปพักระหว่างทางกัน ตรงนั้นมี บ่อน้ำร้อน ด้วยนะ ลงไปแช่แล้วรู้สึกสบายมาก ๆ ผ่อนคลายสุด ๆ อยากหลับเลย ถึงแม้ตอนจุ่มเท้าลงไปแรก ๆ จะรู้สึกร้อนจนต้องชักเท้ากลับก่อนก็เถอะ เสร็จแล้วเราก็ล่องต่อไปอีกนิด ครั้งนี้สบาย ๆ แล้ว ปล่อยให้หัวเรือกับท้ายเรือพายไป แล้วเราก็ขึ้นฝั่ง ช่วยกันเก็บอุปกรณ์ แล้วก็กลับตูกะสูกัน มาคิด ๆ ดูแล้วนอกจากการนั่งรถลุยทางฝุ่นแล้ว นี่น่าจะเป็นอีกกิจกรรมที่มีความแอดเวนเจอร์ที่สุดของการมาอุ้มผางครั้งนี้แล้ว แหกปากแหกคอจนเหนื่อย จนรู้สึกเหมือนจะไม่สบายเลย ระหว่างทางกลับนี้ก็ไม่ธรรมดา เป็นทางฝุ่นอีกแล้วจ้า ดื่มด่ำบรรยายภูเขาหัวร้อน (หัวโล้น+อากาศร้อน) แล้วครั้งนี้รู้สึกกระบะหลังมันแน่นกว่าเดิม คงเป็นเพราะพวกเรายังใส่ชูชีพกันอยู่ มันเลยแน่น ๆ พอง ๆ ไปหมด พอถึงตูกะสูแล้วเราก็ไปช่วยกันล้างแพ แล้วก็อาบน้ำเก็บข้าวเก็บของ แล้วก็ลงมาถ่ายรูปรวมกันกับพี่ ๆ ทีมช่างภาพ แล้วก็พี่อู๊ดพี่ยุ้ย พบปะพูดคุยกันอีกนิด แล้วเราก็ไปกินข้าวกัน เตรียมตัวกลับ รู้สึกเวลาผ่านไปเร็วมาก ๆ อีกแล้ว นี่มันเกือบอาทิตย์นึงเต็ม ๆ แล้วหรอ คงเป็นเพราะทั้งหมดมันเป็นเวลาที่มีความสุข ได้ทำอะไรสนุก ๆ แบนนี้สินะเวลาที่มีความสุขมักจะผ่านไปเร็วเสมอ พวกเราร่ำลากันกับพี่ ๆ ตูกะสู แล้วเราก็เดินทางกลับกัน พวกเรากลุ่มรักษ์เขาใหญ่ ๑๓ ชีวิตกลับด้วยกันหมดเลย ด้วยรถสายลุยของพี่อ๋อ ออกจากที่นั่นประมาณสี่โมงเย็น พี่อ๋อแวะที่ร้านของฝาก บ้านครูซัน ให้แป๊บนึง มีของฝากเยอะมาก ๆ มีหลายอย่างเลยที่เราอยากได้ แต่ไม่มีเวลาเลือกดูอะไรมากเท่าไหร่ เลยได้แค่สมุดโน๊ตเล่มเล็ก ๆ มาหนึ่งเล่มพอได้เขียนบันทึกการเดินทางครั้งนี้ แล้วก็เขียนโปสการ์ดกลับบ้านหาตัวเองด้วย ก็ต้องไปลุ้นกันต่อว่าจะมาถึงบ้านเราไหม เพราะที่ผ่านมาไม่ค่อยได้รับเลย ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าหายไปไหน ไปรษณีย์ไทยมีอะไรให้เราตื่นเต้นเสมอ เริ่มออกเดินทางจริง ๆ ก็เกือบ ๆ ห้าโมงเย็น ครั้งนี้เราได้นั่งติดกระจกแถบขวา ซึ่งก็ทำให้เราได้เห็นวิวข้างทางได้กว้าง ๆ ระหว่างทาง รู้สึกอิ่มกับวิวมาก ๆ วิวไม่น่ากลัวเลย สำหรับเรานะ ฮสวยมาก ๆ มองไปได้สุดลูกหูลูกตา ถ่ายรูปได้บ้างไม่ได้บ้าง แต่ส่วนใหญ่จะพัง พอประมาณหกโมงเย็นพี่อ๋อแวะพักที่อุ้มเปี้ยมเหมือนเดิม ครึ่งทางแม่สอด -อุ้มผาง แล้วก็มีโอกาสได้ลองกินซาลาเปาอุ้มเปี้ยมที่แป๋มซื้อมา อาจเป็นเพราะตอนนั้นมันเย็นมากแล้ว ซาลาเปาเลยเย็นไปด้วยและไส้หมูสับออกจะแข็ง ๆ ไปนิด แล้วเราก็ออกเดินทางต่อ จนเข้าช่วงที่พระอาทิตย์กำลังตกดิน อาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้า คราวนี้รู้สึกอิ่มกับวิวจนจุกเลยก็ว่าได้ สวยมากกกก เราเปิดกระจกรับลมอัดให้เต็มปอด อากาศเย็นสบายมาก ๆ วิวก็สวย แล้วก็พยายามถ่ายรูปให้ได้ เก็บเอาไว้ดูจะได้คิดถึงตอนที่ได้เห็นด้วยตาตัวเอง แล้วการเดินทางก็กลับมาครื้นเครงเหมือน คอนเสิร์ตอีกครั้ง เมื่อพี่อ๋อเปิดเพลง มันส์ ๆ แล้วก็เดินทางมาเรื่อย ๆ ประมาณเกือบ ๆ สามทุ่ม พวกเราแวะกินข้าวกันที่ร้านเจ้าสัว ใน อ.แม่สอด โต๊ะถัดไปจากเรา มีผู้หญิงต่างชาติคนนึงที่หน้าเหมือน Mr.James May จากรายการ Top Gear มาก ๆ ทำเอาเราอยากดูรายการนี้ขึ้นมาเลยทีเดียว หลังจากนั้นก็เดินทางต่อเรื่อย ๆ เราสัมผัสได้ถึงความเพลียของทุกคน รวมถึงตัวเราด้วย เราหลับ ๆ ตื่น ๆตลอด เพราะมันหลับดี ๆ ไม่ได้ ทรมานมาก เหมือนง่วงนอนในห้องเรียนแล้วหน้าจะทิ่ม พี่อ๋อขับมาเส้นที่ผ่านลพบุรี สระบุรี ผ่านอำเภอพระพุทธบาท แก่งคอย แล้วก็เปลี่ยนให้พี่นิมขับแทน แล้วเส้นนี้มันก็เป็นทางผ่านบ้านแก้มกับเราพอดี พี่นิมเลยขับรถเข้าไปส่งแก้ม เสร็จแล้วก็มาส่งเราที่บ้าน ถึงก็เกือบ ๆ ตี ๕ แล้วก็ต้องให้แม่ออกมาเปิดประตูบ้านให้ ตอนแรกเรากะไว้แล้วว่าจะไปใส่บาตรกับแม่ต่อเลย ค่อยกลับบ้านมานอน แต่เพลียจริง ๆ ไม่ไหว ๆ ก็เลยสลบไปเลย ส่วนทุกคนที่ยังไม่ถึงบ้านกันก็พักก่อนที่บ้านพี่แขก วันนั้นนอนไปไม่กี่ชั่วโมงก็ตื่นมากินข้าวเที่ยง รู้สึกนาฬิกาชีวิตรวนไปหมด ระหว่างมื้อเที่ยงเราเล่าเรื่องต่าง ๆ นานา อะไรต่อมิอะไรที่ไปทำมาให้แม่ฟัง เปิดรูปที่ถ่ายมาให้แม่ดู เพิ่งกลับมาถึงบ้านไม่กี่ชั่วโมงก็คิดถึงซะแล้ว มานั่งดูรูปยิ่งคิดถึงมากเข้าไปอีก ถ้าถามว่าได้อะไรกลับมาจากการไปอุ้มผางครั้งนี้ อันดับแรกแน่นอนเลยคือ ประสบการณ์ เพราะเราไม่เคยไปทำอะไรแบบนี้เลย แล้วโอกาสที่จะได้ไปก็ไม่ใช่จะมีง่าย ๆ กว่าทุกอย่างจะลงตัว จังหวะเวลาต่าง ๆ ของเราที่ไม่ค่อยจะตรงกันกับกิจกรรม ตอนแรกก็เกือบไม่ได้ไป มานั่งคิด ๆ ดูว่ามันจะพลาดขนาดไหน ถ้าไม่เป็นครั้งนี้แล้วจะมีโอกาสอีกเมื่อไหร่ ขอใช้โอกาสนี้ พื้นที่ตรงนี้ขอบคุณพี่อ๋อมาก ๆ ที่ให้โอกาสดี ๆ แบบนี้กับพวกเรา เปิดโอกาสให้เราได้ไปทำอะไรดี ๆ ได้ไปเห็นยิ้มของคนที่นั่น เห็นยิ้มของน้อง ๆ ได้ไปใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน กินข้าวด้วยกัน ทำอะไรลุย ๆ ด้วยกัน ถามว่าเหนื่อยไหม แน่นอนมันเหนื่อยอยู่แล้ว แค่พักก็หาย แต่ความสุขที่เราได้รับกลับมามันคุ้มค่าเหนื่อยมาก ๆ ถ้าใครยังไม่เคย ต้องหาโอกาสลองไปทำแบบนี้กันให้ได้เลยนะ มันอิ่มใจจริง ๆ ถ้ามีโอกาสเราจะกลับไปอีกแน่นอน อยากขอบคุณทุก ๆ คนที่เป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ดี ๆ ครั้งนี้ ทั้งมิตรภาพ ความประทับใจและความทรงจำมากมาย

ขอบคุณโค้งทั้ง ๑,๒๑๙ โค้ง ที่ทำให้เราตื่นเต้น
ขอบคุณทางฝุ่นที่ให้เราได้ไปลองสัมผัส
ขอบคุณพี่อ๋อ พี่นิม ที่ขับรถพาเราไปจนถึงอุ้มผาง
ขอบคุณ พี่อู๊ด พี่ยุ้ย ที่ให้ความเมตตาพวกเรา พักกันที่ตูกะสูอย่างสบายใจ ที่นอนนุ่ม ๆ อาหารที่กินกันอิ่มจนจุกทุกมื้อ รวมถึงเป็นหลักในการเดินทางไปบ้านกรูโบครั้งนี้ด้วย
ขอบคุณ พี่น้องรักษ์เขาใหญ่ทุก ๆ คนที่ดูแลกันเป็นอย่างดี
ขอบคุณพี่ ๆ คนอุ้มผางทุกคน และที่ขาดไม่ได้คือ
ขอบคุณเพื่อน ๆ แก๊งเรา แป๋ม แก้ม แฟง ที่ดูแลกันตลอดอย่างใกล้ชิด ตั้งแต่เริ่มออกเดินทางจนกลับถึงบ้าน
ขอบคุณที่อยู่ข้าง ๆ กัน และบันทึกอุ้มผางของเราสำเร็จไปได้ก็เพราะมีเพื่อน ๆ ทั้ง ๓ คนนี้ รวมถึงพี่เปรี้ยว และท็อป เพื่อนใหม่คนอุ้มผางด้วย ที่ให้ความช่วยเหลือสำหรับข้อมูลหลาย ๆ อย่างที่เรายังไม่รู้ และไขข้อสงสัยอื่น ๆ จนทำให้สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี เอาเป็นว่าการเดินทางครั้งนี้พอแค่นี้ก่อนนะ ถ้ามีโอกาสได้กลับไปอีกจะไม่พลาด แล้วจะมาเขียนใหม่แน่นอน

มิ้น … โรงเรียนปากช่อง

ปิดการแสดงความเห็น