บันทึกอุ้มผาง – แป๋ม

ย้อนกลับไป ว่าการไปอุ้มผางครั้งนี้ไปได้อย่างไรนะเหรอ คือมีเพื่อนมาชวนไปจริง ๆ แล้วเราไปค่ายกับกลุ่มรักษ์เขาใหญ่มาเป็นปีแล้วแหละ แต่ไม่ได้ไปบ่อยเท่าไรเลย ไม่ค่อยมีตัวตนในกลุ่ม แล้วพอดี มิ้น  มาบอกว่าจะมีค่ายไปบริจาคของที่อุ้มผางก็อยากไปมาก เกิดมาชีวิตนี้ไม่เคยขึ้นเหนือเลยสักครั้ง แต่ก็นะตัดใจตั้งแต่ได้ยินว่าอุ้มผางละ คิดว่าคงไม่ได้ไปหรอก ไกลแล้วก็หลายวันด้วย ยายคงไม่ให้ไป แต่ด้วยความอยากไปเลยลองขอดู  คุณพระ!!  ยายให้ไปเฉยเลย บอกแค่ว่าดูแลตัวเองดี ๆ เราก็รีบบอกมิ้นให้แจ้งกับพี่อ๋อเลย เพราะพี่แกให้แค่ ๕ คน กลัวคนจะเต็มก่อน แล้วก็มีนัดกันออกมารับบริจาคตามที่ต่าง ๆ แต่เราก็ไม่ได้ออกมาช่วยเพื่อนเลยรู้สึกผิดชะมัด ก็รับบริจาคอยู่หลายวันได้เงินพอสมควร จนใกล้ถึงวันเดินทางที่นัดไว้ คือวันที่ ๒๔ เมษา แต่แล้วก็เลื่อนไปเป็นวันที่ ๒๗ เมษา แต่ก็ไม่เป็นไรถือว่ามีเวลาเตรียมตัวเพิ่มขึ้น
เช้าวันพุธที่ ๒๗ เมษายน ๒๕๕๙
ตื่นมาแต่เช้าด้วยความไม่สดชื่น เพราะเมื่อคืนตื่นเต้นจนนอนไม่หลับ จริง ๆ นัดออกเดินทางตอนสามโมงเย็น แต่มิ้นบอกให้มาแต่เช้า เพราะนางมารถโดยสาร ต้องมาแต่เช้าเท่านั้น เราก็จำใจตื่นออกจากบ้านพร้อม กระเป๋าใบใหญ่ ๑ ใบ ใบเล็ก ๑ ใบ ถุงของแม่ที่ฝากไปบริจาค มะละกอ มะม่วง ยายฝากไปให้พี่แขก เป็นอีบ้าหอบฟางเลย แต่ดีที่มิ้นข้ามถนนมารับฝั่งเขาแคน แล้วช่วยกันแบกข้ามถนนไปบ้านลุงแขก ไปถึงก็เหมือนเดิม มะระเห่าต้อนรับ ลุงแขกแอบตกใจ มาทำไรกันแต่เช้าไปตั้งตอนเย็น เราก็เอากระเป๋าเข้าไปเก็บ แล้วก็ออกไปหาของกินข้างนอกกัน พร้อมนัดเจอ แก้มกับแฟง ด้วย ตะลอนกันพักใหญ่ ๆ กลับเข้ามาบ้านลุงแขกอีกที ก็บ่ายโมงกว่า ๆ มาถึงก็ช่วยกันนับของบริจาค เปิดพัดลมดูหนังซะเหมือนบ้านตัวเอง ค้นหนังสือออกมาอ่าน เปิดตู้เย็นหาของกิน หิวพอดีเจอก๋วยเตี๋ยวอยู่ก็เลยมาแบ่งกันกิน ก๋วยเตี๋ยวไรยืด ๆ ดีนะปรี้ยว ๆ ด้วยที่ไหนได้ “บูด” ฮ่าๆๆ กว่าจะรู้ตัวก็เกือบหมดถ้วย ใกล้ถึงเวลาพี่อ๋อก็มาพอดี นั่งคุยกันว่าที่อยากให้ไปอยากให้เห็น วิถีชิวิตว่าเขาลำบากกว่าเราขนาดไหน แล้วก็เล่าถึงความยากลำบากในการเดินทาง ๑๒๑๙ โค้ง ซึ่งเราเป็นคนเมารถอยู่แล้ว คิดว่าไม่รอดแน่ ๆ แต่ไม่เป็นไรเตรียมยามาแล้ว คุยกันไปเพลิน ๆ พี่ก็อตก็มาพอดี แล้วสักพักพี่นิมก็มา ช่วยกันขนของขึ้นรถ แล้วก็ออกเดินทางเวลาประมาณ ๑๗.๓๐ น. พี่นิมกับพี่ก็อตนั่งหลังเหยียดขาสบายใจ เรา ๔ คนนั่งหน้าพี่อ๋อขับและน้องเพลง เปิดเพลงฟังร้องเพลงกันมาตลอดทาง คุยเรื่องย้อนอดีตบ้าง แต่ส่วนใหญ่ พี่อ๋อจะพาดราม่าตลอดทาง คิดว่าตัวเองหลุดเข้าไปอยู่ในคลับฟลายเดย์ แล้ว ก็ขับไปเรือยจนเวลาประมาณสองทุ่มกว่า ๆ เกือบสามทุ่ม ไปแวะกินข้าวกันที่นครสวรรค์ พี่อ๋อบอกว่ามันชื่อ ถนนข้าวต้ม ได้ยินตอนแรกสารภาพเลยคิดว่า ข้าวต้มมัด แต่ไม่ใช่ ฮ่า ๆ เลือกร้านอยู่พักใหญ่ ๆ ก็มาจบที่ร้านร้านนึงชื่อไรไม่รู้จำไม่ได้แล้วแป๋วว . .อร่อยดี                 ผัดผักบุ้ง อร่อยมาก แต่ไม่กล้ากินเยอะเดี๋ยวเจอโค้งแล้วจะออกคืน กินเสร็จก็ออกเดินทางไปเรื่อย ๆ จนถึงแม่สอด แวะปั๊มพักรถ พี่อ๋อบอกอีกไม่กี่กิโลแล้วแต่ทางมันไปเร็วไม่ได้ และที่เลือกเดินทางกลางคืนเพราะเวลารถสวนมาจะได้เห็นไฟและระวังได้ เราก็ขับรถมาเรื่อย ๆ กินยาเมารถมา แล้วแต่ไม่มีอาการง่วงเลยตาสว่างด้วยซ้ำ เพราะถึงจะเป็นเวลากลางคืน รอบ ๆ มืดไปหมด แต่รับรู้ได้ถึงความสูงและเหวสองข้างทางหลับไม่ลงจริงๆ จะมีก็แต่แก้มกับน้องเพลงที่หลับหัวโยกประหนึ่งว่าที่ต้นคอไม่มีกระดูกอยู่เลย นั่งตาแข็งมาจนถึง อุ้มเปี้ยม ก็เกือบสว่างแล้ววัดอุณหภูมิตอนนั้นได้ ๒๗ อาศาเซลเซียส คือดีมาก เย็นสบาย พักอยู่ตรงนั้นแป้ปนึง ก็เดินทางต่อเปลี่ยนเป็น พี่นิมขับ พี่นิมเปิดแอร์เย็นมากกหนาวเลยแหละ เราก็กันเรื่อย ๆ คุยกันไปเรื่อย ๆ แต่พี่นิม คุยแต่อะไรที่มีสาระตลอด ๆ ตอนนั้นก็เกือบจะสว่างง่วงมากเต็มทีแอบหลับไปตอนไหนก็ไม่รู้ ตื่นมาอีกทีก็เกือบ ๆ สว่าง หมอกเต็มไปหมดน่ากลัวมาก ข้างทางก็เจอฝูงวัวที่เขาปล่อยไว้กินหญ้า เจอรถสองแถวที่วิ่งตั่งแต่ยังไม่สว่าง เจอคนขี้ริมทาง ฮ่า ๆ

วันพฤหัสบดีที่ ๒๘ เมษายน ๒๕๕๙
และแล้วเราก็มาถึง ตูกะสู เวลา ๐๕.๔๐ กว่าจะถึงทุกคนก็แทบสติหลุด เดินเข้าห้องได้ เก็บกระเป๋านอนไม่มีการอาบน้ำแปรงฟันอะไรทั้งนั้น เดี๋ยวตาสว่าง ฮ่า ๆ เรานอนกับมิ้นบนเตียงชั้น ๒ แอบร้อนนะแต่มีพัดลมเปิดแล้วหนาวเลย แล้วเราก็สลบกันไปตื่นมาอีกที ก็เกือบเที่ยงทุกคนก็อาบน้ำออกมากินข้าวซึ่งมี ป้าทอง ที่เราจะฝากท้องไว้จนกว่าจะกลับและอาหารก็อร่อยมากทุกอย่าง แล้วเราก็กินพร้อมกันกับพี่ ๆ จากปราจีนที่มาก่อนหน้านี้คือ พี่เปรี้ยว พี่ติ๋ว พี่ใหม่ พี่ต้า น้องกิ๊ฟ ก่อนกินข้าวก็แนะนำตัวกับ พี่อู๊ดและพี่ยุ้ย ซึ่งเป็นเจ้าของรีสอร์ท ที่ลุงแขกย้ำเหลือเกินว่าให้มาตีสนิทเอาไว้ ตอนแรกที่พี่อ๋อเรียกแม่เลี้ยงแอบนึกภาพไปว่าสาวเหนือนุ่งผ้าถุง มวยผมปักปิ่น แต่จริง ๆ ไม่ใช่เลยพี่ยุ้ยดูเป็นคนลุย ๆ เท่ ๆ มากกว่า พอกินข้าวกันเสร็จก็ พักผ่อนเล็กน้อยและเตรียมตัวไปเล่นน้ำ คือดีใจมากไ ปรถกระบะพี่อ๋อ นั่นแหละระยะทางไม่ไกลเท่าไรพอไปถึงน้ำใสมาก แต่คิดว่าจะเป็นน้ำลึก แต่ตื้นมากแค่หัวเข่าเล่นไม่เป็นเลย ทีนีเลยนั่งเอาบรรยากาศเฉย ๆ พอใกล้จะกลับเท่านั้นแหละ พี่นิมผลักกดหัวลงน้ำพร้อม เปียกสมใจเลยเลยนั่งแช่เลย สักพักก็ไป เก็บขยะกัน ติดป้ายว่าห้ามทิ้งแต่กลายเป็นกองขยะ ไปเลยแล้วก็พากันกลับที่พักอาบน้ำแล้วพี่ ๆ ก็พาขึ้นรถพี่อ๋อออกไปข้างนอกตอนแรกก็งงจะพาไปไหนหว่า . . เข้าไปในป่าสักพักจอดรถเอาถุงดำมาปิดตาด้วย เราก็ อ้าวนึกในใจจะพาฉันไปขายให้พม่าหรือเปล่า แล้วก็พาลงรถพาเดินขึ้นเขาทั้ง ๆ ที่ปิดตานั่นแหละ จับมือกันไปคนที่ไปใหม่ถึงปิดตา มี เรา
มิ้น แฟง แก้ม กิ๊ฟ พี่ต้า พอเดินขึ้นไปสุด พี่ ๆ ก็ย้ำหนักว่า อย่าขยับ ซ้ายเหว ขวาเหว แล้วให้ค่อย ๆแกะที่ปิดตาออก เปิดออกตอนแรกคือ ตกใจสวยมาก สูงมาก ใจนี่รัวเป็นกลองสะบัดชัยเลย เพราะข้างหน้าเป็นเหว กลัวเหลือเกินที่ที่เรายืนอยู่คือ ดอยหัวหมด ข้างล่างก็จะมีพื้นทีที่โล้น ๆเพราะพี่อ๋อ บอกว่าชาวบ้านเผาและทำเป็นไร่ข้าวโพด ยืนอึ้งสักพักก็ถ่ายรูปกัน เก็บขยะ แล้วก็เดินลง ตอนลงนี่งงเลยนะนี่เราปิดตาเดินขึ้นมาได้ไง เพราะทางขึ้นค่อนข้างชัน และหินเยอะเต็มไปหมดแล้วเราก็กลับตูกะสูไปกินข้าวเก็บกระเป๋าเตรียมตัวไปกรูโบกันวันศุกร์ที่ ๒๙ เมษายน ๒๕๕๙
ตื่นอาบน้ำขนกระเป๋าออกมากันแต่เช้าไป แพ๊คหวานเย็นลงกล่องกัน หวานเย็นเยอะมากมีมือชากันมั่งแหละ แพ๊คเสร็จก็ขนของขึ้นรถกัน โดยมีรถไป ๔ คัน มีคนไปทั้งหมด ๓๑ คน ส่วนเรานั้นได้ขึ้นไปกับ พี่รุ่ง เป็นรถขนกระเป๋า ทุกคนดูผลักไสไล่ส่งเราไปกับพี่รุ่งมากไม่รู้ทำไม แล้วเราก็ออกเดินทางกัน พี่รุ่งก็พาแวะตลอดทางซื้อของบ้างแหละ เติมน้ำมันบ้างแหละ เติมลมบ้างแหละ แวะจนตามคันอื่นไม่ทันซึ่งพี่แกบอกว่า แกไม่รู้ทาง .. เราก็ อ้าว ! ทำไงละตามไม่ทันแล้ว แกก็ถามกลับไหมละ ก็แหมมาขนาดนี้ละ คือ แก(พี่รุ่ง) เป็นที่พูดเล่นหรือพูดจริงก็หน้าเดียวตลอด แยกไม่ออกว่าไหนจริงจัง ไหนเล่น ฮ่า ๆ ก็ขับไปเรื่อย ๆ รู้สึกดีที่ได้นั่งหน้า เพราะฝุ่นแบบเหมือนผงโกโก้ละเอียดมาก มาจนถึงที่แวะกินข้าวข้างริมน้ำบรรยากาศดีเชียวแหละ กินกันจนอิ่มเรียบร้อย พี่อ๋อบอกให้ย้ายคัน สลับกับพวกพี่ ๆ ให้พี่มานั่งหน้าแล้วเราไปนั่งหลังรถพี่บิ๊ก เราก็โอเคมี เรา(แป๋ม) แฟง มิ้น แก้ม พี่ก็อต น้องกิ๊ฟ นั่งไปแค่ฝุ่น ไม่เลวร้ายอะไรมากหรอกมั้ง แต่ ! คือแมสก็ไม่มี นั่งเอามืออุดจมูกหลับตาไปตลอดทางจนแวะเข้าห้องน้ำเป็นเหมือนหมู่บ้านเล็ก ๆ มีด่านทหารอยู่(ด่านทีชอแม) ก็เลยขอแมสจากพี่ติ๋วรู้สึกดีขึ้นมาหน่อย แล้วเราก็เดินทางต่อพี่คนขับแกก็จี้คันหน้าเหลือเกิน จะรู้มั้ยนะว่า ฝุ่นมันฟุ้งมาก(สงสัยกลัวหลงคิดในใจ) ขับไปสักพักเราก็ห่างคันหน้าเรื่อย ๆ จนเหมือนขับอยู่คันเดียว เราก็ไปกันเรื่อย ๆ ก็ไม่ถึงสักทีทั้งคันก็ไม่มีใครรู้ทางเลยจนเจอแยกข้างหน้า แม่จันทะใหม่ – แม่จันทะเก่า อ้าวไปทางไหนละงงเลย ตัดสินใจเลี้ยวขวาเจอคนแถวนั้นพอดีเลยถามว่า “กรูโบไปทางไหน” แกบอกว่าเลยมาแล้ว แต่คุยไม่ค่อยรู้เรื่อง เพราะเขาเป็น กระ-เหรี่ยง เลี้ยวกลับไปแยกซ้ายเจอหมู่บ้านพี่ตั้มเลยลงไปถามทางก็ได้ความว่า “เลยมาไกลมากแล้ว” เรานี่ตกใจไปตาม ๆ กันแต่ไม่เป็นไรถือซะว่ามานั่งรถเล่น ระหว่างทาง พี่ก็อตกับแฟง ก็เล่นทายจังหวัดกันจนครบจบเกมส์ ถึงกรูโบพอดีทุกคนปรบมือต้อนรับดังมาก ฮ่า ๆ กรูโบเป็นหมู่บ้านกระ- เหรี่ยงที่ไฟฟ้าและสัญญาณโทรศัพท์เข้าไม่ถึงต้องใช้แผงโซล่าเซล พอถึงพวกเราก็จัดกระเป๋าไว้เป็นที่ ก็เข้าครัวไปแกะกระเทียมกัน สักพักพี่อ๋อ ก็ชวนไปเล่นน้ำก็เปลี่ยนเสื้อผ้าไปเล่นกันเดินไปเรื่อย ๆ เลย วังปลา ไปพี่อ๋อบอกว่าตรงวังปลามีปลาเยอะมาก ๆ น้ำลึกด้วยและห้ามจับปลาตรงนี้ พวกเราเดินเลยไปอีกนิดหน่อยก็ถึงที่เล่นน้ำใสแจ๋วไหลแรงมากมีกังหันน้ำและมีกลไกที่เป็นเครื่องตำข้าวไปในตัวเก๋มาก วันที่เราไปเล่นก็มีคุณป้าคนนึงมาตำข้าวพอดี แกบอกว่าแกตำข้าวเหนียวอยู่ เราก็คุยด้วยนิดหน่อยก็ไปเล่นน้ำ น้ำไหลแรงมากจริง ๆ ขนาดพี่อ๋อยังนั่งไม่อยู่ก็คิดเอา เล่นตรงนั้นสักพักเราก็เดินไปเล่นอีกที่นึงตรงทางเข้าหมู่บ้านน้ำนิ่ง ๆ ตื่น ๆ เล่นแปปนึงเราก็ไปอาบน้ำกินข้าว พี่นิมก็ชวนไปนั่งกับวงสังสรรค์ตอนแรกก็เกร็ง ๆ เพราะไม่รู้จักใครเลย แล้วพี่นิมก็ให้ เรากับแฟง ไปนั่งข้างลุงคนนึงแกชื่อ ลุงสง่า ก็คุย ๆ กันเรื่องหลงไปแม่จันทะแกก็ถามวนไปหลายรอบกว่าจะเข้าใจกันแล้วก็นั่งฟังพี่เชนดีดกีตาร์ร้องเพลงไปแกเล่นเพราะมากก และสักพักสายกีตาร์ก็ขาด เป็นคืนที่รู้สึกยาวนานมากอยู่ตรงนั้นดึกพอสมควร เราก็เข้านอนกัน นอนไม่หลับทั้งคืนอาจจะร้อนด้วย ยุงกัด เสียงกรนพี่อ๋อบลา ๆ กว่าจะหลับก็เกือบเช้าวันเสาร์ที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๕๙ 
ตื่นมาตั่งแต่ยังไม่สว่าง เพราะได้ยินเสียงใครไม่รู้มาเร่งเครื่องรถดังมากก(สืบทราบมาว่าเป็นพระ) ก็เลยตื่นมาอาบน้ำ เตรียมของเลี้ยงก๋วยเตี๋ยวและหวานเย็น เด็ก ๆ เด็กบางคนใส่พริกแบบไม่มียั้งมือ เป็นห่วงปากน้องมาก บางคนนี่บวมแดงเลย แต่พี่อ๋อบอกว่าเด็กที่นี่เขากินกันแบบนี้แหละ ไม่ต้องไปห่วง กินก๋วยเตี๋ยวและหวานเย็นเสร็จ ก็ช่วยกันล้างจานน้อง ๆ ก็มาช่วยล้างดีมากแป้บเดียวก็เสร็จ ไปกรอกน้ำต่อพอเสร็จก็ขนของขึ้นรถ เตรียมไปเลี้ยงก๋วยเตี๋ยวมื้อเที่ยงที่ ตะละโค่ง ทางไปแม่จันทะที่หลงไปเมื่อวาน และแน่นอนว่า ‘นั่งหลังไปเหมือนเดิม คลุกฝุ่นเหมือนเดิม’ ระยะทางไกลพอสมควร ที่ตะละโค่ง ผู้คนที่นี่จะใส่ชุดชนเผ่า พอไปถึงก็ขนของลงมอบให้โรงเรียน แล้ว ครูตุ๊กแก ครูคนเดียวของที่นั่นก็พาเราเดินสำรวจรอบ ๆ และที่ที่พาเราไปก็คือ สถานที่พิธีกรรมต่าง ๆ ก็คล้าย ๆ วัด นั่นแหละก่อนเข้าไปต้องถอดรองเท้าก่อนข้างในก็จะมีศาลาที่ไว้ทำบุญกัน และข้าง ๆ จะเป็นกองทรายข้างหน้ากองทรายจะเป็นเสาไม้ที่เอาไว้ปักเทียนทุกวันพระชาวบ้านจะมาที่นี่ ครูตุ๊กแกเลยพาไปบ้านพ่อหลวงให้แกเล่าความเป็นมาต่าง ๆ ให้ฟังพ่อหลวงคือคนเก่าแก่ของที่นั่น ปีนี้ก็อายุ ๗๙ ปีแล้ว พ่อหลวงเล่าว่า ทุกวันพระเมื่อก่อนทุกคนต้องไป แต่ปัจจุบัน ถ้าไม่ว่างต้องส่งตัวแทน ๑ บ้านอย่างน้อย ๑ คนไปเพื่อเตือนใจกฎ ๕ ข้อ คล้าย ๆ ศีล ๕ คือห้ามฆ่ากัน ไม่เอาเปรียบกัน ห้ามเจ้าชู้ ห้ามโกหก ห้ามดื่มสุรา ซึ่งคนนำพิธีคือเจ้าอาวาส คนปัจจุบันเป็นผู้หญิง ที่ต้องทำหน้าที่ตลอดชีวิตสึกไม่ได้เหมือนพระทำสืบกันมา ๓๐๐ ปีแล้ว ไม่อยากเป็นไม่ได้ ถ้าทำตัวเสียหายหรือผิดศีลก็จะมีสมาชิกในบ้านป่วยหรือตาย คนที่จะสืบต่อต้องเป็นลูกเจ้าอาวาสเท่านั้น และเจ้าอาวาสห้ามเลี้ยงเป็ดเลี้ยงไก่ ห้ามกิน แต่ปัจจุบันกินได้ แต่ห้ามเลี้ยงเหมือนเดิม นั่งคุยไปได้สักพัก พีอ๋อก็มาตามเพราะก๋วยเตี๋ยวพร้อมแล้ว เราก็ไปที่โรงอาหารกันช่วยกันตักก๋วยเตี๋ยวช่วยกันป้อนน้องที่กินเองยังไม่ได้ แล้วก็แจกหวานเย็นอีก น้องกินอิ่มก็ถึงเวลาพี่ ๆ กินพอกินกันเสร็จก็เก็บของของขึ้นรถเตรียมตัวไปบริจาคของอีกที่หนึ่งคือ ทิปาเก ระยะทางไม่ไกลแปบเดียวถึง จอดรถไว้ในโรงเรียนแล้วต้อเดินข้ามสะพานพัง ๆเข้าไปในหมู่บ้านตอนเดินบนสะพานก็แอบเสียวตกเหมือนกันน่ากลัวมาก เราไปยืนตรงลานกลางหมู่บ้านเลย เรียกเด็ก ๆ มาเอาขนม หวานเย็น แปรงสีฟันต่าง ๆ คือหมูบ้านนี้เป็นหมู่บ้านฤๅษี เขานับถือฤๅษี สังเกตเห็นได้ว่าทุกคนจะตัดหรือม้วนผมให้เป็นกลม ๆ ไว้บนหัว สิ่งปลูกสร้างหรืออะไรก็แล้วแต่จะไม่มีเป็นรูปวงกลมเลย ลูกบอลนี่ห้ามเตะเด็ดขาดเลย และที่นั่นก็มีบุคคลสำคัญท่านหนึ่งก็คือ หมอโจปอง เป็นหมอสมุนไพรที่เก่งมาก ๆ เคยออกรายการทีวีมาแล้ว แต่เราไม่ได้ถ่ายรูปด้วยเสียดายมาก และพวกเราก็รอแจกของจนหมด ก็เดินกลับรถและที่นั่นมี ไวไฟ งงมาก ว่ามีได้ ไงทั้ง ๆ ที่ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ นั่งเขี่ยโทรศัพท์กันสักพัก ก็เดินทางกลับกรูโบและตอนกลับเจอนกเงือกด้วย ๓ ตัวตื่นเต้นมาก มีแวะเก็บดอกดินกลางทาง ดอกดินลักษณะก็เหมือนดอกไม้ ดอกกระเจียวประมาณนั้น สีขาวอยู่ใต้ดินแต่จะมีส่วนที่โผล่ออกมาต้องใช้ไม้ขุดเอา
พอถึงกรูโบก็มีเกมส์ให้เล่นคือ แบ่งกลุ่มกัน ๓ กลุ่มเราได้อยู่กับ กิ๊ฟและน้อง ๆ ที่นั่นกลุ่มละ ๑๐ คนได้ ทำภารกิจ
๑. ไปบ้านของน้องในกลุ่ม ๓ คนแล้วเขียนประวัติย่อ ๆ มา
๒. ไปสำนักสงฆ์ในหมูบ้านแล้วไปถามพระถึงเหตุผลที่มาอยู่ที่นี่
๓. ตามหาคนที่อายุเยอะที่สุดในหมู่บ้าน
ซึ่งกลุ่มเราได้ที่ ๒ วิ่งกันฝุ่นตลบเหนื่อยมาก แล้วก็สนุกมาก และยังมีอีกหนึ่งเกมส์จาก พี่ติ๋ว คือเกมส์วิ่งเปรี้ยวอันนี้กลุ่มเราแข่ง ๒ รอบแพ้ ๒ รอบเลยแต่ไม่เป็นไรน้อง ๆ ก็ได้ขนมได้นมกันไปทุกคน พอเล่นเกมส์เสร็จก็ไปเล่นน้ำต่อไปที่เดิมที่เล่นเมื่อวานน้ำใสเหมือนเดิมแรงเหมือนเดิม แต่เพิ่มเติมคือมี พี่เชนไปด้วย เล่นอยู่ตรงนั้นแป้บเดียว ลีโอกับท็อป ก็มาตามไปเล่นอีกที่นึงก็ไปกันหมด ตรงนั้นเป็นน้ำตื้น ๆ นิ่ง ๆ นั่งแช่เฉย ๆ แป้บเดียวก็กลับไปอาบน้ำ อาบน้ำออกมาน้อง ๆ ก็มารอทำกิจกรรมอยู่แล้ว มาช้า เลยโดนลงโทษไปเต้นหน้าแถว เลยก็สนุกดี ทำกิจกรรมกันสักพักเด็ก ๆ ก็รีบกลับกันเพราะ พี่อ๋อบอกว่ามีประชุมหมู่บ้าน เพราะก่อนหน้าที่เรามามีชาวบ้านได้ยินเสียงชะนีร้อง ซึ่งชาวบ้านที่นั้นเขาถือ เรื่องธรรมชาติมากและที่ได้ยินเสียงชะนีร้อง บ้านไหนที่มีคนแก่ คนแก่ต้องออกไปอยู่ข้างนอก ตามไร่นา แล้ววันถัดไปค่อยกลับเข้ามา พอเด็ก ๆ กลับพวกเราเลยกินข้าวเรียบร้อย กินดอกดินลวกด้วยรถชาติจืด ๆ เหมือนหัวปลี กินกับน้ำพริกก็อร่อยดี พอกินข้าวเสร็จก็ล้างจาน กรอกน้ำ มานั่งคุยกัน ดูหนัง จนดึกเลยและวันนั้นช่วงหัวค่ำมีเมฆฝน และฝนตกหน่อย ๆ พี่ ๆ ช่างภาพและพี่เชนที่กางเต็นท์นอนเลยย้ายขึ้นมานอนกับพวกเราบนอาคาร วันนั้นก็อยู่จนดึกพอสมควร แล้วก็เข้านอน คืนแรกมีแค่เสียงกรนพี่อ๋อ แต่คืนนี้มีพี่เชนกับพี่ตั้มมาประสานเสียงด้วย บันเทิงเลยที่นี้ คิดว่าจะนอนไม่หลับ แต่พอหัวถึงหมอนเท่านั้นแหละ หลับยาวไม่มีการสะดุ้งเลย อาจจะเป็นเพราะอาการเย็น ๆ เลยทำให้หลับสบาย

ซ้าย : พี่ยุ้ย ตูกะสู คอทเทจ … ขวา : หมอโจปอง หมู่บ้านทิปาเก

วันอาทิตย์ที่ ๑ พฤษภาคม ๒๕๕๙
ตื่นมาเก็บกระเป๋าแต่เช้าเตรียมตัวกลับตูกะสูอาบน้ำเก็บของแล้ว ลงมาข้างล่างก็มีกิจกรรมเล่นกับน้อง ๆ อีกแล้วคือนั่งร้องเพลง แล้วส่งถุงลูกอมเป็นวงกลมเพลงนั้นก็คือ  “กล้วย กล้วย กล้วย กล้วยหนีบ กล้วยหนีบ กล้วยหนีบ ใส่น้ำ ใส่เกลือนิดหน่อย กินแล้วอร่อย กล้วยหนีบ กล้วยหนีบ” จำได้แม่นมาก ฮ่า ๆ เพลงหยุดแล้วถุงอยู่ที่ใคร ก็จะได้ แป้ง แล้วแต่ว่าพี่เขาจะสั่งว่าให้ทาหน้าใคร เรานี่โดนคนแรกเลย ได้ทาหน้าน้องผู้หญิงคนนึงทาไปซะเต็มที่เลย พอตาต่อไปโดนทาคืนซะงั้น เล่นกันไปเรื่อย ๆ จนหน้าขาวกันครบถ้วนก็ถ่ายรูปกัน แล้วก็ไปกินข้าว เก็บของ และถ่ายรูปมอบของให้โรงเรียนแล้วก็เดินทางกลับตูกะสู นั่งหลังเหมือนเดิม มีเรา แฟง แก้ม มิ้น พี่ก็อต ลีโอ เบียดกันไปแล้วก็มีแวะเอาของบริจาคให้หมู่บ้านยูไนท์ แล้วเดินทางต่อแต่ขากลับรู้สึกเร็วแป้ปเดียวก็ถึง พอถึงแล้วก็เก็บกระเป๋าเข้าห้องอาบน้ำ ออกมากินข้าวกัน แล้ววันนั้นเป็นวันเกิดแฟงพอดี เลยตั้งใจจะเซอร์ไพรท์กัน โดยมีแผนการที่ดราม่า และแผนการก็ผ่านไปได้ด้วยดี เค้กช็อกโกแลตอร่อยมาก คืนนั้นก็อยู่กันดึกพอสมควรเล่นเกมส์ดึงไม้กันใครทำล้ม ดื่มเครื่องดื่มที่อัปปรีย์ที่สุดเท่าที่เคยเห็นมา แต่เราก็รอดมาได้ทุกตา เลยสบายไป แล้วสักพักก็แยกย้ายกันเข้านอน
วันจันทร์ที่ ๒ พฤษภาคม ๒๕๕๙
ตื่นมาช่วยป้าทองทำกับข้าวแต่เช้าพอกินข้าวเสร็จก็เดินเล่นกันสักพัก แล้วก็ไปไหว้ ศาลพะวอ เป็นศาลที่ทุกคนที่นี่ให้ความเคารพเตรียมของไปไหว้มากมาย พอไหว้เสร็จก็กลับ มาสูบเรือที่ตูกะสู เพราะเราจะไปล่องแก่งกัน โดยเอาเรืองไป ๒ ลำ เรานั่งลำเดียวกันกับ พี่อ๋อ มิ้น แฟง แก้ม กิ๊ฟ ท็อปแล้วก็ไกด์เพื่อนของท็อป แล้วคือโดนพี่อ๋อหลอกว่า เรือรั่ว ต้องช่วยกันวิดน้ำออกไม่งั้นจะจม เราก็ตั้งหน้าตั้งตาวิดจนหน้าจะมืดไม่ได้ชมวิวข้างทางเลย ผลัดกันวิดผลัดกันพายไปเรื่อย ๆ จนถึงบ่อน้ำร้อน แวะไปแช่กันสักหน่อย มันก็ร้อนพอสมควรแช่นาน ๆ นี่หน้ามืดได้เลย เราก็แวะกันสักพักก็ลงเรือต่อไปกันเรื่อย ๆ โดนพี่อ๋อพลักลงน้ำหลายรอบมาก น้ำก็ลึกขาก็ไม่ถึงลอยคออยู่แบบนั้น กินน้ำไปเยอะพอสมควร ผ่านไปเจอน้ำไหลลงมาจากข้างบนเหมือนฝนเลย น้ำเย็นมาก สองข้างทางคือสวยมาก เราก็ล่องไปได้สักพักก้ไปถึงจุดที่พี่นิมมารอรับ แล้วก็แบกเรือขึ้นฝั่งกัน แล้วก็กลับรีสอร์ท ไปล้างเรือ อาบน้ำกินข้าว เก็บกระเป๋าเตรียมตัวกับปากช่องกัน ก่อนกลับก็แวะร้านของฝากครูซัน มีแต่ของน่ารัก ๆ เราได้สมุดโน้ตกับยางมัดผมน่ารัก ๆ มา ๑ อัน แล้วก็ออกเดินทางแบบเบียด ๆ กันเพราะพี่ ๆ ที่ปราจีนกลับด้วย เรานั่งหน้าไปจนถึงอุ้มเปี้ยม ก็แวะเข้าห้องน้ำ ซื้อซาลาเปากินกัน แล้วเราก็ย้ายมานั่งหลังแบบเบียด ๆ มีเรา กิ๊ฟ พี่ต้า พี่ใหม่ พี่ติ๋ว พี่เปรี้ยว พี่ก็อต นั่งขอบ ๆ แล้วทุกคนเหยียดขามาทับ ๆ กันอยู่ตรงกลางก็นั่งกันไปเรื่อย ๆ แบบซิ่ง ๆ พอถึง ตม. มีตำรวจขอดูบัตรประชาชนด้วย ดีนะพกไปไม่งั้นซวยเลย แป้ปเดียวก็ถึงแม่สอดแวะกินข้าวที่ร้านเจ้าสัว อร่อยมากทุกอย่างหรือเป็นเพราะความหิวไม่รู้ พอกินอิ่มก็เดินทางต่อยาวเลย ไปแบบซิ่งมาก หลับกันหมดทุกคนไปเรื่อย ๆ จนใกล้จะเช้าอากาศเย็น เย็นจนหนาว ก็แวะส่งมิ้นกับแก้ม แล้วเราก็ไปถึงบ้านลุงแขกประมาณตี ๕ นอนบ้านลุงแขกกันสาย ๆ ค่อยกลับบ้าน

การไปอุ้มผางครั้งนี้ได้อะไรมากมายเลย “ได้ไปเห็นอะไรเยอะแยะ ได้ไปผจญภัย ไปเจอฝุ่น ไปเจอน้อง ๆ ที่น่ารัก” เห็นน้องแกะหนังยางมาจากถุงหวานเย็นในถังขยะ ก็คิดว่าคงจะเป็นของเล่นที่สนุกที่สุดของพวกเขา พวกเขาเหล่านั้นอาจไม่ได้มีเทคโนโลยีที่ทันสมัยแบบบ้านเรา แต่การใช้ชีวิตแบบนั้นก็น่าอิจฉาคือ ได้อยู่กับป่าที่อุดมสมบูรณ์ มีสัตว์ป่า มีน้ำสะอาดใช้มีชีวิตที่เรียบง่าย ซึ่งเมืองที่ทันสมัยแบบเราไม่มีแบบนั้น มีแต่ความทันสมัยที่มาพร้อมกับความวุ่นวาย และคิดว่าจะต้องกลับไปที่นั่นอีกแน่นอน

แป๋ม … โรงเรียนปากช่อง

ปิดการแสดงความเห็น