ทริป : ผาด่านช้าง

เราได้เดินทางจากปากช่องเพื่อที่จะไป ใช้ชีวิตอยู่ในป่าเป็นเวลา  ๓ วัน ๒ คืน เราได้ใช้เส้นทางเดินป่า“หลังวัดมกุฎคีรีวัน” เราได้ไปร่วมตัวกันที่วัด เพื่อเตรียมความพร้อม แบ่งเสบียงอาหารของส่วนกลางเข้ากระเป๋าส่วนตัว หลังจากนั้นก็เริ่มออกเดินทางเวลา ๑๐.๕๐ น. ระยะทางที่พี่เค้าบอกว่าจะเดินคือ“๔ กิโลเมตร ใช้เวลาเดินจริง แล้วน่าจะประมาณ ๒ – ๓ ชั่วโมง” แต่วันนั้นเราเดินใช้เวลาเดินไปทั้งหมด ๖ ชั่วโมง ระหว่างทางก็เจอ รอยเท้ากระทิง เต็มไปหมดเลย คือในใจคิดไว้แล้วแหละว่า ต้องเจอแน่ๆ แต่ก็โชคดีที่ไม่เจอ แต่ป่าผืนนี้เป็นป่าที่อุดมสมบูรณ์ เพราะมีทางผีเสื้อ ต้นไม้เต็มไปหมด ร่มรื่น

เดินไปเดินมาซักพัก ก็พักกินข้าวเที่ยงกันที่ มอมะกอก บอกเลย-อารมณ์ตอนนั้นคือม่หิวอะไรแล้ว อยากจะนอนอย่างเดียวเลย ระยะทางจากหลังวัดมามอนี้แค่ ๑ กิโลเมตรกว่า แต่เหนื่อยมาก แต่ก็ต้องกินเพราะไม่มีแรงแล้ว พอกินข้าวเสร็จเราก็ออกเดินทางต่อไปยังอีกมอหนึ่ง ชื่อมอว่า“มอขี้แตก” แล้วมันก็สมชื่อจริงๆ ทางนี่ชันมาก ถึงมากที่สุด ไม่อยากจะเดินต่อแล้ว ขอกลับได้ไหม ขาก้าวไม่ออกแล้ว พอขึ้นไปถึงประมาณกลางๆ มอ มีพี่คนหนึ่งเห็นเราเหมือนจะไม่ไหว เลยถ่ายเสบียงส่วนกลางออกจากเรานิดหน่อย พอให้เราได้เบาลงบ้าง แล้วพี่เค้าก็ยื่นยาดมให้ พอได้ดมยาดมแล้วรู้สึกโล่ง มีแรงขึ้นมาทันที หลังจากนั้น เราก็ได้เดินทางต่อไปเรื่อยๆจนถึงลานหิน เพื่อที่จะนั่งพัก พอนั่งพักจนหายเหนื่อยเราก็เริ่มออกเดินทางต่อเพื่อที่จะไปยังที่ตั้งแคมป์ พอเดินเข้าไปในป่าทางรกมากเหมือนเส้นทางนี้ไม่มีคนเคยเดินมาก่อน และแล้วก็เป็นอย่างที่คิด เหมือนว่ากำลังจะหลงป่า พี่ที่นำทางบอกให้นั่งรอก่อน เดี๋ยวพี่จะไปดูทาง เราก็นั่งรอ ระหว่างการนั่งรอพี่เค้านั้นเหมือนเริ่มจะหิวเลยหยิบข้าวขึ้นมากิน กินข้าวจนอิ่มแล้ว พี่ ๒ คนที่ไปดูทางก็ยังไม่มาเลย จนพี่เลี้ยงอีก ๒ คนต้องไปตามหา เค้าพากันหายไปนานมาก ในใจก็กลัว แต่แล้วอีกสักพักพี่เค้าก็มา อารมณ์ตอนนั้นดีใจมาก อยากจะถึงที่ตั้งแคมป์ไวๆ พี่เค้าก็มาพาเดินทางต่อ แต่ทางที่พี่เค้าพาไปนั้นมีแต่หนาม ทางรกมาก เดินไปเรื่อยๆ ก็เจอน้ำตกสวยมาก น่าถ่ายรูป อารมณ์ตอนนั้นหายเหนื่อยแล้ว ดีใจที่ได้เห็นน้ำ เพราะคิดว่า ถ้าเจอน้ำแล้วก็น่าจะถึงที่ที่เราต้องต้องตั้งแคมป์ แต่แล้วก้อยังไม่ถึง ใช้เวลาเดินไปอีกประมาณ ๑๕ นาที เราถึงแคมป์ก็เกือบค่ำแล้ว พอถึงปุ๊บ ทุกคนก็ช่วยกันกางผ้าใบ ฟลายชีต ไว้สำหรับ นอนและทำอาหาร แล้วเราก็ไปช่วยกันเก็บฟืน เพื่อที่จะนำมาก่อไฟทำอาหารและเป็นแสงสว่างให้เราในยามราตรี พอเก็บไม้เสร็จแล้วก็เตรียมตัวไปอาบน้ำ น้ำที่เราอาบเป็นน้ำลำธาร สวย ใสและเย็นมาก พออาบน้ำเสร็จก็มารอกินข้าว และสิ่งที่น่าประทับใจที่สุดของคืนแรกก็คือการได้นั่งกินข้าวใต้แสงจันทร์ พอกินข้าวกันเสร็จพี่ๆ ก็เรียกมานั่งเป็นวงเพื่อที่จะแบ่งเวรกันเฝ้าไฟ เราก็ได้เป็นเวรแรกของคืนแรก คือเฝ้าตั้งแต่ เที่ยงคืนถึง ตีสอง ระหว่างช่วงเวลา ที่เฝ้าไฟนั้น พี่เค้าก็ให้ไปเดินส่องดูรอบๆ แคมป์ ค่อยเอาฟืนใส่ไฟอยู่เรื่อยๆ การที่เราต้องผลัดกันเฝ้าไฟนั้น คือเราอยู่ร่วมกัน และอยู่ในป่า ซึ่งแน่นอนว่า ในป่าก็ต้องมีสัตว์ป่าเป็นธรรมดา ดังนั้นเราจึงต้องมีเวรเฝ้า เพื่อไม่ให้สัตว์ป่าได้เข้ามาใกล้ หรือมาขโมยกินเสบียงอาหารเรา แต่เวรเฝ้าคืนแรก คือต่างคนต่างโรงเรียน เลยเป็นคืนที่เงียบ เพราะไม่มีใครคุยกับใครเลย พอเราเฝ้าจนครบเวลาของเรา เราก็ต้องไปปลุกเพื่อนเพื่อมาเข้าเวรต่อ เราก็เข้านอน คืนนั้นเป็นคืนที่หนาวมาก เลยนอนไม่ค่อยหลับ แต่ก็หลับไปจนเช้า เช้าวันรุ่งขึ้นเราก็ตื่นไปล้างหน้าแปรงฟัน แล้วก็มาต้มมาม่ากินตอนเช้าพอกินเสร็จก็เอาถ้วยจานไปล้าง แล้วก็มีส่วนหนึ่งที่เค้าไปเดินป่าเพื่อที่หาทางออกได้ใกล้กว่าเดิม แต่เราอยู่แคมป์ คนอยู่แคมป์ก็มีหน้าที่กรอกน้ำ หาฟืน เมื่อที่เตรียมไว้ใช้ในคืนนั้น พอเสร็จแล้วเราก็ทำกับข้าวกินกันในมื้อกลางวัน พอกินเสร็จเราก็เตรียมตัวไปเล่นน้ำกัน แต่พอเดินไปถึงที่เราจะเล่น ปรากฏว่า เจอเณรกำลังเล่นน้ำอยู่เลยต้องรอสักพัก เราถึงได้เล่น ตอนนั้นว่าจะเล่นน้ำแหละ แต่เห็นท้องฟ้าครึ้มเลยยังไม่เล่น กลัวหนาว เลยนอนอาบแดดไปซักพัก แล้วค่อยเล่น เล่นน้ำครั้งนี้ก็ประมาณ ๑๖.๑๕ แล้ว เลยถือเป็นการอาบน้ำตอนเย็นเลยทีเดียว เพราะเวลามืดแล้วมันน่ากลัว พออาบน้ำเสร็จก็ไปนอนเล่น รอพวกที่ไปเดินป่ากลับมา แล้วพอทุกคนทำภารกิจส่วนตัวเสร็จแล้ว พี่เลี้ยงก็บอกให้ไปที่ผา ตรงที่เราอาบน้ำกัน พี่เค้าจะมีกิจกรรมให้ทำ กิจกรรมนั้นก็คือการรอคอยดูนก นกที่ว่าคือนกเงือก เป็นนกที่หาดูได้ยาก แต่ก็เจอ ระหว่างรอก็ เซลฟี่กันไปเรื่อย รูปนี่เต็มโทรศัพท์เลย พอได้เห็นนกแล้วก็ยังนั่งเล่น นั่งคุยกันไปเรื่อย ซักพักเหมือนฝนจะตก เราก็ต่างพากันกับมาแคมป์ เพื่อที่จะมาพากันทำกับข้าวมื้อเย็น และมาเก็บเสื้อผ้าที่ตากไว้ พอกำลังจะทำกับข้าวฝนก็ดันมาตก พี่เลี้ยงส่วนหนึ่งก็เลยต้องไปทำกับข้าว และอีกส่วนหนึ่งก้อมาคอยดูที่หลับที่นอนว่าจะเปียกรึปล่าว แล้วสิ่งที่ชอบในคืนนั้นคือ มีพี่คนนึงเสียสละ ผ้าขาวม้าของตัวเองมารองน้ำเพื่อไม่ให้มันกระเด็นโดนผ้าใบที่ปูนอน  พอฝนซาลงแล้ว เราก็พากันไปกินข้าว วันนั้นรู้สึกว่า พวกเด็กๆ จะได้กินข้าวดิบกันด้วย พอกินข้าวเสร็จก็แบ่งหน้าที่กัน ส่วนหนึ่งไปล้างจาน ส่วนหนึ่งเก็บกับข้าว พอต่างคนต่างทำหน้าที่ของตัวเองเสร็จแล้ว ก็พากันมานั่งแบ่งหน้าที่ว่า ใครจะเป็นเวรเฝ้าไฟผลัดไหน คืนที่ ๒ มีทั้งหมด ๔ ผลัด ด้วยกันเพราะคืนนี้แบ่งเป็นโรงเรียนเพื่อที่จะได้ไม่เงียบเหงาในการเฝ้าไฟ โรงเรียนเราได้ผลัดแรก เราก็รอเวลาแต่คืนนี้ แต่ละผลัด เฝ้ากันแค่หนึ่งชั่วโมงครึ่ง  เราเฝ้าตั้งแต่เที่ยงคืนจนถึง ตี ๑ ครึ่ง และระหว่างเฝ้าไฟนั้นก็ร้องเพลงสนุกสนาน พอเฝ้าไฟได้ซักพัก พี่เค้าก็ชวนต้มข้าวต้มกินยามดึก ต้มเผื่อผลัดอื่นๆ ด้วย เราก็เลยได้กินข้าวต้มก่อนด้วย จากนั้นก็พากันนอนหลับฝันดี

รุ่งเช้าวันสุดท้าย ของการอยู่ค่าย เราก็พากันนอนตื่นสาย พากันไปล้างหน้าล้างตาทำกับข้าวกินกันเอง แล้วก็มีบางส่วนขึ้นไปดูน้ำตกตอนเช้าส่วนที่เหลือก็หาข้าวหาปลากินกันบางคนก็ทยอยเก็บของใส่กระเป๋าโดยเฉพาะเรา วันนั้นใจหนึ่งก็ไม่อยากกลับเพราะขี้เกียจเดิน แต่ก็ต้องกลับ พอเรากินข้าวเสร็จพวกที่ไปดูน้ำตกเค้าก็พากันกลับมาพอดี เราก็ช่วยกันเก็บผ้าใบ ฟลายชีต เก็บของเครี่องครัว เสบียงอาหารที่เหลือ และแบ่งเสบียงที่เหลือใส่กระเป๋าทุกคน จากนั้นเราก็มาทำพิธีขอขมาป่า โดยการยืนล้อมรอบกองไฟ แล้วพูดตามพี่เค้า พอพูดจบ ก็มีพี่คนหนึ่งเอาน้ำมาดับไฟ เรานี้สะดุ้งเลยตกใจ จากนั้นก็พากันเดินทางจะกลับ แต่ก่อนจะกลับพี่เค้าให้แวะถ่ายรูปรวมที่น้ำตกไว้เป็นที่ระลึก พอถ่ายรูปเสร็จเราก็พากันเดินกลับ เราก็รีบเดินๆ เพราะอยากกลับบ้านมาก เดินไปเดินมา จู่ๆ มาโผล่ตรงลานหิน ทำไมมันแป๊บเดียวเองนะ พอมารู้ความจริงที่หลังว่าวันแรกพี่เค้าหลอกเรา ทำเป็นเหมือนหลงป่า แต่ก็ดีจะได้ถึงบ้านเร็วๆ เดินไปเดินมาก็รู้สึกเหมือนกระเป๋าเริ่มหนักแต่จริงๆ แล้วเริ่มเหนื่อยแล้วต่างหาก ระยะทางขากลับช่างสั้นเหลือเกิน แต่ทำไมไม่ถึงซักที กลัวที่สุดคือตรงลงมอขี้แตก กลัวลื่น กลัวตากล้องถ่ายไว้แบล็คเมล์  แต่แล้วก็ผ่านไปได้ด้วยดี เดินมาได้ซักพักเราก็มาพักกันตรงมอมะกอก แล้วจึงค่อยเดินทางต่อพอเดินมาได้เกือบกิโล เพื่อนก็ขาพลิก เราจึงยืนดูพี่เค้าปฐมพยาบาล โดยการใช้  สเปย์กระดูกไก่ดำ เป็นยาของโรงพยาบาลอภัยภูเบศร ใช้ดีมาก พี่เค้าก็ฉีดสเปย์ใส่ขาแล้วก็นวดๆ ดีขึ้นแล้วก็เดินต่อเราก็คอยเดินตามหลังเพื่อนเพราะกลัวมันจะล้มอีก เรากับเพื่อนก็เลยเดินแบบช้า เดินชมนก ชมไม้ เดินคุยกันไปเรื่อยเปื่อย จนถึงมอหลังวัด กระเป๋าเพื่อนดันมาขาดอีก เหอะๆ ชีวิตมันนี้ ขาก็เจ็บกระเป๋าก็ยังมาขาด แล้วนางก็ต้องเดินอุ้มกระเป๋าตัวเองไปจนถึงวัด จุดรวมตัววันที่เรามา เรากับเพื่อน มาถึงช้าที่สุด ภาพที่เห็นคือสภาพแต่ละคน -หมด หมดทุกอย่าง บางคนนอนลงกับพื้นโดยไม่คิดถึงว่าจะเปื้อนหรือไม่เปื้อน แต่ทริปนี้มีความสุขมากที่ได้ร่วมกิจกรรมกับเพื่อนๆ ทุกคนดีใจมากที่ได้ไปเดินป่ากับเพื่อนๆ ทุกคนปวดขามากมายแต่คุ้มมากสนุกมากบอกเลยใครไม่ไปถือว่าพลาดมาก การเข้าค่ายครั้งนี้ก็สอนให้เรารู้อะไรหลายอย่าง เช่น การสามัคคีกะน การอยู่ร่วมกัน การอยู่อาศัย การกิน การนอน และที่สำคัญที่สุดคือ การฝึกความอดทน และสุดท้ายนี้ขอขอบคุณพี่ๆ ทุกคนที่ได้จัดกิจกรรมดีๆ แบบนี้ขึ้นมา และหวังว่าโอกาสหน้าจะได้พบกันอีกนะคะ

เทียน

ปิดการแสดงความเห็น