คำตอบที่ได้มาจากการเดินป่า(ผาด่านช้าง)

สวัสดีผู้อ่านทุกท่าน ผมนายบุญเลิศ งามทองหล่อ วันนี้จะมาเล่าประสบการณ์การเดินป่าครั้งแรกในชีวิตของผม ซึ่งผมไม่เคยคิดเลยว่าตัวเองจะได้มีโอกาสเดินป่าแบบจริงจัง ผมเคยสงสัยมาตลอดว่าการเดินป่า เดินแล้วได้อะไร? สนุกตรงไหน? มีแต่ทำให้ตัวเองลำบาก ซึ่งเรื่องราวที่ท่านจะได้อ่านต่อจากนี้ไปคือสิ่งที่ผมได้รับมาจากการค้างแรมในป่า ๓ วัน ๒ คืน

วันแรกของการเดินทาง เพื่อไปผาด่านช้าง ตอนนั้นพวกเราอยู่ฝั่งปราจีนบุรี เราตื่นหกโมงเช้าเพื่อมาเตรียมความพร้อมก่อนเดินทาง เมื่อทุกอย่างพร้อมเราก็ขนของขึ้นรถซึ่งกระเป๋าของผมนั้นมันหนักมาก เราคิดในใจว่าน้ำหนักขนาดนี้ถอดใจไม่ไปจะทันไหม? แต่เมื่อทุกอย่างพร้อมพวกเราก็เริ่มออกเดินทางโดยผมนั่งอยู่หลังรถกระบะ พวกเราเดินทางโดยใช้เส้นทางข้ามเขาใหญ่ พวกเราใช้เวลา
เกือบ ๓ ชั่วโมงจนถึงวัดมกุฏคีรีวัน ซึ่งเป็นทางขึ้นป่าที่เราจะไปกัน พอถึงวัดมกุฏคีรีวันเราก็ขนของลงจากรถแล้วเช็คความเรียบร้อยของกระเป่าอีกครั้งก่อนที่จะมีผู้เชี่ยวชาญได้ให้ความรู้เกี่ยวกับการเดินป่าและได้เริ่มเดินทาง ซึ่งผมเดินทางไประยะแรก ผมรู้สึกว่ารำคาญกับกระเป๋าของผมมากเพราะมันทั้งหนักและสายของกระเป๋านั้นมันปรับยากเหลือเกิน ขณะที่ผมเดินนั้นผมก็เดินกับเพื่อนของผมอีกสองคน ซึ่งก็เหมือนกับผมที่ไม่เคยเดินป่าแบบจริงจัง พวกเราเดินทางได้ไปในระยะหนี่ง ก็ได้แวะพักใต้ต้นไม้ใหญ่ขณะที่เราพักผ่อนอยู่นั้น ก็มีการแนะนำตัวของแต่ละคน พอพวกเราแนะนำตัวเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็เริ่มอออกเดินทางต่อจนถึงทางขึ้นเขา ซึ่งพวกเราก็แวะพักและกินข้าวเพื่อเพิ่มพลังพวกเราพักกันสักพัก มีเสียงหลายเสียงถามขึ้นมาว่า“เราใกล้จะถึงยังคะ?” ผู้นำทางก็บอกว่า“นี่เพิ่งได้หนึ่งในสามของทางที่เราจะต้องเดิน” พอผมได้ยินอย่างนั้นก็รู้สึกชาที่หัวนิดๆ แต่ก็พยายามคิดในแง่ดีไว้ พอพวกเรากินข้าวจนอิ่ม ก็ออกเดินทางกันอย่างจริงจัง ผมเดินก้าวได้ประมาณสิบก้าวผมก็ต้องหยุดพัก เพราะว่าทางที่พวกเราเดินขึ้นไปมันชันมาก เรามองขึ้นไปแบบคิดในใจว่ากี่วันจะถึงเนี้ย! แถมตอนนั้นเพื่อนของผมคนหนึ่งไม่สบายด้วย ผมก็ต้องดูแล ผมก็พยายามช่วยเพื่อนผมโดยการยกกระเป๋าให้บ้าง ตอนนั้นเพื่อนอีกคนที่มาด้วยได้เดินไปข้างหน้าแล้ว ผมเดินไปบ่นไปบ้างเพื่อให้มันลืมระยะทาง พี่ๆ ที่นำเราไปก็เป็นห่วงน้องๆ นะ คอยถามตลอดว่า“ไหวไหม?” เราก็ตอบอย่างเดียวว่า“ไหวครับๆ” เช่นเดิมผมเดินไปห้าหกก้าวก็พัก พัก และก็พัก ขณะที่พักนั้นพวกเราก็นั่งเป็น กลุ่มโรงเรียนใครโรงเรียนมัน กินน้ำแล้วก็คุยกันเฉพาะกลุ่ม พักได้สักระยะหนึ่งก็เดินทางต่อขณะที่พวกเราเดินทางนั้นก็มีคนให้ความรู้ไปตลอดทาง ให้ความรู้ในเรื่องสมุนไพร การหลงป่า ว่าถ้าหากเราหลงป่าควรทำอย่างไร? เดินไปทางไหนเพื่อไปน้ำ เป็นต้น พอเดินมาเรื่อยๆ ก็มาถึงที่พักเหนื่อยที่สุดท้าย และเริ่มเดินทางต่อแต่หลังจากพักครั้งสุดท้ายแล้ว พวกพี่ๆ ที่นำทางเดินป่าต้องมาหาทางเดินใหม่หรือที่เรียกว่า “การหารายทาง” ตอนนั้นเรารู้สึกว่าทำไมทางเดินที่ผมเดินมานั้นอยู่ๆ ก็หายไป พวกเราเดินมาได้สักพักพี่ๆที่นำทางพวกเราก็บอกให้พวกเรารอ แล้วพี่ๆ เขาก็เดินไปหาทางต่อพวกเราก็นั่งรอ พอพี่ๆ เรียกพวกเราก็เดินตามไปจนมาหยุดอยู่ตรงที่ที่หนึ่ง พี่ๆ ก็ไปหารายทางแต่คราวนี้พี่ๆ ไปหากันนานมากในใจนี่ผมคิดเลยว่า“อย่าหลงป่านะ” ผมกลัวมากแต่ก็สู้พลังความหิวไม่ได้ ผมก็นั่งกินข้าวแต่ในใจก็ภาวนาขอให้พี่ๆ รีบกลับมา เวลาผ่านไปนานมากๆ จนสุดท้ายพี่ๆ ก็กลับมา ตอนนั้นผมโล่งใจมาก

และพี่ๆ ก็ได้นำทางต่อ ทางที่พี่พาพวกพวกเราไปนั้นสุดแสนจะตื่นเต้นมาก เพราะรอบๆ ทางที่เราเดินมีแต่หนาม และทางลงนั้นชันสุดๆ มือต้องจับต้นไม้ตลอด เราเดินไปก็สนุกไป หัวเราะไป จนในที่สุดเราก็ถึง“น้ำตกวังมะนาว” ซึ่งพอเราได้เห็นน้ำตกนั้น ความเหนื่อยที่เราได้สะสมมาได้หายหมดสิ้นไปเลย เพราะความสวยของน้ำตกแห่งนี้ เราได้แวะพักผ่อนและถ่ายรูปกันพอสมควร  ก่อนที่เราจะเดินทางต่อ เดี๋ยว! นึกว่าถึงที่พักแล้วนะแต่ไม่ใช่เราต้องเดินลงไปอีก อะไรกันนี่..! เดินอีกเหรอ? เราเดินไปเรื่อยๆ แต่มันก็สนุกมากเพราะต้องสไลด์ลงมาจากที่สูงพอลงมา และเราก็ต้องเดินบนหินอีกเราเดินมาจนในที่สุด ก็ถึงที่พักเราตกใจมาก..เพราะมันสวยมาก เป็นที่พักที่ติดกับธารน้ำที่เราถ่ายรูปมาเมื่อกี้นี้เอง เรามาถึงที่พักเวลา ๑๗.๒๐ น.

พอเราได้วางกระเป๋า ก็แบ่งหน้าที่กัน ผมได้รับหน้าที่ให้ไปหาฟืนกับเพื่อนๆ พอเรากลับมาจากหาฟืน ที่พักก็เรียบร้อยแล้วก็เริ่มก่อไฟให้ความอบอุ่น จากนั้นเราก็เตรียมของเพื่อไปอาบน้ำ เราเดินตามลำธารเพื่อไปอาบน้ำจนเกือบสุดลำธาร เราไม่อยากจะเชื่อว่าที่อยู่หน้าเรามันคือ หน้าผา ซึ่งเราเองไม่เคยคิดเลยว่าเราจะได้มาอยู่ในสถานที่ที่สวยเช่นนี้ เราได้อาบน้ำตรงวิวที่สวยงามมาก เราเล่นน้ำกันจนเกือบมืด เราก็รีบแต่งตัวแล้วกลับที่พัก เราถึงที่พัก ก็เก็บเครื่องอาบน้ำและเตรียมไปกินข้าวที่ลานหินที่อยู่ข้างๆ ธารน้ำ พวกพี่ๆ ที่ดูแลพวกเราให้พวกเรากินข้าวกันก่อน ตอนนั้นก็ยังเหมือนเดิมคือ นั่งเป็นโรงเรียน ขณะที่เรานั่งกินข้าวพี่ๆ ก็เอาไฟฉายมาส่องไฟให้เรา พอเรากินข้าวเสร็จก็รอพี่ๆ กินข้าวพอพี่ๆ กินข้างเรียบร้อยก็พวกเราก็เอาจานมาล้างให้เรียบร้อย ก่อนที่พวกเราจะขึ้นมาแบ่งเวรยามเพื่อเฝ้าโดยพวกเราทุกคนโดยแยกกลุ่มออกทุกคนเลยตอนแรกก็ไม่ค่อยยินดีสักเท่าไหร่ แต่ก็คิดว่าไม่เป็นไรถือว่าเป็นการได้เพื่อนใหม่ จากนั้นพี่ๆ ก็หาเกมส์มาเล่นเพื่อไม่ให้พวกเราหลับก่อนเที่ยงคืน แต่เพราะความเหนื่อยล้าจากการเดินขึ้นมาบนนี้ทำให้พวกเราแทบทุกคนหลับกันในชนิดที่ว่า ผ่าตัดไม่ต้องใช้ยาสลบกันเลยทีเดียว พอถึงเวรใครเราก็มาเฝ้าเวรนั้น เรามีหน้าที่คือ เราต้องดูแลกองไฟไม่ให้ไฟมอดดับลง และเราก็ต้องหมั่นเดินดูบริเวณรอบๆ ที่พักด้วย เพราะเราอยู่ในป่าก็ต้องระวังสัตว์ป่าและสัตว์เลื้อยคลานต่างๆ คืนนั้นเราได้อยู่เวรตีสองถึงตีสี่ซึ่ง ช่วงแรกๆที่เข้าเวรก็ไม่ค่อยเท่าไหร่ แต่พอผ่านไปได้ประมานเกือบชั่วโมงกว่าพวกเราที่เข้าเวรก็รู้สึกว่าไม่ไหวแล้วเมื่อไหร่จะตีสี่สักที แต่ขณะที่เราเข้าเวรนั้นพี่ๆ ที่เป็นพี่เลี้ยงก็คอยอยู่เป็นเพื่อนเราตลอดพอได้เวลาเปลี่ยนเวรพวกเราก็รีบลุกขึ้นไปที่พักของตัวเองแล้วหลับสนิทตื่นมาอีกทีประมาณแปดโมงเช้า

วันที่สอง เราก็ไปล้างหน้าล้างตาเรียบร้อยก็มาหาทำของกินตอนเช้า ซึ่งพวกเราก็ได้โชว์ฝีมือการทำอาหารกันอย่างสนุกสนานหลังจากกินอาหารที่ทำกันเองเรียบร้อยแล้ว พี่กลุ่มหนึ่งก็ถามว่า“น้องๆ มีใครสนใจจะเดินลงไปข้างล่างกับพี่ไหม?” ตอนนั้นเด็กๆ ที่มากับพี่ไม่มีใครลงไปเลยมีแต่พวกพี่ๆ กับผมและเพื่อนผมอีกคนหนึ่ง ตอนนั้นที่เราตัดสินใจลงไป เพราะว่าถ้าอยู่แต่ที่พักคงจะน่าเบื่อผมเลยตัดสินใจกับเพื่อนอีกคนหนึ่งว่าจะลงไปข้างล่างกับพี่ๆ เมื่อเราเตรียมตัวเรียบร้อยแล้วก็เริ่มออกเดินทางเดินเข้าป่ากันต่อ เราเดินคราวนี้ไม่ค่อยเหนื่อยเพราะเราไม่มีกระเป๋า เราไปแต่ตัวกับของกินเล็กๆ น้อยๆ เราเดินเรื่อยๆ เราก็คุยกับพี่ๆ ไประยะทางที่เราเดินไปใช้เวลาไม่ถึง ๒๐ นาที เราก็ลงมาถึงใต้ผาน้ำตก ซึ่งน้ำตกข้างล่างสวยงามมากสวยกว่าข้างบนเสียอีก เรารู้สึกว่าในป่าที่ดูไม่มีอะไร กลับมีอะไรที่เราไม่เคยคิดว่าจะมาได้เจอในป่า พอเราถึงที่หมายนั้น เราก็ถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึกแล้วก็เล่นน้ำกันอย่างสนุกสนาน อยากจะบอกว่าสนุกมากๆ เพราะน้ำตกที่ตกลงมามันแรงมาก เราเล่นน้ำกันสักพัก ก็กินข้าวเที่ยง ก่อนที่เราจะขึ้นกลับไปข้างบน พอเราขึ้นไปถึงข้างบน ก็ไปอาบน้ำเพื่อเตรียมมากินข้าวกันเย็น เราทุกๆ คนก็ไปอาบน้ำและก็เช่นเดิน เล่นน้ำจนเพลิน เราก็ขึ้นไปแต่งตัวตามปกติแล้วก็มารวมตัวกันเหมือนเดิม แต่หลังจากพวกเราทุกคนมาแต่งตัวเสร็จแล้ว ก็ได้รวมตัวออกมาเก็บความทรงจำตรงหน้าผา เราทุกคนก็ต่างถ่ายรูปเป็นที่ระลึกแล้วก็มีพี่คนหนึ่งบอกให้พวกเราไปถ่ายรูปด้วยกัน เราก็เดินไปหาที่ถ่ายรูปแล้วเราก็ถ่ายรูปร่วมกัน ผมรู้สึกว่าการที่เราเข้ามาอยู่กับธรรมชาติมันสอนอะไรเราหลายๆ อย่าง เย็นวันนั้นพวกเราทุกคนนั่งตรงหน้าผาเพื่อรอดูนกเงือกและเราก็ไม่ผิดหวัง เราได้เจอกับนกเงือกจริงๆ หลังจากนกเงือกบินผ่านไปสักพัก ฝนก็ตกลงมาตอนนั้นทุกคนต่างตกใจ จึงรีบกลับไปพักเพื่อไปเก็บของที่เสี่ยงต่อการโดนฝน เราเก็บของแบบเร็วมากเพราะเรากลัวฝนที่จะตกลงมา แต่พอเราเก็บของเสร็จฝนหายไปไหน? ทุกคนต่างโล่งใจแต่ไม่ถึงอึดใจฝนก็ตกลงมา แต่คราวนี้ตกแบบฟ้ารั่วอะไรประมาณนั้น พวกเราก็ช่วยกันเก็บของต่อ พี่ ที่ไปด้วยก็ดูความเรียบร้อยคงทนของที่พัก แต่สิ่งที่หน้าจดจำคือ ผ้าใบที่เอาไปทำหลังคานั้นกับรั่วซึม ช่างเป็นเรื่องที่ดีอะไรขนาดนี้! คืนนั้นพื้นที่ใช้นอนของพวกเรากลายเป็นที่วางของทั้งหมดและพวกเราก็นอนไม่ได้เพราะไม่มีพื้นที่ให้นอน คืนนั้นพวกเราเลยมานั่งร้องเพลงท้าฝนกัน …โดยมีพี่เลี้ยงเป็นคนดีดกีต้าร์ คืนนั้นเราร้องเพลงลั่นป่ามาก แต่ก็อย่างว่าที่นอนก็ไม่มีแถมฝนดันมาตกอีกตอนนั้นเลยไม่คิดอะไรอีกละ ขณะที่พวกเราร้องเพลงกันไป พี่ๆ ที่ไปกับเราก็ทำอาหารไว้ให้กิน แถมยังมีของกินเล่นด้วยคือถั่วคั่ว ซึ่งคุณผู้อ่านก็คงจะรู้ว่า ถ้ากินถั่วเข้าไปมากๆ แล้วจะเป็นอย่างไร ซึ่งเพื่อนผมคนหนึ่งก็โดนเข้าหน้าเต็มๆ (พิมพ์ไปก็ขำไป) หลังจากนั้นพวกเราก็เผลอหลับแล้วก็ต้องตื่นมาเฝ้าเวรตีสี่ครึ่งถึงหกโมงเช้า ซึ่งการเฝ้าเวรครั้งนี้สุดแสนทรมานมาก เพราะทั้งเหนื่อยทั้งง่วง ผมนี่ตบหน้าตัวเองยังไม่เจ็บเลย มันจะหลับลูกเดียวจนสุดท้ายผมก็เผลอหลับสนิท ผมตื่นมาประมาณเก้าโมงเช้า

วันที่สามเก้าโมงเช้า เราตื่นขึ้นมา คนอื่นๆ บางส่วนไปเล่นน้ำตกวังมะนาวกัน แต่ผมลุกไม่ไหว เลยนอนคิดถึงเรื่องต่างๆ ที่เราทำมาตั้งแต่เริ่มเข้าป่า จนตอนนี้จะต้องลุกขึ้นเพื่อเตรียมตัวกลับ ผมได้อะไรบ้าง? ความรู้สึกตอนนั้นผมไม่อยากกลับเลย ผมก็งงกับตัวเองเหมือนกันว่าทำไม? เราไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกเหมือนอยู่บ้าน เราไม่มีโทรศัพท์ใช้ แต่ทำไมเราถึงอยู่ได้ แล้วอยู่ได้แบบมีความสุขด้วย ยิ่งเรามาเป็นกลุ่มๆ แล้วสิ่งที่เห็นได้อย่างชัดเจนเลยคือ ความเสียสละและน้ำใจซึ่งกันและกัน มันเป็นสิ่งที่ทำให้การเดินป่าครั้งนี้ไม่น่าเบื่อ ความเสียสละระหว่างพี่กับน้องก็ยิ่งทำให้สร้างความสัมพันธ์กันยิ่งขึ้น นี่เองคงจะเป็นคำตอบในสิ่งที่ผมคิดมาตลอดว่า มาป่าแล้วได้อะไร? หลังจากที่พวกเราได้เก็บข้าวของเป็นที่เรียบร้อยแล้ว พวกเราทั้งหมดได้ขอขมาต่อเจ้าป่าเจ้าเขา ก่อนที่พวกเราจะไปถ่ายรูปร่วมกันและออกเดินทางกลับ ระยะทางที่ไปและกลับนั้นเท่ากันแต่ใช้เวลาไม่เท่ากัน ขากลับสองชั่วโมงเราก็มาถึงทางออก ผมรู้ประทับใจกับการเดินป่าในครั้งนี้มาก และนี่ก็คือเรื่องราวที่ผมได้ไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์มา

ประสบการณ์ที่ผมได้เล่าให้ฟังในครั้งนี้อาจไม่ตื่นเต้นเหมือนกับที่อื่นๆ เล่ากัน แต่การเดินป่าของผมครั้งนี้มันก็เปลี่ยนทัศนคติเกี่ยวกับการเดินป่าของผมไปได้มากเลยทีเดียว

บุญเลิศ ….

ปิดการแสดงความเห็น