– เ อ า หั ว ใ จ ไ ป แ ช่ ที่ ผ า ด่ า น ช้ า ง

_mg_0036เช้าวันศุกร์ เราออกเดินทางจากบ้านกลุ่มรักษ์เขาใหญ่ เพื่อข้ามฝั่งไปยังปากช่องและมุ่งหน้าไปสู่วัดมกุฏคีรีวัน เพื่อที่จะพาตัวเราเองไปสัมผัสกับธรรมชาติ เราไปถึงวัดมกุฏคีรีวันและจัดเตรียมตัวเองให้พร้อมที่สุด ทั้งกระเป๋า ร่างกาย และจิตใจ ต่อจากนั้น เริ่มออกเดินทางกัน นี่เป็นการเดินเข้าไปหาธรรมชาติจริงๆ  ไปนั่ง ไปนอน ไปเล่นกันในป่า เราเคยอ่านหนังสือที่ชื่อว่า “Bhutan เท่านั้น” ของคุณแวววรรณ หงษ์วิวัฒน์ หนังสือเล่มนี้ว่าด้วยเรื่องการเดินทั้งเล่ม จึงทำให้เราอยากจะทำอะไรแบบนั้นบ้าง ผสมกับเราเป็นคนที่ชอบเดินอยู่แล้ว จึงทำให้เราไม่หวั่นอะไรมากมายกับการเดินป่า_mg_0088ระหว่างเดิน เรามีความรู้สึกเหนื่อยอยู่มากแต่เราก็รู้สึกสนุกด้วยเช่นกัน เราไปหยุดพักเพื่อคลายเหนื่อยและพักกินข้าวกลางวันกันอยู่พักใหญ่ พอหายเหนื่อยเรามุ่งหน้าต่อ เมื่อไปถึง “มอขี้แตก” มีรุ่นพี่พูดขึ้นมาว่า “เราจะได้ยินเสียงหัวใจตัวเอง” เรามองขึ้นไปแล้วคิดในใจว่า “กูจะรอดมั้ยวะ” เราพยายามเดินขึ้นไปเรื่อยๆ มันเหนื่อยมากก็จริง แต่เราก็ดีใจที่เราผ่านมันมาได้ พอไปถึงลานหินเรานั่งพักกันสักครู่หนึ่ง แดดช่างแผดเผาดีเหลือเกิน เราออกจากลานหินและเดินไปเรื่อยๆ โดยตามผู้บุกเบิกทาง เดินไปสักพัก เราไปนั่งรอผู้บุกเบิกทางกันประมาณ ๓๐ นาที ทำให้หายเหนื่อยไปได้พัก_mg_0171หนึ่ง เราเดินกันต่อไปและเราได้เจอ “น้ำตกวังมะนาว” คือแค่ได้ยินเสียงน้ำก็สดชื่นแล้ว เรานั่งพักกันและเดินทางต่อ อีกอึดใจเดียวจะถึงแล้ว ถึงทางที่ต้องลง เราไถลไปกับพื้นเลยทีเดียว เนื่องจากทางมันชัน และต้องขอโทษคนข้างหลังด้วยที่หนูเปิดทางไว้ เราเดินกันไปอีกนิดก็ถึงสักที แคมป์ที่เราได้พัก เราวางกระเป๋าและถอดรองเท้าผ้าใบที่ชุ่มน้ำนิดหน่อย ต่อจากนั้นเราก็ได้ไปหาไม้มาทำฟืน โดยนำไม้ข้ามลำธารมาเลยหละ เมื่อหาฟืนเสร็จ เราขอตัวไปเดินเล่นกับเพื่อนที่หน้าผา ไปนั่งแช่น้ำสักครู่ ทำให้เราหายเหนื่อยไปเลย เมื่อได้เห็นว่าข้างหน้าของเรานั้นเป็นภูเขาทั้งลูก ได้นั่งแช่น้ำเย็นๆ เห็นบรรยากาศข้างหน้า แค่นั้นก็ไม่อยากจะไปไหนแล้วหละ เราเดินกลับมาเอาเสื้อผ้าและกลับไปอาบน้ำตรงผาอีกรอบ ดื่มด่ำบรรยากาศสักครู่ ตกเย็น_mg_0714เรานั่งรอพี่ๆ ทำกับข้าวถึงค่ำ พวกเราช่วยกันยกถ้วยชามไปตรงที่กินข้าว ไปนั่งข้างน้ำตกพร้อมกับแสงตะเกียง อาหารมื้อนี้มันช่างอร่อยจริงๆ ไม่รู้เหมือนกันว่าสาเหตุเนื่องจากอะไร พี่ๆ ทำอร่อย หรือ บรรยากาศดี หรือเป็นเพราะเราหิวกันแน่ เมื่อกินอาหารเสร็จ เราก็จัดแจงกันเรื่องเวรยาม สรุปคือ เราได้เวรสุดท้าย เวลา ๔.๐๐ – ๖.๐๐ น. ซึ่งเป็นเวรเช้า เรานั่งคุยกันจนถึงประมาณ ห้าทุ่มเที่ยงคืน แต่ละคนเริ่มแยกย้ายเข้าไปนอน เราตื่นมาอีกทีเพราะมีคนมาปลุกให้ไปเข้าเวร เวรวันแรกผ่านไปด้วยดี ไม่ง่วง เพราะได้กินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป แถมยังมีพี่หวานกับพี่อุ๊มาช่วยอยู่เวรอีกด้วย_mg_0275

เราออกเวรและนอนต่อจนถึงเจ็ดโมง พี่เก่งก็ชวนไปดูว่า ข้างล่างหน้าผาที่เราไปอาบน้ำมาเมื่อเย็นเนี่ย มันเป็นอย่างไร เราใช้เวลาเดินทางไปที่ข้างล่างผาประมาณ ๒๐ นาที เราเดินผ่าหุบเขาเข้าไป จนไปถึง ข้างล่างน้ำเย็นมากและที่สำคัญแรงมากด้วย ถึงแม้มันจะไม่ได้สวยอะไรมากมาย แต่เราก็รู้สึกว่า การได้มาเห็นปลายทางของสิ่งๆ หนึ่ง มันก็น่าจะให้อะไรมากพอสำหรับเรา เราเอาตัวเองไปปะทะ_mg_0326น้ำสักพักและมานั่งกินขนมปัง มาม่า กินจนอิ่ม มีคนข้างบนผาตะโกนลงมาทักทายพวกเรา เราตะโกนคุยกับคนข้างบนผาได้สบายๆ เลย พวกเราเริ่มเดินกลับขึ้นไปที่ข้างบน พอถึงข้างบน เราก็อาบน้ำกัน นั่งแช่น้ำกันอยู่พักใหญ่ เราก็ขึ้นไปนั่งเช็ดผม เช็ดตัว รอเวลาค่ำ เรานั่งกินอาหารกัน ผ่านไปสักพัก ฝนดันเทลงมาซะได้ เราก็เลยได้แต่นั่งเสวนากัน พอนั่งไปนั่งมา ตาเริ่มปิด แล้วเนื่องจากเรานอนอยู่หลังพี่นิม เราก็นอนเพลินๆ อยู่ดีๆ พี่นิม ก็หันมาบอกเราว่า “กิ๊ฟพี่ขอโทษนะ” แล้วก็มีเสียงดังออกมา “ป้าดดดดดด” หืม เสียงนั้นยังดังกังวานอยู่จนถึงตอนนี้ แต่มันมีแค่เสียงนะ กลิ่นไม่มีหร๊อกกกก ข้ามเรื่องไป เนื่องจากผ้าใบรั่วจึงทำให้เราต้องนอนขดกันไปมา ขาพาดโน่นนี่ วันนี้เราเลือกเวร ๔.๐๐ – ๖.๐๐ น. เหมือนเดิม แต่วันนี้พอเราตื่นมาตอนตีสี่ อื้ม– เนื่องจากความเพลียล่ะมั้ง ทำให้เราตาไม่เปิดเลยทีเดียว นั่งบ้าง หลับบ้าง ลุกไปส่องไฟบ้าง ตาจะปิดให้ได้เลย แต่ตาเราเปิดมาพักหนึ่งนะ เราได้ยินเสียงนกเงือก มันกำลังอยู่ที่ต้นไทรสุก ถึงแม้จะไม่เห็นตัวมัน แต่แค่ได้ยินเสียง เราก็ยิ้มอยู่ในใจแล้วละ และตามเคย พอเราออกเวร เราก็มานอนต่อ บางส่วนไปดูน้ำตก อีกบางส่วนอยู่ที่แคมป์ ซึ่งเราขอพักอยู่แคมป์ เราไปอาบน้ำและนั่งเล่นน้ำกันอยู่พักใหญ่ เรา_mg_0711คุยกับเพื่อนว่า “ไม่อยากกลับเลย” ก็คิดดูสิ การได้นั่งแช่น้ำเย็นๆ พร้อมกับชมบรรยากาศที่หาโอกาสได้ยากที่จะเห็นมันช่างสุขใจขนาดไหน เป็นไปได้ก็อยากมีบ้านที่เปิดมาระเบียงแล้วเจอบรรยากาศแบบนี้เหมือนกัน เราเล่นน้ำ อาบน้ำเสร็จ เราก็กลับไปเก็บของ เก็บเสื้อผ้า จัดเตรียมที่จะเดินทางกลับกันแล้ว ก่อนกลับพี่ๆ ให้เรายืนล้อมกองไฟแล้วก็พูดถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่คุ้มครองเรามาตลอด ต่อจากนั้นเราเดินกันไปเก็บภาพทรงจำที่น้ำตก พร้อมออกเดินทางกลับอย่างจริงจัง เดินผ่านไปพักเดียวก็ถึงลานหิน “อ้าว ทำไมใกล้กว่าตอนมาล่ะ” พอไปถึงตรงมอขี้แตก เราพยายามพาตัวเราเองไต่ลงไปให้ช้าที่สุด เนื่องจากถ้าล้มลงไปนี่ต้องอายแน่ๆ เพราะตากล้องจับภาพอยู่ตลอด เราเดินกันไป พักบ้าง เดินบ้าง กินน้ำบ้าง คุยกันไปตลอดทาง _mg_0959ตอนกลับดูสบาย แต่น้ำหนักของกระเป๋าเป้นั้นยังเท่าตอนมา พอสะพายไปนานๆ เผลอหนักกว่าตอนมาซะอีก มันหนักอะไรล่ะ เสื้อผ้าเปียกไง เราเดินเพลินๆ พักเดียวเท่านั้น เรามาถึงทางราบแล้ว แต่ทันใดนั้นพี่แพร ข้อเท้าพลิกซะงั้น พวกเราจึงเรียกพี่ๆ มาดูและเดินกันต่อไป เนื่องด้วยก่อนหน้านั้นฝนตก ทำให้ทางเป็นโคลนไปหมด ตองแรกก็กลัวเลอะ ยกขากางเกงสูงเชียว พอเดินไปซักพัก เออ– ชั่งมันเถอะ เลอะก็เลอะวะ เราเดินผ่านทางราบแล้วไปเจอเนิน ตอนแรกเราว่าเพลินๆ แล้วนะ พอขึ้นเนินสุดท้ายเท่านั้นแหละ เราเกือบขึ้นไม่ถึง ฮ่าๆ แต่คิดในใจตลอดว่า ทั้งทางยังผ่านมาได้ กับแค่นี้ ทำไมจะผ่านไปไม่ได้ ฮึดสู้จนถึงหลังวัด เย่ !!!!!_mg_0681จากการเดินป่าครั้งนี้เป็นครั้งแรกของเรา ทำให้เราได้พักผ่อนร่างกายของเรา ถึงแม้มันจะเหนื่อยแต่พอไปถึงปลายทาง มันทำให้เราหายเหนื่อยได้เป็นปลิดทิ้งเลย เรามานั่งพักกันอยู่ที่วัดสักครู่และเริ่มแยกย้ายกันกลับ ก่อนกลับเราได้เข้าไปไหว้พระอาจารย์แดง

“ถึงแม้ต้นทางไปถึงปลายทางนี้มันจะทรหด ขึ้นเนิน ลงเนิน ลำบากมากขนาดไหน มันก็จะยังเป็นเส้นทางที่มีความหมายสำหรับเราเสมอ”

– กิ๊ฟ –
๑๕.๒๑ น.
๒๓ ต.ค. ๕๙

ปิดการแสดงความเห็น