Summer at the creek

นิม - (116)สมอปูน เขาแหลม ผาด่านช้าง แก่งยาว และห้วยน้ำใส  ตั้งแต่เดินป่ามายังไม่เคยซ้ำกันสักที่จริงๆ นะ แต่ทริปห้วยน้ำใสนี่ คงฮาสุด ฮาเรี่ยราด แค่เสียงลมหายใจยังฮา ทริปนี้ตั้งใจไว้สุดๆ แหละว่าจะไปให้ได้ เพราะหยุดยาวมาก เตรียมตัวจัดกระเป่าใบโตขนขึ้นรถเดินทางจากพัทยามาปากช่อง วอร์มอัพเล็กๆ ด้วยการไปตามหากระทิงที่เขาแผงม้าก่อน ขึ้นเขา ๓ วัน ไม่มีการออกกำลังกายอะไรล่วงหน้ามาทั้งนั้น เพราะได้ข่าวมาว่า “เดินแป๊บเดียว” ประมาณ ๒ ชม. ก็ถึง ต่างจากทริปโหดๆ ที่ผ่านมามาก

หวาน - (18)วันที่ ๑๔ เมษายน ๒๕๕๙ เรานัดเจอกันที่บ้านลุงหน่องเวลา ๘.๐๐ น. จูน พี่สอง วุ้น และคิง มีหน้าที่ไปหาซื้ออาหารกลางวัน(ข้าวเหนียวหมูห่อใบตอง) และเครื่องดื่มชูกำลังของหนุ่มๆ เขา มาถึงบ้านลุงหน่อง ก็จัดแจงเอาของส่วนกลางที่เหลือ ยัดใส่เป้ของตัวเอง แล้วขับรถไปพบกับเจ้าหน้าที่อุทยานที่ อบต.วังหมี พอจอดรถปั๊บ ไม่รู้เป็นอะไรกัน พร้อมใจมุ่งหน้าเข้าสู่ห้องสุขากันเป็นว่าเล่น  ส้วมแทบแตก!!!

หวาน - (36)๑๑.๐๐ น. โดยประมาณ ก็ถึงเวลาที่พวกเราจะเคลื่อนพลเข้าไป ตอนที่เดินเข้าไปก็นึกว่าตัวเองเดินเข้าไปเป็นคนแรก แต่เดินๆ ตามทางไปสักพัก ก็เจอกับอาจารย์อ้วนที่ยืนอยู่ข้างทางซ้ายมือ อาจารย์เหงื่อแตกพลัก พร้อมบอกว่า“เดินไปก่อนเลย เดี๋ยวอาจารย์สมทบด้านหลัง” (อาจารย์คิดผิดแล้ว ที่ไม่เดินตามหนู ฮาๆ) จูนก็เลยเดินเร่งไปให้ทันพี่เจ้าหน้าที่ เดินไปเรื่อยๆ พักบ้างเป็นระยะ มีขึ้นเนินนิม - (13)ไม่สูงมากเพียงแค่ ๒ – ๓ ช่วง ก็มาถึงจุดชมวิว (อีก ๒ ชม. หลังจากนั้น ผาแห่งนี้ก็ได้เปลี่ยนเป็นชื่ออื่น ฮาๆ) นั่งรอกันสักพัก คนอื่นๆ ก็ทยอยเดินมาสมทบ วางเป้ที่สะพายลงและนั่งกินน้ำกินท่า จนเจ้าหน้าที่ที่เดินปิดท้ายแถวอีก ๒ คนมาครบ เราก็ เอ๊ะ คณะท่าน สว. เขาหายไปไหนกันนะ!!! เริ่มแปลกใจเล็กๆ แต่ด้วยความที่ว่า “เอาน่า พวกพี่เขาประสบการณ์เยอะ ไม่หลงหรอก”  ก็เลยนั่งกินข้าวเที่ยงกัน จนเวลาล่วงเลยไปเป็นชั่วโมง คณะท่าน สว. ก็ยังไม่มาสมทบที่จุดชมวิวนี้ พี่สองเลยลองเปิดมือถือดูว่ามีสัญญาณไหม เพื่อที่จะขอเบอร์เหล่าท่าน สว. บางท่านจากพี่อั๋น โดยให้คิง!!! เป็นผู้โทรฯ ไปหา “พี่โอ๋”  สักพักคิงก็กลับมาเล่าว่า ตอนโทรฯ ไปสิ่งที่ได้ยินอันดับแรกคือ เสียงลมหายใจถี่ ๆ “แฮกๆๆๆ” เหมือนอากับกิริยาของพี่ที่เหนื่อยมาก นิม - (26)เหมือนกำลังเดินขึ้นเนินสูง ฮาๆๆ (ซึ่งยังไม่ถึงจุดที่มีเนินสูง) คิงถามต่อ “พี่อยู่ไหน?”  พี่โอ๋ตอบอย่างไว “อยู่เขาใหญ่!!!” (ฮาหนักมากช็อตที่สอง) คิงเลยรีบตอบ “พี่ ผมก็อยู่เขาใหญ่ พี่นะอยู่ตรงไหนของเขาใหญ่ นี่ผมคิง!!!” ฮาๆ สรุปคือ เหล่าท่าน สว. ทั้งหลายได้เดินมุ่นตัดไปตามท่อน้ำทางซ้ายกับเจ้าหน้าที่อีกคน ซึ่งเป็นทางที่ไกล และมุ่นหนักมาก ชุดก่อนหน้านี้ไม่คิดจะใช้เดินกัน  เราเลยลองกู่เสียงออกไป เพื่อให้กลุ่มทางนั้น ส่งเสียงกลับมา ปรากฏว่า ก็มีเสียงตอบกลับมาเช่นกัน อยู่ไม่ไกลจากเรานี่เอง … ใต้หน้าผา เวลาผ่านไปสักพักใหญ่ๆ ก็ลองกู่เสียงอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ และครั้งหลัง กลับไม่มีเสียงตอบกลับมา เจ้าหน้าที่ก็เริ่มเป็นกังวล เลยเดินย้อนกลับไปหาดูก็ไม่เจอ เราก็นั่งฮานั่งขำกันไป (อารมณ์รุ่นใหญ่หลงป่าหน่ะ ฮาๆ) จนเวลาล่วงเลยไปอีกเกือบชั่วโมง จนที่เรานั่งคิด จนตั้งชื่อให้หน้าผานี้ใหม่ว่า “ผา รอ ออ” ที่มาของ นิม - (22)‘ออ’ เพราะคณะ สว. ที่หลงไปส่วนใหญ่มีชื่อขึ้นต้นด้วยตัว อ.อ่าง ประกอบไปด้วย พี่หมออุ๊ พี่เอส พี่อโศก พี่โอ๋ อาจารย์อ้วน ร่วมไปถึงพี่เติ้ล กับพี่ยุ้ย และจนนานขนาดที่คิงกินข้าว ย่อยเสร็จ และปวดหนัก จึงเดินถือกระดาษทิชชู่ไปปลดปล่อย หลังจากที่คิงเดินลับหายไปประมาณ ๑๐ นาที ท่าน สว. กิตติมาศักดิ์คนหนึ่งคนเดียวของเรา(พี่หมออุ๊) ก็ได้เดินมาถึงจุดที่พวกเรานั่งอยู่กันแบบงงๆ เนื้อตัวเต็มไปด้วยเศษซากของใบไม้ กิ่งไม้ และฝุ่น จนเสื้อที่สวมใส่เปลี่ยนสีไปเล็กน้อย  จากการไถ่ถามจึงพบว่า ที่จริงเส้นทางพาอ้อมขึ้นมาจนถึงแถวท่อน้ำแล้ว และก็ได้ตัดลงไปบริเวณใต้ผานี้ จนกระทั้งเหมือนจะเดินห่างออกไป พี่หมออุ๊จึงตัดสินใจแยกเดินคนเดียว มุ่นป่าตามเสียงพูดคุยของพวกเรามา เสียงลอยมาทางซ้ายไปซ้าย เสียงลอยมาทางขวาไปขวา หลังจากการปรากฏกายของพี่หมออุ๊ เวลาก็ล่วงมาจนจะถึงบ่าย ๓ คิงจึงทำหน้าที่ผู้ติดต่อสื่อสารอีกครั้ง!!! ครานี้ผู้โชคดีคือ“พี่เอส” ที่ได้รับคำใบ้ตำแหน่งของ ผารอ ออ ว่า “ตรงที่มีต้นตาลโตนด กับ ต้นยางหงิกๆ อะพี่”  แต่ที่ล้ำกว่าคือ พี่เอสก็ไม่รู้จักต้นตาลโตนด  โอย!!! ชีวิต(ผานี้เลยมีชื่อเล่นอีกชื่อว่า ผาตาลโตนด) เอาเป็นว่า สุดท้ายแล้ว เหล่าคณะท่าน สว. ก็สามารถเดินมารวมพลกันได้ครบทุกคนในเวลาบ่าย ๓ กว่าๆ ในสภาพที่ค่อยข้างสะบักสะบอม ตะคริวกินต้นข้าบ้าง เหงื่อไหลไคลย้อยเหมือนไปเล่นน้ำที่ห้วยน้ำใสแล้วเพิ่งขึ้นมาก็ไม่ปาน พักกินข้าว กินน้ำกันแป๊ปเดียว จึงเดินทางต่อมาหวาน - (57)ถึงที่ตั้งแคมป์ ริมห้วยน้ำใส ซึ่งใช้เวลาเดินกันอีกประมาณชั่วโมงนิดๆ กางแคมป์ หาฟืน จัดการหุงข้าว ทำกับข้าง กินข้าวกันเรียบร้อย ก็ถึงเวลาของสาวๆ ที่จะลงไปแช่น้ำ ด้วยความที่น้ำในห้วยเย็นสบายมาก ต่างจากอากาศร้อนอบอ้าวที่เผชิญมาทั้งวัน เลยนอนแช่น้ำและพูดคุยสัพเพเหระกับพี่มอร์ไปชั่วโมงกว่า(แช่จนตัวเปื่อยกันไปข้าง) ขึ้นมาจากน้ำได้ก็มาหลับเอาตอนห้าทุ่มกว่าๆ และตอนตี ๒ เกือบตี ๓ ก็โดนพี่สองปลุกให้ลุกมาถ่ายรูปดาวบนท้องฟ้ากัน โดยมีพี่หวานกับเปรี้ยวเป็นคนสอน นั่งๆ ถ่ายรูปกันได้สักพักใหญ่ๆ พี่นิมก็ลงมาสอนถ่ายรูปด้วยแป๊ปนึง ส่วนจูนก็ทนหนาวไม่ไหว สักพักเลยขึ้นไปนั่งเล่นที่กองไฟ แต่ไม่นานก็ลุกมานอนต่อ เพราะง่วงหนักมาก ควบคุมไม่ได้จริงๆ ค่ะเปรี้ยว - (38)

ถ้าถามว่าในช่วงวันที่ ๑๕ – ๑๖ เมษา จูนทำอะไร ก็ต้องบอกเลยว่า “แช่น้ำ แช่น้ำ และแช่น้ำค่า” น้ำใสไหลเย็น เห็นตัวปลา อากาศร้อนๆ นี่เย็นสบายขึ้นมาทันที แช่น้ำตั้งแต่กินข้าวเสร็จ ประมาณ ๙ – ๑๐ โมงเช้า ไปจนถึงบ่าย ๓ – ๔ โมงเย็นกันเลยทีเดียว ระหว่างเล่นน้ำก็เอากล้องตัวเก่ง ที่แบกขึ้นนิม - (255)เขามาเป็นทริปแรกเลยค่ะ ตามล่าถ่ายเจ้าผีเสื้อ แมลงปอ ด้วงสี่ตา มด จิงโจ้น้ำ ฯลฯ ถ่ายทุกอย่างที่เคยอยากถ่ายเลยหละ เล่นน้ำไป พี่เติ้ลก็เรียกกินแอปเปิ้ลมั่ง พี่ยุ้ยก็เรียกกินชามั่ง พูดถึงชาและกาแฟ  ทริปนี้หรอคะ ยกให้พี่ยุ้ยเป็นเดอะเบสต์เลยค่ะ ยกอุปกรณ์ชงมาครบครัน จูนชอบกินชามากๆ อยู่แล้ว นอนๆ เล่นน้ำอยู่ พี่ยุ้ยก็เดินมายื่นแก้วให้ละ ชาแดงบ้าง ชามิ้น บ้าง ชาบลูเบอรี่หอมๆ ใส่น้ำผึ้งหวานน้อยๆ หลังๆ ขโมยมาทำชามะนาวด้วย  โอยยยย กินจนทริปนี้ตลอดทั้งทริปไม่ต้องเปลืองแรงไปขุดหลุมขับถ่ายเลยค่ะ ไม่ถ่ายเลย ๔ วัน นอกจากนี้ยังได้แก๊งค์สมาคมแม่บ้านเพิ่มด้วยนะคะ หัวหน้าแก๊งค์เป็นพี่เติ้ล ลูกแก๊งค์อีกคนคือเปรี้ยว เม้าท์มอยกันสนุกสนาน ไม่เบื่อเลยค่ะทริปนี้อ.อ้วน - (330)

เกือบลืมเล่าไปอีก ๒ เหตุการณ์ค่ะ วันที่ ๑๕ เมษา ตั้งแต่รุ่งสาง คณะใหม่ ประกอบไปด้วย ท่าน สว. กิตติมาศักดิ์คนเดิมค่ะ(พี่หมออุ๊) และมีลูกทีมใหม่คือ พี่หวาน และพี่มอร์ ได้เดินไปสำรวจป่า ยังที่ๆ เราเคยไปกันมาก่อนเมื่ออดีต พวกเรารอแล้วรอเล่าก็ยังไม่กลับมา จนตกค่ำ จนพี่คิงคนเดิมของเราก็ได้ร้องเพลง“คนทางนั้น” ถึงพี่ๆ ด้วยความคิดถึง และต้อนรับการกลับมาของพวกพี่ๆ ด้วยเพลง  “มาทำไมให้อายบ้านนา” ในตอนเกือบจะห้าทุ่มได้(ทุกคนรักกันมากจริงๆ หลงไปไหนนิดนึงนี่มีหวาน - (64)ซ้ำตลอด) เหตุการณ์ถัดมาคือ ที่จริง พี่เติ้ล พี่โอ๋ พี่ยุ้ย พี่เอส และพี่อโศก จะกลับลงมาก่อนในวันที่ ๑๖ เมษา แต่แล้ว… เที่ยงก็แล้ว บ่ายกว่าๆ ก็แล้ว ก็ยังไม่มีท่าทีว่าจะเคลื่อนพลกันไป จนขณะที่จูนเล่นน้ำอยู่ พี่นิมก็เดินมาหา แล้วบอกว่า “ชวนพี่เติ้ลคุยหน่อยเนอะ พี่เขาอาจอารมณ์ไม่ค่อยดี”  แน่นอนแหล่ะ เพราะแผนเดินทางกลับได้ล่มไป แถมพี่เติ้ลยังถูกไล่ให้ไปแต่งหน้า เก็บของเตรียมกลับตั้งแต่เที่ยง แต่ทำไงได้เพราะกาแฟพี่ยุ้ยที่เอามายังใช้ไม่หมดเสียทีนี่สิ เลยต้องอยู่กันต่อ  (ไงละ แรงดึงดูดของธรรมชาติ)หวาน - (96)

นิม - (350)วันสุดท้ายไม่มีไรมาก ตื่นมาแช่น้ำตั้งแต่ก่อน ๘ โมงเช้า จนเกือบๆ ๑๑ โมง ก็จัดการกินข้าว เก็บแคมป์ แล้วก็เดินทางออกมา ตอนเดินออกมาใช้เวลาเพียงแค่ ๑ ชั่วโมง ๔๐ นาที เท่านั้น มีแอบน่ากลัวตรงก่อนถึง ผารอ ออ จะมีปลักอยู่จุดหนึ่ง พี่หวานเดินหน้า จูนตามไปติดๆ ขณะที่ก้าวที่สอง ก้าวลงไป ก็มีเสียงขู่ (คล้ายๆเสียงหมาขู่ เวลาจะกัดเราอ่ะ ) ดังมาจากทางขวามือ ระยะใกล้มาก จูนตกใจมาก ขนาดที่จะวิ่ง แต่ติดที่เปรี้ยวมันยืนติดอยู่ด้านหลัง เลยไปไม่ได้ หยุดนิ่งดูเชิงแป๊ปนึง คิดว่าไม่น่ามีอะไร ก็เลยเดินต่อ แต่ก็คิดว่า มันก็เป็นเรื่องปกติของป่าแหละ ในป่า มีสัตว์ป่า ตอนกลางคืนเสียงช้างล้มไม้ใกล้ๆ วนรอบแคมป์ หรือแม้กระทั่งกองขี้ช้างสดๆ ริมน้ำ ที่ห่างจากแคมป์ไปไม่มากก็ยังเจอ ก็นั่นแหละ“ธรรมชาติ”

Juno J. Moore
4/21/2016
11.56

ปิดการแสดงความเห็น