“นักเดินทางใต้แสงดาว” – เขาสมอปูน

 Ploy - (1)“เดินป่าเส้นทาง เขาสมอปูน ณ  อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่กับพี่น้องกลุ่มรักษ์เขาใหญ่” เนิ่นนานแล้วที่เรารู้จักกิจกรรมนี้ ผ่านพี่น้องชาวรักษ์เขาใหญ่ เสียงชักชวน คำบอกเล่า ภาพประกอบ และบทความจากพี่น้องผู้ผ่านเส้นทางแห่งนี้มาแล้ว เสมือนพลังที่พุ่งเข้ามาสะกิดให้ดวงใจของความมุ่งหวังในตัวเราลั่นวาจา “สักวันหนึ่งเราจะพบกันสมอปูน” หลายครั้งหลายคราที่ตั้งใจจะเป็นหนึ่งในผู้ร่วมเดินเส้นทางนี้ เมื่อห้วงเวลายังไม่อนุญาตให้เราเป็นหนึ่งในแถวผู้ร่วมทางสมอปูน เรารอคอยจังหวะและโอกาสถึงสามปีกับเส้นทางในตำนานของกลุ่มรักษ์เขาใหญ่ ด้วยเหตุผลอะไรก็ไม่อาจรู้ แต่ก็เรียกร้องให้เราอยากสัมผัสการเดินป่าท่ามกลางแสงดาว นี่ไม่ใช่ครั้งแรกของการเดินป่า การเตรียมตัวหลายอย่าง“ราวกับว่าเราไม่เคยผ่านประสบการณ์การเดินป่านอนป่ามาเลยสักครั้ง” เอาเถอะ เราเชื่อว่าการเดินทางมีความต่างของเส้นทางและผู้เดินทางย่อมแตกต่างกันไป 

Ploy - (3)Ploy - (2)เตรียมของจัดลงกระเป๋าสองสามวันผ่านมาแล้วยังไม่ลงตัวไม่เสร็จสิ้น จนกระทั่งฝ่าเท้าเหยียบลงตรงจุดเริ่มเดินทางเรายังพยายามเบียดยัดอุปกรณ์ที่คิดว่าสำคัญหลายอย่างลงในกระเป๋าใบใหญ่ที่อัดแน่นในใจคิด“เอาอะไรมาเยอะแยะ” ไม่รอช้าเราและเพื่อนต่างรีบยกกระเป๋าเป้ใบใหญ่ขึ้นหลังและทยอยออกเดินทาง ด้วยเวลาที่เรามาช้ากว่าใครๆ เราจำเป็นต้องเดินให้ทันขบวนที่นำหน้าไปก่อนแล้ว จุดหนัดหมายแรก“คลองต้มกาแฟ”

ออกเดินทางสิบโมงเช้า เวลาผ่านไปสองชั่วโมงกว่า แวะพักมาตลอดเส้นทาง จู่ๆ เสียงจากคนข้างหน้าก็เอ่ยขึ้น”เคยได้ยินตำนานเขาสมอปูนไหม” เราตอบกลับอย่างทันที“ยังไม่เคยค่ะ” พลางนึกในใจ พี่เขาคงเห็นอาการที่แสดงออกทางใบหน้าที่ไม่ปกติแล้ว น่าจะชวนคุยสักหน่อย  ‘พี่แหลม’ตำแหน่งเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ผู้รับผิดชอบคณะเดินป่าครั้งนี้ เรื่องราวความสัมพันธ์ของพี่แหลมกับชาวรักษ์เขาใหญ่จากคำบอกเล่าเป็นมากกว่าเจ้าหน้าดูแลคณะเดินป่ากับนักท่องไพร  สิ้นเสียงPloy - (4)ตอบกลับจากเราพี่แหลมก็เริ่มเล่าตำนานบนเขาสมอปูน ซึ่งเกี่ยวเป็นเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับชื่อสถานที่นั้นๆ ให้เราฟังพลางกับการเดินอย่างไม่รู้ตัวว่าฝีเท้าก้าวมาไกลแค่ไหนแล้ว สำหรับใครที่อยากฟังคงต้องมาสัมผัสเส้นทางนี้ด้วยตัวเอง ยังไม่ทันจะจบเรื่องพี่แหลมก็หยุดเล่า เราจับจ้องไปข้างหน้าพร้อมกัน ต่างลุ้นกับภาพข้างหน้าที่เพื่อนกำลังข้ามธารน้ำเล็กๆ นี้ยังไม่ใช่คลองต้มกาแฟ ‘ตาล’เพื่อนสาวพยาบาลประจำแผนกเด็กอ่อน กำลังเหยียบกิ่งไม้ที่พาดข้ามไปยังอีกฝั่ง ลุ้นกันได้ไม่นานเสียงร้อง“ว๊าย” ประกอบกับเสียงก้นปะทะผิวน้ำก็ดังขึ้นพร้อมกัน ตามมาด้วยเสียงหัวเราะอย่างเขินอาย ฝั่งตรงข้ามมีผู้มาถึงก่อนรอคอยอยู่แล้ว ‘ลุงแขก‘และพี่น้องอีกสี่ห้าคน ลุงแขกสมาชิกระดับผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่มรักษ์เขาใหญ่อายุรุ่นเดียวกับพ่อของเรา แกยิ้มปนหัวเราะต้อนรับพวกเราเมื่อข้ามพ้นธารน้ำไปได้ เราและเพื่อนที่เพิ่งมาถึงต่างเล็งหาพื้นที่ที่คิดว่าปลอดภัยจากสัตว์หรือแมลงเล็กๆ ดีแล้ว ก็รีบปลดเป้ลงอย่างรวดเร็ว เสียงต้อนรับน้องใหม่อย่างพวกเราเอ่ยขึ้น“นั่งพักจิบน้ำกันก่อน” เราไม่ได้รอให้เสียงบอกกล่าวใดๆ ดังขึ้น เพราะทันทีที่ปลดเป้ก็ยกขวดน้ำดื่มแตะริมฝีปากเรียบร้อยแล้ว เวลาเที่ยงกว่าแล้วคลองต้มกาแฟจุดนัดหมายแรกยังไปไม่ถึง ครู่หนึ่งสัญญาณที่เราทุกคนต่างเข้าใจกันก็ดัง“ขึ้นเป้”  “เราจะกินข้าวกลางวันที่จุดนัดหมายแรก” Ploy - (6) Ploy - (7)เดินต่อได้อีกสักพัก เราก็มาถึงจุดนัดหมายแรก ถามเวลาจากเพื่อนข้างๆ อีกครั้ง“บ่ายโมงเกือบจะบ่ายสองแล้ว” จุดตักน้ำดื่มจากลำธารจุดแรกของเรา คลองต้มกาแฟ ถึงสักที ส่วนจุดหมายที่สองแหละ แอบนึกในใจ พี่น้องเราหลายคนเริ่มก่อกองไฟต้มน้ำ บ้างก็เอาห่อข้าวที่เตรียมไว้ออกมานั่งกิน พักกินข้าวจิบกาแฟกันสักครู่ก่อนออกเดินต่อ หลายคนบอกเล่าถึงเส้นทางข้างหน้า บ้างก็ว่า“ที่ผ่านมาแค่นิดหน่อย ของจริงต่อจากนี้ไป” อีกเสียงก็ว่า“ไปเรื่อยๆ ไม่มีอะไร ค่อยๆ เดินตามกันไปเดี๋ยวก็ถึง” อีกเสียงก็จัดแจงทีมที่จะเริ่มเดินก่อน“ให้ผู้หญิงเดินก่อน ผู้ชายนำทางและเดินคั่นผู้หญิงเป็นระยะ”  เส้นทางคงไม่ธรรมดา แต่คิดว่าไม่น่าจะโหดเกินกว่าเราจะผ่านไปได้ จากนี้ไปเรื่อยๆ เส้นทางน่าตื่นเต้นขึ้นทุกที“ทุ่งดอกหญ้าแสนสวยPloy - (8)เหมือนในภาพถ่ายอยู่ตรงจุดไหนกันนะ”  เบื้องหลังหินก้อนนั้นคือเส้นทางเดินป่าจริงๆ หรือ? ไม่นานนักสัญญาณก็ดังขึ้น“ชุดหนึ่งขึ้นเป้” พร้อมแล้วก็เริ่มเดินต่อกันเป็นแถว รูปแบบแถวนึกถึงมดเวลาขนของเดินตามกันเป็นขบวนแบบนั้นเลยทีเดียว ลืมดูเวลาจากเพื่อนเราออกเดินทางกันบ่ายเท่าไหร่แล้ว ไม่มีนาฬิกาติดข้อมือไปด้วยตลอดการเดินทางครั้งนี้ อาศัยถามเวลาจากเพื่อนที่พานาฬิกาติดข้อมือมา

Ploy - (9)Ploy - (13)เส้นทางเริ่มใช้สองขาไม่เพียงพอในการเคลื่อนตัวไปข้างหน้า มือทั้งสองกลายเป็นขาบางครั้งคราว รวมถึงสัมภาระบนหลังที่หนักแสนหนัก ทำให้การย่อขาต่ำลงเพื่อลอดผ่านอุโมงค์ไม้ไผ่เป็นเรื่องยาก “ตะเกียกตะกาย”ความหมายของคำนี้อาจชัดเจนในการบรรยายท่วงท่าของการปีนเขาแบบพวกเรา  “ดีนะฝนไม่ตก ถ้าฝนตกพวกเราคงลำบากกว่านี้”เสียงเอื้อนเอ่ยปลอบใจกันและกันให้มือทั้งสองรวมกับขาอีกสองพาร่างกับสัมภาระบนหลังเลื้อยขึ้นไปสู่สันเขาข้างหน้า ไม่นานนักที่เราเอ่ยถึงฝน ฝนเม็ดบางเบาก็เริ่มโปรยพรมผืนป่าให้กายได้สัมผัสละอองน้ำอยู่บ้าง ยังไม่ทันเปียกก็นิ่งเงียบหายไปทิ้งพื้นดินชุ่มลื่นให้เราเลื้อยกันต่อ เวลาผ่านไปเหมือนจะนานเป็นชั่วโมงกำลังใจจากใครคนหนึ่งก็ดังขึ้นอีกครั้ง“มองเห็นฟ้าแล้ว อีกนิดเดียวแล้วพวกเรา” เสียงหัวเราะและใบหน้าเปื้อนเหงื่อปนรอยยิ้มของทุกคนเกิดขึ้น ต่างรู้ดีว่า ‘เห็นฟ้าตั้งแต่เริ่มปีนขึ้นมากันแล้ว’Ploy - (25)

Ploy - (19)ปีนป่ายจนหมดเรี่ยวแรงกันไปหลายยก ขบวนของเรายังเคลื่อนไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่อง บางครั้งระหว่างนั่งพักยังนึกในใจ เราเหมือนนักผจญภัยในนิทานอะไรสักอย่างที่ปีนป่ายก้อนหินสูงชันของธารน้ำตกในฤดูที่น้ำยังไม่ไหลผ่านลงมา จุดวัดใจก็ผุดขึ้นไม่หยุดไม่หย่อน หนักสุดคงเป็นช่วงที่ต้องแนบตัวกับหินก้อนมหึมาข้ามไปยังอีกฝั่ง ไม่ใช่เรื่องหนักอะไรสำหรับคนที่ปลดกระเป๋าเป้แล้วส่งต่อให้ผู้ชายสี่ถึงห้าคนที่คอยรับส่งทั้งกระเป๋าและคนผ่านช่องผานั้นขึ้นไป ‘สิ่งนี้งดงามมากกว่าภาพทุ่งดอกไม้ที่เราฝันถึงซะอีก’  ขึ้นมาตรงจุดที่เรานั่งอยู่มองลงไปด้านล่าง พลันนึกถึงตอนที่เรากลับลงมาจะต้องลงทางเดิมหรือ ไม่กล้าที่จะปล่อยใจคิดเรื่องขากลับเลยทีเดียว กัดฟันสะพายเป้เดินต่ออีกไม่นานเราก็ขึ้นมาถึงเส้นทางที่เป็นสันเขาซึ่งเป็นทางเรียบ สียงกู่ร้องของผองเพื่อนแสดงถึงความดีใจไม่น้อยที่เราผ่านพ้นขึ้นมาถึงจุดนี้ ความรู้สึกตอนนั้นสวรรค์ของพวกเราเลยแหละ

Ploy - (22)เรามีเวลานั่งพักในแต่ละจุดไม่นานนัก เพราะต้องรีบเดินให้ไปถึงที่โล่งตรงลานหินก่อนแสงธรรมชาติจะหมดไป ระหว่างทาง พรรณไม้เล็กๆ กำลังอวดกลีบดอกปะทะแสงสีทอง ลอดผ่านช่องว่างของพุ่มไม้ใหญ่ลงมายังพื้นที่คลุมด้วยใบไผ่แห้งปะปนกับร่องรอยสัตว์กีบขนาดใหญ่ ที่ยังสดใหม่เหยียบย่ำเอาไว้เมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนที่เราจะมาถึง คงได้แต่บรรยายเป็นตัวหนังสืออวดความงดงามนั้นเพราะกล้องเก่าๆ เมื่อเอามาแขวนไว้นอกกระเป๋าใบใหญ่ตอนนี้ สำหรับเราแล้วมันจะกลายเป็นภาระทันที แสงตะวันยามใกล้ลับขอบฟ้าขับผืนฟ้าให้เป็นสีเข้มไล่สีอ่อนจางลงจนละลายไปกับสีเดิมของผืนฟ้า หลายคนทันได้เก็บภาพแสงสุดท้ายบริเวณทุ่งหน้าผานี้ การเดินเริ่มชะลอฝีเท้ามากขึ้น กลุ่มของพวกเราตั้งใจจะนั่งพักทานข้าวเย็นใกล้ลำธารเล็กๆ บริเวณนี้ก่อน “ผาต้มมาม่า” ชื่อเรียกที่เรารู้กัน ปลดเป้ลงและเริ่มรื้อค้นเสบียงอาหารที่เราต่างตระเตรียมออกมาแบ่งปันกันให้อิ่มท้องในมื้อค่ำนี้ บริเวณนี้ลมแรงมากผืนฟ้าเปลี่ยนเป็นสีดำแล้ว อุณหภูมิเริ่มลดต่ำลง เราพูดคุยปรึกษาถามถึงกำลังกายระหว่างกัน นั่นเป็นการตรวจสอบกำลังใจและกำลังกายเบื้องต้น หากมีใครสักคนไปต่อไม่ไหวเราทุกคนจะพักที่นี่เลย ดูเหมือนว่าหัวใจเราเป็นหนึ่งเดียว ค่ำคืนนี้ทุกคนเลือกเดินท่ามกลางแสงดาว

Ploy - (15)‘ไฟฉาย’ อุปกรณ์จำเป็นของทุกคน เรายังคงใช้รูปแบบการเดินของมดและใกล้กันมากขึ้น หัวแถวคือพี่แหลม ผู้คุ้นชินกับเส้นทางมากที่สุด แสงสว่างจากไฟฉายในมือของทุกคน เมื่อเรามองกลับหลังไปมันเปล่งประกายงดงามอย่างบอกไม่ถูก หากค่ำคืนนี้ไม่มีดวงดาวนี้แหละดาวของเราที่คอยเปล่งแสงสว่างให้กันและกัน เราส่งเสียงคุยกันมากกว่าการเดินช่วงกลางวัน เรื่องที่คุยไม่ได้นอกเหนือไปจากระยะที่ตามองเห็นหรือเท่าขอบความสว่างของไฟฉายส่วนตัว หลายคนไม่รู้จักต้นหวายหรืออาจไม่ทันได้สังเกตเส้นยาวๆ ที่เต็มไปด้วยหนาม สิ่งนั่นคือส่วนประกอบหนึ่งที่ยื่นยาวออกมาจากต้นหวาย ใครไม่รู้ก็จะโดนกับดักเหล่านี้ไปตามๆ กัน การส่งเสียงอาจไม่เรียกว่าคุยกันเพราะทุกคนต่างส่งเสียงขึ้นมาลอยๆ “ระวังหนาม” “ทางขวามีหนาม” “ซ้ายหนาม” “หลุมนะ” “ระวังลื่นด้วย” เสียงเหล่านี้ก้องอยู่ในหู สร้างความไว้เนื้อเชื่อใจตลอดการย่ำเท้าลงพื้นที่มืดดำ ลำธารกลางภูเขาเร้นลึกต้นไม้เขียวครึ้มใต้ร่มไม้นั้นมีก้อนหินและทุ่งดอกไม้ดักรออยู่ตรงไหนกันนะPloy - (12)

ร่างกายเริ่มต่อต้านการเคลื่อนไหว เราเดินสลับกับหยุดพักกันมาหลายรอบแล้ว ยังไม่ถึงจุดหมายสักที ระหว่างการนั่งพักที่ค่อนข้างยาว ใครบางคนเหลือบดูนาฬิการาวเที่ยงคืนและจุดหมายอยู่อีกไม่ไกลแล้ว จากประสบการณ์จากจุดนี้ ราวชั่วโมงกว่าจะถึงที่พักสำหรับตั้งแคมป์แล้ว ยอมรับว่าอาการง่วงนอนอาการเจ็บปวดที่ร่างกายต่อต้าน มีสองฝั่งของตัวเลือกเกิดขึ้น ‘อย่างแรกตั้งแคมป์ตรงนี้แหละพรุ่งนี้ค่อยเดินต่อ หรือเดินต่ออีกชั่วโมงกว่าเพื่อให้ถึงจุดหมายจะได้ตั้งแคมป์และพักที่Ploy - (24)นั่นสองคืน’ หลายคนลังเลและไม่กล้าเอ่ยคำตอบของตัวเองก่อนเช่นครั้งแรกที่เราปรึกษากัน เมื่อมีคนไม่ไหวเราจะไม่ไปต่อ เรายังคำนึงถึงสิ่งนี้เสมอ ที่สุดแล้วบางอย่างเหมือนชี้ชวนให้เราทุกคนฮึดสู้อีกรอบ “ขึ้นเป้”เสียงนี้เริ่มปวดใจแล้วแหละ นอกจากเสียงโอดโอย ไม่ได้มีเสียงขัดขืนอื่นใดกับคำสั่งนี้ คำสำคัญในหัวตอนนี้คือ “ชั่วโมงกว่าๆ” เชื่อว่าหลายคนอาจมีอาการแบบเรา มาถึงตอนนี้ เราเดินไม่ห่างกับลุงแขกมากนัก ยังมีรอยยิ้มปนหัวเราะบนใบหน้าของแกอยู่ “พวกเอ็งมองแต่เวลามันไม่ได้ช่วยให้ถึงจุดหมายเร็วขึ้น ถ้าเอ็งเดินไว ก็ราวชั่วโมงกว่าๆ แต่เดินอย่างงี้ข้าฟันธง ตีสอง” เราลืมข้อนี้ไปได้ยังไง  ลานหินโล่งๆ กลางคืนเสียงพูดคุยกันดูเหมือนใกล้กันมาก ลุงแขกตะโกนบอกทุกคนว่า“ถึงแล้วเดินไปตามแสงไฟฉายและเสียงเรียกทางนั้น” ช่วงเวลานั้นเหมือนกระเป๋าเป้บนหลังจะหนักขึ้นอีก คงไม่ต่างกับเวลาที่เราอยากเข้าห้องน้ำ เมื่อมองเห็นประตูห้องน้ำก็ยิ่งปวดหนักขึ้น เสียงกู่ร้องกับลำแสงของไฟฉายเหมือนอยู่ไม่ไกล แต่ทำไมเดินไม่ถึงสักทีจุดนัดหมายของกันและกันPloy - (32)

เสียงกระซิบทักทาย ของธารน้ำสายลมอ่อนเบาปะทะผิวกาย เอนหลังแนบลงกับแผ่นหินเย็นฉ่ำเบื้องล่าง ไม่มีสิ่งปลูกสร้างทันสมัยที่กีดกั้นท้องฟ้ากับดวงตา สงบนิ่งมองจ้องไปในหัวใจตนเองกับการเดินทางนี้ นึกถึงวรรคหนึ่งในหน้าหนังสือ“รสขมฝืดของกาแฟชดเชยด้วยกลิ่นหอมยวนใจ” เหตุผลของการชื่นชอบกาแฟคงไม่ต่างกับผู้หลงใหลเส้นทางเดินป่า ไม่มีถ้อยคำใดจะบรรยายถึงความรู้สึกอันปลดปล่อย “เอ้าๆ ลุกก่อน เดี๋ยวหลับยาว” เสียงที่กระชากให้เราลุกยืนอีกครั้งดังขึ้น ราวตีสองกว่าก่อนที่ทุกคนจะหลับไป จะต้องช่วยกันตั้งแคมป์ให้เรียบร้อยแล้วนอนพร้อมกันข้างกองไฟที่ต้องมีเวรยามหมุนเวียนกันถึงเช้า นักเดินทางใต้แสงดาวต่างทิ้งตัวหลับใหลในเวลาราวตีสี่Ploy - (39)

แสงของอีกวันเริ่มแรงขึ้นจนรู้สึกแสบตา กลิ่นควันฟืนลอยคลุ้งทั่วบริเวณ เสียงคร่ำครวญโผยแผ่วดังมาก่อนที่ร่างจะลุกขึ้น ความบกพร่องต่อการเตรียมตัวต้องแลกกับการเจ็บตัวแบบนี้เราพยายามปลอบร่างกายตัวเอง “คลองฟันปลา”เรามาถึงตั้งแต่เช้ามืดแล้วและยังไม่ได้แตะต้องธารน้ำที่เราได้สัมผัสPloy - (5)เพียงเสียงเท่านั้น ครัวเปิดขึ้นข้างกองไฟก่อนที่เราจะรู้สึกตัวตื่น ชากาแฟเช้าเกือบจะเก็บร้านหนีกลับแล้ว กองไฟเริ่มตั้งหม้อสนามหุงข้าวมื้อกลางวัน เอาร่างกายจุ่มน้ำสักนิดก่อนแล้วจะมาเป็นลูกมือแม่ครัวมือฉมัง กับข้าวรสเยี่ยมข้าวสวยหอมกรุ่น ใครจะรู้กลางป่ามีภัตตาคารสุดหรู หลังมื้อเที่ยงก็เป็นเวลาพักผ่อน ลงเล่นน้ำกิจกรรมยอดนิยมพอกับหาที่นอนร่มๆ ริมธารน้ำตก เดินลัดเลาะลานหินชื่นชมพรรณไม้เรียนรู้ไม้ป่ากับ ‘พี่หมออุ๊’ ก็เป็นกิจกรรมที่หลายคนเลือกเช่นกัน  เราใช้เวลาอยู่กับเพื่อน พี่น้องและธรรมชาตินานหลายวัน นี่อาจเป็นช่วงเวลาพักผ่อนของหัวใจหรือเป็นการเติมพลังในตัวเอง พี่น้องกลุ่มรักษ์เขาใหญ่ที่เราพบเจอกันหลายครั้ง แต่โอกาสที่จะได้ใช้เวลานั่งคุยกัน ฟังเรื่องเล่าในตำนานแบบฉบับต่างๆ แทบจะไม่มีเลย เรานึกถึงคุณค่าของเวลาแบบนี้ อีกค่ำคืนที่เราขออิงนอนกลางลานหิน ณ คลองฟันปลาPloy - (33)

Ploy - (37)แสงสว่างยามเช้า ปลุกให้เราเร่งทำกิจกรรมส่วนตัวและส่วนรวม หลังข้าวเช้ามื้อนี้เราจะเคลื่อนแคมป์กลับไปยังทางเดิม ทุกอย่างเป็นไปอย่างเร่งรีบ เมื่อเราออกเดินทางสาย อากาศก็จะร้อนมากขึ้นตามกัน เก็บสัมภาระเรียบร้อยพร้อมเดินแล้วก็ทยอยออกเดินกันทีละกลุ่มย่อย ใช้เส้นทางเดียวกับค่ำคืนแรกที่เรามาเยือน ความรู้สึกตอนนี้ราวกับว่าระยะทางสั้นลงและเดินได้เรียบง่ายกว่า อากาศร้อนขึ้นเรื่อยๆ ร่างกายฮึดสู้กว่าเมื่อหวนนึกถึงครั้งแรกที่เราก้าวมาถึงจุดนี้ รสชาติของกลางวันกับกลางคืนมันต่างกันจริงๆ  ระหว่างการเดินเราแลกเปลี่ยนความรู้สึกกันไปมา “คืนนั้นเราผ่านซุ้มไม้ไผ่นี้มาได้ยังไง” คุยกันไปพลันก็หัวเราะกันเอง ‘เอ๋ย’เพื่อนสาวที่ตกลงร่วมทริปอย่างไม่ลังเล เธอทำงานประจำที่โรงพยาบาลสัตว์ ในตอนนี้เธออยากพูดความรู้สึกบ้าง“ตอนนั้นพอใกล้จะถึงเรายังโดนหนามเกี่ยวอีก มันทำให้เราโกรธมากจนเผลอตะโกนด่าออกมา”  ‘ตาล’สาวอารมณ์ดียังมุ่งหน้าเดินอย่างใจเย็น พลันชวนให้นึกถึงละครที่เธอเคยดู“รู้ไหมว่าตาลกำลังนึกถึงละครเรื่องหนึ่ง ที่มีฉากของการเดินป่าแบบนี้เลย ตาลรู้สึกว่าเรากำลังอพยพหมู่บ้านเหมือนในละคร” เราถามกลับด้วยความสงสัยว่าละครเรื่องอะไร เธอตอบปนเสียงหัวเราะ“อังกอร์” เราต่างหลุดขำกันออกมาเลยทีเดียว เชื่อว่าหลายคนที่รุ่นราวคราวเดียวกันกับเราคงเคยนั่งติดจอรอละครเรื่องนี้เหมือนกันแน่ เดินมาได้สักระยะก็หยุดรออีกกลุ่มที่กำลังเดินตามมา ถึงตอนนี้เราไม่ได้เร่งรีบอะไรเพราะปลายทางอยู่ไม่ไกลมากPloy - (11)

Ploy - (10)‘พี่มอร์’หัวหน้าวังบุปผาและสมาชิกวังอย่าง‘น้องเปรี้ยว’ สองสาวเอนตัวลงนอนพักบนแท่นหินขนาดพอตัวท่ามกลางลำธารเล็กๆ ระหว่างทาง เมื่อเอ่ยถึงวังบุปผา แก๊งค์สาวโสดประจำกลุ่มรักษ์เขาใหญ่ คู่อริกับวังค้างคาวแก๊งค์ชายโฉดที่คอยดูแลสาวๆ แบบวาจาไม่ละมุนเท่าไหร่แต่การปฏิบัติดีเลิศ สำหรับเราแล้วช่วงเวลานี้ต้องเก็บภาพดอกไม้เล็กๆ ที่เพิ่งจะเคยพบกันบนเขานี้ กล้องเก่ามือที่เท่าไหร่ก็ไม่รู้กับม้วนฟิล์มที่เราไว้ใจ หากพลาดท่าทำมันเสียหายคงต้องเก็บความประทับใจไว้คนเดียว  นานมากแล้วกลุ่มย่อยที่นำทางโดยแบซอยังมาไม่ถึงสักที ‘แบซอ’ผู้หลงไหลการเดินป่ากับชาวรักษ์เขาใหญ่ แบซอเดินทางมาจากยะลาเพื่อเป็นหนึ่งในแถวของเส้นทางสมอปูนทุกปี เรียกได้ว่าเดินจนชำนาญทางแล้ว ทุกคนเริ่มเป็นห่วงและเดินตามหากัน ขบวนของลุงแขกส่งข่าวไล่หลังมาว่าไม่พบ ในขณะที่ขบวนของเราเองนำทีมโดย‘พี่นิม’ก็วิ่งนำหน้าไปก่อนเพื่อจะดูว่าแบซอพาน้องเดินล่วงหน้าไปก่อนหรือไม่ ที่สุดแล้วก็เป็นไปตามคาด แบซอพาน้องๆ ไปถึงที่พักสำหรับคืนนี้แล้ว “ห้วยรอซอ”จึงเป็นชื่อใหม่ของลำธารเล็กๆ นั่น

Ploy - (35)กลุ่มที่มาถึงก่อน ได้จัดการสถานที่ตั้งแคมป์คืนนี้ไปบ้างแล้ว เมื่อทุกคนมาถึงก็ดึงอุปกรณ์ส่วนกลางไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่หลับนอนหรืออาหารการกินออกมาจัดเตรียม รวมถึงผลัดเปลี่ยนกันไปอาบน้ำบางคนก็ชักชวนกันไปยังทุ่งดอกไม้ที่อยู่ไม่ไกลจากแคมป์ เรานะเหรอ เรื่องอาบน้ำเอาไว้ทีหลังก็ได้

 

Ploy - (15)เราเดินกลับไปที่แคมป์ช่วงแสงเริ่มอ่อนลง หวังว่าจะได้อาบน้ำในช่วงเย็น ใกล้กันกับแคมป์ในระยะที่มองเห็นกัน ‘น้องเบิร์ด’ยังคงทอดสายตาออกไปไกล ไม่รู้ว่าน้องจ้องอะไรอยู่ อาจจะเป็นเหยี่ยวชนิดหนึ่งก็ได้ เบิร์ดชื่นชอบการดูนกและเป็นผู้นำดูนกได้ดีสมชื่อเลยแหละ แต่ตอนนี้เราจะให้เบิร์ดนำทางให้เราไปยังที่อาบน้ำ     ตระเตรียมข้าวของสำหรับลงน้ำแล้วพวกเราก็เดินเลาะป่าห่างออกไปสักระยะ “สระอโนดาต”แหล่งน้ำใกล้กับแคมป์ ปีนี้น้ำน้อย เราเลยต้องเดินห่างออกไปอีกเพื่ออาบน้ำในที่ห่างจากบริเวณน้ำดื่มและน้ำสำหรับประกอบอาหาร  ถอดเสื้อผ้าอาบน้ำกันหนำใจท่ามกลางชายหนุ่มผู้น่าสงสารอย่างเบิร์ด ตอนนั้นเราไม่ได้สงสารเบิร์ดเลย เสร็จแล้วเราก็รีบเดินกลับมาที่แคมป์ อาหารค่ำคืนนี้อลังการมาก ทยอยกันตักกับข้าวกินกันอย่างสำราญPloy - (38)

Ploy - (36)คืนสุดท้ายแล้วที่จะนอนป่า พี่ๆ เลือกใช้เวลาในคืนนี้ล้อมวงสมาชิกทุกคนพูดคุยความรู้สึกของแต่ละคนกับการเดินป่าครั้งนี้ ระหว่างนั้นเราสังเกตเห็นความผิดปกติของพี่ๆ แต่ก็ไม่ได้เอ่ยถามสิ่งใด มีสองถึงสามคนคอยพลัดกันออกไปเดินตรวจดูรอบๆ แคมป์แล้วกลับเข้ามา เราใช้เวลาในคืนนี้พูดคุยกันค่อยข้างนานพอสมควร สมาชิกหลายคนที่ยังไม่ง่วงนอนก็พูดคุยแลกเปลี่ยนกันเรื่อยๆ ใครไม่ไหวจะนั่งฟังแล้ว ก็เปลี่ยนไปเป็นนอนฟังจนเผลอหลับไป

Ploy - (26)Ploy - (18)รุ่งเช้าเราตื่นแต่เช้ากว่าทุกวัน ด้วยหวังว่าจะได้ภาพแสงเช้าในทุ่งดอกไม้ ลงจากเปล คว้ากล้อง หยิบม้วนฟิล์มไปเพิ่ม มองหาแนวร่วมที่จะเดินไปยังทุ่งดอกไม้ เมื่อเดินไปถึงทุ่งดอกไม้เราก็เห็นหลายคนจับจ้องกับมุมเล็กๆ ดอกเล็กๆ ของตัวเองอยู่แล้ว น้องเปรี้ยวตะโกนเรียกให้เราเดินไปข้างหน้าอีก เธอบอกว่ามีดอกไม้ขึ้นหนาแน่นกว่าเพราะเธอเก็บภาพตรงจุดที่เรากำลังก้มๆ เงยๆ ไว้ก่อนหน้าแล้ว เดินเล่นถ่ายภาพกันเพลินจนลืมระวังเห็บ เดาว่าที่Ploy - (14)ตามติดเรากลับไปคงจากทุ่งดอกไม้ตรงนี้แน่ ที่ทำเราเผลอตัวแนบกายลงกับพื้นหญ้าที่อวดดอกเล็กๆ งดงามปะปนกันไป  ระหว่างเดินถ่ายภาพไป เสียงเจ้าของบ้านก็ดังขึ้น เราต่างมองหน้ากันแล้วพูดคุยถึงทิศทางของเสียง รวมไปถึงจำนวนประชากรของฝูงด้วย แอบนึกในใจ เมื่อคืนที่พี่หลายคนออกไปตรวจดูบริเวณรอบแคมป์ อาจเพราะรับรู้สัญญาณบางอย่างจากเสียงนี้ก็ได้ สารภาพว่ากังวลนิดหน่อยรีบเดินกลับแคมป์กันเถอะ กลับถึงแคมป์เวลาก็จวนจะมื้อเช้าแล้ว หลายคนตั้งวงกาแฟ บางคนทำภาระกิจส่วนตัว บางคนก็เตรียมอาหารเช้าต่อรวมไปถึงมื้อกลางวันด้วยPloy - (36)

Ploy - (34)เราต้องเดินลงโดยใช้เส้นทางเดิม วันนี้สิ่งที่เราพยายามไม่นึกก็มาถึงแล้ว เมื่อมาได้ก็ต้องกลับได้อย่ากังวลไป ไม่น่าเชื่อแม้จะเคยผ่านเส้นทางเดินป่ามาแล้ว เรากลับตื่นเต้นกับทุกๆ ก้าวที่เกิดขึ้นใหม่ หลังใช้เวลาช่วงสุดท้ายที่แคมป์สระอโนดาตเราก็ตระเตรียมเก็บของลงกระเป๋าเช่นเดิม ขนาดหรือน้ำหนักกระเป๋าในตอนนี้กับตอนมาเราว่าไม่ต่างกันเลย ทั้งที่เรากินข้าวไปตั้งหลายถุงแล้ว เริ่มเดินลงนำทีมโดย ผู้ชายและผู้หญิงสลับคั่นกันไปเป็นระยะ เดาไม่ผิดเลยขาลงยากกว่าตอนขึ้น มีการผูกเชือกช่วยให้โรยตัวลงมาได้ในบางช่วง แล้วเหตุการณ์ตื่นเต้นก็เกิดขึ้นอีก ‘คิง’เด็กหนุ่มร่างใหญ่ผู้นำทางหันหลังกลับมาตะโกนให้ขบวนของเราหยุดก่อนสักครู่ เราได้ยินเสียงฝีเท้าของสัตว์ป่าวิ่งแต่มองไม่เห็น เสียงกิ่งไม้หัก เสียงวิ่งควบเร็วมากเรารู้สึกว่ามีอยู่หลายตัว สิ้นเสียงสักครู่ คิงก็บอกให้เดินลงมาได้ ทุกคนยังสงสัยว่าเป็นเสียงของอะไร จนเมื่อลงมาถึงคลองต้มกาแฟ กลิ่นยังสดใหม่อยู่ ร่องรอย รวมไปถึงขี้ก้อนไม่ใหญ่มาก ก่อนที่เราจะลงมาถึงครอบครัวช้างป่าเขาใหญ่ก็มาใช้น้ำจากที่เดียวกับเรานี่ คลาดกันเพียงนิดเดียว

Ploy - (23)พักต้มกาแฟ กันก่อนเดินออกมามาริมถนน ช่วงพลบค่ำพื้นป่ามืดเร็วกว่าบรรยากาศข้างนอก เราพยายามที่จะให้สายตาปรับเข้ากับช่วงเวลานั้น เพราะคิดว่าไฟฉายไม่ได้จำเป็นแล้วจึงเก็บมันไว้ในกระเป๋าจนยากที่จะหยิบใช้ ในที่สุดเราก็พลาดสะดุดรากไม้หกล้ม การล้มครั้งนี้ปวดกล้ามเนื้อแทบเดินต่อไม่ไหว เรากัดฟันลุกขึ้นเดินต่อไปให้ได้ ไม่นานนักเราก็มาถึงริมถนนเส้นหลักของ อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ สิ้นสุดของทริปเดินป่าเส้นทางเขาสมอปูนปี ๕๘ เราต่างฝันถึงการเดินทาง โลกอันหลากหลายในดวงตาของผู้คนยังคงงดงามอยู่เสมอ แท้จริงแล้ว จุดหมายคือการเดินออกไปเรื่อยๆ เหงื่อท่วม หอบหายใจอย่างสิ้นแรง แขนขาล้า พรูลมหายใจเนิ่นช้า แต่ก็ยังหลงรักการเดินทางในป่า

_MG_0017

 

ขอบคุณเพื่อนร่วมทางใต้แสงดาว
พลอย กลุ่มใบไม้

 

ปิดการแสดงความเห็น