ทริปผาด่านช้าง…เรียนรู้ และเติบโตจากความแห้งแล้ง

_MG_0002หลังจากเมารถ จากเส้นทางที่โค้งแล้ว โค้งอีก แวะไหว้พระอาจารย์แดงที่วัด เพื่อความเป็นสิริมงคลในการเดินป่า(หวังว่าทริปนี้คงไม่โหดกับเรามากนัก) แต่…. ได้ยินแว่วๆ จากพระอาจารย์แดงว่า “จะขึ้นไปทำไม มันไม่มีน้ำ” ฟังดูแล้ว เอ๊ะ! มันยังไงๆ อยู่ แต่ก็คิดว่า “มันก็ต้องมีบ้างแหละ คงได้พอล้างเนื้อล้างตัว” เลยให้น้องๆ ช่วยกันหยิบน้ำที่พระอาจารย์แดงให้ไว้เผื่อเอาไว้ดื่มกิน หลังจากนั้น ก็กราบลาพระอาจารย์แดง นั่งรถอีกนิด ไปยังจุดแพ็คกระเป๋าเตรียมเดินทาง ซึ่งนอกจากเสื้อผ้า ข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็นแล้ว ที่ต้องแบ่งกับน้องๆ  ก็ คือ ข้าวสาร หมูรวน อาหารต่างๆ ที่เราขนกันขึ้นมา หนักเหมือนกันนะ แล้วยังมีเต็นท์ ที่พี่หวานแนะนำให้นำมาเพื่อใช้สำหรับเปลี่ยนเสื้อผ้า เมื่อจัดของเรียบร้อย ทีนี้ก็เริ่มออกเดินทาง พร้อมสัม_MG_0029ภาระอันหนักอึ้ง เดินๆๆ และเดิน ช่วงแรกเป็นทางราบๆ สบายมากเดินไปเรื่อยๆๆๆ แล้วจึง ชัน ชัน และชันขี้นเรื่อยๆ ร่างกายเริ่มบอกว่า เหนื่อยจัง หัวใจเต้นตึ้บๆ เหมือนจะออกมาอยู่ข้างนอกซี่โครง เพื่อนรวมทาง เริ่มพัก เราก็เริ่มพักเป็นระยะ เหงื่อเต็มหลังเลย แต่โชคดีอากาศไม่ค่อยร้อนเท่าไหร่ เหนื่อยจากการเดินขึ้นทางชันเสียมากกว่า

_MG_0077เดินได้สักพัก ก็ได้เวลาอาหารกลางวัน เมนูกลางวัน วันนี้คือ ข้าวเหนียวห่อใหญ่ๆ และไก่ย่าง ตอนแรกที่พักยังไม่หิวเท่าไหร่ เหนื่อยซะมากกว่า แต่ถึงเวลา พวกพี่ๆ แนะนำให้กิน จะได้มีแรงเดินต่อ จุดที่กินก็นั่งกลางดิน กินกลางทรายเลย เป็นประสบการณ์อีกอย่างหนึ่งของการนั่งกินข้าวในป่ามื้อแรก พออิ่มแล้ว เราก็เดินๆๆ เดินกันต่อ ทางเริ่มชัน ชัน และชันขึ้นอีก ความรู้สึกคือ เหนื่อยจังเลย อีกนานไหม เมื่อไหร่จะถึง แต่ก็ยังไม่ถึงจุดหมายสักที ก็ทำได้แค่เพียงเดิน เดิน และเดินไปเรื่อยๆ กว่าจะถึงจุดหมายปลายทางได้ โอ้ย!!! เหนื่อยมาก
_MG_0094แต่สิ่งที่พบก็คือ….คือ…คือ ไม่มีน้ำค่ะ เป็นลานหินกว้างใหญ่ ไม่มีน้ำ มีแต่น้ำในแอ่งเล็กๆ น้ำสีคล้ายน้ำชา และก็ได้รับคำตอบที่ว่า น้ำนี้แหล่ะ ที่เราจะได้ทั้งใช้ และ ดื่มกิน ซึ่งน้ำที่ใช้คงไม่พออาบ คงเพียงพอเฉพาะล้างหน้าแปรงฟันเท่านั้น อึ้งแป๊ป อยากร้องไห้ เพราะก่อนที่จะมา สิ่งที่ทำใจไม่ได้คือ การอุจจาระและปัสสาวะกลางป่า เพราะไม่มีห้องน้ำ นี่ยังไม่มีน้ำอาบอีกเหรอ จะนอนหลับมั้ยเนี่ย ไม่ได้อาบน้ำ ฮือๆ เดินมากว่าจะถึงก็เหนียวตัวสุดๆ เพื่อนร่วมทางต่างก็ ชมนกชมไม้ที่หน้าผา เรานึกในใจมันสวยตรงไหน น้ำก็ไม่มี หงุดหงิดๆ หน้าเริ่มหงิก แต่ก็คิด ไหนๆ ก็ขึ้นมาแล้วก็คงต้องใช้ชีวิตอยู่บนนี้อีก ๒ คืน กับ ๒วัน (แต่ก็แอบอยากกลับบ้านแล้ว) จากนั้นจึงได้ไปเตรียมที่นอน กางเต็นท์ เก็บของเรียบร้อย แล้วน้องๆ ก็ชวนกันมาเล่นที่หน้าผา สักพัก น้องเปรี้ยวก็เริ่มหิว ชวนกลับมาที่ที่พัก เพื่อทำกับข้าว ซึ่งคนอื่นๆ ที่ร่วมทริปยังไม่กลับ_MG_0185มา เราเลยได้ทำกับข้าวให้น้องๆ กินกัน ได้ประสบการณ์การทำอาหารโดยใช้ความร้อนจากกองไฟครั้งแรก ควันแสบตามากๆ กับข้าวเรากับน้องๆ จะออกจืดๆ รสไม่จัดมาก(แอบกินก่อนเพื่อนร่วมทริปคนอื่นๆ ในทริปจะกลับมา) จากนั้นเราก็นำจานไปล้าง น้ำยาล้างจานก็ดันลืมเอามา สิ่งที่ต้องใช้ในการล้างจานก็คือ ขี้เถ้าละลายน้ำ ประสบการณ์ใหม่อีกแล้ว คนอื่นๆ ที่ร่วมทริปเริ่มกลับมาประกอบอาหารพูดคุยกันสนุกสนาน ในใจเราก็คิดทำไมเขาสนุกกันจัง อยากกลับบ้าน นั่งดูเค้าพูดคุยเล่นดนตรีกันสักพัก ก็เลยชวนน้องอาย น้องพิม และน้องเปรี้ยวไปปัสสาวะในความมืดกันสักหน่อย จากนั้นก็กลับมาแปรงฟันใช้น้ำที่ต้มจากแอ่งนื้ แปรงฟันอยู่ข้างเต็นท์นี่หละ จากนั้นก็มานั่งเนียนๆ ดูเค้าพูดคุยกันสักนิด แต่ไม่ค่อยสนุกเลย เบื่อจัง เลยแอบเข้าไปนอนในเต็นท์ดีกว่า ด้วยความที่ไม่มีน้ำอาบ ก็เลยไม่อยากเปลี่ยนเสื้อผ้า นอนมันทั้งอย่างนั้นหละ นอนก็ไม่ค่อยหลับคืนแรก เนื่องจากไม่คุ้นชินกับสถานที่ เดินมากขาก็ปวด หลังก็ปวด  ทรมานมากๆ  แล้วก็คิด อีกสองคืนเหรอเนี่ย ฮือๆ แล้วก็หลับๆ ตื่นๆ
_MG_0191๒๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙
จนถึงประมาณ ตี ๔ น้องเซิร์ฟมาปลุก เป็นเวรเรากับน้องพิมพ์ ไปเป็นเวรเฝ้ากองไฟ การเฝ้ากองไฟก็คือ การรับมอบไฟฉายแล้วก็เดินสำรวจรอบๆ สัก ๑ รอบ แล้วก็มานั่งหน้ากองไฟ ซึ่งก็อุ่นดีเหมือนกันนะ หลังจากนอนหนาวหลับๆ ตื่นๆ มาทั้งคืน พี่หวานก็เริ่มหุงข้าว เราก็นั่งเฝ้าๆๆ ไปเรื่อยๆ จนถึง ๖.๐๐ น. ก็กลับไปนอนไม่หลับแล้วหละ แอบไปเปลี่ยนชุดเสียหน่อยในเต็นท์ แล้วจึงชวนกันกับน้องๆ ล้างหน้าแปรงฟัน(จริงๆ ไม่ได้ล้าง เรียกเช็ดแห้ง ทิชชู่เปียกดีกว่า ฮาๆๆ) จากนั้นจึงไปชมธรรมชาติที่หน้าผากัน
วันนี้ ความรู้สึกเหนื่อยล้าเริ่มหายไป หัวใจเปิดใจยอมรับความสวยงามของธรรมชาติมากขึ้น ทิ้งตัวลงนอน รับความเย็นจากหิน นอนดูต้นไม้ ดูป่า ดูนก ปล่อยให้ลมพัด พูดคุยกันสนุกสนาน ข้อดีของที่นี่ ที่ที่อื่นไม่มีคือ ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ ให้เราได้ทิ้งความวุ่นวาย ภาระหน้าที่ ที่นี่ไม่มีหมอ ไม่มีภาระ ไม่มีงาน มีแต่คนธรรมดาและธรรมชาติ ได้ใส่ใจคนใกล้ชิดมากขึ้น พูดคุยกับคนต่อหน้า เพราะเทคโนโลยีทางไกลไม่มีประโยชน์สำหรับที่นี่ นั่งชมธรรมชาติกันสักพัก ธรรมชาติในร่างกายก็เริ่มเรียกร้อง จ๊อกๆ ไปทำกับข้าวกันเถอะ
_MG_0253เมนูวันนี้ที่เราทำคือ ผัดผักและต้มยำ ซึ่งพี่ๆ ร่วมทริปคนอื่นให้ความเห็นว่า เรากับน้องๆ ทำจืดไปหน่อย ก็ยังมีกับข้าวฝีมือพี่นิมที่รสจัดขึ้นมา พอกลบเกลื่อนรสชาติจืดๆ ของอาหารที่พวกเราทำไปได้ ฮาๆๆ กว่าจะจบมื้อนี้ก็กลางวันซะละ น้ำก็ไม่มี ก็นอนเล่นกันไปละกัน ใช้ชีวิตมาก สโลว์ไลฟ์มากๆ เรื่อยๆ ไม่ต้องคิดอะไร อิอิ
สักพักพี่นิมก็บอกว่า จะพาพวกเราไปน้ำตก ซึ่งก็แอบได้ยินมาว่าไม่มีน้ำ ก็เลยขี้เกียจไป อยากนอนสโลว์ไลฟ์ต่อ แต่พอถึงเวลาก็พากันเดินไป สิ่งที่ไปเห็นก็คือ อดีตน้ำตก ไม่มีน้ำสักหยด หินนี่แห้งเชียว ไปนั่งมองๆๆๆ แล้วก็มอง ความแห้งแล้งไม่มีน้ำ จนพี่นิมถามว่า“ไปอีกไหม ทริปหน้าจะพาไปที่มีน้ำ” เราก็ตอบเลยว่า“ไม่ ไม่อยากเดินแล้วเหนื่อย ไม่อยากสัมผัสความแห้งแล้งแบบนี้อีก” ตอนนั้นคือคิดแบบนั้นจริงๆ นะ_MG_0229พอกลับมาที่พัก ก็เลยชวนน้องๆ ไปล้างตัวที่แอ่งน้ำ ได้แค่เอาน้ำลูบตัว เจอแอ่งน้ำใหม่ น้ำไม่มัน เลยได้ล้างหน้าสักหน่อย จากนั้นก็มากินข้าวเย็น ที่ลานหินด้านล่าง เป็นวงกินข้าวที่ใหญ่มาก กินกลางความมืดและแสงไฟ ได้ฟิลสุดๆ กับข้าวอร่อยมากเลยมื้อนี้ กินเสร็จก็ล้างจานด้วยขี้เถ้า เช่นเคย จากนั้นก็มาจับจองที่หน้ากองไฟ นอนเล่น นั่งเล่นได้สักพัก เฮ้ย ฟิลได้ อากาศได้ ถุงนอนเลยละ_MG_0298กัน ไปหอบถุงนอนออกมา หมอนพร้อม ถุงนอนพร้อม นอนเลยค่ะ พี่อุ๊เริ่มเล่นกีต้าร์ ดนตรีมา เพลงมา เสียพูดคุยกันสนุกสนานเช่นเคย อากาศเย็นกำลังดี นอนดูอยู่ดีๆ หลับตาดีกว่า เพลงเพราะๆ ลมเย็นๆ สบายสุดๆ ที่จำได้สุดท้ายก่อนจะหลับ เริ่มเป็นเพลงสากล อังกฤษและจีน  เพราะมากๆ แล้วก็หลับไป ประทับใจจริงๆ คืนนี้ ต่างจากความรู้สึกในคืนแรกมาก
๒๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙
ตื่นมาอีกที น้องเซิร์ฟปลุกขึ้นมาถามกินข้าวต้มมั้ย เหลือบไปเห็นเค้าตั้งวงกินข้าวกัน(แหมกินกันรอบดึกด้วย อิอิ) แต่เราไม่หิวเลยนอนต่อ ตื่นอีกทีขึ้นมาอยู่เวรกับน้องพิมพ์ ผลัด ๒ (ตีสองถึงตีสี่) นั่งคุยกันมีพี่หวานยืนเฝ้ากองไฟ พี่อุ๊เล่นกีต้าร์ เราก็ไม่รู้เหมือนกันว่าผู้ชายสองคนนี้ เค้านอนกันตอนไหน นั่งคุย นั่งฟังเพลงสักพักก็หมดเวลาไปนอนต่อได้
ก็เข้าไปนอนต่อ สักพักก็เช้า ก็ลุกขึ้นมาเปลี่ยนเสื้อผ้า ชวนน้องๆ ไปล้างหน้าแปรงฟัน แล้วก็ไปอำลาหน้าผากัน วันนี้วันสุดท้ายแล้ว หน้าผาแห้งแล้งจ๋า ทำไมสวยขึ้นทุกวัน วันแรกฉันรังเกียจเธอจัง ทำไมต้องพาฉันมาเจอเธอด้วย นั่งเล่นนอนเล่นรับลมสักพัก ก็กลับมากินข้าวกันวงใหญ่เหมือนเดิม เหมือนครอบครัวใหญ่วันรวมญาติ พูดคุยกันสนุกสนานลั่นป่าตั้งแต่ประกอบอาหาร กินเสร็จจึงไปล้างจาน น้ำเริ่มมัน จานก็มัน ฮาๆๆ เลยล้างแค่พอประมาณแล้วเก็บไปล้างต่อที่บ้านเราดีกว่า จากนั้นก็มาเก็บเต็นท์ เก็บของ เตรียมออกเดินทางกันต่อ _MG_0323_MG_0365ก่อนออกเดินทางก็มี พิธีอำลากองไฟ ขอขมาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในป่า ที่เรามาล่วงเกิน ทุกคนหลับตา พนมมือพูดตามพี่ๆ สักพัก โครม!! น้ำและขี้เถ้ากระเด็นเปรอะเสื้อ ดีนะเราแอบยืนห่างหน่อย น้องพิมพ์ยังโชคดีที่เปลี่ยนจากเสื้อสีขาวเมื่อเช้า
เมื่อเก็บของทำลายหลักฐาน(ขยะ) กันเรียบร้อย ก็ไปเก็บรูปที่หน้าผา ก่อนเดินทางกันหน่อย จากนั้นจึงเดินทางต่อ  ขา กลับไม่ค่อยเหนื่อยเท่าไหร่ เพราะไม่ค่อยชันแล้ว เดินลงเรื่อยๆ พี่นิม ก็ตามถ่ายรูปน้องๆ เผื่อได้ช็อตเด็ด ตอนลื่น แล้วก็คอยถามว่า“ไปอีกมั้ย ครั้งหน้าจะพาไปที่มีน้ำ” ตอนนี้เริ่มสองจิต สองใจแล้วสิ เริ่มเข้าถึงธรรมชาติ ถ้าเจอที่ๆ สวยๆ มีน้ำสักหน่อยก็คงจะดี เลยเริ่มพยักหน้าหงึกๆ พี่หวานก็ช่วยหยิบต้นสมุนไพร ที่เราไม่เคยเจอมาคอยถาม คอยบอกระหว่างทาง เดินไปเรื่อยๆ ขาลง_MG_0381ไม่ค่อยเหนื่อยเท่าไหร่ เดินไปพักไป พูดคุยกันไป จนเกือบจะถึงนี่ละ จากทางที่แรกๆ เราเดินมาง่ายๆ ทีนี้กว่าจะถึง โอ้โห เหนื่อยมาก เราก็เลยใช้วิธีค่อยๆ เดิน ค่อยๆ ขยับสุดท้าย ก็ถึงที่จอดรถซะที จบทริป ความแห้งแล้ง ล่ำลาพี่ๆ และอาจารย์นพเตรียมขึ้นรถกลับ ลาความแห้งแล้ง ที่สอนให้รู้ว่า ธรรมชาติไม่ได้มีเพียงความอุดมสมบูรณ์เพียงอย่างเดียว ยังมีอีกมุมหนึ่งให้เราได้สัมผัส เพียงแค่เราทำใจยอมรับ เพื่ออยู่กับมันเราก็จะเรียนรู้ อะไรอีกหลายสิ่งหลายอย่าง ขอบคุณ ความเหนื่อยล้าของการเดินทางที่ทำให้เรารู้ว่า เพียงเราอดทนอุปสรรคก็จะผ่านพ้นมันไปได้ ขอบคุณ ความสงบเงียบของผืนป่าที่ทำให้เราได้พักกาย พักใจ ขอบคุณ คำสอนดีๆ ของอาจารย์นพ ที่คอยสอนการใช้ชีวิตแก่พวกเรา ขอบคุณ พี่ๆ ที่ทำให้ทริปนี้ เป็นทริปที่น่าประทับใจ ด้วยการดูแลเป็นอย่างดี ขอบคุณความแห้งแล้ง……ที่ทำให้เราเติบโต

โดย … นก
๒๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙

ปิดการแสดงความเห็น