ซักแห้งจร้า…. ห้าบาท สิบบาท

_MG_0285“เดินป่ามานานแล้ว จะได้รู้จัก ‘ตำดิน กินน้ำ’ กันก็คราวนี้”
– พระอาจารย์แดง วัดมกุฏคีรีวัน –

เพราะฝนขาดช่วง ตั้งแต่กันยายนปีที่แล้ว จนล่วงเข้าปลายกุมภาพันธ์ที่มาถึง ผาด่านช้าง วันนี้เราจึงพบว่าไม่มีสายน้ำชุ่มฉ่ำใสเย็นอย่างเคย ไม่มีแม้สายน้ำน้อยๆ ไหลระริก ถึงกับไม่มีน้ำหยดใดยอมไหลออกจากแอ่งของมัน ทุกหยดขังนิ่งในแอ่ง บางแอ่งขุ่นเน่าเป็นฟอง บางแอ่งใสนิ่งแต่เป็นความใสอันบอบบางพร้อมจะขุ่นข้นหรือแห้งขอดลงทุกเมื่อ
………แม้ผมจะเคยอยู่บนดอยที่ไม่มีแหล่งน้ำเลย ก็ยังแทบจะเดินกลับ ถ้าไม่ใช่เพราะ……….

_MG_0024ครูนพ ให้เราเลือกใช้น้ำจากแอ่งที่ใส หาวิธีจัดการอย่างรอบคอบที่สุด ไม่ให้น้ำจากแอ่งน้ำใช้ไปเปื้อนแอ่งน้ำกิน น้ำดื่มทุกขวดต้องผ่านการต้ม เราจึงต้องแบ่งกำลังคนออกหาฟืนก่อไฟต้มน้ำเป็นวาระเร่งด่วน แบ่งหม้อสนามกว่าครึ่งมาไว้ต้มน้ำ น้ำเดือดทิ้งไว้สักพักจึงกรอกใส่ขวด พอหม้อน้ำว่างก็นำไปบรรจงตักน้ำมาต้มรอบใหม่ไม่ให้ขาด ส่วนการอาบน้ำนั้นทุกคนรู้ดีว่าไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะคิด…กลิ่นตุๆ โชยมารึยังครับ?
“น้ำต้มร้อนๆ แก้กระหายดีนัก”
ขณะน้องเปรี้ยวกรอกน้ำต้มรอบแรกใส่ขวด ครูนพ เริ่มชี้แจงให้คนที่ยังอาลัยอาวรณ์น้ำดื่มเย็นชื่นใจ หลายคนฟังครูพูดแล้วนึกถึงคนจีนที่มักดื่มชาร้อนแก้กระหาย ท่าจะจริงดังคำครู
“ดับกระหายได้ดี เพราะปากจะพอง….”
ครับ ถูกต้องที่สุ…ดะ..ดะ..เดี๋ยวนะ ครูเริ่มก่อนเลยนะครับตั้งแต่ยังตั้งแคมป์ไม่เสร็จดี

_MG_0126คุณหมอแผนไทย ๕ คน จากร้านโพธิ์เงินและเดย์สปา “หมอนก หมอเซิร์ฟ หมอเปรี้ยว หมออาย และหมอพิม” มาเป็นทั้งแขกทั้งลูกค้า แล้วยังต้องมาดูแลพวกเราอีกด้วย..ทำเกินหน้าที่ป่ะเนี่ย? หมอเซิร์ฟ จัดเสบียงข้าวสาร หมู ผัก ปลามาครบครัน มีไก่หมุน ๒ ตัวมาให้กินมื้อเที่ยงและยังทำอาหารเย็นวันแรกให้กินด้วย ปลากระป๋องก็มีหลากหลายทั้งซีเล็ค ซีกลาง ซีใหญ่..ตะลึ่ง..โป๊ะ (นี่คือมุกที่หน้าด้านที่สุดของทริป ..ราคาถูกกว่าปลากระป๋อง..)
นอกจากนี้ ตั้งแต่เที่ยงคืนจนถึงเช้าทั้งสองคืน คุณหมอๆ ยังจัดเวรยามเฝ้าแคมป์ เป็นสามกะ รับผิดชอบหน้าที่อย่างน่านับถือ ผิดกับพวกสาวแก่วัด ถ้าไม่ใช้ไม้ตายมันไม่ตื่นมาเด็ดขาด

_MG_0229เมื่อลำธารไม่มีน้ำให้เล่น อากาศช่วงวันก็ร้อนแล้ง ต้นไม้ผลัดใบจนโปร่งโล่งมีเพียงใบไม้แห้งกรอบปูเต็มพื้น น้ำตกมะนาวยักษ์ ก็เห็นทั้งน้ำตกในอดีตกับในอนาคต แต่ยกเว้นน้ำตกในปัจจุบัน อีกคลองนึง ลำธารลูกปิ๊นชิ่ง..เห้ย!..ลูกปิ๊งชิ่น..เห้ย!..ลูกชิ้นปิ้ง..เห้ย!..ถูกแล้ว!..ยิ่งแห้งสนิท..ไป..ไปเล่นตรงโน้นไป!
ริมหน้าผาด่านช้าง จึงเป็นสิ่งปลอบประโลมเดียวที่เหลือในช่วงสามวันนี้ ยามพระอาทิตย์ตกยังมีฝูงนกเงือกบิน โฉบ เกาะต้นไม้ตามวิถี ลมเย็นๆ พัดยามใกล้ค่ำและแดดอุ่นๆ ยามเช้าอาบทาหุบผา ผืนป่าและขุนเขาทะมึนตรงหน้าเป็นบรรยากาศงดงามที่หน้าผามอบให้ผู้มาเยือน
และครั้งนี้..หน้าผายังเป็นที่ รวมมุกแป้ก มุกเหงา มุกห้าบาทสิบบาท ไว้มากมาย
_MG_0125“ไปเล่นที่หน้าผาโน่นเลย ไป๊!”
เสียงน้องเปรี้ยวคนสวยยย เชิญใครที่ยิงมุกฝืดให้ไปเล่นเป็นที่เป็นทาง คนที่โดนไล่บ่อยสุดเห็นจะเป็น..โต๋...โต๋ว่า..โต๋งงนะ…โดนเมื่อไหร่ง่ะ..ใส่ร้าย...อีกคนก็ พี่สอง พวกว่าที่เขยแผนไทย พอมีหมอๆ แผนไทยมาด้วย คงไม่กล้ายิงมุกเด็ด กลัวไปเข้าหู...เดี๋ยวงานจะเข้าตัว ขนาดหลับยังละเมอแต่ “ครับ ครับ ครับ” หรือกล้ายิงแต่มุกบาทสองบาทออกมา
ส่วนผมไม่ค่อยโดนนน…หราาาา???…..

 

ตรงข้ามกับครูติ๋วที่เป็นคู่ดูโอ้กับเปรี้ยว มักบอกด้วยความเป็นห่วง..
“ข้ามห้วย ระวังลื่นนะคะ”  ทีแรกงง ไม่นานจึงรู้ว่ามันเป็นการไล่บรรดามุกแป้กทั้งหลายอย่างนุ่มนวลว่า
“ข้ามไปเล่นฝั่งโน้น นะคะ”  ถือว่าใจดีแล้วล่ะ มีเป็นห่วงเป็นใยด้วย
คู่หูทั้งสอง แม้จะไม่เล่นทั้งมุกฮาหรือมุกห้าบาทสิบบาท แล้วยังเป็นคอมเมนเตเตอร์คอยสกัดมุกไม่ลงทุนทั้งหลายออกจากระบบอีก แต่สิ่งที่พวกเธอมอบให้คือความสุข (สะใจ) แด่ทุกคน…ตอนพวกเธอโดนรุมแต่งหน้าแต่งผมแต่ละที..ดูแล้วฟิน..2 people

_MG_0246ประธานนกหวีด เพิ่งกลับจากงานติดยิ้มที่อุตรดิตถ์สัปดาห์ก่อน ไปไงมาไง ไปรู้จัก น้องนุช เพิ่งรู้จักก็ชวนกันมาเดินป่า นุชก็มา ให้มาลงปากช่องตอนค่ำที่แต่มีพี่ๆ ผู้ชายไปรับมานอนบ้าน ถามว่าพี่ๆ กับนุชรู้จักกันมั้ย? ตอบ…ไม่เลย.. นุชรู้จักแต่นกหวีดที่ยังอยู่ปราจีนโน่น..ผมขอถามเธอสั้นๆ ตรงนี้แหละ..ทำไมกล้ามา? (วะ)
ได้รู้เบื้องต้นจากนกหวีดว่า นุชเป็นคนสงขลา เคยไปอยู่ปีนังค่อยมาเรียนครูที่ขอนแก่น เมื่อได้พบเท่านั้นแหละ เราไม่เห็นความเป็นสงขลาหรือปีนังในตัวเธอเลย แต่ความเป็นขอนแก่นงี้..มาเต็ม
“ทำไมต้นไม้มักมีตุ่มๆ คะ?” ครูฝึกหัดสาวถามระหว่างเดินดูอดีตลำธารน้อยใสเย็น
“ตุ่มที่เห็นมันคงเคยเป็นหนามมาก่อน ต้นไม้มีหนามเพื่อป้องกันตัวน่ะครับ” ผมตอบตามที่รู้แต่ดูเหมือนน้องนุชยังไม่พอใจคำตอบ
_MG_0131เฮ้อออ ก๊ะได้..  มันมีไว้ใช้เก็บน้ำครับ เพราะตุ่มมันเก็บน้ำได้”  น้องนุชชอบใจคำตอบครับ แต่ผมต้องแลกกับการโดนยัยคู่ดูโอ้มองด้วยหางตาเหยียดหยาม
“กูว่าแล้วต้องมีมุกนี้…” มันพากันพึมพำ “หนูว่าพี่เล่นอยู่นี่แหละ ไม่ต้องไปไหน” (เห้ย..ทำไมใจดีอ่ะ ไม่โดนไล่) “เดี๋ยวพวกเราไปเอง จะกลับแคมป์ละ”
เห็นอย่างนี้ ตลอดสามวันน้องนุชโดนตามจีบเข้าเป็นสมาชิก พรรคกวางเขย่ง อย่างไม่ลดละ อาศัยที่เธอมีความใสซื่อ บริสุทธิ์เป็นเกราะคุ้มกัน เลยยังรอดมาได้…คนจะเป็นครูสมัยนี้เค้าคัดเฉพาะใสๆ งี้ทุกคนรึงัย? ยังไงครูนุช ก็อย่าลืมสอนนักเรียนนะครับว่า เวลาทำการบ้านถ้าได้ยินเสียง ‘กร๊อกกก กร๊อกกก’ อยู่บนต้นไม้ให้รีบปิดสมุดไว้ เพราะพวกมัน..กะลอก..DSC_0138

พรรคกวางเขย่ง.. พรรคที่เติบโตเร็วที่สุดในยุคนี้ พี่เก่ง หัวหน้าพรรคนอกจากมีฝีไม้ลายมือการทำอาหารและตกปลาหาจับตัวยาก ก็ยังพัฒนาพรสวรรค์ทางดนตรีจากที่เล่นกีตาร์ไม่ค่อยจบเพลงเดี๋ยวนี้เล่นได้ทั้งอัลบั้ม ที่หัดเล่นเป็นพิเศษช่วงนี้คือเพลงของมาลีฮวนน่า (อาจเพราะเอาใจลูกพรรครุ่นใหม่ที่ผูกพันกับทางภาคใต้)
“ฉัน..มันแค่ไอ้เด็กบ้านนอกคนหนึ่ง…ตะแล็ง..ตะแล็ง..(เสียงกีตาร์) ที่หวัง..ปีนป่ายจุดหมายปลายฟ้า….”  เพลงหมาล่าเนื้อ เริ่มบรรเลงใต้แสงกองไฟยามค่ำ หลายคนร้องได้ก็ร่วมร้องตาม… แต่พอถึงตอนตะเบ็งท่อนฮุค…
DSC_0150“มัวหลงเมืองศิวิไลซ์ หลงแสงไฟหลากสีแพรวพราว….” คนที่กำลังร้องถึงกับหยุดกึกพร้อมกันโดยมิต้องนัด ใครกลั้นขำไม่อยู่ก็ปล่อยพรืดออกมา รอไม่นานค่อยมีเสียงตัดพ้อเบาๆ ของน้องเปรี้ยวลูกพรรคคนสำคัญ…
“พวกนี้อ่าาา..ชอบแกล้งคนสวยยย”

 

 

_MG_0102‘…ต้นไทร เป็นเหมือนเซเว่นของป่า…’ 
ระหว่างทางเดินป่าสั้นๆ เลาะหุบห้วยในสายวันหนึ่ง พี่หวานหยุดแหงนต้นไทรยักษ์ร่มครึ้ม
“เขาบอกว่า ต้นไทร เป็นเหมือน ‘เซเว่น’ ของป่า…..
….แต่พี่ดูแล้วไม่เห็นมันจะมีฟิชโช่ ทาโร่ เลยซักซอง..”
หวีด นุช เปรี้ยว ติ๋ว นุ่น และผม กำลังฟังถึงกับสตั๊นท์หลายวิ ก่อนจะลั่น คิดไม่ถึงว่าไอ้พี่หวานมันจะยิงมุกด้วยสีหน้าเดียวกับตอนมันสอนสมุนไพร

อารมณ์ขัน คงเป็นเครื่องมือหลักที่เราใช้สู้กับความแห้งแล้งในป่า แต่เมื่อดูจากสถิติ แม้จะเห็นว่าเรามีมุกฮาไม่ค่อยขาดก็จริง แต่มุกที่ถูกจัดว่าห้าบาทสิบบาทกับมุกสตั๊นท์นั้นมีมากมายก่ายกองเรี่ยราดกลาดเกลื่อน สรุปว่าที่สู้ความแห้งแล้งของอากาศได้ก็เพราะมุกของเรามันแห้งแล้งกว่าเหรอเนี่ย?

ย้อนกลับไปเรื่องครูฝึกหัด ขณะที่ฟังครูนพ ครูนุช ครูติ๋วกำลังแลกเปลี่ยนประสบการณ์กัน พี่นิมป้อนคำถามใส่ในวง
“ครูฝึกหัดเดี๋ยวนี้ยังถือไม้ทีด้วยป่าว?”
“ก็ยังมีบ้าง” ครูๆ ตอบกลับ
“ดีนะ ไม่ขี่แพะด้วย” 
.
.
.
. (สตั๊นท์)
“คืออะไรคะ พี่นิม” น่าจะเป็นครูติ๋วถามเผื่อจะได้รู้ความหมายลึกๆ ของข้อความ
“เออ..เออ..ช่างมันเหอะ” บรรยากาศเริ่มกรุ่นกลิ่นไหม้มาแระ “ก็..เอิ่ม… ‘ไม้ที ขี่แพะไล่’ งัย” เสียง นิมตอบคำพังเพยอย่างเจื่อนๆ เมื่อรู้ตัวว่ามุกนี้ทำให้ตัวเองได้เป็น ผู้ครองถ้วยมุกสตั๊นท์แห่งปี

_MG_0221จากที่มีการเจ็บตัวเจ็บใจใน มหกรรมห้าบาทสิบบาทครั้งนี้ คนที่ถูกหลายคนอิจฉาคือ นุ่น หนุ่มที่คาดเดาเพศจากชื่อหรือคาดเดาอายุจากใบหน้าไม่ได้ เขามีหน้าเข้มๆ เหี้ยมๆ จนสองคู่หูไม่(กล้า) เอ่ยไล่ แต่ผมเห็นว่า แท้จริงจิตใจอ่อนโยนนะ กระตือรือร้นเมื่อพบสิ่งใหม่ๆ ถ้าจีบมาฝึกอีกนิดเอาไว้สกัดพวกคอมเมนเตเตอร์ในคราวหน้าท่าจะดี

_MG_0211ป่าแล้งๆ ครั้งนี้สอนเราให้ได้เรียนรู้หลายสิ่ง…
– หลายคนลืมไปแล้วว่า การต้มน้ำในป่าก่อนดื่ม เป็นวิธีที่ปลอดภัยก็เพราะเราคุ้นเคยกับป่าอุดมสมบูรณ์มีน้ำสะอาดไม่ขาดสาย
หมอๆ อาจเพิ่งเคยรู้ว่าขี้เถ้า ใช้ล้างคราบมันจากจานชามได้ดีและคงลืมไปด้วยเหมือนกันว่า ขี้เถ้าเป็นสิ่งที่สะอาดมาก (แม่ที่เอาขี้เถ้ายัดปากลูกเพราะต้องการให้ลูกได้สิ่งที่สะอาดที่สุด…มุมมองแง่ดีจากหมอผู้เข้าใจโลกคนไหนผม ไม่กล้าเอ่ยชื่อ..เดี๋ยวจะกระเทือนหน้าที่การงาน ฮาๆๆ)
รุ่นพี่ๆ ได้เรียนรู้ว่า การเดินป่าที่ลูกพี่ใหญ่ยังไม่สามารถมานำขบวนได้นั้น ตนเองจะต้องฝึกฝนด้านใดบ้าง เราอาจยังต้อง แอบดูคอร์ดเพลง ที่โต๋โหลดใส่สมาร์ทโฟนเพื่อให้ค่ำคืนไม่เงียบเสียงดนตรีแม้เพลงที่บรรเลงไม่ไพเราะเท่าเพลงของลุงแขก และจะมีสักกี่คนรู้ว่า ทางเดินบนเขาที่เราเดินเข้ากับเดินออกมันคนละทาง ดีที่เป็นเส้นทางสั้นและง่าย ถ้าซับซ้อนกว่านี้เราจะไปและกลับกันเองยังไง?_MG_0462ผมเองเช่นกัน แต่ละทริปจะพบความผิดพลาดของตัวเองเสมอ อย่างครั้งนี้ นิดนึงผมก็ยังพบว่า ผมไม่ได้ไปดูแลครูที่ริมหน้าผาในเย็นนึงที่ครูพาหมอและเด็กๆ ไปชมหน้าผา แต่เรารุ่นพี่อยู่ที่แคมป์ จริงอยู่ว่าต้องทำอาหาร นิม เก่ง นั่นคือพ่อครัว ก็ควรเป็นผมช่ะ? ที่ต้องดูแลอย่าให้ครูได้รับความปลอดภัย (หืม..ว่าใหม่ดิ๊..) ที่ไปดูแลครูก็มีแต่ นุ่น กับ..เอ่อ…ก๊อตด้วยป่าวน้า???  รึมันอยู่ที่แคมป์ด้วย? ไอ้เจ้านี่มันเกิดมาให้คนลืม..จำมันไม่ได้ซักที ไม่ต้องเสียจัยนะก๊อต ทุกคนจำมุกเป็นร้อยของเอ็งได้ดี..ไอ้นี่เล่นมุกลงทุน..แต่ค่าเหล้าน่ะของครูนพ..
_MG_0399สุดท้าย ถ้าจะมีใครบอกว่าเป็นความโชคร้ายของพวกเราทุกคนที่เจอทริปลำบากแห้งแล้งอย่างนี้ก็ขอให้เขาสบายใจในความโชคดีของตนเถอะ ส่วนเรา ถ้าความแห้งแล้งมันสอนให้มองเห็น ‘คุณค่า’ ของความสมบูรณ์ ครั้งต่อไป เมื่อเราได้พบน้ำใสป่าเขียว เราจะเห็นว่าน้ำนั้นใสฉ่ำเย็นกว่าที่เคยและป่านั้นเขียวขจีกว่าที่คนอื่นมองเห็น สายตาและจิตใจนี้มันเป็นสมบัติของพวกเราแล้ว และเป็นของคนที่ผ่านการดำรงชีพในป่าแห้งแล้งมา อย่างพวกเรา…เท่านั้น…

– สิบห้าบาท –
๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙

ปิดการแสดงความเห็น