กาลครั้งหนึ่ง ณ สมอปูน

เริ่มต้น ณ สมอปูน
สมอปูน 58 - (213)การเดินทางไปสมอปูนนี้ข้าพเจ้าได้รับคำท้าจากพี่แขกว่า “พวกเอ็งอยู่ กลุ่มรักษ์เขาใหญ่ ยังไม่เคยไปเดินสมอปูนเลยเหรอ” ตอนแรกที่ฟังพี่แขกถามก็รู้สึกเฉยๆ แต่พอมาได้ยินพี่ๆ ในกลุ่มรักษ์เขาใหญ่หลายๆ คนพูดถึงการเดินขึ้นเขาไปที่สมอปูนก็ทำให้ ข้าพเจ้าอยากจะลองไปดูสักครั้ง เห็นเค้าว่ากันว่ามันเหนื่อยมากๆ และต้องท้าทายกับขีดจำกัดของตนเองอีก ข้าพเจ้าเลยกลัวๆ อยู่เหมือนกันและแอบลังเลว่า“จะไปดีไหม? หรือไม่ไปดี” เพราะกลัวว่าตนเองจะเดินขึ้นสมอปูนไม่ไหว ทั้งยังได้ยินเรื่องเล่าเกี่ยวกับสมอปูนมามากมายหนึ่งในนั้นคือ ทำให้พี่ประธานนกหวีดร้องไห้นั้นเอง เลยทำให้ข้าพเจ้าหวั่นใจไม่น้อยที่จะตัดสินใจร่วมเดินทางขึ้นสมอปูนในครั้งนี้ และข้าพเจ้าก็ได้ข้อสรุปให้กับตนเอง เมื่อมีเพื่อนที่ข้าพเจ้าสนิทมาชวนไปเดินขึ้นสมอปูนด้วยกัน ข้าพเจ้าตอบตกลงโดยไม่ลังเลแต่อย่างใด ทั้งๆ ที่ในใจก็กลัวจะขึ้นสมอปูนไม่ไหวแต่ก็เอาละ สักครั้งหนึ่งในชีวิตยังไงก็ต้องลองขึ้นไปให้ได้
วันแรก ณ เขาใหญ่ฝั่งปราจีน
สมอปูน 58 - (83)วันนี้เป็นวันแรกที่ข้าพเจ้าและเพื่อนที่ร่วมเดินทางมารวมตัวกันที่บ้านพี่แขก เพื่อที่เราจะได้นั่งรถไปที่เขาใหญ่ อันเป็นจุดเริ่มต้นการเดินทางที่แปลกใหม่สำหรับข้าพเจ้า“สมอปูน” ข้าพเจ้ารู้สึกตื่นเต้นมากๆ กับการเดินทางที่บอกไม่ถูกเหมือนกันว่ามันรู้สึกอย่างไร “ทั้งตื่นเต้น กลัว อยากร้องไห้” ดีใจที่ได้เจอพี่ๆ น้องๆ ที่ไม่ได้เจอกันมานาน ความรู้สึกมันมากมายจนอธิบายออกมาไม่ถูกจริงๆ ตอนที่ข้าพเจ้าและเพื่อนร่วมเดินทางมาถึงตรงทางขึ้นสมอปูนแล้วนั้น พี่แขกให้พวกเราเตรียมตัวสะพายกระเป๋าใบใหญ่ที่ข้าพเจ้าใช้ใส่ของใช้และอุปกรณ์การเดินป่ามากมาย เพื่อให้พวกเราเตรียมพร้อมสำหรับการเดินทางขึ้นสมอปูน ในการเดินช่วงแรกๆ ข้าพเจ้ายังไม่รู้สึกเหนื่อยหรือท้อสักเท่าไร แต่พอเดินเข้าไปลึกมากขึ้น ข้าพเจ้าเริ่ม_MG_0025รู้สึกเหนื่อยและเริ่มไม่ไหวกับการเดินแล้ว เพราะทางที่ต้องเดินเป็นทางขึ้นเขาที่ค่อยๆ ชันขึ้นเรื่อยๆ พอข้าพเจ้าได้เห็นทางที่ต้องขึ้นไปข้าพเจ้าคิดกับตัวเองเลยว่า “แมร่งจะไหวเหรอวะ ไม่อยากไปแล้วอ่ะ” …….. แต่ตัดสินใจมาแล้ว “ลองดูไม่ตายหรอก พี่หมออุ๊ ยังเดินขึ้นได้ทำไมเราจะเดินไม่ได้” พอคิดได้อย่างนั้นขาของข้าพเจ้าก็ออกเดินตามทางเขาที่ลาดชันนั้นต่อไป จนข้าพเจ้าได้เดินขึ้นมาถึงยอดเขาสมอปูน ข้าพเจ้าบอกได้เลยว่า วิวข้างบนยอดเขานี้สวยมากๆ คุ้มค่าที่ทนเหนื่อยเดินขึ้นมา อากาศก็ดีมีลมเย็นๆ กับฝนโปรยๆ ได้บรรยากาศสุดๆ พวกเราพักอยู่ตรงยอกเขาเพื่อชมวิวอยู่สักพักและเริ่มออกเดินทางกันต่อเพราะยังไปไม่ถึงที่พักเลย(เฮ้ออออ) เราเริ่มออกเดินกันอีกครั้ง ครั้งนี้เดินสบายหน่อยเพราะเป็นทางราบ เดินสบายอากาศก็เย็นเพราะมีฝนโปรยลงมาเบาๆ พวกเราเดินไปถึงที่ผามาม่า พระอาทิตย์ก็ตกดินลาลับพวกเราไปแล้ว เราพักกินข้าว กินบรรยากาศกันนานพอสมควร และเริ่มการเดินอีกครั้งในเวลาหัวค่ำ ข้าพเจ้าขอบอกเลยว่า การเดินป่าตอนกลางคืนเป็นอะไรที่แปลกใหม่สำหรับข้าพเจ้ามากๆ เพราะมันทั้งตื่นเต้นและกลัวหลงในเวลาเดียวกัน แต่ก็เป็นการเดินทางที่สนุกสุดๆ เหมือนกัน เพราะตลอดการเดินตอน_MG_0048กลางคืนนี้มีเสียงพูดคุย เสียงหัวเราะ และเสียงธรรมชาติยามค่ำคืนสลับกันไป ทำให้มันสนุกมากๆ สำหรับการเดินทางตอนกลางคืนนี้ พอมาถึงที่พัก“คลองฟันปลา” เป็นอะไรที่เหนื่อยมากๆ ไม่มีคำบรรยายใดเลยที่จะนิยามคำว่าเหนื่อย  ในที่นี้ได้ พวกเราทุกคนเหนื่อยจนไม่มีใครอยากจะขยับตัวไปทำอะไรเลย แม้แต่น้อย แต่พวกเราก็ต้องช่วยกันตั้งแค้มป์ ก่อกองไฟ เพื่อไม่ให้หนาวตาย เพราะอากาศเริ่มหนาวมากๆ แล้ว เมื่อหาที่นอนเรียบร้อยแล้ว…ขอยืมคำพี่ซอหน่อยนะคะ“รออะไร…นอนสิครับพี่น้อง” เพราะหมดแรงสุดๆ และเหนื่อยมากๆ  ราตรีสวัสดิ์สมอปูน 58 - (161)

สมอปูน 58 - (45)วันที่สอง ณ คลองฟันปลา
ต้องขอบคุณยาแก้ปวดเมื่อยของพี่โต๋ ที่ทำให้ข้าพเจ้าไม่รู้สึกปวดเมื่อยแต่อย่างใด เช้านี้ข้าพเจ้าตื่นนอนพร้อมกับอากาศที่ดีมากๆ และรู้สึกสดชื่นกับเสียงธรรมชาติยามเช้าที่ถึงแม้จะฟังไม่รู้เรื่อง แต่รู้สึกดีอย่างประหลาด กเราใช้เวลาทั้งวันไปกันการชื่นชมธรรมชาติ บ้างก็ถ่ายรูปธรรมชาติ บ้างก็เล่นน้ำตก ใช้ความเย็น สดชื่นของน้ำตกชำระความเมื่อยล้าจากการเดินทางมาทั้งวันทั้งคืน พอถึงเวลาอาหารเย็น ก็มีกับข้าวดีๆ แสนอร่อยรอพวกเราทุกคนอยู่ต้องขอบคุณพี่แน๊ต ที่ทำกับข้าวที่แสนอร่อยให้พวกเราทุกคนอิ่มท้อง แล้วก็พี่หวาน ที่ก่อไฟหุ้งข้าว ให้พวกเราทุกๆ คน และเรายังได้กินโรตีที่พี่แน๊ตกับพี่มอร์ ช่วยกันทำด้วยขอบอกว่า“อร่อยมาก”(กลับมาน้ำหนักขึ้นเลย….อร่อยจริงค่ะ!) ตอนทำก็สนุกมากๆ หนูไม่เคยคิดว่าจะได้นั่งทำแป้งโรตีมาก่อน ต้องขอบคุณพี่แน๊ต(อีกแล้ว)

สมอปูน 58 - (50)สมอปูน 58 - (156)วันที่สาม ณ สระอโนดาต
วันที่สามของการเดินทาง พวกเราออกเดินทางย้อนกลับมาที่สระอโนดาต เราออกเดินทางช่วงสายๆ ของวันซึ่งแดดร้อนมากๆ แต่ดีที่ยังมีสายลมอ่อนๆ พัดเอาความร้อนออกไปบ้าง ระหว่างการเดินทางเราได้หยุดพักที่น้ำตกเล็กๆ ข้างๆ แค้มป์คลองฟันปลาที่เราใช้ค้างแรมเมื่อสองวันก่อน เมื่อพักเติมน้ำ ถ่ายรูปเรียบร้อยก็(ขึ้นเป้…เฮ้ออไม่อยากได้ยินคำนี้เลย) พวกเราเตรียมตัวออกเดินทางกับต่อ แล้วก็มีเสียง พี่คนนึงถามขึ้นมาว่า“พี่ซอ ?”  เพราะพี่ซอเดินออกมาก่อนหน้าที่คณะของพี่เก่งและพี่แขกสักพัก แต่ไม่ได้แวะมาที่น้ำตก พวกเราเลยเดินแกะรอยตามล่าหาร่องรอย ตามทางเดินของพี่ซออย่างเข้มงวดเลยทีเดียว ทั้งพี่แหลมที่ตามล่าหารอยเท้าพี่ซอตลอดทางที่เราผ่าน(สุดยอด) และพวกเราหยุดพักอีกครั้งแต่ครั้งนี้พิเศษหน่อยตรงที่สถานที่ที่พวกเราพักนั้นก็คือ(รัวกลองเลยคร้าบ) ….ห้วยรอซอ….นั่นเอง(อยู่ดีๆ ก็มีคนเอาพี่ซอชื่อไปตั้งเป็นเกียรติแก่สถานที่ที่เราพักซะงั้น) เราออกเดินทางต่อแบบไม่หยุดพักเดินไปแบบสบายๆ แต่ก็แอบงงๆ เหมือนกันว่า เมื่อตอนที่เราเดินมาในคืนแรกนั้นเดินมากันได้ยังไง ทั้งหนามหวายทางซ้ายที ขวาที ทั้งทางเดินผ่านซุ้มต้นไผ่ ทางเดินที่แฉะ สมอปูน 58 - (93)สงสัยตอนนั้นมันคงมืดและพวกเราแต่ละคนก็เหนื่อยกับการเดินทางกันมากๆ จึงอยากจะไปถึงที่พักที่คลองฟันปลาเร็วๆ เลยไม่สนว่าพวกเราจะเดินผ่านอะไรกับมาบ้าง ฮ่าๆๆ พอพวกเรามาถึงที่หมายนั้นเราก็พบกับ (รออะไรละคะ…ปรบมือค่ะ) พี่ซอ นั้นเอง บุคคลที่ทุกๆ คนเป็นห่วงแบบสุดๆ พี่ซอ มาก่อไฟ รอพวกเราอยู่ที่พักก่อนแล้วค่ะ พอทุกๆ คน เห็นพี่ซอและพี่ๆ มหาสารคามก็หายห่วง ไม่เป็นอะไรและปลอดภัยดีกันทุกคน พวกเราดีใจมากๆ เพราะพี่ซอโดนล้อเรื่องนี่อยู่พักใหญ่เลยล่ะ (ห้วยรอซอชื่อนี้ดีจริง ๆ) พอตกกลางคืนพวกเราทุกคนได้มีเวลานั่งร้องเพลงโดยมีพี่เก่ง(กลุ่มใบไม้) เล่นกีต้าร์ให้พวกเราร้องเพลงและจากนั้นก็ได้พูดคุยกันแลกเปลี่ยนประสบการณ์การเดินป่าของตัวเอง เป็นอะไรที่สนุกมาก “ผู้ชายคนนั้นกับผู้หญิงคนนี้” จากนั้นพวกเราแต่ละคนก็แยกย้ายกันเข้านอน อากาศที่นี้ค่อนข้างจะหนาวมากๆ ราตรีสวัสดิ์
สมอปูน 58 - (203)สมอปูน 58 - (190)วันที่สี่ วันสุดท้ายของการเดินทางที่แสนวิเศษ
พวกเราตื่นเช้าเพราะเห็น กาน(เพื่อนช่าย) พี่หวาน พี่ดาว กำลังหุ้งข้าวเช้ากัน โดยมีพี่หมออุ๊และพี่ซอ ที่กำลังคุยกันอย่างออกรสออกชาติเลยทีเดียว พอช่วงสายของวัน ทุกๆ คน ก็ตื่นมากันเกือบหมดแล้ว เช้านี้พี่แน๊ตจัดโรตีทอดให้กินอีกแล้ว ฮ่าๆๆ อร่อยมากๆ จริงๆ ค่ะ และอาหารเช้านี้เป็นการกินแบบบุฟเฟ่ต์คะ(อยู่ในป่าก็กินข้าวแบบบุฟเฟ่ต์ได้เจ๋งสุดๆ) พวกเราใช้เวลาตอนเช้าไปกับการกินข้าวเช้า เก็บสัมภาระของตัวเอง แพ็คของใช้ส่วนกลาง พร้อมที่จะออกเดินทาง และก่อนออกเดินทางพวกเราได้ ถ่ายรูปหมู่รวมกันและมีพิธีอำลาขอขมาป่าเขา เป็นความทรงจำที่ดีมากๆ ตอนแรกก็ยังรู้สึกเสียดายที่ต้องกลับแล้ว เมื่อคืนยังร้องเพลง นั่งเล่น นั่งคุยกันสนุกอยู่เลย เหมือนฝัน แต่มันคือความเป็นจริง พวกเราออกเดินทางในช่วงสายๆ ของวันตอนเดินกลับเป็นอะไรที่สุดจะบรรยาย ตอนขึ้นว่ายากแล้วตอนลงนี่สิยากยิ่งกว่าอีก ต้องขอขอบคุณเจ้าสำนัก(พี่เก่ง) ที่พาหนูลงมาอย่างปลอดภัยเพราะความศรัทธาในตัวพี่เก่งแท้ๆ เลยนะเนี่ย ขอบคุณพี่หมออุ๊ ที่ค่อยเล่าเรื่องตลกให้ฟังตลอดทางการเดินลงจากเขา หนูหัวเราะจนไม่มีแรงจะเดินเลยนะคะ ตอนเดินลง ขอบคุณพี่ซอ ที่ค่อยสร้างสีสันกับพี่แขกตอนเดินลงเขา เป็นช่วงเวลาที่น่าจดจำ ขำขันมากๆ ตอนเดินลงหนูหายกังวลลงเยอะเลย ตอนที่ได้ยินเรื่องที่พี่หมออุ๊เล่าหรือแม้แต่มุกตลกของพี่ซอ กว่าพวกเราเดินมาถึงตีนเขาเวลาก็ล่วงเลยจนค่ำแล้ว พวกเราแต่ละคนจากที่ต่างๆ พากันแยกย้ายกันไปใน จุดเริ่มต้นของแต่ละคน เพื่อเริ่มการเดินทางของชีวิตครั้งใหม่

สมอปูน 58 - (243)ป.ล. ขอบคุณป่าเขาใหญ่ ขอบคุณน้ำตกเย็นๆ ขอบคุณพระอาทิตย์ ขอบคุณดวงจันทร์ ขอบคุณเสียงนกร้อง ขอบคุณวิวดีๆ ที่หาซื้อในโปสการ์ดไม่ได้ ขอบคุณโชคชะตาที่พาพวกเราทุกๆ คน มาใช้ชีวิตอยู่รวมกัน ขอบคุณมิตรภาพสำหรับการเดินทางครั้งนี้ มันเป็นบันทึกความทรงจำที่มีค่ามากสำหรับข้าพเจ้า ขอบคุณจริงๆ ค่ะ

ข้าวตังค์
๓๐ ตุลาคม ๕๘

ปิดการแสดงความเห็น