เรื่องเล่าจากป่า…

สมอปูน 58 - (2) ทริปที่ต้องแลกด้วยการ โดดเรียนไป แฮร่ๆ เริ่มการเดินทาง วันที่ ๒๑ ตุลาคม ๒๕๕๘  ออกจากโคราชเพื่อไปนอนบ้านพี่แขก แต่ข้าวตังก็บอกค่ำเกิ๊นนนน ทำให้เตรียมของไม่ครบ รถก็ไม่มี รอรถนานมาก กว่าจะถึงบ้านพี่แขกก็ปาเข้าไปเกือบหกทุ่ม กินข้าวกับเห็ดกระป๋องแสนอร่อยเนื่องจากยังไม่ออกเจ ต้องขอขอบคุณ พี่นิมค่ะ ที่ให้ยืมเสื้อกันหนาว กินข้าวเสร็จก็อาบน้ำนอน แต่ด้วยความตื่นเต้นทำให้นอนไม่หลับ หนูเลยแอบเอาเลโก้ของฟานมาต่อเล่น แฮร่ๆ กว่าจะนอนก็เกือบตีสอง

สมอปูน 58 - (78)

วันที่ ๒๒ ตุลาคม ๒๕๕๘  ตื่นตอนตีห้าครึ่งเกี่ยงกันอาบน้ำกับกานต์กับข้าวตัง ข้าวเช้าประเดิมด้วยมาม่าเจ ในขณะที่คนอื่นกินไข่ทอด ปาท่องโก๋ อย่างอร่อย ต้องขอบคุณพี่นิมครั้งที่สอง ที่สั่งข้าวเหนียวมะพร้าวไว้ให้หนูกินตอนเที่ยง(สุดท้ายแม่ค้าไม่ได้เอามาให้) ก่อนออกเดินทางเพื่อนพากันโทรศัพท์หาพ่อกับแม่ หนูเลยโทรศัพท์บ้าง พ่อบอกอย่างเดียวว่า “หมา หนูเข้าป่าวันนี้อย่าเพิ่งออกเจนะลูกทนเอาอีกวันนึง” ตอนแรกกะกว่าเจจะแตกวันนี้เจอพ่อพูดดักทางเอาไว้เลยไม่กล้าเลย ฮาๆๆ  ต้องทนๆๆ แล้วเราก็ออกเดินทางหนูหลับจนไปถึงทางเข้าสมอปูน พอลงรถมาเอาเป้ บอกเลยว่าหนักจังทำไงจะเดินไปถึง ตอนนั้นรู้สึกใจไม่ดีกลัวเดินไปไม่ไหว ยังแอบได้ยินพี่ๆ เขาบอกว่าเจอกัน “คลองต้มกาแฟ” พอเดินเข้าไปก็เริ่มเหนื่อยมากขึ้นๆ แต่ดีที่หนูได้เดินเข้ากับ พี่หมออุ๊ พี่หวาน พี่ๆ เขาก็บอกว่า “ไม่ไหวก็พัก” ช่วงแรกๆ ร่างกายกำลังปรับ แต่พอเดินไปถึงคลองต้มกาแฟนั่งกินข้าวเที่ยง ทุกคนก็นั่งกินข้าวกันอย่างอร่อย แต่หนูไม่มีข้าว แต่ก็ไม่กล้าบอกใคร จนพี่แบซอมาบอกว่าข้าวหนูอยู่ในเป้พี่ ตอนนั้นหนูดีใจมาก แต่พอพี่แบซอบอกว่าไม่มีแม่ค้าเอามาให้ผิด หนูใจหายเลย นึกในใจเลยค่ะว่าจะทนหิวได้หรอกว่าจะถึงมื้อเย็นจะกินข้าวเหนียวกับเพื่อนก็นึกถึงคำพูดพ่อตอนเช้า จึงต้องทน แต่อยู่ๆ ก็มี พ่อพระมาโปรด อาจารย์ชุมพลมีสมอปูน 58 - (9)ขนมปังเจติดมาสองห่อ ยังพอได้รองท้องอยู่บ้าง บอกกินข้าวกันเสร็จก็เริ่มออกเดินอย่างจริงจังทางมหาโหด เดินไปบ่นไป ฮาๆๆ แต่ดีที่หนูเดินข้างหลังข้าวตัง ซึ่งเหมือนมันเป็นตัวกระตุ้นให้หนูเดิน  ทางก็เริ่ม ชันขึ้นๆ มันเป็นอะไรที่เหนื่อยมาก หนูได้แต่ถามว่า “เมื่อไรจะถึงๆๆ” เดินไปบ่นไป แต่พอเดินขึ้นไปถึงบนสันเขาฝนก็ตกลงมาเย็นมาก สดชื่นสุดๆ นั่งพักได้ประมาณครึ่งชั่วโมง พวกพี่แขกก็เดินมาถึง เราก็ออกเดินทางต่อจุดหมายต่อไปคือ ลานหินที่ต้มมาม่า บอกเลยว่ามันจะค่ำแล้วนะ เราจะได้นอนไหน แอบบ่นเล็กน้อย ตอนนั้นหนูหิวข้าวมาก แต่ก็ต้องทนพอไปถึง พี่หวาน พี่มอร์  ก็ก่อไฟเพื่อที่จะต้มมาม่ากินข้าวเย็นกัน ตอนนั้นหนูหิวข้าวมาก แต่ไม่กล้ากินขนมปังอีกห่อที่อยู่ในกระเป๋า จนกานต์กับข้าวตังบอกว่า เอาออกมากินเพราะตอนเที่ยงกินแค่ขนมปังห่อเดียวเอง แต่หนูก็กลัวคนอื่นจะว่า เลยอดไว้รอกินมาม่าพร้อมเพื่อน ตอนนั้นหนูคิดในใจเลยว่าจะได้นอนตรงนี้ แต่พอพี่แขกบอกว่าเอาเป้ขึ้นหลัง–มันเศร้ามาก คือมันมืดแล้ว เราจะเดินยังไงกัน บอกไม่ถูกเลยค่ะ พอเดินไป ฉายไฟไป เหมือนเราจะไปจับกบเลยอ่ะ แต่หนูชอบตอนนี้มากค่ะ สมอปูน 58 - (19)พี่ๆ เพื่อนๆ จะช่วยกันบอกว่า ตรงไหนมีหนาม ตรงไหนเป็นหลุม ตลอดการเดินตอนกลางคืนจึงได้ยินเสียง “ซ้ายหนาม ขวาหนาม หนามบน หลุมน่ะหลุม” เป็นอะไรที่ดีมากค่ะ แต่ด้วยความซุ่มซ่ามของหนู รึว่าตาหนูจะตี่เกินไป ทำให้มองไม่เห็นหนามที่อยู่ข้างบนทำให้เดินตำเข้าให้ มันเจ็บมากแล้วมันก็ยาวมาก น้ำตาจะไหลเลย ตอนนั้นจากหลับๆ ตื่นเลยค่ะ แต่เราก็ยังเดินต่อไปเป้าสมอปูน 58 - (20)หมายต่อไปคือ “หินท่านประธาน” หนูอยากเห็นมาก เค้าล่ำลือกันว่า พี่หวีดไปนั่งร้องไห้ ฮาๆ  พอไปถึงก้อได้ยินเสียงดังตุ้บ!!! พี่หมออุ๊ล้มลงไปนอน ตอนนั้นใจหายมาก กลัวจะเจ็บ แต่พอได้ยินเสียงพี่หมออุ๊นอนหัวเราะ ทุกคนก็พากันหัวเราะดังมาก ทำให้หายง่วงได้มากค่ะ และแล้วก็ได้ยินเสียงสวรรค์ เอาเป้ขึ้นหลัง เป้าหมายต่อไปคือ สระอโนดาต หนูก็ยังเดินไปหลับไปเหมือนเดิม พอไปถึงก็ได้ยิน ต้าร์บอกว่า “มีงูตัวน้อยอยู่ตรงก้อนหิน” หนูก็เลยมานั่งที่ขอนไม้แทน นั่งไปนั่งมา ก็แหงะไปเห็นอะไรดำๆ อยู่ขวามือเลยฉายไฟไปมันคือ งูตัวน้อยนั่นเอง ตกใจสุดๆ  พี่แขกบอกให้ปล่อยเค้าไป เราก็นั่งพัก พี่เก่ง ก็สร้างเสียงหัวเราะให้ทุกคนได้สนุกสนาน แล้วก็ได้ยินเสียงถามว่า “เราจะพักตรงนี้รึว่าจะยอมเดินไปพักที่คลองฟันปลา” แต่ต้องเดินประมาณสามชั่วโมงพอได้ยินคำว่าสามชั่วโมงหนูนี่อยากจะนอนอยู่ตรงนั้นมาก แต่พี่ๆ ก็ตกลงว่าจะเดินไปต่อ เราก็ออกเดินทางเดินต่อไปเรื่อยๆ และเรื่อยๆ แล้วก็ได้ยินเสียงบอกว่าสี่แยกเลี้ยวซ้ายก็ถึงแล้ว หนูนี่ลุ้นให้ถึงสี่แยกเร็วๆ เลยค่ะ ตอนนั้นคิดในใจเลยว่าตาจะปิดแล้ว พอไปถึงคลองฟันปลาเราก้อวางเป้ถอดรองเท้า พอเห็นสภาพเท้าตัวเองแล้วใจหายเลย-มันยับเยินมาก ข้าวสมอปูน 58 - (163)ตังบอก  พี่ๆ ผู้ชายก็ไปหาฟืนมาก่อไฟ ช่วยกันทำที่นอน เราก็ไปอาบน้ำใต้แสงจันกันด้วยการนุ่งผ้าถุง มันเจ๋งมากอาบไป กลัวผ้าถุงหลุดไป แฮร่ๆ แล้วเราก็นอนหลับอย่างสบายใจ

เช้าวันที่ ๒๓ ตุลาคม ๒๕๕๘ ก็มาช่วยพี่แน๊ต ทำกับข้าว พอเราเอาของออกมารวมกันทำให้ได้รู้ว่าของกินเยอะมาก กว่าเราจะทำกับข้าวเสร็จก็เกือบๆ เที่ยง กินข้าวเสร็จเราก็ไปเล่นน้ำกัน มันสนุกมาก เล่นน้ำเสร็จก็ มางีบแป๊บนึง ฮาๆ แล้วก็ได้ยินเสียงพี่แน๊ต “ช่าย ตัง ตื่น นอนตอนเย็นเดี๋ยวไม่สบาย” แล้วก็มาช่วยพี่แน๊ต ทำกับข้าว มื้อนี้มี แกงกระหรี่ โรตี ผัดกระหล่ำ ผัดผัก ด้วยความหิวหนูเลยไปตักข้าวชามข้าวตังกิน เลยไปตักเอาพริกเข้าให้ มันเผ็ดมากค่ะ แล้วพี่ๆ เค้าก็บอกว่าพี่นิม เป็นคนทำ หนูอยากจะขอโทษ พี่นิมว่า เค้าไม่ได้ตั้งใจว่าพี่นิม จริงๆ น่ะ ฮาๆ คืนนั้นต้องมีการอยู่ยามด้วยหนูได้อยู่ตอนตีสี่สมอปูน 58 - (55)

สมอปูน 58 - (117)วันที่ ๒๔ ตุลาคม ๑๕๕๘  ตื่นมาด้วยเสียงปลุกของพี่มอร์ ตื่นมาก็มานั่งหลับหัวชนกันกับพี่หวานเฝ้ายาม แล้วพี่แขกก็ให้ไปช่วยพี่หวานหุงข้าว ทำกับข้าว อาบน้ำ เตรียมตัวออกเดินทางเปลี่ยนที่พักไปพักที่ สระอโนดาต ช่วงนี้เดินไม่ค่อยเหนื่อยแป๊บเดียวก็ถึง แต่เราก็มีเรื่องให้ตื่นเต้น คือ พี่แบซอหายไปกับคณะมหาสารคาม ทำให้ทุกๆ คน ห่วงมาก แต่พอไปถึงก็ขำๆ กัน จึงได้มีชื่อ “ห้วยสมอปูน 58 - (114)รอซอ”

แล้วพี่แขกก็ให้หนู ตัง กานต์ พี่ดาว เดินไปดูดอกไม้กับพี่ๆ แต่พวกหนูก็ไปไม่ถึงดอกไม้ นั่งเล่นตรงก้อนหิน เพราะแดดมันร้อนมาก แล้วพอ พี่นิม พี่หมออุ๊ เดินมาทำให้ต้องเดินไปแต่ก็ยังเดินไปไม่ถึงอยู่ดี เลยเดินกลับมาเพื่อไปอาบน้ำกับพี่แน๊ต พี่มอร์ พอเดินไปเห็นที่อาบน้ำบอกเลยว่าใจไม่ดีเลยมันแตกต่างจากคลองฟันปลามาก แอบผิดหวังนิดๆ อาบเสร็จก็เดินหลงหาทางออกไม่เจอ ดีที่พี่แน๊ต นำออกมาได้ เราก็มากินข้าวฝีมือ พี่นิม พี่เก่ง อร่อยมาก แต่ต้มยำร้อนไปหน่อย ฮาๆ แล้วข้าวตังก็ให้เย็บกระเป๋าเป้ให้ หนูเลยมานั่งเย็บรองเท้าให้กานต์ ให้พี่เปรี้ยว พร้อมฟังพี่เก่งกลุ่มใบไม้ดีดกีต้าร์ให้ฟัง เพื่อนๆ ก็ช่วยกันร้องเพลงมันมีความสุขอย่างบอกไม่ถูกเลยตอนนี้ กิจกรรมบอกความรู้สึกทำให้รู้จักกันมากขึ้น เริ่มคุยกับเพื่อนที่มาจากสารคาม พี่ๆ กลุ่มใบไม้ด้วย แล้วก็ นอนหลับอย่างหนาว เลยตื่นมารื้อเสื้อกันหนาวมาใส่สมอปูน 58 - (168)

เช้าวันที่ ๒๕ ตุลาคม ๒๕๕๘ ตื่นมาทำกับข้าวอาบน้ำ เก็บของ เตรียมตัวเดินทางกลับ เป็นช่วงที่ทุกคนต้องเอาเสบียงที่เหลือมาลงเป้ตัวเองเพื่อแบกกลับ หนู ตัง กานต์ เลยไปเอาข้าวสาร มาม่า จานชามมาใส่เป้ตัวเอง แต่กลับได้ยินเสียงบอกว่า ฉลาดเนอะเลือกเอามาม่า หนูยอมรับว่า หนูรู้สึกไม่ดีเลย ในใจหนูคิดเลยว่าแล้วข้าวสารที่อยู่ในกระเป๋านี่มันไม่มีความหมายเลยเหรอ ทำไมต้องมองสมอปูน 58 - (30)แค่มาม่ามันเสียความรู้สึกมาก อยากร้องไห้เลย แต่ตังก็บอกว่าพอแล้วข้าวสารมึงเอาใส่แล้วมันหนักเดี๋ยวเดินไม่ไหว กานต์ ก็บอกว่า“ช่ายบอกเค้าเองว่าอย่าคิดมาก ช่ายก็ต้องไม่คิดมาก” แต่ความรู้สึกมันก็แปลกๆ พอจะเดินทางกลับน้องทิ้วมายกเป้ขึ้นหลังให้ น้องเป็นคนน่ารักมาก น้องบอกหนูว่า“พี่ช่ายแบกอะไรทำไมหนัก” น้องเลยเอาผ้าใบกับข้าวสารสองถุงไปใส่เป้ตัวเอง แล้วเราก็ออกเดินทาง ทางตอนแรกๆ ก็ร้อนมาก แล้วก็แวะถ่ายรูปตรงที่ต้มมาม่าในวันแรก ได้ยินเสียงแม่แวบนึงเนื่องจากสัญญาณไม่มี ทางก็เริ่ม เทลงๆทำให้ลื่นมาก ตอนนี้ทำให้หนู ตัง กานต์ ได้เดินแยกกัน หนูเดินตามหลัง พี่นิมมา เดินไปหัวเราะไปมองทางก็ไม่ค่อยจะเห็น พี่นิม ก็เดินเหมือนมันไปง่ายมาก แต่ทำไมหนูรู้สึกมันยาก แล้วก็ลื่นมาก กว่าจะมาถึงคลองต้มกาแฟไถลมาตลอดทางเลยค่ะ  มาแวะกินข้าวตรงคลองต้มกาแฟแป๊บนึง สมอปูน 58 - (242)ได้ยินพี่แหลม พี่คิงส์ คุยกันว่ากระทิงผ่านหน้าไป แล้วก็ได้ยินเสียงกินไม้หักดังมาก มีขี้ช้างอยู่ตรงคลองต้มกาแฟด้วย กินข้าวเสร็จก็ออกเดินทางต่อ แล้วก็ เริ่มมืด เพื่อนที่เดินนำหน้าจะคอยบอกว่า ระวังทางลื่น ระวังไม้ หนูก็ได้โชว์เหนือ พอเค้าพูด “กิ่งไม้บนนะ” มันเป็นช่วงที่เดินถึงแล้วเลยชนเข้าให้ เพื่อนพากันหัวเราะแล้วว่าหนูว่า หลับตาเดิน จริงๆหนูไม่ได้หลับตาแต่มันมองไม่เห็นทางมันมืดมาก กว่าจะออกมาถึงประมาณ หกโมงครึ่ง มานั่งรอรถมารับโทรศัพท์หาแม่ ฟังเสียงบ่นเล็กน้อย แล้วก็รู้สึกเหมือนไข้จะแตก กลับมาถึงบ้านพี่แขกประมาณสองทุ่มครึ่ง มากินข้าวบ้านพี่แขก แล้วพี่แขกกับพี่แน๊ต ก็มาส่งที่โคราชต้องขอบคุณมากๆ เลยค่ะ มันจำเป็นต้องกลับเพราะวันจันทร์หนูมีสอบ กว่าจะถึงโคราชก็เกือบๆ ตีหนึ่ง
สุดท้ายนี้ ต้องขอบคุณพี่ๆ ที่จัดทริปนี้ขึ้น ทำให้หนูได้ไปเดิน ได้ไปเจอพี่ๆ ที่ไม่ได้เจอกันมานาน ได้ประสบการณ์ที่หาไม่ได้ที่มหาวิทยาลัย เหมือนเป็นการได้ไปพักสมองชาร์ตแบต ก่อนที่จะกลับมาทำหน้าที่ของตัวเอง หนูต้องขอโทษพี่ๆ ด้วยนะคะ ที่บางทีอาจจะมีกวนๆ แอบอู้บ้าง ช่วยทำกับข้าวไม่เป็นอีก ได้ช่วยจับนู่นจับนี่นิดหน่อย ทริปนี้เป็นทริปที่เหนื่อยแต่มีความสุข มีเสียงหัวเราะเกือบตลอดทริป มันจะสมอปูน 58 - (145)อยู่ในความทรงจำตลอดไปค่ะ

กุ้ยช่าย นางสาวลลิตา ดอนทอง
๒๗ ตุลาคม ๒๕๕๘

ปิดการแสดงความเห็น