Fellowship of the Ring 3

บทลงเอย…หนทางกลับบ้านของข้าคือไปข้างหน้า ไม่ใช่ข้างหลัง…_MG_6755

ลมเย็นโชยพัดบาดผิวภายใต้ดวงตะวันลอยสูงให้ความอบอุ่นแทนกองไฟที่ไม่รู้ว่ามอดไปนานเท่าใดแล้ว เสียงนกร้องขานรับกันหลากสำเนียงแทรกคลอเสียงน้ำเซาะแก่งหิน อากาศเย็นสดชื่นสัมผัสลมหายใจแทรกเข้าสู่ร่างกายเยียวยาความบอบช้ำ ดวงตาอ่อนโรยกระพริบหรี่รับรู้สรรพสิ่งแวดล้อม ข้าได้แต่นอนนิ่งมองฟ้าสีเข้มสดใสเหนือราวป่าหลากสีสัน ครั้นลองขยับกาย แต่ละชิ้นส่วนของร่างมันคล้ายจะแยกกระจายเป็นเสี่ยง แขน ขา นิ้วมือ หลัง และข้อต่อทุกส่วนยอกขัดไปหมด จนอยากจะคลายชิ้นส่วนพวกนี้ออก จึงปิดตาลงและเลือนผัสสะประสาทเข้าสู่ภาวะหลับใหลอีกครั้ง


_DSC0081อย่างไรก็ตาม วันนี้ยังคงขยับตัวของมันทีละน้อย แต่ละคนค่อยๆ แกะตัวเองจากความเหนื่อยล้าปวดระบม ลุกขึ้นมาใช้เวลาที่พอมีในป่านี้ หวาน อั๋น ช่วยกันลากฟืนท่อนใหญ่มายังแคมป์ นิม พัดไฟขึ้นใหม่ตั้งหม้อน้ำให้มีน้ำร้อนที่ข้างกองไฟเสมอ เก่ง แบงค์พ่อลูก อยู่คนละมุมของลำน้ำเพ่งพิศในความคิดคนละมุมเช่นกัน สอง ผู้ครองแหวนเดินสำรวจรอบบริเวณ ปล่อยให้ผู้อาวุโสทั้งสองพักผ่อนต่อไปใต้ผืนผ้าห่ม
_MG_6750“LothlÓrien” เป็นที่สถิตของเอลฟ์ป่าในอดีต ป่าแห่งนี้โดดเด่นทั้งแก่งน้ำและแมกไม้ ลำน้ำใหญ่เผยตัวจากป่าทึบแผ่ออกเป็นแก่งรี่ไหลบนลานหินกว้างตามระยะทางยาวสุดสายตามนุษย์แล้ววกทางซ้ายหลบซ่อนไปในหมู่ไม้สูงอีกครั้ง แก่งนี้มีชื่อเรียกตามภาษากลางของมนุษย์อีกชื่อว่า “Falls of Grand Pooh” น่าจะตั้งตามนามของปู่ผู้เฒ่าที่มีประวัติศาสตร์กับธารน้ำนี้ในครั้งก่อน ลานหินกว้างแบ่งป่าแยกห่างเป็นสองฟากฝั่งไกลกัน เมื่อมองจากที่ตั้งแคมป์ตรงหัวแก่งนี้จะเห็นชัดเจนว่าฝั่งตรงข้ามเป็นป่าสูงทึบดุจกำแพงสีเขียวเข้มริมฝั่งน้ำ มีไม้ป่าสูงใหญ่นานาชนิดแทรกด้วยสน แปลกตาตระหง่านแผ่กิ่งก้านขนาดใหญ่คล้ายหัวหน้าโอบบ่าผองพืชบริวารให้ยืนหยัด มองไม่ยากเลยว่ามันเป็นเอนท์ดูแลบริเวณนี้ ความแกร่งของกำแพงพืชเขียวตลอดปีริมน้ำถูกเพิ่มด้วยแผงกอหวายมีทางหนามสานกันแน่นสกัดขวางและฝากบาดแผลให้ผู้กล้ำกราย ปันพื้นที่ให้เทพ มนุษย์ สัตว์ อสูร ผู้มาเยือนอยู่ได้เพียงฝั่งตรงข้ามของมัน ส่วนฝั่งที่ตั้งแคมป์นี้ เหนือธารน้ำแก่งเป็นดงเร่วขึ้นรกบนลานดินกว้างมีรอยสัตว์ใหญ่น้อยขุดคุ้ยกิน ข้างลานดินนั้นมีต้นไม้เพรียวชะลูดคู่หนึ่งยืนเฝ้าริมน้ำ มันผลัดเปลี่ยนสีไปตามฤดูกาลเช่นเดียวกันพืชพรรณในป่าฝั่งน้ำนี้ พื้นล่างของชายป่าค่อนข้างโปร่งโล่งพอให้เดินลัดเลาะชมกล้วยไม้และพืชชั้นล่างอันหลากหลายชวนให้ทำความรู้จัก เลยไปด้านปลายแก่งยังมีสุมทุมน้อยๆ ไว้เฝ้ารอดูเหล่าปักษาหรือสัตว์ป่ามาเยือนลำน้ำ_MG_6760เมื่อได้เดินวนสำรวจ รอบบริเวณทบทวนทิศทางที่เดินเข้ามาภายใต้แสงสว่าง ข้าพบต้นไม้ โขดหิน และร่องรอยหลายอย่างที่คุ้นเคย ที่ตั้งพักแรมนี้ก็คือจุดที่ใช้พักแรมทุกครั้งที่มาเยือน และมันก็คือ “ลานหญ้าแปลกตา” ใกล้ธารน้ำที่เดินผ่านเมื่อคืนนั่นเอง ในความงุนงงสับสนกับสิ่งต่างๆ รอบบริเวณ ยังดีที่ พี่หน่องกับเก่ง มาช่วยทบทวนความจำว่าต้นไม้ที่รู้จักคุ้นเคยแต่ละต้นยังยืนอยู่ตรงไหน ต้นไหนเติบโตผิดตาหรือต้นไหนได้จากไป เวลาเจ็ดปีทำให้ป่าเปลี่ยนไปและทำให้ความจำของคนเลือนไปได้เช่นกัน เป็นธรรมดา
_MG_6768จนเลยเที่ยงวัน อาหารมื้อใหญ่ที่สุดของการเดินทางครั้งนี้และจะเป็นมื้อเดียวของวันนี้ก็พร้อมสรรพ กระนั้นยังมีเสบียงเหลือให้แบกกลับอีกมากมาย เพราะเราได้กินอาหารเพียงน้อยนิด หลังมื้ออาหารแสนสุข ยังมีเวลาพักผ่อนชื่นชมความงามของป่าแห่งนี้และยิ่งรู้สึกว่างามเป็นพิเศษเมื่อต้องใช้ทั้งความพยายาม พละกำลัง เลือด บาดแผล รวมถึงขุดประสบการณ์เก่าเก็บ สติ ปัญญา และโชคชะตาหยดสุดท้ายเข้าแลก
ขณะที่ล้อมวงสนทนา ถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมาอย่างออกรสแกล้มด้วยเหล้าผลไม้ เพื่อเป็นการรอให้ธรรมชาติโดยรอบช่วยฟื้นฟูสภาพร่างกายก่อนเดินทางกลับ
_MG_6743“ข้าว่า ถ้าเมื่อวานมีใครเอ่ยปากขอให้หยุดเดิน เราทั้งหมดคงต้องหยุดพักแค่ตรงนั้น”    จำไม่ได้ว่าใครพูดขึ้นมา..

“แต่ข้าแปลกใจอยู่อย่างคือ ครูนพก็เดินตามมาตลอดโดยไม่เอ่ยปากบ่นเลย”
“กูไม่มีแรงพูดโว้ย!” ครูนพสวนกลับโดยลืมภาษามัชฌิมโลกไปชั่วขณะ

“พอหยุดหาหนทางเมื่อไหร่ ข้าเห็นครูนั่งลงเอาศอกยันหัวเข่ามือเท้าคางอยู่อย่างนี้..”  พี่หน่องแก้ต่างให้พร้อมแสดงท่าประกอบให้ทุกคนเห็นภาพและขำในสังขารทั้งของครูและของตน
“ข้าก็เดินตามมาเพื่อจะดูว่าพวกเจ้ามีความมุ่งมั่นกันแค่ไหน” ครูกล่าวตอบ “หรือจะเรียกว่า ‘ความดันทุรัง’ ดีล่ะ ไอ้พวก…” คำสาปคำสุดท้ายถูกยั้งไว้ทัน ผู้เฒ่าคงไม่อยากเดินออกจากป่าพร้อมตัวอะไรที่ประหลาดกว่าที่กำลังเป็นอยู่นี้map Falls of Grand Poohมีเส้นทางรถม้าสู่เมืองโรฮาน ที่เพิ่งตัดใหม่เมื่อไม่กี่สิบปีก่อนผ่านป่าแห่งนี้ เราจึงเลือกใช้อีกเส้นทางในการเดินเท้าประมาณหนึ่งชั่วยามไปยังทางรถม้าดังกล่าวแล้วรอให้รถม้าที่นัดไว้มารับ เมื่อเก็บที่พักและขอบคุณผู้คุ้มครองป่านี้ คณะเดินทางเริ่มออกจากลอธลอริเอนก่อนเวลาสายัณห์ไม่นาน ข้าเองนั้นมีธุระต้องจับรถไฟเที่ยวเที่ยงคืนนี้จากไชร์ไปยังฮอกวอตส์ แม้กระนั้นข้าก็ยังไม่รู้สึกกังวลเพราะเห็นว่ายังมีเวลาอีกมากโข

_MG_6771พี่หน่อง อั๋น และหวาน รับหน้าที่นำทางก้าวกระโดดตามลานหินข้ามแก่งน้ำมุ่งสู่ทิศตะวันออก เส้นทางลัดนี้เป็นทางเดินเท้าที่ไม่ค่อยมีใครใช้ อาศัยการสังเกตรอยบากทาง ที่คนเดินทางก่อนนี้ทำเครื่องหมายไว้ เส้นทางขึ้นลงเนินเขาต่ำไม่ลำบากแรง แต่กระนั้น ป่าก็ยังเป็นป่าและเพราะไม่มีเนินเขาสูงสะดุดตาทำต้องระวังว่าจะเดินขึ้นเนินผิดลูกและหลงทางในที่สุดเพราะทุกเนินดูคล้ายกันไปหมด
เราเดินตัดมุดทางป่ารก หลายช่วงเดินหลุดจากเส้นทางแต่ยังคงรักษาทิศทางให้ถูกต้องโดยดูว่าเราเดินหันหลังให้ดวงอาทิตย์ลับเหลี่ยมเขา พอถึงหุบห้วยน้อยแห่งหนึ่งที่เราต้องข้ามแสดงว่าเดินมาได้ประมาณครึ่งทางทำให้เบาใจแม้ตำแหน่งที่ตัดข้ามห้วยไม่ใช่จุดเดิม จากนั้นพอมาถึง “ป่าฟังกอน” ก่อนฟ้ามืดเรายิ่งโล่งใจเหมือนสภาพป่าเพราะรู้ว่าจะสามารถออกถึงจุดนัดพบได้ตามเวลา ป่าฟังกอนเป็นป่าโปร่งพื้นดินเรียบโล่งที่ต้นไม้อายุเยาว์อยู่รวมกันกินอาณาบริเวณกว้าง เพียงเดินพ้นป่านี้ไปแล้วลัดเลาะหุบห้วยกับทุ่งหญ้าหล่มปลักโคลนอีกไม่นานก็จะถึงทางรถม้า พี่หน่องมั่นใจพอที่จะปล่อยนกเรเวนส่งข่าวบอกเวลาออกจากป่าให้รถม้ามารับตามที่นัดไว้

แต่….
_MG_6775เรื่องที่คิดว่าง่ายกลับกลายเป็นเรื่องยาก เราเดินในป่าฟังกอนอันกว้างขวางจนฟ้ามืดสนิทก็ยังออกไปไม่พ้น เมื่อไม่มีดวงอาทิตย์กำกับทิศทาง เราถูกต้นไม้หนุ่มสาวในป่านี้กลั่นแกล้งต้อนให้เดินหลงอย่างเพลิดเพลิน กว่าจะนึกถึงเข็มทิศเราก็ถูกต้อนขึ้นเหนือไกลเท่าใดไม่อาจรู้
เริ่มตั้งหลักกันใหม่ด้วยทั้งเข็มทิศและแหวน  เราพบว่าเราเดินขึ้นเหนือมาไกลพอสมควรซึ่งไม่เป็นผลดีต่อการเดินทางอย่างยิ่งเนื่องจากทางรถม้าจะยิ่งหักโค้งไกลเราออกไปและจะถูกขวางด้วยป่าทึบ คลองน้ำลึก หุบเขาสลับซับซ้อน

“พอมืดทีไรต้องเป็นข้าเดินนำเรื่อยเลย” หวานบ่นเบาๆ ในใจให้ได้ยินกันทุกคน
“ก็เจ้ามีทักษะการเดินป่าไม่เป็นรองใครแต่มีอายุเยาว์กว่าเพื่อน สายตาดีกว่าผู้ที่อายุมากกว่าหลายคน จึงเหมาะสมที่สุดในกลุ่ม” ครูนพชี้แจงในใจเช่นกัน ทั้งยังรู้ว่าเสียงบ่นจากหวานมีความภาคภูมิใจเจืออยู่
_MG_6675“เจ้าดูทางป่าอย่างเดียว ข้าช่วยดูทิศทางให้” ข้าพูดแล้วฉวยเข็มทิศจากมือหวานมาถือไว้เอง มันช่วยหวานได้มากพอๆ กับการแบ่งถั่วหนึ่งเมล็ดจากสัมภาระท่วมบ่ามาช่วยถือ
“เราจะยังกำหนดเดินทางทิศตะวันออกหรือเยื้องลงใต้บ้างเพื่อชดเชยที่หลงขึ้นเหนือแล้วแต่สภาพทาง” ข้าเสนอแผนเส้นทางซึ่งทุกคนไม่ขัดแย้ง
“แหวนของข้าพอใช้การได้ ข้าเห็นจุดที่เราอยู่ปัจจุบันและเส้นทางรถม้าในหน้าปัดแล้ว แต่ระหว่างนั้นมันรกทึบมาก” สองผู้ครองแหวนจะคอยควบคุมเส้นทางอีกคน
หวาน รับผู้นำทางยามมืดแถมยังมีผู้ช่วยควบคุมเส้นทางอีกถึงสองคนเริ่มต้นด้วยการเดินตามเส้นทางและทิศทางที่ไม่มีทางอื่นให้เลือกเดิน คล้ายยังโดนต้อนแม้จะพ้นอาณาเขตป่าโปร่งขี้เล่นนั้นมาแล้ว ทางเดินสู่ตะวันออกถูกบังไว้ด้วยกำแพงป่าหวายที่ฝ่าไปไม่ได้ มันบังคับให้เราต้องเดินวกวนขึ้นเหนือหรือลงใต้ขยับไปทางตะวันออกได้ทีละนิดเท่านั้น
“ทางขวามือเหมือนเป็นทุ่งโล่ง ลองหาทางตัดไปดีหรือไม่” สองมองหน้าปัดแหวนแล้วให้ข้อเสนอ เมื่อเห็นว่าที่ขวางหน้าเราเป็นป่าดิบมืดทึบและทางซ้ายเป็นหุบคลองลึกและรก
“ทุ่งโล่งที่เห็นแถวนี้ แท้จริงแล้วมันเป็นหล่มโคลน มืดอย่างนี้เดินลำบากมาก เราลงไปเดินเลาะในคลองยังจะง่ายกว่า” ประสบการณ์ความคุ้นเคยป่าของพี่หน่องบอกในสิ่งที่แหวนวิเศษไม่อาจบอกได้
_MG_6700ยังมีธารน้ำน้อยๆ ไหลในคลอง  เราพักกินเลมบัสก้อนสุดท้ายเพื่อประทังความหิวและสูบยาสักมวน ก่อนจะพบว่ามีทางเดินเลาะริมห้วย พอหายเหนื่อยหวานจึงพาเดินตามทางน้อยนั้น มันเป็นทางผ่าดงเถาไม้ที่มีหนามตลอดเถาไม่เว้นแม้กระทั่งที่ใบ ดูจากร่องรอยเหมือนกำลังเดินตามรอยฝูงมิโนทอร์แหวกทางไว้
‘มิโนทอร์อีกแล้วหรือ?’ ข้าแอบคิด
จนแล้วจนรอด เราเดินมุ่นทางรก โดนหนามบาดเกี่ยว ใช้เวลาไม่น้อยจนกระทั่งทางบังคับให้เดินลงตลิ่งสู่คลองเดิมอีกครั้ง
“เหมือนจะกลับมาที่เดิม” สองก้มมองแหวน มันบอกว่าจุดที่พักครั้งก่อนกับจุดนี้เป็นจุดเดียวกัน
“ข้าก็จำต้นไม้ใหญ่นี้ได้ ครู่ก่อนเราอยู่ด้านนั้นของมัน” เก่งเดินอ้อมไม้ใหญ่นั้นมาอีกด้านชี้ร่องรอยที่จำได้ให้คนอื่นเห็นชัดเจน ขณะที่ครูนพเริ่มอาการนั่งเท้าคางไม่ปริปากแต่ยังมองดูเหล่าคนหนุ่มว่าจะฟันฝ่าอย่างไรต่อไป_DSC0066“ทางเดินก็มีเท่าที่เราเดินนี้นะ ข้าไม่เห็นทางอื่นอีกเลย” หวานชี้แจงทุกคนด้วยน้ำเสียงอับจน และทุกคนก็เห็นเช่นกัน มันไม่มีทางอื่นอีก…นอกจากเดินตามน้ำในคลองนี้
หลังจากรวบรวมสติได้อีกครั้ง เราตัดสินใจเดินตามคลองเสียเลย ‘หรือจะต้องเดินเลาะลำคลองกันตอนมืดอีกแล้ว’  ข้ากำลังคิด แต่เราเดินได้ไม่นาน พี่หน่องพบทางด่านเดินขึ้นตลิ่งอีกครั้งจึงพาเดินตามรอยทางนั้นไป เส้นทางง่ายขึ้นและเราสามารถเขยิบขบวนเคลื่อนสู่ตะวันออกได้บ้างแม้จะเชื่องช้ายิ่งนักเพราะยังคงความรกเรื้อและสลับซับซ้อน บางเหลี่ยมมุมมีเฉพาะพี่หน่องที่มองเห็นทางที่ถูกซ่อนพรางไว้ แล้วพาเราแทรกผ่านม่านไม้หนาทึบไปข้างหน้าได้อย่างอัศจรรย์
_DSC0018“สมเป็นเจ้าพ่อวังค้างคาว” นิมออกปากชม พาดพิงถึงพฤติการณ์อยู่เฝ้าหมู่บ้านไชร์ครึ่งค่อนคืน อันเป็นภารกิจที่ร่วมกันทำบ่อยครั้ง
“ข้ายังไปทางตะวันออกอยู่ใช่หรือไม่?” พี่หน่องถามข้าเพื่อรักษาทิศทางเดินนำคณะโดยมีหวานที่ยังคงร่วมเบิกเส้นทาง โดยเฉพาะเมื่อถึงช่วงที่สามารถเร่งฝีเท้าได้ก็รีบทำเวลาชดเชยกับที่เสียไปให้มากที่สุด และหากพบทางเลือกมากกว่าหนึ่งจะรีบถามทันที “มีทางแยก ให้ไปทางที่เยื้องซ้ายหรือขวา”
“ขวา จะได้เบี่ยงลงใต้” ข้าตอบ มองเข็มทิศสลับกับการถามตำแหน่งจากสองและเร่งรุดให้ทั้งสองนำทางโดยเร็ว พุ่มไม้รกซุ้มไหนฝ่าได้ก็ให้รีบฝ่าไปโดยไม่เว้นจังหวะให้หอบหายใจ
คนนำทางตะโกนสั้นๆ เป็นระยะเพื่อถามทิศทาง คนตอบก็ตอบสั้นๆ เพื่อให้รีบรุดไปเร้าจังหวะเดินดุจกำแส้อยู่ในมือ ทุกคนจึงถูกบังคับให้เร่งรีบไปด้วย ไม่อาจพะวงกับรอยหนามเกี่ยวข่วนหรือความเหน็ดเหนื่อย แม้จะได้เร่งเดินมาได้ระยะพอประมาณ
สุดท้าย เรามาถึงหุบคลองลึกพาดขวางหน้า พื้นคลองเป็นโคลนเลนมีรอยเท้าสัตว์นานาชนิดและมีรอยปลักที่สัตว์ใหญ่ทิ้งไว้ เมื่อลงหุบไปเราต้องปีนขึ้นตลิ่งสูงชันอย่างยิ่ง แต่เมื่อดูจากแหวน ทางต่อจากนี้ค่อนข้างเรียบโล่งและเส้นทางรถม้าอยู่ไม่ไกลแล้ว_MG_6661หลังจากพ้นคลอง เราเดินลัดเลาะป่าจนกลับมาพบเส้นทางเท้าที่มีร่องรอยการสัญจรแล้วเดินตามทางนั้นจนพบทางรถโล่งกว้างพอให้รถม้าแล่นสวนกันได้ ในที่สุดเราก็มาถึง จุดที่นัดหมายรถม้าที่จะรับเรากลับ แต่ทว่า..มันไม่ใช่เวลาที่รถสามารถมารับเราได้ เพราะเมื่อใกล้เที่ยงคืน เส้นทางนี้จะถูกปกคลุมด้วยเวทย์มนต์อาถรรพ์นานาทำให้ไม่มีม้าตัวใดกล้าเทียมรถผ่าน
สิ่งที่เราทำได้คือตั้งแคมป์พักแรมอย่างง่ายๆ มีน้ำดื่มเหลือรวมกันเพียงครึ่งขวดให้นอนมองแก้กระหาย แล้วรอจนกว่าจะรุ่งเช้า

_DSC0076ทั้งคณะเดินทาง มีเพียงข้าคนเดียวที่เร่งรีบที่สุด ความเร่งรีบนี้ทำให้ข้าลืมความหนาวเหน็บและความเหนื่อยล้า ที่ไม่ได้ยิ่งหย่อนกว่าคืนที่ผ่านมา บัดนี้ เมื่อความเร่งรีบไม่ช่วยอะไรข้าได้แล้ว ทั้งสองสิ่งจึงกลับมาจู่โจมทันที ความหิวและกระหายนั้นไม่อาจบรรเทาได้เพราะไม่มีปัจจัยช่วยบรรเทา ส่วนความเหน็ดเหนื่อยและเหน็บหนาวนั้น กองไฟและผืนผ้าห่มช่วยบรรเทาได้อย่างดี ก่อนจะหลับตาลง ข้าล้วงถุงย่ามเอากระดาษแผ่นน้อยออกมาคลี่ดูผ่านเปลวไฟ..ตั๋วรถด่วนผ่านไชร์ไปยังฮอกวอตส์ ตอนนี้มีค่าเพียงแค่เป็นเปลวไฟสู้ความหนาวเย็นของคืนนี้..เท่านั้น

_DSC0082บทตาม…ในการเดินทางครั้งต่อมา ข้าได้ถามเก่งถึงเปลนอนว่ามันยังใช้การได้หรือไม่ แล้วข้าต้องขำกับคำตอบที่ได้รับ

“ข้าไม่รู้หรอกว่าใช้ได้หรือไม่…ครั้งนั้น เราได้นอนด้วยหรือ?..”

โดย : -Boromir-

ปิดการแสดงความเห็น