Fellowship of the Ring 2

บทกลาง…ก้าวสู่ความมืดมิด

_DSC0030แสงอรุณคล้ายผ้าห่มผืนใหญ่ คลี่คลุมทั้งผืนป่าให้ลดทอนความหนาวเหน็บของราตรี วันนี้เริ่มต้นอย่างเร่งรีบ เพราะทุกคนรู้ดีว่ายังอีกยาวไกลกว่าจะถึงจุดหมายและต้องไปให้ถึงภายในวันนี้ พี่หน่องยังสมกับเป็น “ไพรพเนจร” มาแจ้งข่าวดีว่า สำรวจพบเส้นทางโบราณโดย “บังเอิญ” มันตัดผ่านจุดพักห่างแค่เดินไปเข้าส้วม อีกทั้งพบหมายสีแดงโดดเด่นไม่ผิดเพี้ยน ทั้งคณะไม่รอช้า ดุ่มเดินตามหมายเหล่านั้นด้วยใจมุ่งหวัง แต่ไม่นาน การเดินทางก็เป็นเช่นเคย เส้นทางเลือนหายไปพร้อมกับเครื่องหมายบอกทาง เราต้องงมอย่างมืดบอดตามภูมิประเทศในความทรงจำคือ ป่ารกชัฏเลาะเลียบหุบห้วยเรื่อยไป


_DSC0050จนเมื่อตะวันเลยศีรษะ “มหานทีอันดูอิน” ปรากฏอยู่เบื้องหน้าเรา เป็นสายน้ำใหญ่ เมื่อเงยหน้ามองจะเห็นมันแยกเรือนยอดไม้เปิดท้องฟ้าโล่งแบ่งป่าทึบออกเป็นสองฟาก ก้มหน้าลงจะเห็น คุ้งโค้งที่ดินทรายทิ้งตะกอนเป็นหาดเหมาะกับการใช้พักเท้าและข้ามฝั่ง สัตว์น้อยใหญ่ทิ้งรอยเท้าบนพื้นร่วนริมตลิ่ง สายน้ำใหญ่ นี้เป็นสายเดียวกันกับที่ไหลสู่จุดหมายปลายทางที่เราจะไป แต่ก่อนถึงจุดนั้น มันจะไหลย้อนขึ้นทางเหนือแล้วจึง วกลงทางใต้ หากคิดจะเดินตามน้ำคงต้องเตรียมใจกับระยะทางอ้อมยาวไกล ยังไม่นับขวากและโคลนในลำน้ำที่ไม่อาจบอกได้
ดังนั้น ขณะเตรียมมื้อเที่ยงอย่างง่ายๆ อั๋นรับหน้าที่เดินสำรวจตามลำน้ำส่วนหวานเดินเลาะฝั่ง  ไม่นานหวานพบเส้นทางเดินลางเลือนห่างจากจุดพักไม่ไกล พร้อมหลักฐานยืนยันคือเปลือกไม้แผ่นใหญ่ในมือ มีรอยชาดเก่าซีดแต้มไว้มาให้ทั้งคณะดู

_DSC0039“เราไม่ต้องมองหาเครื่องหมายตามทางให้ยากเย็นอีกแล้ว เพราะข้าจะพกเปลือกไม้นี้ไปด้วย..” หวาน กล่าวด้วยแววตาซื่อ ถ้าเป็นเช่นนั้นมันคงง่ายสำหรับการหาเครื่องหมาย แต่…

_MG_6672อย่างที่เคยเป็น เราเดินตามทางที่หวานค้นพบได้เพียงระยะหนึ่งแล้วทางก็เลือนหาย ยิ่งป่าดิบรกทึบทางยิ่งสับสนเลือนราง แม้แต่แหวน ยังบอกเราได้เพียงแค่ว่าเราอยู่ “กลางป่าผืนใหญ่…แค่นั้นจริงๆ”
“ครูนพ “ เรียกประชุมอีกครั้ง กำหนดให้ใช้วิธีมุ่งหน้าไปทางตะวันตก โดยไม่คำนึงความรกทึบ ความสูงชันใดๆ จนกว่าจะพบลำน้ำใหญ่อีกครั้ง เราจึงเปลี่ยนมาอาศัยอุปกรณ์รุ่นเก่าแก่อย่างเข็มทิศ และหวานก็รับหน้าที่ตั้งเข็มพามุ่งตะวันตกอย่างบ้าบิ่น แต่ละคนช่วยกันตัดเบิกทางกันไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยทั้งๆ ที่เหน็ดเหนื่อยยิ่งนัก แขนที่เงื้อมีดอ่อนแรงไม่ต่างจากตอนเหวี่ยงดาบฟาดฟันกองทัพออร์คนับแสนจากมอร์ดอร์เมื่อครั้งโน้น ผลตอบแทนของเราคือ หนทางที่ปิดรกถูกตัดแหวกให้เดินไปข้างหน้าได้ระยะทางยาวไกล ไกลเพียงใดไม่มีผู้วัด รู้เพียงว่าเราเดินตั้งแต่ต้องแหงนคอ มองตะวันบ่ายจนกระทั่งดวงตะวันคล้อยลงมาอยู่ตรงหน้า
_MG_6658แล้วเวลาให้พักหายใจก็มาถึง เราเดินฝ่าทางรกมาจนพบเส้นทางกว้างโล่งตามไหล่เขาตัดขวางหน้า หมายชาดสีแดงปรากฏชัดขึ้นอีก แล้ว ความลังเลใจ ก็ทำงานของมันอย่างเข้มแข็งอีกครั้ง เพราะเราอยากเปลี่ยนกลับมาเดินตามรอยชาดที่เห็นชัดน่าหลงใหลมากกว่าเงื้อมีดเบิกทางทุกๆ ก้าวย่าง บางดงไม้ มีดของเราฝ่าไฟกลางฝูงภูตเหลือบตัวน้อยแต่มากพิษสง ปลุกพวกมันมารุมเล่นงานเราเอง แม้รู้ตัวดีว่ากำลังถูกมันเกาะ เจาะ ดูดเลือดไปทุกขณะและจะทิ้งร่องรอยแผลกับความเจ็บคันนานนับเดือนหลังจากนี้ก็ไม่อาจทำอย่างไรได้ในตอนนั้น ทั้งทิศทางเดิมยังมุ่งสู่หุบลึกและรกข้างหน้าเพื่อตรงเข้าหาดวงตะวัน ไม่สงสัยเลยว่ามติเอกฉันท์เลือกกลับไปเดินตามรอยชาดอีกครั้งแม้รู้ว่ามันจะพาเราไปเพียงระยะสั้นๆ
ทางเดินพาไต่ลงมาเลียบคลองแห้งสายหนึ่งที่ก้นหุบ แล้วเกิดเป็น สองแพร่ง คือทางหนึ่งพาเราขึ้นเขาสูงอีกทางพาเบี่ยงข้ามคลองสู่เนินอีกลูกหนึ่ง เราเลือกเดินขึ้นเขาสูงเนื่องจากทางรกน้อยกว่า แต่พอไต่สูงถึงสันเขา เราพบซากพวกออร์คมาลอบตัดไม้นอนตาย จึงรู้ว่านี่คือ เทือกเขามิสตี้แสนอันตราย และเป็นอีกครั้งที่มันปิดกั้นไม่ให้เราผ่าน…_MG_6701ย้อนมาก้นหุบ เราใช้วิธีของพี่หน่อง คือเดินเลาะคลองแห้ง หวังว่ามันจะพากลับไปสู่มหานทีอีกครั้ง พื้นดินที่ยังชุ่มน้ำทำให้พืชเติบโตรกเรื้อ เถาวัลย์เหนียวยืดยาวเกะกะแทรกฝังระหว่างก้อนหินลื่นก้อนใหญ่ๆ ตลอดคลอง การเดินตามคลองนั้นแสนทุลักทุเลในหุบอันมืดหม่น จนกระทั่งถึงจุดที่ไม้ยักษ์ล้มพาดขวางคลอง หนทางปิดสนิทยกเว้นช่องโพรงเล็กๆ พรางทางเข้าบ่งบอกว่าเรามาถึงประตูเหมืองคนแคระอีกครา
_MG_6713“จงเอ่ยวาจา สหายเอ๋ย แล้วก้าวเข้าไป” 
ข้อความที่สลักขอรหัสผ่านเหนือประตูเหมืองมอเรียอันเรืองรองในอดีต หากการผจญภัยครั้งเก่าก่อนไม่ได้ให้บทเรียนใดเกี่ยวกับทางเหมืองนี้เราคงหลงผ่านประตูเข้าไปแล้ว ฉะนั้นทางเดินเลาะไหล่เขาชันอ้อมข้างประตูแม้จะแสนอันตรายกับกำลังขาอ่อนล้า แต่กลับเป็นทางเลือกที่แสนเข้าทีในโมงยามนี้
ไม่รู้ว่าเงาของสรรพสิ่งเลือนหายหรือขยายใหญ่ขึ้นคลุมป่าทั้งผืนกันแน่ แต่รอบกายมืดสนิทไร้แสงจากผืนฟ้า เวลานั้นเราเดินตามคลองมาถึงมหานทีตามที่พี่หน่องคาดไว้จนได้ จุดนี้น้ำวกกลับจากทางเหนือล่องสู่ทิศตะวันตกเฉียงใต้ตามเส้นทาง เราจึงเบาใจพอที่จะยอมหยุดพัก  ก่อไฟชงเครื่องดื่มร้อนแกล้มด้วยเลมบัส ขนมปังเอลฟ์ที่ “สอง” แจกจ่ายให้ทุกคน
หลากวิธีการเดินในวันนี้.. เริ่มจากเดินตามรอยชาดแดง ต่อด้วยเดินตามดวงตะวัน เปลี่ยนมาเดินเลียบคลองแห้ง แล้วเลาะผนังหุบเขามืดหม่น.. และนี่ก็ถึงเวลาที่ต้องเดินลุยลำน้ำดำมืดอย่างหมดทางเลือก ยามลุยน้ำลึก แม้ชุดไฟส่องสว่างก็มิอาจช่วยให้เห็นสิ่งที่อยู่ใต้ผิวน้ำเลย อาศัยเพียงโชคชะตาและประสาทสัมผัสซึ่งค่อยๆ ด้านชาทีละน้อยในน้ำเยียบเย็น บางช่วงมีทางริมน้ำตื้นแต่เป็นโคลนเลนจึงได้ยินเสียงขาของใครบางคนผลุบในโคลนจมลึกทั้งข้าง ข้อดีประการเดียวคือ เราไม่ต้องสนใจทิศทางหรือกลัวว่าจะหลงทาง สนใจเพียงแต่ละย่างก้าวของตนเท่านั้น

 

                                  Θ …ทางป่าปรากฏยามรุ่งเช้า         รุดเร่งก้าวเท้า
                                 เฝ้าหาหมายทางต่อไป
                                   Θ พบหนึ่งหายหนึ่งไม่ถึงไหน        ชวนฝ่อท้อใจ
                                 แหวนนั้นใช้ไม่ได้การ
                                  Θ อาศัยเข็มทิศโบราณ                 หลายแรงประสาน
                                 เบิกป่ามุ่งทิศประจิม
                                  Θ เนิน ห้วย เห็บ ทาก หนามทิ่ม     มุด เงย โผล่ริม-
                                 หุบเขาเลาะเลียบคลองโคลน
                                  Θ ย่ำแฉะเรียงแถวแนวโทน            ตะวันพลบโพ้น
                                 มืดค่ำถึงลำน้ำใหญ่
                                  Θ หยุดพักแค่หอบหายใจ              ลุยธารน้ำไหล
                                ให้ยถากรรมนำทาง
                                  Θ เย็น มืด ขวาก โคลน เบื้องล่าง    ทีละก้าว ทีละย่าง
                                ต่างค่อยเข้าใกล้จุดหมาย….

_MG_6722หลังจากเดินแช่น้ำอยู่นานเกินชั่วยามในความมืดมิด  ความหวัง แม้ไม่อาจส่องแสงมาให้เห็นแต่มันยังสามารถส่งเสียง มีเสียงน้ำเซาะแก่งแว่วมาแต่ไกล แม้ไม่มีใครรู้ว่ามันคือแก่งน้ำที่คุ้นเคยหรือไม่ เสียงที่ได้ยินก็ยังเป็นพลังให้กับฝีก้าวอ่อนล้าชาเย็น เมื่อเดินตามเสียงจนรู้สึกว่าลำน้ำวกอ้อมเป็นคุ้งโค้งกว้าง  เราพากันตัดทางขึ้นเดินบนฝั่งด้านซ้ายตามเสียงแก่งน้ำดังชัดอยู่เบื้องหน้า
และแล้ว เมื่อเงาไม้ทึบเปิดออก ผืนน้ำข้างหน้าแผ่กว้างหลายวาบนแอ่งเอื่อย ก่อนที่น้ำจะทิ้งตัวลงสู่พื้นน้ำเบื้องล่าง  เกิดเป็นแก่งน้ำตกเปี่ยมชีวิตชีวา  และมันก็คือ  “Lemon fall”  ที่เราคุ้นเคยดุจสหายเก่าได้มาเยือนกันอีกหน การหวนรำลึก ความอบอุ่นใจและแรงกายอ่อนล้าชวนให้ทุกคนนั่งพัก แม้โมงยามจะล่วงเลยเข้าใกล้เที่ยงคืนท่ามกลางอากาศหนาวเสียดกระดูกเห็นไอขาวจากลมหายใจพวยพุ่งปนกับควันยาสูบ มีเพียงความอุ่นใจที่ได้รู้ว่าเรายังอยู่ในเส้นทาง

 

_MG_6737ยาสูบหมดไปสองสามมวนการเดินทางจึงดำเนินต่อไป เราข้ามผาน้ำตกสู่อีกฟากหนึ่งก่อนเดินเลาะดงไม้ริมฝั่ง แล้วข้ามลำธารใหญ่อีกสายหนึ่งที่ไหลลงมารวม ตรงนี้เราจำได้ว่ามี เอนท์ยักษ์ใหญ่ยืนคู่ตระหง่าน เฝ้าจุดบรรจบมองเห็นชัดหากมาในยามกลางวัน ธารนี้ยังเติมน้ำในมหานทีให้ลึกและเชี่ยวจนการเดินลุยน้ำด้วยวิธีเดิมต้องใช้เป็นทางเลือกสุดท้าย เราจึงต้องข้ามลำธารนี้และตัดขึ้นเขาค่อนข้างสูงชันและรกทึบ เสียงแก่งน้ำเบื้องหลังค่อยๆ เบาลงทุกขณะ
จากหัวขบวน เมื่อเหลียวมองไปยังแถวขบวน จะเห็นไอฝ้าขาวจากลมหายใจหอบเป็นสายยาวผ่านแสงไฟของแต่ละคนพ่นเป็นทางคดเคี้ยวตามเส้นทางลัดเลาะดงไม้  ครู่ใหญ่ จึงมาถึงลานบนสันเขาที่ถูกขนาบด้วยหน้าผาสูงชันด้านขวามือ กับหุบลึกสู่ลำน้ำใหญ่ทางด้านซ้าย ไม้รกเรื้อบนสันเขาบดบังเส้นทางไปสิ้น คณะเดินทางต้องแบ่งหน้าที่กันหาเส้นทาง ครูนพ สอง แบงค์ เบิกถางไม้ล้มลุกให้โล่งตั้งเป็นศูนย์กลาง พี่หน่องกับอั๋นเดินตรงสำรวจทางไปข้างหน้าจนพบหุบน้อยรกด้วยต้นไผ่และทางทึบตันขวางหน้ามีให้เห็นแต่ความหมดหวัง เก่งกับหวาน เดินสำรวจริมสันด้านซ้ายมือที่มองลงไปเมื่อใดก็พบหุบผาดิ่งสู่สายน้ำดำมืด ส่วนนิมกับข้า เดินวนระหว่างทั้งสองกลุ่ม ช่องทางเดินเล็กๆ แหวกพงไม้รกดูเหมือนเป็นรอย_MG_6742ย่ำเดินของฝูงมิโนทอร์ปริศนา เนื่องจากพบว่ารอยนั้นแตกซ่านเป็นหลายช่องทาง หากลองเดินตามช่องทางหนึ่ง มันก็พาวกกลับไปหาอีกช่องทางหนึ่ง หรือไม่ก็พาไปสู่หุบลึก ไม่เช่นนั้นก็พาไปพบทางตันที่หน้าผา ลานสันเขาจึงเหมือนถูกจัดให้เป็น “สวนวงกต” พวกเราที่เดินหาทางเดินสวนกันไปมามองเห็นแต่ความงุนงงในสีหน้าของกันและกัน (ช่วงเวลานี้ บทเพลง Foundation of Stones แว่วจากส่วนลึกเป็นจังหวะก้าวย่างอันสับสนของเท้าทั้งหลายคู่บนนั้น..)
คราหนึ่ง หวาน ชวนข้าไต่หุบลึกลงสู่สายน้ำมืดมิดเบื้องล่าง เก่งกับอั๋น ที่มาสมทบช่วยส่องไฟอยู่ด้านบน เมื่อไต่ลงไปถึง สิ่งที่เห็นคือ สายน้ำดำนิ่งไร้ความเป็นมิตร ลึกจนหยั่งด้วยลำไผ่ก็รู้ว่าลึกเกินจะเดินลุยเช่นเดิมได้  ส่วนความเยียบเย็นของน้ำนั้นไม่ต้องหยั่ง
เก่งกับอั๋น กลับไปสมทบกลุ่มใหญ่ ส่วนหวานกับข้ายังคงเดินเลาะสำรวจริมตลิ่งต่อสักพัก พวกข้าเดินซอกซอนตามต้นไม้ใหญ่น้อยที่มีความเป็นไปได้ว่าจะพบเส้นทางหรือเครื่องหมายใดด้วยความหวังหรุบหรู่ในความมืด กระนั้น หวานก็ไม่ละ  ความพยายาม หาทางเดินให้พบทั้งได้ แสดงเจตจำนงว่าไม่ต้องการกลับลงไปเดินในลำน้ำหนาวเย็นนั้นอีกเด็ดขาด
_DSC0070ในที่สุด.. เหล่าเอนท์ผู้พิทักษ์ผืนป่าเป็นพยาน.. หมายชาดแดงมาปรากฏบนต้นไม้วัยหนุ่มใหญ่สองต้น เป็นเครื่องหมายที่ยอมเผยตัวแก่สายตาเพียงเท่านี้ ไม่มีหมายอื่นอีกและยังไม่มีช่องทางใดต่อไปที่จะพาลงจากสันเขานี้สู่จุดหมายได้เลย แต่แค่นี้ก็เพียงพอแล้วสำหรับแผนคิดคดในใจข้า..
หลังจากเวลาล่วงเลยนานกว่าหนึ่งชั่วยามบนสันเขา กลางป่าผืนใหญ่ที่มีแต่ความหนาวเย็นและมืดมิดไร้ขอบเขต ในที่ประชุมรอบกองไฟน้อย ครูนพ รับฟัง ความอับจน หนทางจากทุกคณะสำรวจ เมื่อสรุปว่าเรายังไม่พบช่องทางลงจากสันเขาจึงมีเสียงเสนอให้จัดค่ายพักกันบนลานนี้เพื่อรอรุ่งเช้าจึงหาทางกันอีกครั้ง
“ส่วนข้าคิดว่า..” พี่หน่องออกความเห็น “เราน่าจะกลับไปตั้งแคมป์ที่เลมอนฟอลล์เพราะจะได้มีน้ำดื่มเพียงพอ หรือถ้าคิดจะเดินต่อก็กลับไปเริ่มต้นเดินทางน้ำจากที่นั่น เพราะอย่างไรมันก็จะนำเราไปถึงจุดหมาย” เป็นข้อเสนอให้ย้อนกลับไปตั้งหลัก จากนั้นเราจะสามารถเลือกได้ว่าจะตั้งแคมป์พักแรมหรือเดินทางต่อ ซึ่งเป็นทางที่เหมาะสมแก่เวลาและพละกำลังของทุกคนในค่ำนี้
_DSC0075“แต่ถ้าเราต้องการบรรลุจุดหมาย” ข้าเริ่มให้ข้อเสนอ “หวานและข้าพบรอยชาดสองรอยตามทาง และพบรอยที่  ‘คล้าย’ ช่องทางเดินลงสันเขา ทั้งยังมีรอยชาดบนต้นไม้อีกต้นที่ยืนอยู่ปากทางเดินนั้น เพียงแต่ข้ายังไม่ได้เดินตามมันลงไปเท่านั้น” ข้าทำให้ที่ประชุมมีทางเลือกเพิ่มขึ้นด้วยการรายงานเกินกว่าที่ค้นพบจริง ‘เล็กน้อย’ พร้อมส่งสัญญาณเป็นเชิงไม่ให้หวานเอ่ยโต้แย้งใดๆ  ข้าแต่งแต้มรายงานต่อที่ประชุมเพียงเท่านี้ ส่วนที่เหลือก็ปล่อยให้ ความหวัง ทำงานของมันต่อ..
…ความซื่อตรง เป็นธรรมอีกหนึ่งประการที่น่านับถือของครูนพ ที่โรงเรียนของครู ถ้าครูทำหน้าที่ควบคุมบัญชี ครูจะละเอียดในทุกรายการและแม้แต่ทุกเศษเหรียญดุจนักบัญชีในธนาคารกริงกอตส์ ทำให้ทุกคนสบายใจได้ว่า บัญชีนั้นพร้อมจะให้ตรวจสอบตลอดเวลา แต่ก็รู้ดีว่าหมดหวังที่ผู้ใดจะยักยอกแม้เพียงเหรียญเดียว เพราะนอกจากครูจะไม่มีความคดในตนเองแล้วครูยังรู้เท่าทันความคดงอในใจคนอื่นเสมอ”  ดังนั้น ในทีประชุมกลางดึก ข้าเองก็รู้สึกถึงกระแสความกังขาที่ส่งมามากกว่าหนึ่งทิศทางในวงประชุมนั้น เพียงแต่ข้าก็แข็งแกร่งใน ความคดงอ ของตนเองเช่นกัน
_MG_6719สุดท้าย จึงเป็นภาระหนักอึ้งของครูนพผู้ตัดสินใจ ครูถามความคิดเห็นจากแต่ละคน พอมาถึงข้า ครูขอความเห็นแต่แล้วก็เปลี่ยนใจไม่ให้ข้าออกความเห็นใด ด้วยเหตุว่าข้าออกความเห็นไปแล้ว ข้าจึงฉุกสงสัยว่าเพทุบายของข้านั้นถูกรู้ทันจนได้  แต่คงเพราะครูยังเห็นชัดเจนอยู่อย่างหนึ่งคือ…
..แววตาของบางคนที่หัวเด็ดตีนขาดก็จะไม่ลงไปในน้ำอีก
..แววตาของบางคนที่ไม่ต้องการเก็บจุดหมายปลายทางไว้ให้วันพรุ่งนี้
..รวมถึงความอ่อนล้าแสนสาหัสที่เปล่งจากแววตาทุกคู่ แต่ไม่มีคู่ใดสะท้อนบอกว่าไม่ไหวหรือล้มเลิก
สุดท้ายที่ประชุมเลือกให้ หวาน นำทางไปสู่เครื่องหมายนั้นเพื่อหาทางเดินต่อไป ใจข้าเต้นครึกโครมยิ่งกว่าตอนปีนเขาชัน เพราะรายงานเท็จของข้าจะถูกเปิดโปงในไม่ช้าหากไม่เห็นทางลงจากเขาจริงๆ แต่ข้าเองก็ไม่มีทางเลือกอื่น หวานพาเราเดินมาถึงไม้หนุ่มใหญ่ทั้งสองต้นให้หมายแดงนั้นประจักษ์แก่สายตาทุกคน จากนั้นจึงเดินนำสู่ช่องทางเล็กๆ แต่ยังไม่มีวี่แววของหมายบอกทางต่อไป  
_DSC0024ถ้าสุดท้ายเราต้องเดินย้อนกลับไปพักแรมบนลานหรือที่เลมอนฟอลล์ท่ามกลางความเหน็บหนาวที่เราควรจะซุกตัวนอนใต้ผืนผ้าห่มเมื่อหลายชั่วยามก่อนแล้ว การเดินช่วงนี้ไม่เพียงสูบแรงกายหยาดสุดท้ายของทุกคนไปหมดเท่านั้น ยังสูบความน่าเชื่อถือเท่าที่เหลืออยู่น้อยนิดของข้าไปหมดด้วย
ไม่นาน สภาพป่ารกทึบเปลี่ยนไปเป็นป่าไผ่ซางลำน้อย มีพื้นดินโล่งขึ้น ทางลาดลงจากสันเขา.. แต่จะลงไปสู่หนไหนไม่อาจรู้ ทั้งคณะเราเดินเรียงหน้ากระดานหาทางที่พอเป็นไปได้ และแล้ว พี่หน่อง นั่นเองที่พบหมายสีแดงอยู่บนลำต้นไม้ใหญ่ยักษ์ต้นหนึ่งกลางดงไผ่ นั่นหมายความว่ามีเส้นทางอยู่จริงในคำโป้ปดของข้า มนต์แห่งเอนท์ยังอยู่ข้างข้าในครั้งนี้
เราเดินลงเนินด้วยความเชื่อมั่นมากขึ้น จนเมื่อเสียงน้ำแว่วกลับมาสู่โสตประสาท เราเดินตามมันจนถึง ดงไม้สูงชะลูดมีพื้นราบโล่งเป็นลานกว้าง แต่หนทางยังมืดแปดด้าน ทิศทางที่เสียงน้ำพาไปนั้นไม่มีช่องทางไป อย่างไรก็ตาม ทุกคนไม่มีความคิดเห็นอื่นอีกแล้วนอกจากมุ่งสู่จุดหมายไม่ว่าจะต้องใช้เวลาและหมดเปลืองพละกำลังอีกเท่าใด สำคัญที่สุดก็คือ ความวางใจ ที่ทุกคนเชื่อมั่นว่ามาถึงตรงนี้แล้วไม่เกินความสามารถของ “ไพรพเนจร” จะนำไปแน่นอน
เดินวนอยู่ไม่นาน พี่หน่องพาทุกคนเดินผ่านทุ่งหญ้า ตรงสู่ที่มาของเสียงแก่งน้ำตกดังก้อง ก่อนถึงลานหินริมน้ำตก เราหยุดมอง ‘ลานหญ้าแปลกตา’ แห่งหนึ่งก่อน แล้วจึงสาวเท้าต่อไปเพื่อนั่งรับลมชมแสงดาวริมน้ำ และแล้ว คืนนี้ที่เหลือเวลาอีกเพียงชั่วยามเดียวฟ้าก็จะสว่าง เราได้มาถึงจุดหมายปลายทางที่เหมือนห่างไกลแสนไกลลอธลอริเอน.._MG_6769

ใบไม้หลากสีในป่าถูกเก็บซ่อนอยู่ภายใต้ความมืดมิด กระนั้น มันยังส่งสายลมแผ่วเบาเข้าสู่โสตสัมผัส สายลมนั้นผสานกับอากาศยะเยือกที่ไฟกองใหญ่เท่าที่เราจะเติมฟืนได้ กลายเป็นเพียงสะเก็ดไฟกระจ้อยร่อยในป่าหนาวสีดำมืด เปลวไฟแผดร้อนพอให้เราหุงหาอาหารอย่างง่ายๆ ตามกำลังเท่าที่เหลืออยู่ และให้ความอบอุ่นได้บ้างในพื้นที่จำกัดที่อากาศหนาวเย็นบีบรัดล้อมเข้ามาทุกทิศทาง ยอมให้กระแสร้อนของกองไฟแผ่ได้ไม่เกินก้าวเท้าเดียว แต่ท่ามกลางความทารุณทั้งหมด “เราทุกคนยังหลับลงได้ โดยอาศัยฤทธิ์ของ ความอ่อนล้า  ขณะที่แสงเรืองเรื่อเริ่มจับขอบฟ้า…”

…………………………………….

(โปรดติดตามตอนต่อไป..)
-Boromir-

ปิดการแสดงความเห็น