Fellowship of the Ring 1

คำเตือน : ผู้ที่ไม่คุ้นเคยกับมัชฌิมโลกอย่างดี อาจไม่เข้าใจเรื่องราวนี้ … ช่างหัวพวกเจ้าตาดตาภู่01

บทเริ่ม…วิถีครุ

_MG_6591…ในห้วงคำนึงของข้า นานกว่า ๖ ปีแล้ว ที่เส้นทางนี้ถูกปิดจากมวลมนุษย์ หมู่ไพรพฤกษ์ต่างเติบใหญ่เกลื่อนทับรอยทางอารยะหมดสิ้น บรรดาเอนท์เทพารักษ์ผู้สร้างและพิทักษ์ป่าผู้ใจดีปล่อยฝูงสรรพสัตว์มีอิสระเดินท่องหากินทั้งยังคอยขับไล่เหล่าอสูรกายที่รุกล้ำย่ำผ่าน วัยวันอันล่วงเลยพาข้าเข้าสู่ช่วงยามของชีวิตที่เฝ้าแต่หวนรำลึกความหลัง นึกถึงครั้งผจญภัยกับเหล่าสหายผ่านป่าเมิร์กวูดสู่ยอดเขาโลนลี่แหลมสูง เฉียดกรายลมหายใจม่านหมอกแผดผ่าวของเจ้าสม็อกมังกรร้าย หรือคราที่ผ่านป่าพรายอันงดงามเพื่อเยือนผองเพื่อนเหล่าพฤกษาดอกน้อยๆ หลากสีงดงามท่ามกลางความอาดูรแห่งทุ่งดากอร์ลัด
ครั้งนี้.. เหล่าพันธมิตรแห่งแหวนรวมทั้งข้าผู้กระหายหาความหลังได้ชวนกันลากสังขารกลับเข้าสู่เส้นทางที่ได้ก่อเกิดตำนานหลายเรื่องราว โดยหารู้ไม่ว่าจะได้สร้างเรื่องราวใหม่ ให้กับชีวิตชราของตนเพิ่มขึ้นอีกตำนาน

_MG_6614“เดินป่าเที่ยงวันยันเที่ยงคืน” หรือ “เดินเขาถึงตี ๒…ย่างไปก็ย่างมา..” หรือ “เดินกลางคืน กลางฝน หลงทางครบสรรพรสการเดิน” ผู้ใดได้รู้จักหรือร่วมผ่านตำนานเหล่านี้มาแล้ว  ข้าขอ บอกว่าพวกท่านสามารถถ่ายทอดสู่ชนรุ่นหลังพร้อมทั้งเก็บมันไว้ในแบบเรียนชีวิตได้อย่างเต็มภาคภูมิ … แบบเรียนชั้นปฐมวัยนะ ในความรู้สึกของข้า ตำนานเหล่านั้นช่างเตาะแตะเหลือเกินหากเทียบกับการกลับสู่ป่าแห่งมัชฌิมโลกครั้งนี้…

_MG_6642

ครูนพ อาจารย์นพ อาจารย์ปู่…. ผู้เป็นศูนย์กลางของคณะเดินป่ามัชฌิมโลกมาหลายยุคสมัย บุรุษทรนงผู้หยัดยืนระหว่างกลางเผ่าพันธุ์ทรงอำนาจทั้งหลาย “ทรงภูมิประดุจเอลฟ์ มหัศจรรย์เยี่ยงพ่อมด ทรงอำนาจอย่างราชา คงกระพันประหนึ่งเอนท์ผู้พิทักษ์ป่า” แต่หากเมื่ออยู่ท่ามกลางเผ่าพันธุ์สามัญธรรมดาปราศจากพิษภัยแต่เป็นหัวใจหลักของโลก ครูก็มีธรรมชาติที่หลอมรวมแนบสนิทกับหมู่ชนจิตใจใสซื่อเหล่านั้น ปล่อยวางอย่างเด็กผู้ไม่เดียงสา รวมถึงกลมกลืนกับบรรดาฮอบบิทผู้รักสันโดษ ครูนพจึงเป็น ผู้ที่ควรเคารพ บูชา รัก ชอบ ยั่วเย้า และกลั่นแกล้ง เป็นเจ้าของความศรัทธาพร้อมกับเป็นเจ้าของสุรารสเลิศ เมื่อต้องฝ่าภยันตราย อาวุธประจำกายที่ใช้อยู่เสมอคือ “ปัญญา วาจา ปลายปากกา และเหล่าศิษย์” แน่นอนว่าอาวุธเหล่านั้นมีหลายหนที่บาดเนื้อตนเอง โดยเฉพาะอาวุธอย่างหลังสุด

ผู้คนทั้งในและนอกมัชฌิมโลกมากมายทั้งผู้ที่รักและผู้ที่ชังต่างมีโอกาสซึมซับแนวความคิดที่เข้าใจโลกและสังคมอย่างลึกซึ้งของครู…

_MG_6647…เหนือลานกว้างสุดสายตาแห่งท้องทุ่งเพลเลนอร์ ผองมิตรผู้เปี่ยมพละกำลังหมายมั่นจะเดินทะลุผ่านใจกลางทุ่งมุ่งสู่ชายขอบอีกฟากฝั่งเพื่อความสมบูรณ์แบบในการเดินทางและลึกๆ คือการได้เอาชนะจุดหมายปลายทางซึ่งต้องใช้ความทรหดเข้มแข็งเข้าแลก หากแต่ว่ายังมีสหายร่วมทางบางคนหาได้แข็งแกร่งเพียงนั้น ในปมแย้งระหว่างเป้าหมายของส่วนรวมและพละกำลังของคนเพียงบางคนนั้น ครูผู้ตัดสินชี้ขาดกำหนดให้ทุกคน..“เดินเท่าที่คนอ่อนแอที่สุดจะเดินไหว” ครูสรุปให้ทุกคนฟังว่า “ถ้าคนเล็กที่สุดในสังคมอยู่ได้ สังคมก็อยู่ได้”

_MG_6597…เมื่อครั้งที่แผ่นดิน “ไชร์” ถึงคราวสะเทือนสะท้าน ลูกไฟนับร้อยลอยขึ้นฟ้า ที่ยังรอปะทุอยู่ใต้ดินอีกมหาศาล โรงเรียนประจำหมู่บ้านฮอบบิทตัวน้อยที่ครูสอนอยู่ห่างจากจุดระเบิดเพียงทุ่งข้าวสาลีกั้น ผู้คนตื่นตระหนกหอบลูกจูงหลานเอาชีวิตรอดกันอลหม่านรวมถึงนักเรียนและครูทั้งหลายที่ไม่อาจหาญสู้พิบัติร้ายแรงนี้ เมืองทั้งเมืองเป็นจลาจล ในครั้งนั้น หลังจากเฝ้ามองและส่งทุกคนให้พ้นภัย ครูก็ยังยืนบนอาคารมองควันไฟที่มอดไหม้ทุ่งข้าวสาลี เฝ้าโรงเรียนพร้อมกับเพื่อนผู้เฒ่าที่ยังอยู่อีกท่านหนึ่งเท่านั้นและไม่หวั่นถ้าจะดับสูญไปด้วยกันหากว่ามันต้องเป็นเพียงเพื่อทำหน้าที่ของตนจนถึงที่สุด แม้ไม่มีผู้ใดมองเห็นประโยชน์ของการกระทำ แม้สิ่งที่ต้องเผชิญคือ พลังระเบิดทำลายล้างกับลูกไฟใหญ่น้อยที่ไม่รู้ว่าจะตกลงมาหาตนเมื่อไร และแม้มันจะเป็นการทำหน้าที่ครั้งสุดท้าย ในตำนานเก่าแก่อาจมีสำนวนเปรียบพฤติการณ์หาญกล้านี้ว่า “บางการกระทำ แม้รู้ว่าต้องพ่ายแพ้ล้มตายแต่อย่างไรก็ต้องทำ เพราะว่า..มันเป็นสิ่งที่ไม่ทำไม่ได้” แต่ในความคิดเรียบง่ายของผู้เฒ่าคือ “เฒ่าผู้นั้นยังอยู่เฝ้าโรงเรียน ถ้าข้าไม่อยู่เป็นเพื่อนเขา ใครจะอยู่?..”

 

_DSC0048ความเป็นครูที่เมื่อใดก็ยังเป็นครู หาได้แจ่มชัดเพียงเฉพาะยามพร่ำสอนผู้อื่นเท่านั้น แต่ยังฉายชัดยามเมื่ออยู่นิ่ง  “เงียบและฟังสิ่งที่ผู้อื่นพูด .. ฟังอย่างเมตตาและอดทน”
เมื่อมีผู้มาระบายความสับสนอับจนด้วยถ้อยคำวกวนเวียนที่น้อยคนจะอดทนฟังจนจบความ หลายครั้ง นอกจากการสบสายตาและพยักหน้าอย่างเข้าใจ แล้วก็หาได้มีวาจาใดตอบกลับจากครูไม่ แต่คนผู้นั้นกลับหลุดพ้นความมืดบอดและพบทางออกได้เอง
หลายคราที่ตกอยู่ตรงกลางความคิดเห็นอันหลากหลายและขัดแย้ง สิ่งที่ผู้เฒ่าทำก็คือฟัง ..“ฟังทุกคำของทุกคน สงบเงียบพร้อมส่งสายตาให้ผู้พูดได้พูดต่อไป” ท่ามกลางผู้รอขัดแย้ง จนสุดท้ายความขัดแย้งทุกทิศทางดูคล้ายจะมีความสอดคล้องจนไร้ผู้ถูกหรือผิดและยอมรับซึ่งกันและกันได้ด้วย คำสรุปท้ายเพียงไม่กี่คำ
แต่หลายหนก็รู้เท่าทันว่าเหตุผลที่หลั่งไหลดุจสายธารนั้นถูกยกมาเพื่อลองดีโดยศิษย์ผู้คึกคะนองหรือร้อนวิชา พ่อมดจอมเวทย์ก็ไม่รีรอจะเปล่งคาถาสาป ให้ผู้พูดมีหน้าตาเป็นอวัยวะส่วนอื่นที่ไม่ใช่ใบหน้า หรือกลายร่างเป็นอย่างอื่นที่มิใช่มนุษย์ แต่ก็เป็นเพียงคำสาปชั่วครู่ชั่วยามเท่านั้น ยกเว้นบางคนที่โดนคาถาบ่อยครั้งจนไม่อาจคืนรูปเดิมได้อีกเลย
…………………………………………..

_DSC0019ในคณะพันธมิตรแห่งแหวนทั้งเก้าคนครั้งนี้ บุรุษทรนงผู้ผ่านร้อนผ่านหนาวหลายตำนานอย่าง ครูนพได้มาเป็นร่มไม้ใหญ่ให้พวกเราอีกครั้ง และเปรียบเป็นใครในคณะนี้ไม่ได้นอกจาก พ่อมดเทาจอมขมังเวทย์ แกนดาล์ฟ เดอะ เกย์ พร้อมทั้งมี พี่หน่อง..สไตรเดอร์..ไพรพเนจร เป็นผู้นำเส้นทางเช่นเคย นอกจากนี้ อีกเจ็ดบุคคลคือ นิม อั๋น หวาน สอง เก่งพร้อมแบงค์บุตรชาย และข้า ซึ่งไม่อาจทราบได้ว่าผู้ใดสมควรถูกเทียบเคียงเป็น เลโกลัสเอลฟ์ตาคม กิมลีบุตรแห่งกิมจ๊อ เมอร์รี่ ปิปปิน โฟรโด และแน่นอนว่าต้องมี ฮอบบิทผู้กระเตงหม้อและกระทะไว้หลังเป้..แซมไวส์ใจเด็ดตาดตาภู่02

ยามแดดกล้า (ตามเวลาโลกของพวกท่านคงเรียกว่าเก้าโมงกว่า) ในฤดูกาลอันหนาวเย็นของต้นปี ขบวนเริ่มขยับออกจากหมู่บ้านไชร์อันคึกคักและอบอุ่น (มีบทเพลง The Shire ขับกล่อมขณะอ่านไปด้วยคงเข้าที) รถม้าโบราณพาเราผ่านหมู่บ้าน กระท่อม ทุ่งหญ้า ภูเขาและมาสุดทางรถที่ บรี สถานีชายป่า ก่อนที่ทั้งหมดจะสละรถม้า หันหลังให้อารยะทั้งมวลออกเดินเท้าเหยียบย่างเข้าสู่ป่าที่ถูกปิดไว้แสนนาน ลึกลับและอันตราย…
_MG_6600ไม่นานนัก เมื่อถึงลำห้วยเล็กๆ มีร่องรอยของสัตว์ร้ายและเหล่าอสูรเกลื่อนทั่วพื้นตลิ่ง พบกองมูลมหึมาของโอลิฟอนท์ที่มีฝูงกอบลินหากินอยู่รอบๆ ขณะที่ขบวนกำลังข้ามผ่านห้วยนั้น ตัวต่อ ที่ซ่อนในกองมูลแตกฝูงขึ้นฟ้า บินฉวัดหวือผ่านใบหูชวนให้ขนลุกชัน และแล้ว ศรของอูรุก-ไฮก็แผลงฤทธิ์ ดอกหนึ่งพุ่งปักเข้าที่ หัวไหล่นิม และเมื่อกำลังก้าวข้ามตลิ่งมันปักที่ขาขวาของข้าสามดอก ..ปึ้ก..ปึ้ก..ปึ้ก..
“เฮ้ย!!! ต่อ” ข้าร้องเสียงหลง
“รู้แล้ว ก็รีบเดินเร็วสิ”  เสียงเก่งเร่งให้ทั้งหมดสามารถพ้นจุดอันตรายโดยเร็ว แม้ข้าจะพยายามชักเท้าให้พ้นบริเวณนั้นแต่ขาไม่ยอมก้าวออกไปแม้แต่น้อย จึงกีดขวางทางเดินของเก่งและหวานที่ได้แต่ยืนลุ้นตัวเกร็งอยู่ด้านหลัง โชคดีที่ทั้งสองคนไม่ได้ต้องลูกศรสักดอกหนึ่ง

 

 

_DSC0008ผ่านพ้นลำห้วยกอบลินมาได้ก็มุ่งหน้าต่อไป เส้นทางสายนี้มี ครื่องหมายนำทางคือรอยชาดแต้มตามต้นไม้ใหญ่เป็นระยะ แต่คณะเราคิดไว้อยู่แล้วว่าคงอาศัยมันทั้งหมดไม่ได้ด้วยว่าเส้นทางเก่าโบราณมาก ไม้ใหญ่หลายต้นที่ถูกหมายสีชาดไว้อาจโค่นล้มลง ดังนั้น การพลัดหลงออกนอกเส้นทางอาจเกิดขึ้นได้ทุกย่างก้าว
เวลาเที่ยงวันล่วงเลยไปครู่ใหญ่ที่ทางสามแพร่ง เราคิดจะหาลำน้ำเพื่อมื้อเที่ยง ครั้นพบว่าแพร่งหนึ่งมีทางกว้างขึ้น มองเห็นรอยชาดได้ชัดเจนเป็นระยะ และเส้นทางเดินตรงน่าสบายไม่คดเคี้ยวเราจึงเดินตามทางนั้นอย่างเบาใจ จะมีข้อกังขาสำหรับข้าอยู่ สองอย่างคือเรากำลังเดินตามดวงตะวันคล้อยบ่ายและทางเดินนั้นไต่ขึ้นสูงเรื่อยๆ ซึ่งในความทรงจำของข้า เส้นทางที่จะไปสู่จุดหมาย มันคอยแต่จะลงหุบห้วยอยู่เนืองๆ ซ้ำยังต้องเดินลงใต้ ข้าได้แต่นึกในใจพร้อมกับบ่นเบาๆ ไม่กล้าทักท้วงอันใด เนื่องจากสำนึกตนว่าในการเดินสู่ยอดเขาโลนลี่เมื่อวสันต์ที่ผ่านมา ข้าคิดและตัดสินใจพาหมู่คณะเดินพลาดจนเป็นผู้ร้ายเต็มตัว

Θลมนิ่งในฤดูหนาว               แดดบ่ายอุ่นราว
  อยู่ในดินแดนความฝัน
Θกลับเยือนโมงยามวานวัน    อิ่มเอมใจพลัน
  สลัดลืมหนทางจร
Θพลัดสู่ทางแห่งสิงขร          ไต่ตามเนินดอน
  ไร้สำเนียงธาราไหล
Θม่รีบเร่งจุดหมายใด           ปล่อยเส้นทางไกล
  ผ่านเลยไปไม่เหลียวมอง

_MG_6615ล่วงเลยยามบ่ายมานาน เรายังคงเดินไต่สูงขึ้นเรื่อยๆ ในที่สุดต้องขอหยุดชั่วครู่เติมพลังด้วยอาหารกลางวัน ตอนนั้นพี่หน่องขอเดินขึ้นเนินต่อไปอีกตามลำพังเพื่อสำรวจให้รู้ว่ามันจะไปที่ใด
ในยุคนี้ The ring หรือ “แหวน” ที่ถูกทำลายด้วยมหาอัคคีแห่งมอร์ดอร์ ได้วิวัฒน์ตัวมันเองไปอีกขั้น มันไม่อาจทำให้ผู้สวมหายตัวได้อีก แต่ที่มันทำคือ เมื่อมันหมุนบนหน้าปัดจนเสร็จสิ้นกอปรกับปัจจัยแวดล้อมดีพอมันจะแสดงให้เห็นว่ามันอยู่ตำแหน่งใดบนโลก นั่นหมายถึงมันทำให้ ผู้ถือรู้ตำแหน่งของตน

 

 

_MG_6627น้องสอง ผู้ครอบครองแหวนหยิบมันขึ้นมา เปิดให้มันหมุนอยู่พักหนึ่งแล้ว ปรากฏภาพที่ทำให้ทั้งคณะทอดถอนใจ เป็นภาพร่างสีฟ้าของทะเลสาบแคบยาวทอดแนวเหนือและใต้ที่เรารู้จักกันดี เพราะมันคือทะเลสาบ Lion hill จุดตำแหน่งของเรา คืออยู่ทางทิศใต้ของทะเลสาบนี้เพียงเนินกั้น เป็นการยืนยันแน่ชัดแล้วว่า เราหลงทางอย่างสิ้นเชิง ตามเส้นทางนี้ถ้าเราเดินต่อไปพ้นเนินที่กำลังพักอยู่นี้ก็คงจะพบ Coriander swamp และหอคอยไอเซนการ์ด จริงอยู่ที่ว่าการเยือนถิ่นซารูมานเพื่อนรักเพื่อนแค้นนั้นเป็นที่เชื้อเชิญยิ่งนัก..แต่เวลานี้เห็นจะไม่เหมาะ กระนั้น

“ขึ้นเนินต่อไปอีกนิด มีจุดที่เห็นรอบด้าน อยากให้ไปดูด้วยกัน”
พี่หน่องซึ่งกลับมาจากการสำรวจชวนคณะขึ้นไปชมทิวทัศน์บนยอดเนิน และไม่เพียงแค่นั้น พวกเราที่ท้องอิ่ม จิตใจคะนองขึ้นอีกครั้งยังขานรับ
“มาถึงนี่ทั้งที ไปอีกจะเป็นไร”
ยังดีที่ครูนพทัดทานเป็นภาษาเอฟล์แสนเสนาะว่า
“ไปทำเหี้ยอะไร !”  เท่านั้นเองพวกเราก็เอาสัมภาระขึ้นหลังหันกลับทางเดิมแทบไม่ทัน
คณะเราย้อนกลับถึงทางสามแพร่งเมื่อเวลาตะวันพลบ จึงตัดสินใจเสาะหาจนพบเวิ้งกว้างริมลำธารน้อยสำหรับตั้งเป็นจุดพักแรม ธารนี้ทอดไหลมาจากบรีเพื่อไหลรวมกับธารน้ำจากริเวนเดล และไหลสู่มหานทีในที่สุด จึงมีเสียงชาวบ้านที่บรีแว่วมาเป็นระยะ

 

_MG_6648ที่ข้างกองไฟท่ามกลางอากาศยะเยือก พี่หน่องสรุปการเดินทางแก่องค์คณะว่า
“ระยะเดินเท้าวันนี้ถ้าคิดเป็นหนึ่งร้อยส่วน เราเดินหลงทางเกินแปดสิบส่วน น่ายินดียิ่งนัก” ข้าได้ฟังดังนี้พิษบาดแผลอูรุก-ไฮกำเริบขึ้นทันที ขอนอนกุมขาที่ปวดระบมจนผล็อยหลับดีกว่า
…………………………………….

(โปรดติดตามตอนต่อไป..)
-Boromir-

 

ปิดการแสดงความเห็น