แตะขอบฟ้า ณ เขาสมอปูน

DSC_0004สำหรับการเดินป่า ที่สมอปูนครั้งนี้เป็นครั้งที่ ๒ การเดินป่าทุกครั้งก็ตื่นเต้นทุกครั้ง ถึงจะเคยเดินมาแล้วก็ตาม เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับบรรยากาศต่างๆ  ก็แตกต่างกัน ซึ่งเรา-กลุ่มจากสารคามไปกันทั้งหมด ๖ คน และมีกลุ่มพี่ๆ จากปราจีนฯ ด้วย เราเริ่มออกเดินทางจากบ้านลุงแขก เวลาประมาณ ๐๘.๐๐ น. วันที่ ๒๓ ตุลาคม ๕๗ เพื่อไปอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ เมื่อเราเดินทางไปถึงอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ พวกพี่ๆ ที่พาไปก็ได้จอดรถเพื่อให้เราเข้าไปไหว้ ศาลเจ้าพ่อเขาใหญ่ ก่อนที่จะเดินทางไปเขาสมอปูน ซึ่งตลอดเส้นทางที่ขับรถขึ้นเขานั้น ทั้งเวียนหัว หูอื้อ เพราะเส้นทางทั้งโค้งทั้งชัน ตลอดสองข้างทางก็มีต้นไม้หลากหลาย มีป้ายต่างๆ บอกการใช้เส้นทาง มีนักปั่นจักรยานด้วย เมื่อเราขับรถไปถึงจุดหมายก็คือทางขึ้นเขา รถพี่ๆ จากปราจีนฯ ก็มาถึงพอดี เราทักทายกันด้วยการไหว้ในฐานะที่เราเป็นเด็ก ก่อนที่เราจะขึ้นเราก็แบ่งของกองกลางกัน ซึ่งก็มีข้าวของพี่ๆ จากปราจีนฯ ด้วยที่ให้เราแบ่งกันเพื่อเป็นอาหารกลางวัน พอเราแบ่งกันเสร็จลุงแขกก็พากลุ่มเราที่มาจากสารคามไป ตรวจเช็คสุขภาพ คือการวัดความดันDSC09664ที่หน่วยเนินหอม ของอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ พอเราตรวจวัดกันเสร็จหมดทุกคนเราก็เดินทางกลับรวมกันเพื่อจะได้เดินทางขึ้นเขากัน ซึ่งก็มีพี่เจ้าหน้าที่ ๑ คนที่จะไปกับเราด้วย เมื่อไปถึงพี่ที่มาจากปราจีนฯ ได้เดินขึ้นไปก่อน เราเตรียมตัวออกเดินทางกันโดยลุงแขกเป็นคนเดินนำทางให้กับกลุ่มหนู ซึ่งก็จะมี พี่เปรี้ยว ต้าร์ เราเดินกันไปเรื่อยๆ พักกันไปตลอดทาง ถึงหนูจะเคยเดินมาแล้ว แต่เหมือนร่างกายยังปรับสภาพไม่ได้ จึงทำให้เหนื่อยมาก เหงื่อออกเยอะ หายใจเร็ว หอบ เวลานั่งพักแต่ละครั้งรู้สึกหน้าชาๆ ถึงจะเหนื่อยแต่ก็ไม่บ่น เพราะหนูไม่รู้ว่าจะเอาแรงที่ไหนมาบ่น แค่จะพูดก็ยังจะเหนื่อย เวลาเรานั่งพัก จะรอกลุ่มที่อยู่ข้างหลังนั่นก็คือ กลุ่มของพระอาจารย์ บอกเลยว่าเหนื่อยมากเพราะวันนั้นเป็นวันแรกที่หนูเป็นประจำเดือนด้วย เมื่อเราเดินมาถึงเนินที่เป็นลานเก๋ๆ ซึ่งDSC_0027มีกลุ่มของหนูและพระอาจารย์หยุดพักด้วยกันตรงนี้ หนูจึงขอยาจากต้าร์เพื่อนหนู เพราะปวดท้อง เป็นอะไรที่สุดยอดมาก การที่เรานั่งพักแต่ละจุด จะมีการพูดคุยกันของพี่ๆ ของพระอาจารย์ที่หยอกล้อกัน สนุกสนานสร้างเสียงหัวเราะให้กับพวกเราได้รู้สึกผ่อนคลาย พอเราพักหายเหนื่อยแล้วเราก็ออกเดินทางกันต่อ เราเดินกันมาเรื่อยๆ ปีนหินบ้าง สะดุดหิน สะดุดไม้บ้าง เดินข้ามลำธารสายเล็กบ้างๆ เห็นรอยเท้าสัตว์ด้วยแต่ไม่รู้ว่าคือสัตว์ชนิดใด ลุงแขกชี้ให้พวกเราดู และให้ถ่ายรูปเก็บไว้ด้วยใช้ใบไม้วางข้างๆ เหมือนเป็นการวัด เราเดินกันมาเรื่อยๆ จนมาถึงที่พักกินข้าวกลางวันนั่นก็คือ คลองต้มกาแฟ ซึ่งก็มีพี่ๆ ทางฝั่งปราจีนฯ มาถึงก่อนเราแล้ว เราจึงหยุดพักกินข้าวกลางวันกันตรงนั้น พี่ๆ ที่มาถึงก่อนก็ได้ ก่อไฟต้มน้ำ ไว้รอ เผื่ออาจจะกินกาแฟ โอวัลติน ต้มมาม่า ก็จะมีข้าวเหนียวหมูปิ้งที่อยู่ในกระเป๋าหนูประมาณ ๑๐ ห่อ หมู ๑๐ ไม้(หนักข้าวเหนียวหมูปิ้งแน่ๆ) เมื่อเรานั่งกินข้าวกันได้สักพักฝนก็ตกลงมา เราจึงเอากระเป๋าไปรวมกันไว้ แล้วพี่ๆ ก็เอาผ้าใบมาคลุมกระเป๋า เรานั่งกินข้าวกันท่ามกลางสายฝน เราก็หาที่DSC_0034หลบฝนกันคนละมุม พี่ๆ บางคนก็เข้าไปหลบในผ้าใบที่ใช้คลุมกองไฟไม่ให้ดับ บางคนก็นั่งกินข้าวหลบฝนใต้ต้นไม้ ซึ่งจุดที่เรานั่งพักกินข้าวกันตรงคลองต้มกาแฟนั้นก็มีทีมเดินป่า กลุ่มอื่นเดินมาถึงตรงจุดที่เราพักและเขาก็ได้นั่งพักกินข้าวกับเราตรงนี้ด้วย เรานั่งกินข้าว กินกาแฟ นั่งคุยกันเพื่อรอให้ฝนหยุดตก เมื่อฝนเริ่มหยุดตกเราก็เตรียมตัวเก็บของเพื่อเดินทางกันต่อ ขยะที่เราใช้เก็บรวมกันไว้แล้วแขวนไว้บนต้นไม้ เพื่อที่จะเก็บไปทิ้งหรือเอาไว้เผาตอนเรากลับลงมา จากนั้นพี่ๆ ปราจีนฯ ก็เดินขึ้นไปก่อน เพราะพี่ๆ มาถึงก่อน สักพักเราก็เก็บของเตรียมตัวเดินตามพี่ๆ ไป ทางที่เราเริ่มเดินจากคลองต้มกาแฟนั้น ชัน ลื่น เนื่องจากฝนตก ทำให้เดินขึ้นกันลำบากอยู่บ้าง เราเดินกันด้วยความระมัดระวัง เพราะกลัวทั้งหินหล่นใส่และกลัวทั้งไม้ไผ่หักลงมาใส่ หนูกับต้าร์จะเดินด้วยกันคอยช่วยกันตลอด พวกเราเดินมาเรื่อยๆ จนได้เดินพร้อมกันกับกลุ่มพี่ๆ ปราจีนฯ ก็ได้พูดคุยกับพี่ใหม่ เพราะหนูเคยได้เจอและรู้จักกันกับพี่ใหม่แล้ว เพราะเคยเดินสอมปูนด้วยกันครั้งที่แล้ว จากนั้นเราก็เดินพร้อมกันจนไปถึงทางชันที่เราต้อง ทอยกระเป๋ากันเพราะมันไม่มีที่เกาะและอันตรายพอสมควร คุณพ่อของพี่อั๋นแกก็ดื้อไม่เบาเหมือนกันนะคะ จะไม่DSC_0076ยอมถอดกระเป๋าและยังจะปีนขึ้นเองอีกพี่อั๋นแกก็จะคอยขู่ตลอดเวลา น่ารักค่ะคุณพ่อ-ลูกคู่นี้ เพราะช่วยสร้างเสียงหัวเราะกันตลอดเลย ถึงแม้พี่อั๋นแกจะชอบขู่หรือดุพ่อบ้างก็เพราะแกดื้อ พี่อั๋นก็เลยเป็นห่วง เมื่อพี่ๆ ทอยกระเป๋ามาให้พวกเราแล้วพี่ๆ ก็บอกให้พวกเราเก็บกระเป๋าแล้วเดินทางกันต่อ ทางที่เราเริ่มจะเดินกันต่อนั้นเหมือนเป็นทางที่น้ำไหลลงมาแต่ไม่มีน้ำแล้วต้องเดินด้วยความระมัดระวัง กลัวหินกลิ้งตกลงมาใส่และยังมีลำไม้ไผ่ที่ที่จะหล่นใส่ หัวอาจจะโดนตำได้ ทางที่เราเดินขึ้นต่อจากจุดนี้ไปก็ถือว่าอันตรายอยู่เหมือนกัน ซึ่งทีมที่เราเจอจากคลองต้มกาแฟก็ตามเรามาทันอีกตรงนี้พอดี แต่พี่ๆ กลุ่มนี้ก็ปีนขึ้นกันเองโดยไม่มีการช่วยกันทอยกระเป๋า เพราะจากที่ดูกระเป๋าพี่เค้าก็ไม่ใหญ่และของก็ไม่เยอะ หนู ต้าร์ พี่เปรี้ยว เราก็เตรียมตัวกันเอากระเป๋าขึ้นหลังเพื่อที่จะเดินทางกันต่อ ซึ่งพี่ใหม่ได้ขึ้นไปก่อน เราเดินเดินกันไปเรื่อยๆ พี่เปรี้ยวก็เดินนำขึ้นไป หนูกับต้าร์เดินไปถึงพี่ที่มาจากปราจีนฯ คนหนึ่ง พี่แกนั่งพักอยู่กับพ่อพี่อั๋นสองคน หนูกับต้าร์เลยนั่งพักเป็นเพื่อนพี่ รอไปพร้อมกัน พี่ก็เดินช้าและนั่งพักไปตลอดทางพี่ถามDSC_0095ว่าหนูชื่ออะไร เราก็เริ่มแนะนำตัวกันและทำความรู้จักกัน หนูบอกว่าชื่อหนูไปว่าชื่อ แพรว พี่จึงบอกหนูมาว่าพี่ชื่อติ๊กนะ หลังจากนั้นเราก็เดินด้วยกัน พี่ติ๊กเดินไปก็ลื่นล้มไปแทบจะตลอดทาง สะดุดบ้าง หนูกับต้าร์ ก็จะคอยเดินตามหลังพี่ติ๊กกับพ่อพี่อั๋น พี่ติ๊กแกก็จะคอยบอกพ่อว่า “เดินตรงนี้นะ ระวังนั่น..ระวังนี่” แต่พี่แกก็จะเป็นคนเดินสะดุดและลื่นล้มเองตลอดเลย เราเดินด้วยกันถามกันไปจนเราเริ่มสนิทกัน ซึ่งฝนก็มีตกลงมาบ้างปรอยๆ ทำให้ทางยิ่งลื่นยิ่งขึ้นยาก พี่ติ๊กจะคอยถามหนูว่าใกล้ถึงรึยัง เพราะหนูเคยมาเดินแล้ว แต่ก็ใช่ว่าหนูจะจำทางได้จำได้บ้างบางจุด แต่หนูก็จะชอบตอบพี่ไปว่า “ใกล้แล้วค่ะ” ตลอดเลย คัดลอดมาจากพระอาจารย์กับลุงแขกที่ชอบตอบคำนี้เมื่อหนูถามทุกครั้งว่าอีกไกลมั้ยคะ ใกล้จะถึงรึยังคะ เราก็เดินกันไปเรื่อยๆ พี่ติ๊กก็ลื่นเรื่อยๆ พ่อก็เหนื่อยบ้างหยุดบ้าง ตลอดเส้นทางที่เดินกับพี่ติ๊กและพ่อพี่อั๋น ก็จะได้ยินพี่ติ๊กถามพ่อพี่อั๋นตลอดทางว่า “พ่อไหวมั้ย พ่อเหนื่อยมั้ย” พ่อมาทางนี้มันจะลื่นนู่น-นี่-นั่น ก็คอยบอกตลอด พ่อแกก็จะชอบดื้อ เป็นห่วง พี่ติ๊กก็บอกว่าเป็นห่วง น่ารักค่ะ พี่ๆ อีกกลุ่มที่ไม่ใช่กลุ่มพวกหนูเราก็จะเดินสวนกันเจอกันบ้างบางจุดบางครั้งพี่เค้าก็จะถามว่า พี่คนที่เดินมาก่อนไปทางไหนเพราะกลุ่มของพี่แกเดินห่างกันมาก เราเดินกันDSC_0085ไปเรื่อยๆ จนใกล้จะถึงจุดที่ใกล้จะขึ้นสันเขาเราเลยนั่งพักก่อนแล้วจึงเดินขึ้นกันไปต่อเมื่อเราปีนขึ้นสันเขาแล้ว ซึ่งก็มีพี่ๆ จากปราจีนฯ มาถึงก่อนแล้ว อากาศหนาวมากเพราะเสื้อผ้าเปียกจากฝนที่ตกลงตามเส้นทาง หมอกข้างบนก็หนามาก เมื่อลมพัดมาแต่ละครั้งก็จะมีไอหมอกมากระทบทำให้ถึงกับตัวสั่น แต่วิวก็สวยก็มาก เรานั่งพักรอกลุ่มของพระอาจารย์ ระหว่างรอเราก็ถ่ายรูป กินขนม นั่งคุยกัน-รอ จะทำอะไรตัวก็สั่นไปหมดเพราะด้วยความเย็นของหมอกและสายลม เรานั่งรออยู่สักพักพี่หวานและพี่ๆ จึงบอกว่าจะไปรอที่ลานพักข้างหน้าเลยดีกว่า ซึ่งก็ไม่ไกลนักเมื่อเราเดินไปถึงพี่ๆ ก็ก่อไฟช่วยกันเก็บฟืน ฟืนนั้นก็หายากอยู่พอสมควรเพราะฟืนก็เปียกด้วยช่วยกันไปเอาน้ำ ซึ่งน้ำนั้นพี่ๆ บอกว่าน้ำมันแห้งลดลงมากเราต้มน้ำรอ เพื่อจะพักกินข้าว มาม่า โอวัลติน กาแฟกัน หนูกับต้าร์จึงชวนกันไปดูวิว มันเป็นจุดที่เห็นฝั่งของจังหวัดปราจีนฯ เรานั่งคุยกันเรื่องต่างๆ ถ่ายรูปกัน สักพักพี่ติ๊กกับพี่ลูกหมีก็มานั่งด้วย เรารอกลุ่มของพระอาจารย์จนค่ำ ซึ่งวิวตอนค่ำนั้นสวยมากจนเกิดประโยคหนึ่งขึ้นมาว่า “สวรรค์บนดิน” เรานั่งชมวิวกันสักพักก็กลับไปนั่งผิงไฟเพราะอากาศเริ่มเย็นลง เมื่อน้ำเดือดเราก็กินมาม่า กินกาแฟรอกลุ่มของพระอาจารย์ เมื่อกลุ่มของพระอาจารย์มาถึงพอดีก็กินข้าวกันเลย กินด้วยคุยกันด้วย ก็สนุกสนานพูดคุยหยอกล้อกัน ท่ามกลางความมืดไฟฉายส่องกันบ้าง โดยเฉพาะ บอสหนูDSC_0107(ลุงแขก) ชอบมากเลยปลาร้าสับกินกับแตงกวา พอเรากินข้าวนั่งพักกันจนหายเหนื่อยแล้วเราก็เริ่มเดินทางกันต่อทุกคนก็หยิบไฟฉายของตัวเองออกมา เพราะหนทางข้างหน้ายังอีกยาวไกล หนูก็ขอถ่านไฟฉายจากโอ เพื่อที่จะเปลี่ยนถ่านไฟฉายต้องเตรียมตัวให้พร้อมเพราะเราเดินท่ามกลางความมืด เราเริ่มเดินกันอย่างระมัดระวังเพราะหนามก็เยอะ หลุมก็มีซึ่งจะมองไม่เห็นหลุมก็เพราะว่าพื้นเป็นหญ้ามองดูผิวเผินก็มองไม่เห็น เราคอยร้องบอกกันตลอดว่าตรงนั้นตรงนี้มีหลุม ข้างซ้าย ข้างขวาระวังหนามนะ เราเดินกันไปช่วยบอกและช่วยเตือนซึ่งกันและกัน เดินกันมาเรื่อยๆ จนถึงจุดนั่งพักอีกจุดหนึ่งพวกเราจึงหยุดนั่งพักกันตรงนั้น พวกพี่ติ๋วแกก็เล่นเกมส์พูดคุยหยอกล้อกันสนุกสนาน พอเรานั่งพักหายเหนื่อยกันแล้วเราก็อออกเดินทางกันต่อ เดินกันไปคุยกันไปบอกกันไปดินไม่ทันก็คอยร้องบอกให้เดินช้าๆ รอหรือคอยหยุดดูแลกัน เพราะการเดินป่าตอนกลางคืนก็ค่อนข้างอันตรายดูไม่ออกว่าทิศไหนเป็นทิศไหน เดินไปก็ส่องไฟไม่ใช่แค่ดูทางก็ส่องดูไปเรื่อยซ้ายขวาส่องดูต้นไม้ใบหญ้าไปเรื่อย แต่เวลาส่องห้ามส่องกลับหลังเพราะจะส่องตาคนที่เดินตามมา ถ้าจะส่องไปข้างหลังให้ส่องเฉียงๆ เอา (สำหรับวิธีการของหนูนะคะ) เราเดินผ่านตรงที่พี่อีกกลุ่มหนึ่งที่เดินมาเส้นทางเดียวกับเราพี่เค้าพักกินข้าวและกางเต็นท์บนลานหินที่เราเดินผ่าน พี่ๆ ก็ทักทายกันชวนกันกินข้าวก็ไม่รู้ว่าพี่เค้าจะสุดแค่ถึงตรงนี้หรือพรุ่งนี้เช้าพี่เค้าจะเดินกันต่อมั้ย ซึ่งทางที่เราเดินก็ใช่ว่าจะมีแต่หญ้าแต่หนาม มีน้ำด้วย เราก็ต้องเดินลุยน้ำกันทั้งแฉะทั้งเปียก เส้นทางที่เดินแห้งบ้างเปียกบ้างเราก็ต้องSAM_2018เดิน หนูเดินตามหลังพี่ติ๊ก พี่ติ๊กก็จะบอกให้เดินตามมาเร็วๆ พี่ติ๊กพอถึงพื้นราบ แกเดินสบายเดินตัวปลิวเลย แตกต่างจากตอนขึ้นเขาเยอะเลย เราเดินเราเหนื่อยเราก็หยุดพัก เพราะร่างกายก็เริ่มล้า กระเป๋าที่อยู่บนบ่าก็ยังมีน้ำหนักอยู่เท่าเดิม ก็จะมี พี่ๆ ที่คอยดูเส้นทางว่าเราควรเดินไปทางไหน คอยดูคอยตรวจเส้นทางที่เดินเพราะความปลอดภัยของทุกๆ คนคือสิ่งสำคัญ เราเดินขึ้นด้วยกันถึงเวลาลงเราก็ต้องลงพร้อมกัน เดินกันไปจนหนูจำได้ว่าใกล้จะถึงที่พักพี่ๆ จึงให้เรานั่งพักตรงที่เก่า ที่ได้เคยพามาทำกิจกรรมในปีที่แล้ว แล้วพี่ๆ ปรึกษากันว่าจะพักกันที่ไหนเพราะที่เดิมที่เราเคยพักก็มีที่กลุ่มเดินป่าอีกกลุ่มหนึ่งต้องพักที่นั้นแน่ๆ พี่อั๋นก็เดินสำรวจและหาแหล่งน้ำ พ่อพี่อั๋นนั่งพักข้างหนูกับต้าร์แกส่องไฟไปหาพี่อั๋นสงสัยเป็นห่วงเพราะพี่อั๋นไปคนเดียว พอพี่ๆ คุยกันพี่อั๋นกลับมาแล้วบอกว่า “น้ำแห้งหมดแล้ว” พี่ๆ จึงถามพวกเราว่าไหวมั้ยถ้าจะเดินกันต่อเพราะอาจจะไม่ได้พักที่เดิมแต่จะเดินไปต่อพักที่ใหม่ซึ่งก็จะเดินต่อไปอีกประมาณ ๑ ชั่วโมงเพราะที่เราเดินก็ดึกอยู่ ทุกคนตอบว่าไหวจึงเดินทางกันต่อเลยเพื่อไปสู่ที่พักแห่งใหม่ซึ่งหนูก็จำชื่อไม่ได้ เราเดินลุยน้ำกันต่อรองเท้าหนูก็ไม่ระบายอากาศเป็นรองเท้าหนังทำให้หนูรู้สึกได้ว่าหนูเริ่มเจ็บนิ้วเท้าโดยเฉพาะนิ้วโป้ง เท้าเริ่มชาๆ แต่เราก็ยังเดินกันต่อเพื่อที่จะไปถึงที่หมาย เราเดินไปถึงที่พักที่หนูเคยพักกับพวกพี่ๆ เมื่อปีที่แล้วก็เป็นอย่างที่พี่ๆ คิดไว้มีพี่ๆ กลุ่มอื่นๆDSC09716พักกันอยู่แล้ว พี่ๆ ก็ทักทายกันและดูเหมือนว่าลุงแขกจะให้เราพักกับกลุ่มของพี่เค้าเราจึงเริ่มกำลังจะกางเต็นท์เคลียร์ของกัน แต่สักพักพี่นิมจึงบอกให้เราหยุดไว้ก่อน พี่ๆ จึงปรึกษากันว่าเราจะเอายังไงว่าจะพักตรงนี้กันมั้ย พี่ๆ จึงถามเราอีกว่ายังไหวกันมั้ย ถ้าพวกเราจะไปที่พักที่เราได้คุยกันว่าจะไปพักเพราะที่พักเราก็ห่างจากตรงนี้ก็ไม่ไกลกันมากเท่าไหร่ พี่ๆ จึงตกลงกันว่าจะเดินทางกันต่อ หนูคิดว่าพี่น่าจะเกรงใจเพราะคนเราก็เยอะ เราจึงเก็บของแล้วเดินทางกันต่อ เราก็เดินทางกันไปเรื่อยๆ จนเราเดินถึงที่พัก เราเอาสิ่งของวางลงรวมกัน ช่วยกันเตรียมพื้นที่กางเต็นท์ ช่วยกันกางเต็นท์ หาที่ก่อไฟ ช่วยกันหาฟืนมาก่อไฟ พวกเราก็ช่วยๆ กันเพราะทุกคนต่างเหนื่อยต่างล้าจึงรีบช่วยกันเพื่อที่ได้พักผ่อน พอเรากางเต็นท์ จัดที่นอน ก่อไฟกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว เราก็เอาอาหารถ้วยจานมากองรวมกันเพื่อที่จะเก็บและแยกไว้เป็นส่วนๆ เพื่อที่สะดวกต่อการใช้และการทำกับข้าว พอเราจัดเตรียมอาหารกันเสร็จแล้วก็เป็นการทำกับข้าว ก็แบ่งกัน ล้างผัก หุงข้าว ล้างจาน หั่นผัก เราก็ช่วยๆ กัน พี่ใหม่เป็นคนทำกับข้าว พอกับข้าวเสร็จเราก็มากินข้าว พอเรากินข้าวเสร็จ จึงชวนกันไปอาบน้ำ พี่ๆ จะให้ผู้หญิงอาบน้ำกันก่อน บรรยากาศหนาวน้ำก็เย็นแต่ยังไงเราก็ต้องอาบน้ำเพราะเราก็สะสมกันมาตลอดทั้งวัน ก็จะมี ต้าร์ พี่DSC01224ติ๊ก พี่ติ๋ว พี่ใหม่ พี่ลูกหมี พี่เปรี้ยว ที่เราไปอาบน้ำด้วยกันน้ำเย็นมาก ถึงกับสั่นเลยค่ะ เวลาอาบก็ต้องคอยระวังปู ด้วยเพราะก่อนจะลงไปอาบน้ำยังใสก็เลยเห็นตัวปูเราจึงบอกกันว่าอย่าไปตรงนั้นนะมีปูอยู่ เราอาบน้ำกันด้วยความสนุกสนานเพราะสบายตัวมาก หนูอาบน้ำช้าสุดเป็นคนสุดท้าย จึงรีบล้างตัวแล้วแต่งตัว รู้สึกสดชื่นและสบายตัวกันมากค่ะ เราก็เอาผ้าถุงไปซักแล้วหาที่ตาก แล้วก็ถึงคิวผู้ชายที่ต้องไปอาบน้ำ พี่ๆ และหนูก็เข้ามานั่งแต่งตัวกันภายในผ้าใบจากนั้นเราจึงนั่งคุยกันแล้วเตรียมตัวนอนพักผ่อนเพราะเหนื่อยมาทั้งวัน แต่หนูยังไม่นอนยังนั่งข้างกองไฟ พี่เปรี้ยวก็นั่งอยู่ด้วยและชงกาแฟให้ลุงแขก สักพักเริ่มง่วงจึงหาที่นอนแต่ที่นอนเต็มจึงใช้วิธีการแทรกตัวนอนข้าง ต้าร์และพี่ติ๊ก ยุงเยอะมาก เพราะเนื่องจากฝนตกโดยปกติก็เยอะอยู่แล้วแต่ฝนตกยิ่งทำให้เยอะกว่าเดิม นอนในถุงนอนปกคลุมทุกส่วนของร่างกายเหลือไว้แต่หน้า ยุง ก็พยายามมากหน้าก็ไม่เว้น พอคลุมหน้าด้วยเสียงก็อยู่ข้างหู หลับแต่ก็เหมือนหลับไม่สนิท ดึกๆ มาหนูได้ยินเสียงกีต้าร์ของลุงแขกและเสียงร้องของลุงแขก หนูก็ไม่รู้ว่าลุงแขกร้องเพลงอะไร แค่รู้สึกสะลืมสะลือ พอรุ่งเช้าตื่นขึ้นมารู้สึกว่าเหมือนไม่ได้นอนเพราะยุงแท้ๆ เลย หนูเห็นพี่เปรี้ยวนั่งตรงกองไฟลุงแขกบอกให้พี่เปรี้ยวไปนอนแสดงว่าพี่เปรี้ยวนั่งเฝ้ากองไฟจนถึงเช้า พี่ๆ จึงชวนไปล้างหน้าอาบน้ำแปรงฟัน ก็จะมีหนู ต้าร์ พี่ติ๊ก พี่ลูกหมี IMG_8388พี่ใหม่และพี่ติ๋ว น้ำตอนเช้าเย็นสบายแต่พวกเราไม่ได้อาบกันที่เดิมเพราะใกล้ที่พัก จึงพากันเดินลงไปอีกเพื่อที่จะให้ห่างที่พักและมีแอ่งน้ำให้สระผมกันด้วย เราลงอาบน้ำสระผมกันสบาย พอเราอาบน้ำแต่งตัวกันเสร็จก็ไปช่วยกันทำกับข้าวเช้า เราก็ยังไม่แน่ใจว่าจะพักที่นี้กันเลยรึเปล่า เพราะหนูถามลุงแขกว่าเราจะพักที่นี้กันเลยใช่มั้ยคะ ลุงแขกก็บอกว่า ดูก่อน ลุงแขกจึงถามกลับมาว่าแล้วพวกเอ็งอยากพักตรงนี้กันมั้ย หนูจึงตอบไปว่าก็อยากค่ะ เพราะเราได้กลางเต็นท์และจัดวางข้าวของกันแล้ว แต่ที่นี่ยุงมันเยอะมากค่ะ พอเรากินข้าวกันเสร็จลุงแขกก็บอกให้พวกเราเตรียมตัวเก็บของ เพื่อที่จะย้ายที่พักกัน เราช่วยกันแบ่งของกันและห่อกับข้าวไปไว้กินตอนเที่ยงกันด้วย หนูกับพี่ติ๊ก พี่ลูกหมี ช่วยกันล้างจานเพื่อที่จะเตรียมย้ายที่พักกัน พอเราแบ่งของ เก็บของและเตรียมตัวกันเสร็จหมดแล้วสิ่งที่เราต้องทำคือ ดับไฟและเผาขยะ สักพักก็มีฝนรินลงมาปรอยๆ แต่ไม่นานก็หยุด เมื่อเราเผาขยะและดับไฟกันเสร็จแล้วก็เอากระเป๋าขึ้นหลัง ซึ่งลุงแขกได้เอาผ้าใบให้หนูอันหนึ่งแต่กระเป๋าหนูไม่มีIMG_8478ที่เก็บ ต้าร์จึงช่วยเอาไปเก็บในกระเป๋าต้าร์ให้ เราก็เดินทางกันต่อทางที่เราเดินกันต่อนี้เป็นที่ โล่งแจ้ง ร้อนมากเพราะเราออกเดินทางกันตอนเที่ยงพอดี หนูเห็นเงินเหรียญบาทเหรียญหนึ่งวางอยู่ตรงที่เราหยุดรอ พี่โต๋จัดกระเป๋าใหม่ แต่หนูไม่กล้าเก็บมาและไม่ได้บอกใครด้วยค่ะ เมื่อพี่โต๋จัดกระเป๋าเสร็จเราก็เดินทางกันต่อ แดดร้อนจนหนูต้องเอาเสื้อแขนยาวมาใส่ เราก็เดินตามกันไปเรื่อยๆ จุดมุ่งหมายของเราก็คือ ที่พักแห่งที่สองของการเดินทาง ก็จะมีบ้างที่เป็นป่าเป็นทุ่งหญ้าสลับสับเปลี่ยนกันไป เดินสะดุดกันบ้าง เราเดินกันมาก็หยุดพัก พี่อั๋นก็ไปดูเส้นทางที่เราจะเดินทางกันต่อ เมื่อรู้เส้นทางพี่อั๋นก็ให้แน็กมาบอก เพราะอาจจะไปเจอกับกลุ่มของลุงแขกเราจึงเดินตามทางที่แน็ก บอก เราเดินไปเจอกันที่ คลองฟันปลา ทุกคนอาจจะคิดเหมือนกันว่าเราจะได้เล่นน้ำกันDSC09847ตรงนี้ แต่เราแค่แวะมาพักและดูเฉยๆ พี่เก่งบอกว่าแค่พามาดูเฉยๆ จะได้รู้ว่ามาแล้ว จากนั้นเราก็เดินทางกันต่อเกือบหลงทางแล้ว เพราะไม่รู้ว่าพี่ๆ กลุ่มที่เดินไปก่อนเดินไปทางไหนจึงเดินกลับจนได้รู้ว่ามาผิดทาง ฝนก็เริ่มปรอยๆ ลงมาท่ามกลางแสงแดด พื้นที่เป็นลานหินก็ลื่นเพราะมีตะไคร่น้ำเกาะอยู่จึงทำให้ลื่น ต้องเดินด้วยความระมัดระวังมีโขดหินมีต้นไม้ก็ต้องเกาะไป เราเดินกันไปเรื่อยๆ จนถึงที่พักเป็นเนินลานหินข้างล่างก็เป็นน้ำธารและมีแอ่งน้ำขนาดใหญ่ด้วย เราช่วยกันเตรียมพื้นที่สำหรับกางและปูผ้าใบเพื่อที่จะทำเป็นที่พัก สิ่งที่กังวลก็คือ กลัวฝนตก เราวางกระเป๋าจัดเตรียมของกันเสร็จเรียบร้อย ช่วยกันหาฟืนเพื่อมาก่อไฟก็จะมีพี่แสนที่ต้องไปตัดเอาฟืนขนาดใหญ่เพื่อเอาไว้ เพราะต้องคอยเอามาเติมทั้งคืน เพื่อไม่ให้ไฟดับ พอก่อไฟขึ้นเท่านั้นล่ะค่ะ ควันก็ลอยเข้ามาในผ้าใบสำลักควันกันถ้วนหน้าทั้ง ไอ จาม แสบตา กันไป หนูกับต้าร์ พี่ติ๊ก พี่ลูกหมี ที่เหมือนเป็น แผนกล้างจานล้างผัก ส่วนพี่ใหม่ พี่ติ๋วเหมือนแผนกแม่ครัว หนูเริ่มสนิทกับพี่ติ๊กและพี่ลูกหมี เพราะพี่ติ๊กหนูรู้จักตอนที่พี่แกนั่งพักกับพ่อพี่อั๋นก็เดินด้วยกันบ้างสลับช่วงจังหวะการพักบ้าง แต่พอถึงที่พักตรงนี้เราเริ่มสนิทกันมากขึ้นด้วยที่พี่แกเป็นคนDSC_0286ตลก ช่างพูดช่างถามด้วย เลยทำให้สนิทกันได้เร็ว ไปไหนไปด้วยกัน ล้างจาน ล้างผัก อาบน้ำ เข้าห้องน้ำก็ชวนกันไปด้วยกันตลอด พอใกล้ค่ำพวกพี่จึงชวนไปอาบน้ำ หนูก็ไม่เข้าใจว่าทำไมเวลาหนูอาบน้ำทำไมหนูอาบช้าและแต่งตัวช้ากว่าพี่ๆ ตลอดเลย เราอาบน้ำแต่งตัวกันเสร็จก็ไปเก็บถ้วยจานที่พี่ๆ ใช้ทำกับข้าวมาล้างเพื่อที่ใช้ใส่อาหารกินกัน พอถึงเวลากินข้าวจะผลัดเปลี่ยนกันกิน กับข้าวที่กินในแต่ละวันรู้สึก อร่อยและหลากหลายมากกว่าที่หนูกินอยู่มหาวิทยาลัยซะอีก จากนั้นพี่ๆ ก็มานั่งคุยกันเล่นกีต้าร์ร้องเพลงกัน สนุกสนาน หนูก็ไม่รู้ว่าตัวเองหลับไปตอนไหนเหมือนกันค่ะ พอเช้าเราก็ไปล้างหน้าแปรงฟันกัน จากนั้นก็มาช่วยกันทำกับข้าวเช้ากัน หน้าที่หลักของหนู ต้าร์ พี่ติ๊ก พี่ลูกหมีก็คือ ล้างจาน ล้างผัก หั่นผัก ส่วนพี่ใหม่ พี่ติ๋ว พี่เปรี้ยวก็เป็นแม่ครัวซะมากกว่า พอเราทำกับข้าวกินข้าวกันเสร็จ ก็เป็นเรื่องที่ตื่นเต้นสำหรับทุกคน ยกเว้นหนูเพราะลงเล่นน้ำไม่ได้ยังเป็นประจำเดือนอยู่ ส่วนพระอาจารย์ พี่นิม พี่เก่ง ลุงแขก และพี่ๆ คนอื่นรวมไปถึงอาจารย์ด้วยก็ชอบไปนั่งเล่นที่บนลานหินตรงแอ่งน้ำมี ต้าร์ พี่ติ๊ก พี่ลูกหมีและพี่ติ๋วที่กำลังจะชวนกันเล่นน้ำที่แอ่งนี้ แต่พอต้าร์ลงไปน้ำก็ขุ่นเลย พี่ๆ จึงคิดกันอยู่ว่าจะลงไหม สักพักพี่โต๋เดินกลับมาจะไปเอากล้องถ่ายรูปจึงชวนเราลงDSC_0221ไปเล่นน้ำข้างล่างด้วยกันก็มีพี่ๆ อยู่ตรงข้างล่างแล้วเหมือนกัน พวกเราจึงตัดสินใจไปกับพี่โต๋ ก็ไปเจอพี่ใหม่และพี่ๆ คนอื่นกำลังแปรงฟันล้างหน้ากัน เราจึงล้างหน้าแปรงฟันกันตรงนั้นแล้วจึงชวนกันไปเล่นน้ำข้างล่าง เราเดินตามพี่โต๋ไป ซึ่งเราก็เดินตามโขดหินเกาะโขดหินเดินบ้างเพราะต้องเดินด้วยความระมัดระวังเพราะจะเกิดอันตรายหกล้มขาแพลงได้ พี่ลูกหมีกับพี่ติ๊กปวดท้องซะงั้น พอเราเดินไปถึงต้าร์นี่ ลงว่ายทดสอบก่อนเลย แต่พี่โต๋ก็บอกอีกว่าข้างหน้าก็มีที่เล่นอีกนะน้ำเยอะกว่านี้ แต่พี่ติ๊กกับพี่ลูกหมีก็มาพอดี เราจึงเดินไปกันต่อ พอไปถึงก็เป็นแอ่งที่เหมาะกับการว่ายน้ำเล่นน้ำอยู่พอสมควรมีโขดหินไว้ให้โดดน้ำด้วย พี่โต๋ก็ได้เดินไปสำรวจทางข้างหน้าว่าเป็นยังไง พี่บอกว่าข้างหน้าน้ำแห้งหมดแล้วเล่นตรงนี้แหละนิว กับต้าร์นี่สนุกมากได้กระโดดน้ำ นิวโดดแต่ละครั้งน้ำพุ่งกระจาย   เพราะนิวตัวใหญ่ ต้าร์นี้ก็สนุกกันใหญ่เลยเพราะต้าร์ชอบเล่นน้ำและยังว่ายน้ำเป็นก็เลยสนุกกับนิวDSC_0234ใหญ่เลย ส่วนพี่ใหม่ พี่ติ๋ว พี่ลูกหมีก็เล่นกันบ้าง แต่พี่ลูกหมีถึงกับสั่นเลยเพราะหนาว ส่วนพี่มอ พี่เปรี้ยวกลับไปก่อน แต่พวกเราก็เล่นน้ำกันต่อ มีกินขนมที่หนูเอามาแล้ววางที่จุดแรกที่เราจะเล่นเป็นขนมของพี่ติ๊ก โอกับทิ้วก็ถือมาด้วยทั้งกินทั้งเล่นสนุกกันใหญ่ พอจะเล่นเสร็จ พี่โต๋จึงบอกให้พวกเรามาถ่ายรูปร่วมกัน ซึ่งกล้องพี่โต๋กันน้ำได้ด้วย จากนั้นเราก็ถ่ายรูปร่วมกันแล้วก็เก็บของกันกลับ พอเราเดินกลับกันเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็คือพี่ติ๋วเท้าตกซอกหินทำให้เท้าแพลง พี่ติ๋วเจ็บมากถึงกับทรุดตัวลงร้องไห้ แต่ละคนก็ถามว่าเป็นไงบ้าง พี่ติ๋วก็บอกว่าเจ็บ พี่โต๋ก็ยังจะแกล้งพี่ติ๋วทั้งล้อและยังถ่ายรูปตอนพี่ติ๋วร้องไห้เก็บไว้ด้วย จึงปล่อยให้พี่ติ๋วนั่งสักพักพอรู้สึกดีขึ้น จึงเดินกลับกันต่อ ปีนป่ายกลับก็ไม่ต่างอะไรจากการมาเลยต้องระมัดระวัง เราไปถึงตรงที่เราอาบน้ำกันก็ยังจะหยุดเล่นตรงนี้อีก DSCF0430 - Copyหนูไม่ได้เล่นอะไรเลยได้แค่นั่งมองพี่ๆ เล่น ได้แค่เอาเท้าแช่น้ำ พี่แสน พี่มอก็เล่นตรงนี้อยู่แล้วแต่ก็อาบน้ำสระผมมากกว่า พี่ๆ ก็เล่น อาบน้ำกินขนมถ่ายรูปกันสนุกสนาน พี่จึงบอกว่าจะอาบน้ำตรงนี้ไปเลยนะ ต้าร์จึงบอกว่าจะขึ้นไปเล่นน้ำต่อกับแน็ก โอ นิว ทิ้ว เมื่อทุกคนไป หนู พี่ติ๊ก พี่ใหม่ พี่ลูกหมี พี่มอร์ ก็อาบน้ำกันต่อ อาบน้ำเสร็จแต่งตัวกลับที่พัก ต้าร์ก็ยังไม่กลับ พี่ติ๋วได้ทำก๋วยเตี๋ยวด้วย อาหารแต่อย่างหรูๆ ทั้งนั้น สักพักต้าร์ก็กลับมาแล้วก็ให้พาไปอาบน้ำเลยบอกต้าร์ ป้าแนทก็อาบอยู่ ต้าร์จึงอาบกับป้าแนท พออาบน้ำเสร็จกลับมา บ่นปวดหัวเหมือนไม่สบายซึ่งอาจจะรวมกับหัวเข้าที่ลื่นล้มจากการเล่นน้ำที่กำลังช้ำ จึงให้กินยา อันที่จริงกล่องยาก็อยู่กับต้าร์ ขายยา ตั้งแต่ตลอดเส้นทางกลับไม่มีผู้ใช้ตัวเองได้มาใช้แทน อาหารเย็นมื้อนี้ถือว่าพี่พิเศษมากทั้ง พี่นิม พี่อั๋น ป้าแนท ลงมื้อทำอาหาร หนูก็เป็นลูกมือให้ป้าแนท อาหารที่หนูช่วยป้าแนททำก็คือ ทอดมัน ไข่เจียว พอทำอาหารเสร็จ หนู ต้าร์ พีติ๊ก พี่ลูกหมี ก็เอาถ้วยจานไปล้างตามเดิมเพราะจะได้เอามาใส่ข้าวกินกัน เราก็นำอาหารมาวางรวมกันเพื่อที่จะกินรวมกัน แต่ พี่นิม พี่อั๋น ลุงแขกอาจารย์และพี่ๆ คนอื่นจะกินทีหลังเราDSCF0585ตลอดจะให้เรากินกันเสร็จก่อนพี่ๆ จึงจะมากินข้าว เราก็ได้ตักข้าวไปให้พี่ติ๋วด้วยเพราะพี่นอนอยู่ที่เปลของพี่แสน พอเราทุกคนกินข้าวกันเสร็จหมดแล้ว  เราก็เก็บไปล้างตามเดิม ซึ่งคืนนี้หนูกับพี่ติ๊ก พี่ลูกหมี เราจะเข้าเวรกันด้วย เพราะเมื่อคืนเราไม่ได้เข้าเวร หนูก็เลยไปนั่งเล่นตรงที่ผูกเปลของพี่แสน โอ แน็ก นินิว แล้วต้าร์ก็ได้ต้มไข่ไว้ พี่ติ๋วก็นอนบนเปลอยู่ตรงนั้นเพราะเท้าพี่เริ่มบวมอาจจะเป็นไข้ด้วย หนูก็นั่งเล่นสักพักพอไข่สุก ก็เลยถามว่าไข่สุกแล้วใครจะกิน พี่แสนบอกว่า ใครจะกินก็กิน หนูก็เลยตอบไปว่า ไม่มีใครแ_ก ก็เอาให้หมาแ_ก เพราะเราเคยคุยหยอกกันอยู่ที่ค่าย พอหนูพูดเท่านั้นแหละพระอาจารย์เดินมา ต้าร์ปอกไข่เสร็จแล้วเอาให้พระอาจารย์กินเท่านั้นแหละคะ แทบสำลัก พอจากนั้นพระอาจารย์ก็ล้อหนูด้วยการเห่าเลย ก็นั่งคุยกัน ฟังที่พระอาจารย์สอนตลอดการเดินทางของเราว่าเราได้อะไรกันบ้าง สักพักพระอาจารย์ก็เดินกลับ หนูก็เลยลุกไปบอกพี่ติ๊กให้พาไปเข้าห้องน้ำแล้วเดินกลับที่พัก เรานั่งพูดคุยก็มี หนู ต้าร์ พี่ติ๊ก พี่ลูกหมี รอเข้าเวร คุยไปนั่งดูนาฬิกากันไป DSCF0568สุดท้ายเราก็ได้นอนรอจนหลับ จนพี่ติ๊กได้สะกิดหนู เกือบด่าพี่ติ๊กกำลังนอนได้ที่เลย จนพี่ติ๊กบอกว่า เข้าเวรถึงกับสะดุ้งเลยไม่งั้นต้องด่าพี่ติ๊กแน่ๆ ก็เห็นพี่ลูกหมีเข้าเวรอยู่แล้ว จึงไปเปลี่ยนเวรกับพี่ลูกหมี หนูเข้ากับพี่ติ๊ก ๒ คน มีลุงแขกที่นั่งเล่นกีต้าร์อยู่ด้วย นั่งเฝ้ากองไฟอยู่ก็ยังง่วง เดินก็แล้ว คุยกับพี่ติ๊กก็แล้ว ก็ยังไม่หายง่วง พอนั่งได้สักพัก ลุงแขกก็บอกว่าง่วงก็ไปนอน บอกครั้งแรกยังสู้นั่งต่อ พอบอกครั้งที่ ๓ เท่านั้นแหละคะ หนูนี่ชวนพี่ติ๊กไปนอนเลย ไม่รู้ทำไมถึงง่วงขนาดนี้ พอวางหัวลงหลับเลยอากาศยิ่งดึกยิ่งหนาวแต่ยุงจะไม่ค่อยเยอะ พอเช้าวันต่อมาเป็นวันที่เราจะลงจากเขา เราก็ทำกิจวัตรกันเหมือนวันที่ผ่านๆ มา เราอาบน้ำกันนานมาก จนพี่อั๋นได้มาตามเพราะพี่ก็รออาบน้ำ พอเราอาบน้ำเสร็จ ก็ไปทำกับข้าว หนูมาล้างผักล้างจานกับพี่ติ๊ก พี่หวานก็มาสัมภาษณ์พี่ติ๊ก พี่ลูกหมี ว่าเดินป่าครั้งแรกเป็นยังไง จากนั้นก็มาถามหนูต่อ พี่หวานถ่ายเป็นวีดีโอการสัมภาษณ์ พอสัมภาษณ์DSC_0249หนูเสร็จ พี่เปรี้ยวลงมาล้างหน่อไม้พอดีก็เลยได้สัมภาษณ์พี่เปรี้ยวต่อ พี่ๆ พี่นิม พระอาจารย์ ชอบไปนั่งเล่นที่ลานหินแอ่งน้ำตลอดเลยนับตั้งวันที่เราพักกันตรงนี้ ล้างเสร็จก็เอาผักไปให้พี่ๆ ทำอาหาร จากนั้นเราก็มาเก็บของ หนูรู้สึกคันๆ ตามตัวเลยให้พี่ติ๊กดูให้สิ่งที่เห็นก็คือรอยเห็บเต็มตัวหนูเลย ก็เลยได้ยาทาจากป้าแนท จากนั้นเราก็ช่วยกันเก็บผ้าใบกันแบ่งของกันก็เกือบเที่ยง อาหารที่แบกขึ้นมาที่เหลือมากที่สุดก็คือ ปลากระป๋อง เหมือนยังเหลือเท่าเดิม พอเราเก็บของพับผ้าใบเสร็จก็มากินข้าว กรอกน้ำเพื่อเตรียมตัวเดินลง ดับไฟกำจัดเสร็จ เราเริ่มออกเดินทางกันเวลาประมาณ ๑๑.๐๐ น.  เดินกันได้สักพักถึงที่ที่เป็นเหมือนทุ่งหน้าโล่งแจ้งเราก็นั่งพักกันตรงนี้ มีฝนปรอยๆ ลงมาด้วยคะ เราก็เดินกันไปเรื่อยๆ จนฝนตกลงมา ตกแรงมาก ฟ้าร้องด้วย พี่ติ๊กเดินนำหน้าหนูจนหนูแซวกระทะ พี่ติ๊กกว่าจะเป็นตัวล่อฟ้า มั่วแต่ขำของพี่จนต้าร์บอกว่าของแพรวแก้วแสตนเลสห้อยกระเป๋าทั้งสองข้างเลย ถึงกับกลัวเลย ก็ฝนก็แรงฟ้าร้องจนน่ากลัว ฟ้าร้องจนหนูกรี๊ดวิ่งหาพี่เปรี้ยวเลย พี่ๆ จึงบอกให้เราหยุดพักแล้วเข้าไปหลบใต้ต้นไม้ พอฟนเริ่มหยุดฟ้าเริ่มสงบเราก็ออกเดินทางกันต่อ รู้สึกว่าหนาวเพราะอากาศก็เริ่มเย็น เรานั่งพักกัน อาจารย์ที่เดินทางกับเราเริ่มได้ที่จากฤทธิ์บรั่นดี  จึงโชว์สเต็ปการรูดเสา ทำให้พวกเราหัวเราะสนุกสนานกันDSCF0785 มีพูดแซวหยอกล้อกันนี่นั่นสนุกสนานมาก มีมะยมป่าด้วยตอนแรกไม่กล้ากิน แต่พอเดินไปสักพักเห็นอีกก็เลยลองเด็ดมากินดู รู้สึกฝาดๆ กลิ่นเหมือนชมพู่ เราก็เดินกันไปเรื่อยๆ จนถึงที่เป็นหินที่ต้องปีนขึ้นปีนลง แต่รู้สึกได้ว่าเหมือนอยู่ที่สูงสุดเพราะเริ่มเห็นวิว เห็นไอหมอก เมื่อเดินไปถึงจุดที่ถือว่าน่าประทับใจมากมากี่ครั้งก็ประทับใจทุกคน เป็นเหมือนหน้าผาที่ให้เรายืนชมวิว เห็นฝั่งจังหวัดปราจีนฯ เห็นน้ำตกที่ไหลจากหน้าผาฝั่งหนึ่ง ไอหมอกหนามาก จนบดบังเขาแต่ละลูก หนาวมากแต่ประทับใจ จะมีสักกี่คน สักกี่ครั้งที่ได้มายืนมองสิ่งมหัศจรรย์ของธรรมชาติ ณ จุดนี้ เราถ่ายรูปและกินมาม่าดิบ ขนมปังกัน นั่งพักพูดคุยกัน ไอหมอกก็หนายังไม่จาง เราก็ยืนดูวิวจนหมอกเริ่มจางลง เราอยู่ตรงนี้สักพักหนึ่งจนลุงแขกถามว่าจะกินข้าวตรงนี้หรือจะลงไปกินที่เดิมคือคลองต้มกาแฟ พี่ๆ จึงบอกว่าเราไปกินตรงนั้นกันดีกว่า เราก็เริ่มเดินDSCF0835กันต่อ ไอหมอกเริ่มลอยมาหาหมอกหนาด้วย ยิ่งหนาว เราเดินกันต่อไปเรื่อยๆ เดินกันบ้างฝนตกบ้างลุยๆ กันไป เดินกันจนมาถึงที่พักกินข้าวของเราคือคลองต้มกาแฟเวลา ๕ โมงเย็น เรานั่งพักกินข้าวกันตรงนี้ ก็ออกเดินทางกันต่อทุกคนก็ เตรียมไฟฉายออกมา เพราะก็เริ่มค่ำแล้ว ทุกคนเดินตามกันเป็นแถว เดินไม่ทันก็ร้องบอกกัน ไฟฉายของป้าแนทไม่ค่อยสว่างหนูก็จะคอยส่องไฟให้เวลาที่เป็นทางชัน มีหิน หรือข้ามลำธาร เดินไปได้สักพักเจ้าหน้าที่ที่นำทางบอกให้เราหยุดรอก่อน แกเดินไปดูทางข้างพี่เจ้าหน้าที่จึงให้เราเดินตัดมาทางใหม่ ทางเดินกลับนึกว่าตัวเองจะไม่ลื่น เท่านั่นแหละลื่นเลย พี่ใหม่จึงจับมือลุกขึ้น เดินไปสิ่งที่คิดในใจสิ่งที่อย่าให้เจอก็คือกิ้งกือกับตะขาบ แต่ที่ไหนได้DSC01419เกือบตลอดเส้นทางเลย จนพี่ใหม่ต้องคอยปลอบบอกว่ามีสติๆ ไม่เป็นไร พี่หวานชอบแกล้งชอบส่องไฟว่าเจอนั่นเจอนี่ บอกแต่ละทีนี่เอาหนูสะดุ้งเลยพี่ใหม่ก็จะคอยปลอบ หนูก็เลยบ่นให้พี่หวาน พี่หวานก็เลยบอกว่าก็อยากให้ดูมันไม่มีอะไร แค่ส่องไฟดูรอบๆ เฉยๆ เราเดินไปเรื่อยๆ ร้องบอกกันให้รอเวลาที่เราเดินไม่ทัน มีช่วงจังหวะเวลาหนึ่งที่สร้างเสียงหัวเราะและแซวกันตลอดเส้นทางก็คือตอนที่ พี่มอร์ปวดท้องแล้วทุกคนยืนรอเป็นแถวยาวเลย ร้องแซวพี่มอร์กันใหญ่เลย ส่องไฟแกล้งอีกต่างหาก สนุกสนานครึกครื้นกันมาทันที พอพี่มอร์เข้าห้องน้ำเสร็จก็เดินทางกันต่อ เดินไปจนรู้สึกได้ยินเสียงน้ำตก เพราะพี่หวานบอกว่าถ้าได้ยินแสดงใกล้จะถึงแล้ว หนูก็เลยบอกว่าหนูได้ยินตั้งนานแล้วทำไมไม่ถึงสักที จนสุดท้ายปลายทางเราก็มาถึงทางออกจนได้ มีรถพี่ๆ ปราจีนจอดรออยู่แล้ว เราก็นั่งรอรถที่เหลือมารับนั่งรอกันตามริมถนน เมื่อรถมารับกันทุกคันแล้วเราก็บอกลาและไหว้ลาพี่กันก่อนกลับ ขณะที่เรานั่งรถกลับเจอช้างข้างหน้าด้วย ๒ ตัว รู้สึกตื่นเต้นมากรถทุกคนจอดรอและหรี่ไฟลงเพื่อให้ช้างเดินผ่านไปก่อน เราคุยเรื่องช้างกันตลอดทาง ลุงแขกเป็นคนขับรถพระอาจารย์ ขับได้ซิ่งมากและพระอาจารย์ได้พาพวกเราที่มาจากมหาวิทยาลัยมหาสารคามและพวกพี่ๆ พี่นิม พี่เก่งได้มากินข้าวกับเราร้านแรกที่พระอาจารย์พาไปปิดพอดี พระอาจารย์จึงได้พาไปที่ร้านข้าวต้มเราใส่เสื้อผ้าที่ลงจากเขาไปกินข้าวกันเลย พอเรากินข้าวกันเสร็จก็กลับเอาของไปไว้และไปเอาของที่เราเอาไว้ที่บ้านลุงแขก พอแล้วเก็บของกันเรียบร้อยก็ลาพี่ๆ พระอาจารย์ ลุงแขก กลับมหา’ลัย เราไปแวะอาบน้ำกันที่ปั๊มก่อนจะมุ่งหน้ากลับมหาวิทยาลัยอย่างปลอดภัย…DSC_0498

เดินป่ากับพี่ๆ กี่ครั้งก็ประทับใจ ขอบคุณมิตรภาพ ความห่วงใยดูแลกัน เสียงหัวเราะ ที่คอยสร้างรอยยิ้มให้กันและกันตลอด ความรู้คำสอนก็มีให้เวลาคุยกัน ขอบคุณมากๆ คะ…

แพรว
มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

ปิดการแสดงความเห็น