เดินป่าเขาแหลม

IMG_5913เป็นการเดินครั้งแรกที่ เขาแหลม ของผม ป่ายังคงอุดมสมบูรณ์ด้วยความคิดของผม เพราะตามทางที่กลุ่มเราเดินผ่านนั้นยังคงมี รอยเท้า และร่องรอยของสิงสาราสัตว์ แต่ที่ว่าแหล่งน้ำระหว่างทางที่พบมีน้อยกว่าที่อื่นที่ผมเคยเดินมาก่อนหน้านี้ทำให้ต้องปรับเปลี่ยนวิธีการดื่มน้ำให้น้อยลงด้วยการเก็บน้ำในปากก่อนดื่มกินลงในลำคอทำให้ปากไม่แห้งและลดการต้องการน้ำเท่าที่มีอยู่อย่างจำกัด การตั้งแคมป์คืนแรกเป็นไปอย่างทุลักทุเล ด้วยสภาพฝนฟ้ากลั่นแกล้งพรมฝนชะลงมาขณะที่พิ่งเดินมาถึงจุดตั้งแคมป์ทั้งที่สภาพร่างกายสะบักสะบอมกันมาพอสมควร(แบบว่ากำลังนั่งพักเมื่อยต้องสะดุ้งลุกพรวด ทอยกระเป๋าเดินทางเข้าแคมป์) และแล้วฝนฟ้าก็เป็นใจหยุดพรมในใจคิดแล้วว่าจะหลับนอนยังไงดีถ้าฝนตก(เพราะผมยังไม่เคยเจอและไม่อยากเจอ เปลที่เตรียมมาไม่มีที่ดักน้ำ)

 

IMG_6110

คืนแรกผ่านไปด้วยดีหลับนอนกันตามอัธยาศัย เช้าวันรุ่งขึ้นหาข้าวหาปลาทำกินกันและเตรียมเสบียงของแห้งฉุกเฉินกับอุปกรณ์เก็บภาพแบกกระเป๋าเล็กๆ เพื่อมุ่งไปสู่ยอดเขา ปล่อยสัมภาระหนักๆ ไม่จำเป็นไว้ที่แคมป์ เดินตามกันไปเรื่อยๆ และพักทานอาหารจุดที่ ๑ ไม่แน่ใจว่าเรียกว่าอะไรถ้าจำไม่ผิด ดงบอน เพื่อทิ้งสัมภาระอีกรอบและขึ้นสู่จุดชันและสูงที่สุดของยอดเขาแหลม ระหว่างทางที่ว่าไม่มีแหล่งน้ำให้ดื่มแต่อาศัยน้ำกักเก็บมาจากแคมป์หลัก เดินกันขึ้นไปเรื่อยๆ ผมก็ยังบ่นในใจ“จะมีอะไรให้ถ่ายมั้ยนะ..ที่แห่งนี้” เมื่อเดินขึ้นไปจุดเกือบจะสูงสุดผมเริ่มเกิดอาการกลัวความสูงหน้าซีดตัวเริ่มสั่นมีอาการวูบเป็นระยะๆ จึงทำให้ต้องนั่งพักให้หายอาการที่ว่าเป็นระยะแล้วเดินไปจนถึงจุดที่ๆ กลุ่มอยู่จนแล้วจนรอด พอเริ่มปรับตัวIMG_4680ได้ก็เดินเก็บภาพวิวทิวทัศน์บรรยากาศของกลุ่มที่ร่วมชีวิตดันทุรังขึ้นไปด้วยกัน ผมเลยรู้ซึ้ง“อ๋อ…มันเป็นงี้เอง เขาแหลม” ก่อนหน้านี้คิดว่า“เอ๊ะ!..มันจะอารมณ์ไหนยังไม่ได้อารมณ์สักที” ที่แห่งนี้สุดท้ายก็ได้เข้าใจ โดยส่วนตัวอาจจะเป็นครั้งแรกที่ผมได้นั่งและยืนให้เมฆพัดผ่านกาย เพราะว่าผมไม่ชอบอะไรที่สูงๆ สักเท่าไหร่ เมื่อตะวันเริ่มโรย กลุ่มของเราก็มุ่งหน้ากลับไปยังแคมป์  ด้วยความแฉะของดิน บ้างก็ไถล บ้างก็นั่งกระเถิบลง จนถึงจุดพัก ดงบอน เติมพลังกันนิดหน่อย อาจจะข้าว อาหารแห้ง กาแฟ ก็ตาม และมุ่งสู่แคมป์หลักด้วยกายที่สะบักสะบอมจนถึงแคมป์ บ้างก็ล้มลงสลบ บ้างก็ยุกยิกช่วยกันหาของทำกิน   เช้าวันรุ่งขึ้นเก็บแคมป์ออกเดินทางไปยังจุดพักอีกจุดๆ ที่เรียกว่า ผาด่านช้าง เดินไปจนถึงดงบอนแรกที่ๆ มีน้ำให้ดื่มกันอย่างชุ่มฉ่ำแต่ฝนก็ตกลงมาชะล้างเหงื่อจนต้องหยิบเสื้อกันฝนออกมาใช้พักนึงฝนก็หยุดตกเลยทำให้ต้องมีการเปลี่ยนเส้นทางใหม่ ด้วยฝนที่ตกลงมาและประสบการณ์ของพี่ๆ ในกลุ่มบอกว่าทางที่ไปประจำมันจะลื่น เมื่อตัดเส้นทางใหม่เราก็เดินๆ ตามกันไปจนต้องหยุดพักแล้วปล่อย พี่หน่องกับพี่อั๋น ไปหาเส้นทางเพื่อไปหาจุดตั้งแคมป์ด้วยตัวเปล่าทิ้งกระเป๋าไว้ที่กลุ่มใหญ่ พักด้วยสถานการณ์และสภาพแวดล้อมIMG_4769ตอนเวลานั้นใกล้จะมืดเต็มทีผู้ใหญ่ที่ดูแลกลุ่มใหญ่จึงตัดสินใจทิ้งคนบางส่วนไว้จุดที่พักกระเป๋าเพื่อรอคอย พี่หน่องกับพี่อั๋น กลับมา กลุ่มใหญ่เดินย้อนรอยกลับไปเพื่อจะมุ่งหน้าไปดงบอนผมขอเรียกเป็นธารบอน และแล้วผมเป็น ๑ ในผู้ถูกทิ้งไว้เฝ้ากระเป๋า ก็เริ่มหาฟืน มาก่อไฟเนื่องจากยุงเยอะและหาต้มน้ำงัดของออกมานั่งทานกันสักพักก็ได้ยินเสียงพี่อั๋นกับพี่หน่องกู่ร้องหากลุ่ม เมื่อพี่ทั้งสองเดินกลับมาจุดกระเป๋าทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงของกลุ่มใหญ่กู่ร้อง และแล้วกลุ่มใหญ่ก็เดินวนกลับมาจุดพักเดิม นั่งพักดื่มกันสักพักก็แบกกระเป๋าไปยังจุดพักที่ๆ พี่หน่องเรียกว่า น้ำตกสองฟุต แต่หารู้ไม่ว่าที่ๆ จะไปนั้นคือผาด่านช้างนั่นแหละ เมื่อถึงจุดแคมป์ ต้องลนลานกันอีกครั้งกับฝนที่ตกลงมาอย่างไม่ปรานีด้วยคำท้าทายของหมออุ๊!!! “มึงมีแค่นี้เหรอวะ” กระหน่ำลงมาอย่างหนักจนตั้งแคมป์เสร็จก็ยังแทบจะไม่ได้หลับนอนกันเพราะที่นอนไม่พอจึงต้องผลัดกันนอนหาช่องนอนและแล้วฝนก็หยุดตกจึงพากันผูกเปลหลับตามสภาพกายที่ง่วงเต็มที   เช้าวันรุ่งขึ้นก็เก็บแคมป์เดินทางกลับไปยังวัดอาจารย์แดงโดยปลอดภัยแต่ที่ว่าเหนื่อยแล้วเจอกับเนินสวรรค์เฮือกสุดท้ายจริงๆ ขอบคุณสำหรับคณะพี่ เพื่อน น้อง ที่ดูแลกันอย่างดี!!!

โดย..สอง

ปิดการแสดงความเห็น