พงไพรพาเพลิน ณ เขาแหลม (เขาใหญ่)

_MG_4031เริ่มจากที่ดิฉันเดินป่าครั้งแรกที่ สมอปูน(เขาใหญ่) ตอนนั้นก็ไม่รู้หรอกว่าตัวเองชอบการเดินป่าหรือเปล่า แต่ที่รู้แน่ๆ คือต้องเหนื่อย และลำบาก แต่ก็เนอะ!! สักครั้งในชีวิตก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าคนบางคนทำไมถึงหลงใหลการเดินป่านักหรือว่าในความเหนื่อยและลำบากมันอาจจะมีอะไรดีๆ อยู่ในนั้นแน่ๆ ดิฉันเลยอยากลองไปดู ถ้าเราไม่ชอบก็คงจะไม่ไปอีกแน่ๆ แล้วมันก็ผ่านมาได้ด้วยดี อิอิ
และก็มีการเดินป่าครั้งที่สอง คือ ไปยอดเขาแหลม ที่เขาใหญ่ ความรู้สึกแรกคืออยากไป อยากไปแบบไม่คิดเลยว่าจะต้องเหนื่อยร่างแทบฉีกอีก!! เลยกลับมานั่งถามตัวเองกับการที่จะไปเขาแหลมอีกครั้ง เลยพบกับคำตอบว่า“ถ้าเสียงในใจตะโกนว่า เข็ดแล้ว!! เราคงหยุดที่จะไป” แต่ดิฉันกลับไม่ได้ยินเสียงนั้นในใจเลย!! ในที่สุดก็ได้ไปเดินป่าอีกครั้ง
_MG_4041ทั้งเหนื่อย ทั้งลำบาก ทั้งตื่นเต้น กับการแทรกตัวเข้าไปอยู่ในช่องหินเพื่อจะปีนขึ้นไปบนยอดเขาแหลม ต้องเดินทั้งกลางวันและกลางคืนฝนก็ตก แถมยังเกือบจะหลงป่าอีก!! หลากหลายอารมณ์มากๆ ค่ะ ในภาวะแบบนี้ตอนที่เราลำบากสิ่งที่ดีๆ ก็เริ่มเกิดขึ้น คือคำว่ามิตรภาพต่างคนต่างก็ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน จากคนที่ไม่เคยรู้จักกันก็ได้รู้จักกัน เดินไปด้วยคุยกันไปด้วยถึงเรื่องราวต่างๆ แชร์ประสบการณ์แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน ทำให้การเดินทางที่เหนื่อยยากแสนลำบากกลับกลายเป็นสนุกสนานเพลิดเพลินใจยิ่งนัก

 

_MG_4047วันแรกพี่หน่องฝากน้องๆ ให้ช่วยดูแลดิฉันด้วยประสบการณ์ในป่าที่มากกว่าเรา จับกลุ่มผู้หญิงเดินตามกันไป พอมาถึงจุดพักแรก ก็กินข้าวเที่ยงกัน มื้อนั้นเตรียมมาจากที่บ้านผัดกระเพราหมูสับราดข้าว มันอร่อยมากค่ะ ก่อนจะกินก็แบ่งให้เจ้าที่เจ้าทางก่อน เรียบร้อยแล้วก็เดินทางต่อ ไปถึงที่ชันๆ ที่หนึ่ง เขาเรียกกันว่า “มอขี้แตก” ไอ้เราก็สงสัยอยู่ว่าทำไมถึงเป็นชื่อนี้ พอได้เดินขึ้นแล้วมันเหนื่อยสุดๆ เลยค่ะ ทั้งเป้บนหลังก็หนักอยู่แล้วแถมยังต้องมาเดินที่ชันๆ แบบนี้อีก “เหนื่อยขี้แตกล่ะงานนี้ ฮาๆ” พวกเราพักตามทางมาเรื่อยๆ จนมาถึงที่พัก บริเวณธารน้ำตก พอเริ่มตั้งแคมป์ฝนก็เริ่มตก ชุดก่อไฟก็เร่งมือกันใหญ่ ต่างคนต่างช่วยกันทำ บ้างตั้งแค้มป์ บ้างก่อไฟ บ้างจัดเตรียมทำอาหาร แต่โชคยังดีคือฝนหยุดเร็วตกมาไม่มากเท่าไหร่ IMG_4665เสร็จเรียบร้อยแล้วก็กินข้าวกัน กับข้าวที่มีก็ธรรมดาๆ ค่ะ ถ้ามื้อนี้อยู่ในเมืองนะ แต่พอมื้อนี้กินในป่าขอบอกว่ามันเป็นอะไรที่วิเศษมากๆ เลยค่ะ มันทั้งหิว ทั้งเหนื่อยจากการเดินตั้งหลายชั่วโมง ได้กินแต่น้ำมาตลอดทาง ความรู้สึกตอนนั้นคือ “ดีแค่ไหนแล้วที่มื้อนี้เรามีข้าว มีเนื้อหมู มีกุนเชียง มีไข่ มีปลากระป๋อง ฯลฯ กินในป่า ต่างกับคนอื่นที่เขาอาจไม่มีแม้กระทั่งข้าวที่จะกิน เราโชคดีมากแล้วล่ะ” เสร็จแล้วต่างพากันไปอาบน้ำ หาที่หลับที่นอนบ้าง ส่วนดิฉันและพี่ๆ น้องๆ เมื่อเสร็จธุระส่วนตัวแล้วก็ออกมานั่งรวมกลุ่ม คุยกัน น้องฝ้ายที่เรียนแพทย์แผนไทยมานวดขาให้ดิฉัน สอนวิธีนวดกดจุดให้ด้วยเยี่ยมมากๆ เลยค่ะ ทั้งน้องฝ้ายและน้องจูน ขาที่ปวด-เมื่อยล้าหายเป็นปลิดทิ้งเลยคุณน้องเก่งจริงๆ ต้องขอบคุณมากๆ เลยค่ะ ส่วนคนอื่นๆ ก็นั่งเล่นกีต้าร์ร้องเพลง นี่แหละค่ะคือความสุขหลังจากเหน็ดเหนื่อยกันมาทั้งวันIMG_4678

เช้าวันรุ่งขึ้นวันที่สองจัดแจงเตรียมตัวเดินทางต่อไปยังยอดเขาแหลมสิ่งของสัมภาระทุกอย่างทิ้งไว้ที่แค้มป์ เพราะเราต้องกลับมานอน ที่นี่อีกคืน สิ่งที่เตรียมไปมีเสบียง ไฟฉาย เสื้อกันฝน และน้ำดื่ม พอกินข้าวเช้าเสร็จเตรียมกรอกน้ำดื่มใส่ขวด(น้ำในลำธารน้ำตก) ก็เริ่มออกเดินทาง ระหว่างเดินคนที่นำทางก็ฟันทางไปเรื่อยๆ ส่วนดิฉันและน้องๆ ก็คุยกันไปเรื่อยๆ เหมือนกันระหว่างรอ ดูโน่นชมนี่ มันก็ทำให้เราเพลิดเพลินดีนะได้เห็นอะไรที่เราไม่เคยเห็น รอยเท้ากระทิง รอยเท้าช้าง กรงเล็บสัตว์และรอยเท้าของมันที่ทิ้งร่องรอยไว้บนต้นไม้ เสียงชะนีโหยหวน เสียงนกราวกับเสียงดนตรีที่เปิดอยู่ในป่าบรรเลงอยู่ตลอดเวลา พืชพรรณนานาชนิด เห็ดเล็ก เห็ดใหญ่ ดอกไม้สีสันสดใสดูแล้วสดชื่นสายตา ทำให้เราหายเหนื่อยขึ้นมากเลยค่ะ ตลอดการเดินทางถ้าเราคิดแต่จะเดินเพื่อให้มันถึงที่หมายเพียงอย่างเดียวดิฉันว่ามันเหนื่อยมันท้อนะ แต่ถ้าระหว่างการเดินแล้วดูนั่นชมนี่ไปเรื่อยๆ ศึกษามันจากผู้มีความรู้มันก็ทำให้เราเพลิดเพลินไปกับการเดินทางอันแสนยาวไกล แล้วมันจะหายเหนื่อยแบบอัศจรรย์จริงๆ ค่ะ
IMG_4721…”ใกล้ถึงยอดเขาแล้ว อีกนิดเดียว” นี่คือเสียงที่ให้กำลังใจที่ได้ยินมาตลอดทางเดิน ทุกคนต่างให้กำลังใจช่วยเหลือกันและกันอยู่ตลอด พอถึงช่องหินพวกเราก็ต้องทำตัวให้เล็กเพื่อที่จะแทรกปีนเข้าไปในช่องหินเพื่อไปโผล่ที่หน้าผา จนในที่สุดพวกเราก็ถึงจนได้…สวยงามมาก เหมือนตัวเองอยู่ใกล้ฟ้าเพียงแค่เอื้อมมือ มีหมอกเมฆลอยมาเหมือนควันจางๆ อากาศเย็นสดชื่น นี่แหละคือเสน่ห์ของธรรมชาติที่หาดูและสัมผัสได้ไม่ง่ายนักในยุคสมัยนี้ เวลาเกือบเย็นมากแล้วอากาศก็เริ่มเย็นลงเรื่อยๆ เมื่อทุกคนได้ชมธรรมชาติอันแสนงดงาม ถ่ายรูปกันไปคนละหลายๆ ภาพจนพอใจ ก็ต้องรีบกลับเพราะเดี๋ยวมันจะมืดขาลงเขามันจะอันตราย ความจริงแล้วเราใช้เวลาหลายชั่วโมงกว่าจะมาถึงยอดเขาแหลม แต่ใช้เวลาแค่เพียงไม่นานที่อยู่บนนี้…เพราะอะไรทำไมเราถึงรู้สึกว่ามันคุ้มค่ากับการได้มายืนอยู่ ณ ที่แห่งนี้ ได้แต่แอบยิ้มในใจอยู่เบาๆ กับความรู้สึกภูมิใจอยู่เล็กๆ อาจจะไม่ใช่วิวบนยอดเขาทั้งหมดที่คุ้มค่าแต่มันคือรายละเอียดระหว่างการเดินทางด้วยต่างหาก…การเดินทางที่มีแต่แสงจันทร์และไฟฉายเป็นเครื่องนำทาง เราต่างก็เดินตามกันมาเรื่อยๆ ไม่ให้ขาดสาย เดินไปคุยเรื่องตลกเฮฮากันไปกลบเสียงแห่งความเงียบสงัด วังเวง…จนถึงที่พัก
IMG_4772รุ่งเช้าของวันที่สาม วันนี้ต้องไปที่ น้ำตกผาด่านช้าง แล้วตั้งแค้มป์ที่นั่น หลังจากกินข้าวเช้าทำโน่นนี่นั่นเสร็จแล้วเราก็เริ่มเดินทางอีกวัน ระหว่างทางฝนดันตก!! เปียกไปหมดเลยค่ะ ทางก็ลื่นเลยต้องเปลี่ยนเส้นทางใหม่ที่ไกลกว่าเดิมเพราะทางที่เคยไป มันลื่นและอันตรายเกินไป ระหว่างทางเดินได้มาเจอกับผึ้งโพรง เราต่างต้องค่อยๆ เดินข้ามผ่านรังมันมาตื่นเต้นสุดๆ ตอนนั้น กลัวอะไรไปโดนมันแตกรังทีนี้ล่ะคงวิ่งหนีกันคนละทิศละทาง แต่โชคยังดีค่ะทุกคนผ่านมาได้อย่างปลอดภัย จนมาหยุดพักที่หนึ่งระหว่างนั้น พี่หน่องกับคุณอั๋นเดินไปหาเส้นทางที่จะเดินลงไปยังที่พักผาด่านช้างเขาไปกันแค่สองคนแล้วให้พวกเรานั่งพักรอ ดิฉันรู้สึกว่ามันนาน พักนึงแล้วยังไม่เห็นมีใครกลับมาเลย ซึ่งตอนนั้นมันก็ใกล้จะเย็นแล้ว อีกอย่างIMG_4777ยุงก็เริ่มเยอะขึ้นมากทุกที คนที่รอก็เลยตัดสินใจที่จะเดินกลับไปยังเส้นทางเดิม ที่เราเดินกันมาเพื่อจะได้ถึงที่พัก พวกเราจึงเดินกลับตามกันไปแล้วให้ น้องสอง น้องตาม น้องคิง น้องเฟิร์น(สี่หัวใจแห่งขุนเขา) รอ!!..(สองเทพแห่งขุนเขา) อยู่ที่นี่ที่เดิม ตอนที่กำลังเดินอยู่นั้นในใจก็คิดนะ ถ้าเรากลับไปแล้วระหว่างทางหลงป่าล่ะ !! จะทำอย่าง ไร เพราะคนที่ตัดทางมาเขาไม่ได้มาด้วย ซึ่งตอนนั้นพี่หน่องกับคุณอั๋นก็ยังไม่รู้เลยว่าอยู่ตรงไหนของป่าแห่งนี้!! …ถ้าเรารออยู่ที่เดิมจนกว่าเขาจะขึ้นมาน่าจะดีกว่าอย่างน้อยเราก็ไม่ต้องหลงมากไปกว่านี้ โชคดีที่พอพวกเราเดินไปได้ยังไม่ไกลก็ได้ยินเสียงน้องที่รออยู่ตะโกนขึ้นมาว่าพี่หน่องกับคุณอั๋นมาแล้วพวกเราก็เดินวนกลับมายังที่เดิม..ทุกคนต่างดีใจที่ไม่มีใครเป็นอะไรปลอดภัยกันดี เลยพากันนั่งดื่มกาแฟกันสักพักก็พากันเดินทางต่อจนถึงบริเวณน้ำตกผาด่านช้างซึ่งเป็นที่ๆ เราจะพักกันในคืนนี้ ใกล้ค่ำทุกทีและแล้วฝนก็ตกกระหน่ำหนักว่าคืนก่อน ตั้งแค้มป์ก่อไฟก็มานั่งรอบกองไฟกันหลายชั่วโมงเพราะยังทำอะไรไม่ได้มากฝนตกตลอดไม่หยุดเลย หนาวก็หนาวตัวเปียกไปหมดตั้งแต่โดนฝนเมื่อกลางวันจนถึงตอนนี้ยังไม่ได้เปลี่ยนเสื้อผ้ากันเลย ที่ทำได้ตอนนั้นคือ นั่งจับกลุ่มผิงไฟแล้วต้มน้ำดื่มเพื่อให้ร่างกายอบอุ่น พอฝนเบาลงถึงทำกิจกรรมต่อได้ อย่างแรกคือทำอาหาร บางส่วนก็ไปผูกเปล บางคนก็ไปอาบน้ำ(น้ำเย็นชื่นใจมากๆ) กว่าจะทำอะไรเสร็จเรียบร้อยคืนนั้นปาเข้าไปตีสาม…IMG_4787เช้าของวันที่สี่ อากาศแจ่มใส ดิฉันเดินลงไปเล่นน้ำตก วิวสวยมาก!! เหมือนสระว่ายน้ำริมหน้าผา ท่ามกลางหุบเขา แต่ที่นี่เป็นธรรมชาติของแท้ มันได้บรรยากาศกว่ากันมาก รู้สึกว่าที่เดินมากันทุกๆ วัน มันหายเหนื่อย ลืมความเหนื่อยไปหมดเลยจริงๆ ค่ะ พอเล่นน้ำอยู่สักพักใหญ่ๆ ก็ต้องเตรียมตัวกลับกัน เก็บข้าวของเสร็จแล้วก็ขึ้นเป้เพื่อเดินทางกลับเข้าเมือง….
IMG_4921……….ถ้าถามว่าอยากไปอีกมั้ย!?.
คำตอบคือ “จะไปอีกค่ะ”

ถ้าถามว่าไม่กลัวเหนื่อยกลัวลำบากเหรอ!?
อยากบอกว่าการได้เข้าไปใช้ชีวิตอยู่กับธรรมชาติมันคุ้มค่ามากกว่านั้น มันเกินคำว่าเหนื่อยไปแล้วค่ะ

สุดท้ายทริปนี้ แต่ยังไม่สุดแห่งการเดินทาง …
อยากจะบอกว่า “ฉันหลงรักการเดินป่าไปแล้วค่ะ” 

โดย………….ตุ๊กตา

ปิดการแสดงความเห็น