ฉันมาทำอะไรที่นี่ (เขาแหลม)

หนึ่งพันสามร้อยเมตร เป็นยอดเขาที่สูงเป็นอันดับสองรองจากเขาร่ม“ขึ้นยากกว่าสมอปูน”(ขึ้นยากกว่าสมอปูน o_O) ที่สำคัญไม่มีคนขึ้นไปนานแล้ว ขึ้นไปต้องมีการทะลวงป่าแกะรอยเส้นทางเก่าและหาเส้นทางใหม่IMG_6219

” เป็นความท้าทายใหม่ที่ข้าพเจ้าได้รับ ”
” เพื่อประสบการณ์ “

๒ วันก่อนเดินทาง
ขณะที่ข้าพเจ้ากำลังพักผ่อนนอนเอนกายลงไปกับที่นอน ผ่อนคลายความเมื่อยล้าหลังจากเดินทางกลับมาจากต่างจังหวัด มันเป็นเวลายามเย็นของวันที่ ๙ บรรยากาศข้างนอก ฝนตกพรำๆ อากาศเย็นกำลังดี เหมาะแก่การพักผ่อน เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นจากกระเป๋ากางเกงยีนที่ข้าพเจ้าใส่อยู่

ข้าพเจ้า : สวัสดีครับ
โต๋ : นี่..มึงจะไปเดินป่ากับพวกพี่แขกไหม ?

พูดตามตรงนะครับว่า..ตอนนั้นมีความรู้สึกค่อนข้างจะขี้เกียจมาก และเริ่มรู้สึกไม่ค่อยอยากไปสักเท่าไรในหัวมีอยู่เรื่องเดียวคืออยากนอน อยากนอน อยากพักผ่อน

ข้าพเจ้า : ไป
โต๋ : เอ้อๆ เดียวพรุ่งนี้กูจะได้เข้าไปรับ(ว่างสาย)
ข้าพเจ้า : ……………… (เอิ่ม นี่ ข้าพเจ้าพูดอะไรออกไปว่ะเนี่ย ขี้เกียจชิบหายเลย T^T)

ไปก็ไปรับปากไปแล้วยังไงก็ต้องไป อย่างน้อยเพื่อประสบการณ์ที่ยิ่งใหญ่(รึเปล่า) สู้โว้ยยยยย หลังจากนั้นก็รีบกระชากตัวเองลุกขึ้นจากเตียง แล้วรีบเก็บสัมภาระที่จำเป็น

๑ วันก่อนเดินทาง
20140711_110636วันรุ่งขึ้นนายโต๋ก็ได้ขับรถยนต์เข้ามารับข้าพเจ้าถึงที่บ้าน ข้าพเจ้าเดินแบกกระเป๋าเป้ออกจากบ้านตรงมาไว้ที่รถ เมื่อเสร็จจึงเริ่มออกเดินทาง จุดหมายที่เราจะไปก็คือ  “วิทยาลัยแพทย์แผนไทยอภัยภูเบศร” เพื่อเข้าไปรับพี่หวาน หวาน ระหว่างที่เดินทาง ได้พูดคุยเรื่องกระเป๋าอันอ่อนแอของตัวข้าพเจ้าเอง นายโต๋ให้ความเห็นว่า “ไม่น่าจะรอด ขาดแน่นอน” ข้าพเจ้าก็คิดเช่นนั้น ก่อนมานี้ข้าพเจ้าก็พยายามไปหาร้านที่เย็บกระเป๋าเป้ใบนี้ อยากเอาไปเย็บซ้ำเพราะกลัวมันขาด แต่ไม่มีร้านไหนสามารถเย็บได้เพราะข้างหลังกระเป๋าเป้ของข้าพเจ้ามันเป็นพลาสติกหนา เข็มเย็บผ้าทางร้านเจาะไม่เข้าเนื่องจากเข็มที่ร้านใช้ส่วนใหญ่เป็นเข็มเล็ก ก็เพิ่งรู้ว่าการหาร้านเย็บกระเป๋าเป้นี้ มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสักนิด เราเดินทางมาถึงวิทยาลัยแพทย์แผนไทย ใช่เวลาประมาณ ๔๐-๕๐ นาที พี่หวาน หวาน ก็โทรหานายโต๋ บอก“รอพี่สักครึ่งชั้วโมงนะพี่ติดธุระอยู่ เดียวจะรีบไป” ข้าพเจ้ากับนายโต๋ก็นั่งรอกันที่รถ นั่งกันไปก็เกิดความคิดที่ว่า“เค้าจะหาว่าเราเป็นพวกมิจฉาชีพรึเปล่าวะ” (หน้าตายิ่งเหมือนโจรกันอยู่) ลงความเห็นกันว่าตามพวกดิ เราเลยโทรหาคนที่งดงามที่สุดในวิทยาลัยฯ นั่นก็คือ “อาจารย์ป้าต่าย” เรานี้เอง ^^ ” แต่ป้าต่ายดันติดประชุม บอกให้นั่งรอก่อนเดี่ยวแว๊บลงมาหา(นี่คนหรือผีเนี่ยแว๊บได้ด้วย *0*) นั่งรอกันไปสัก ๑๐ นาที ป้าต่ายก็แว๊บลงมา พอเจอก็ทักทายพูดคุยกันตามภาษาคนคุ้นเคย พูดเรื่องกระเป๋าอันอ่อนแอของตัวเองแทรกเข้าไปนิดๆ ป้าต่ายพอได้ฟังก็ไม่รู้ด้วยความรำคาญหรือสงสาร จึงยืนข้อIMG_5995เสนอมา“ยืมกระเป๋าพี่ไหม?” ข้าพเจ้ารีบตอบตกลงรับข้อเสนออย่างไม่ลังเลใจ(มีเหยื่อมาให้ยืมกระเป๋า ^^) ป้าต่ายบอก “ถ้าจะเอาต้องรอก่อนได้ไหม เดี๋ยวพี่ต้องขึ้นไปประชุมต่อ นี่คือแอบหนีลงมานะเนี่ย” ได้พี่ผมรอได้(รู้สึกเป็นต้นเหตุทำให้คนเสียการเสียงานยังไงไม่รู้ = =”) พูดจบป้าต่าย ก็ขึ้นไปประชุมต่อ ข้าพเจ้าก็กลับมาสู่โหมดเดิม นั่งรอต่อไป ระหว่างรอก็เอารองเท้ามาลองสวม เพราะเป็นรองเท้าที่ได้มาใหม่ กลัวมันกัด เดินไปเดินมา  นั่งก็แล้วเดินก็แล้ว ๒๐ นาทีผ่าน พี่หวาน หวานก็ปรากฏตัว บอกพี่หวาน“รอแป๊ปนะพี่รอยืมกระเป๋าป้าต่ายอยู่”  สักแป๊บเราก็ไปรอหน้าหอพักของป้าต่ายเพื่อเป็นการกดดัน พอป้าต่ายประชุมเสร็จ เห็นพวกเราอยู่หน้าหอ ก็รีบวิ่งเข้าไปที่หอเพื่อเอากระเป๋ามาให้(กดดันได้ผลด้วยเห็นไหม ฮ่าๆ) พอผมได้กระเป๋าจากพี่ต่าย ก็รีบย้ายของทันที ระหว่างนั้นพี่หวาน หวาน ก็เตรียมฟลายชีทสีน้ำเงินเตรียมคลุมสัมภาระหลังกระบะ เพราะดูท่าทางเหมือนฝนจะตก ผมย้ายของเสร็จก็แบกกระเป๋าเป้ไปไว้กระบะข้างหลังเพื่อให้พี่หวานคลุมด้วย ในขณะเดียวกัน ป้าต่ายก็เริ่มมีสีหน้าและใบหน้าที่เปลี่ยนไป เริ่มทำหน้าเซ็งๆ สักพักก็เริ่มงอแงอยากไปด้วย ฮ่าๆ น่าสงสารจริง แต่ด้วยภาระที่มีและหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบก็ต้องหักห้ามใจนะป้า  พอพี่หวานแพ็คกระเป๋าเรียบร้อย เราก็เดินทางต่อไปที่บ้าน “กลุ่มรักษ์เขาใหญ่”  เพื่อไปรับพี่ทีมกับส้ม หลังจากนั้นก็เดินทางต่อที่แยกนเรศวรเพื่อรอผู้โดยสารเพิ่มเติม ระหว่างที่รออยู่แยกนเรศวรทุกคนก็ลงจากรถเพื่อไปหาซื้อของใช้ส่วนตัวเพิ่มเติม ข้าพเจ้าก็เลยอาสาเฝ้าของที่หลังกระบะให้ บรรยากาสค่อนข้างอบอ้าวครึ้มฟ้าครึ้มฝน ไม่นานพี่ทีมก็เดินกลับมา ยื่นเบียร์ให้หนึ่งกระป๋อง แหม่ รู้ใจจริงขอบคุณมากๆ นะพี่ ผมไม่รอช้า รีบเปิดกระป๋องแล้วดื่มด่ำกับรสชาติของเบียร์  “ช่างมีความสุขยิ่งนัก” อย่างที่อริสโตเติลได้กล่าวไว้ “ความสุขขึ้น อยู่กับตัวเรา” ความสุขอยู่ที่มุมมอง แค่รู้จักให้ความสุขกับสิ่ง เล็กๆ น้อยๆ ที่ผ่านเข้ามากับชีวิต แค่นี้ชีวิตมันก็จะใช้ง่ายขึ้นเยอะ จิบเบียร์ไป นั่งมองวิถีชีวิตของคน ที่มีความแตกต่าง มีความหลากหลาย แต่ทุกคนมีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน คือความรีบเร่งและร้อนรน พยายามทำตัวให้ดูวุ่นวายอยู่ตลอดเวลา ชักดูเหมือนมดงานเข้าไปทุกทีแล้ว เฮ้อ….. มีเวลา หยุดมองดูความสุขรอบๆ ตัวมั่งไหมนะ มนุษย์สมัยนี้IMG_6451
“พี่สก๊อตสวัสดีค่ะ” เสียงน้องใหม่ดังขึ้น เราหันไปยิ้ม เห็นคนมาเพิ่มเติม คือ น้องอ้วน หนุ่ย และท่านประธานติ๋ว พี่หวาน หวาน เดินกลับมาพร้อมกันพอดี เราไม่รอช้าขอกระเป๋าเป้จากสมาชิกที่มาใหม่แพ็คใส่ฟลายชีทรวมกับกระเป๋าเป้ที่แพ็คก่อนหน้านี้ เนื่องด้วยคนเยอะ คุณสุภาพบุรุษทั้งหลายก็เลยต้องย้ายมานังท้ายกระบะหลังแทน หลังจากนั้นก็เดินทางมุ่งหน้าขึ้นเขาข้ามฟากจากปราจีนไปสู่ปากช่อง ระหว่างทางที่ขึ้นเขาเราก็ชื่นชมกับต้นไม้น้อยใหญ่ข้างทาง มีโอกาสได้เห็น“กระทิง” แต่เห็นไม่ชัด เนื่องจากตอนที่เราขึ้นฟ้าใกล้มืดแล้วถ้าจอดรถก็อาจจะเกิดอันตราย ขึ้นมากี่ครั้งๆ ก็รู้สึกอบอุ่นและคิดถึงเหมือนเดิมเลยนะ“คุณเขาใหญ่” ใช่เวลาอีกประมาณชั่วโมงกว่าๆ เราก็เดินทางมาถึงบ้านพี่แขก เดินเข้าไปในรั้วบ้านก็เจอ คนเยอะแยะมากมาย นี้มันวันรวมญาติหรือเปล่าเนี่ย  แต่ละคนคุยกันชนิดที่IMG_5893ว่าไม่มีใครยอมใคร งัดประสบการณ์ที่ผ่านพบมาเล่ามาแชร์ความรู้สึกกันอย่างเมามัน ส่วนอีกกลุ่มก็นั่งเตรียมวัตถุดิบต่างๆ เช่น ข้าวสารอาหารแห้ง มาม่าปลากระป๋อง รวนเนื้อหมู ไข่ไก่ไข่เค็ม ผักต่างๆ เครื่องปรุงรส พอเตรียมเสร็จทุกคนก็เอากระเป๋าเป้ของตัวเองมาใส่ของทั้งหมดที่เตรียมเอาไว้แบ่งกันไปตามความเหมาะสมของแต่ละคน ส่วนตัวข้าพเจ้านั้นกำลังติดลมกับการพูดคุยกับเพื่อนฝูง ก็เลยฝากให้ท่านประธานติ๋วแพ็คของส่วนกลางใส่กระเป๋าให้ ท่านประธานติ๋วได้ยินเช่นนั้นก็ไม่รอช้า ใส่ตั้งแต่สากกะเบือยันเรือรบ(ดีนะสากกะเบือกับเรือรบไม่มี ไม่งั้นท่านประธานก็คงใส่ให้) ไอ้ตัวข้าพเจ้าก็ไม่รู้ เลยเดินไปหยิบหม้อสนาม ฟลายชีท และก็เชือก มาเพิ่มเติม ตอนที่จะเอาของไปใส่ในกระเป๋าเป้ ติ๋วบอก “จะใส่อีกเหรอนั่นก็หนักแล้วนะ” ข้าพเจ้าตอบ“แค่นี้กระจอกมาก” และก็ใส่ของเข้าไปอีก เสร็จปุ๊บลองแบกดู ……….เอิ่ม หนักว่ะ นี่ใส่เรือดำน้ำเข้าไปด้วยใช่ไหม = =’ พอทุกคนแพ็คของเสร็จก็มีการแบ่งกลุ่มไปนอน เนื่องจากคนค่อนข้างเยอะนอนบ้านพี่แขกหลังเดียวไม่พอ จึงต้องแบ่งไปนอนบ้านพี่เก่งแทน ผม พี่หมออุ๊ พี่หวาน พี่ทีม โต๋ ทิ้ว เพื่อนเจ้าทิ้ว ได้ไปนอนบ้านพี่เก่ง พอแบ่งกลุ่มเสร็จก็แยกย้ายกันพักผ่อนเพื่อเอาแรงเดินทางวันพรุ่งนี้

เช้าก่อนเดินทาง
IMG_5870พอตอนเช้าทุกคนก็รีบตื่นมาล้างหน้าแปรงฟันเก็บสัมภาระของตัวเอง แล้วย้ายมาสมทบกับหมู่คณะที่บ้านพี่แขก เช็คข้าวของ เช็คเสบียง เช็คจำนวนคน เมื่อคนครบทุกอย่างพร้อมก็ออกเดินทาง มุ่งหน้าต่อไปที่“วัดมกุฏคีรีวัน”  ที่เราต้องที่วัดเพราะทางเข้าป่าอยู่ติดกับวัด วัดนี้เป็นวัดที่บรรยากาศดีมากวัดหนึ่ง ร่มรื่นร่มเย็นมีต้นไม้น้อยใหญ่ทั่วทั้งวัด ไม่ได้มาหลายปีแล้วจะเป็นยังไงมั่งเนาะ ตอนอยู่ ม.ปลายผมเคยมาอยู่ช่วยงานวัดนี้สิบกว่าวัน อยากบอกว่าสนุกมากแต่ก็เหนื่อยมากเช่นกัน ก่อนที่เราจะได้เจอกับความร่มรื่นและเย็นฉ่ำตอนนี้ข้าพเจ้าต้องต่อสู้กับความร้อนระอุของแดดก่อน การนั่งหลังกระบะจากบ้านพี่แขกมายังวัดนี้มันไม่ใช่ใกล้ๆ เลยสักนิด ที่สำคัญแดดอย่างแรง T-T ข้าพเจ้ากับพี่หวาน หวาน นั่งหลังกระบะเหมือนเดิมแต่ที่ไม่เหมือนเดิมก็คือพื้นที่การนั่งมันแคบลงเยอะเลย พอดีผมเหลือบไปเห็นฟลายชีทที่คลุมกระเป๋าเป้มันเหลือ แลบๆ ออกมานิดหน่อย พอเอามาบังแดดสักหน่อยก็ยังดี ระหว่างที่กำลังวุ่นวายอยู่กับฟลายชีท หันไปเห็นพี่หวาน หวาน นั่งเอาหน้าโต้แสงแดดอย่างเมามัน

IMG_5813ข้าพเจ้า : พี่หวาน เอาฟลายชีทคลุมไหม                  พี่
พี่หวาน : ไม่เป็นไร
ข้าพเจ้า :ไม่ร้อนเหรอพี่
พี่หวาน : พี่ทนได้แค่นี้เอง
ข้าพเจ้า : (ไม่มีอะไรทำร้ายชายคนนี้ได้จริงๆ แข็งแกร่งมาก)

 

 

๑๐ นาทีผ่านไป
พี่หวาน : ก๊อต ก๊อต
ข้าพเจ้า : อะไรเหรอพี่
พี่หวาน : ……………พี่ขอฟลายชีทคลุมมั่งดิ
ข้าพเจ้า : ฮ่าๆ ได้สิพี่ ฮ่าๆ (จะกลายเป็นเนื้อแดดเดียวอยู่แล้วคนแกร่ง ฮ่าๆ )

ทนแดดไปอีกสักพักใหญ่ๆ เราก็มาถึงวัดพระอาจารย์แดง แต่ผมอดชื่นชมวิวทิวทัศน์ข้างทางของวัด เพราะดันเผลอหลับไปตอนไหนไม่รู้ รู้ตัวอีกทีถึงข้างในวัดซะแล้ว แต่ในวัดก็ยังร่มเย็นเหมือนเดิม เราช่วยกันแพ็คของช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วมกันก่อน ระหว่างที่รอพระอาจารย์แดงเทศนา ได้ยินแว่วๆ ท่านเทศน์เรื่อง มนุษย์ป้าด้วย แหม่ร่วมสมัยจริง  พอเราแพ็คของเสร็จท่านก็มาให้ศีลให้พร พรมน้ำมนต์ให้เดินทางโดยสวัสดิภาพ ให้นมข้นหวานอีกคนละกระป๋อง เรากราบลา เคลื่อนพลไปที่โบสถ์วัดเช็คความพร้อมครั้งสุดท้าย แบ่งข้าวแบ่งน้ำ(ซึ่งทุกคนควรต้องมีติดตัวไว้) สุดท้ายคือ เช็คน้ำหนักกระเป๋าโดยพี่อ๋อ“ใครกระเป๋าเบาก็โดนใส่สัมภาระเพิ่ม ใครกระเป๋าหนัก ก็ ก็ดีแล้ว” พี่เค้าว่าอย่างนั้น

ออกเดินทาง

IMG_5923เริ่มออกเดินทางเข้ามาสิ่งแรกที่เจอก็คือ รอยกระทิงขนาดเล็กใหญ่ป่ะปนกันเต็มไปหมด ทุกคนดูคึกคักพูดคุยหัวเราะกันอย่างสนุกสนาน พี่หวาน หวาน ก็ทดสอบความรู้เรื่องสมุนไพรกับพวกแก๊งค์เจ้าแม่ เป็นระยะๆ ผมเดินดูวิวทิวทัศน์รอบตัวชมนกชมไม้ ทางเดินช่วงแรกๆ ยังสบายๆ ไม่ลำบากอะไรเท่าไร เรานั่งพักก่อนถึงมอมะกอก พี่แขกก็มีการให้สมาชิกใหม่ แนะนำตัว และมีพิธีการมอบกีต้าร์อันทรงเกียรติให้กับเจ้าไปป์ไว้ในอ้อมกอด ก็เฮฮากันไป เดินต่ออีกสักพักเราก็มาถึงมอมะกอก เราพักรับประทานอาหารเที่ยงกันที่นี่ ณ จุดนี้ทุกคนเริ่มไม่พูดไม่จากัน บางคนเริ่มมีอาการหอบให้เห็น แต่จะมีพี่อยู่คนนึงที่ยังมีแรงพูดอยู่ นั่นคือพี่แจ๊ค ไม่ว่าพี่แกจะทำอะไรก็จะเป็นที่จับจ้องของทุกคน โดยเฉพาะพี่อั๋นกับพี่แขกที่จะจับจ้องเป็นพิเศษ(ก็คงจะมีแต่เรื่องสนุกรออยู่ โชคดีละกันพี่ชาย ฮ่าๆ) ขณะที่กำลังจะเดินทางกันต่อ พี่แขกก็เดินไปเช็คกระเป๋าเป้ของพี่แจ๊คแล้วบอกว่า“มันไม่หนัก” IMG_5945พร้อมกับเอากระเอากระเป๋าโต๋มาเปลี่ยนและบอกใครมีอะไรจะเอามาใส่อีกก็เอามา ทุกคนต่างเห็นดีเห็นงามเอาของออกมาจากเป้คนละชิ้นสองชิ้นและช่วยกันยัดของใส่กระเป๋าเป้พี่แจ็ค“เพิ่งเคยได้ยินเสียงหัวใจตัวเองก็วันนี้แหละ” ก็คงไม่มีใครจะที่จะพูดประโยคนี้ เหมาะเท่าพี่อีกแล้วล่ะ ฮ่าๆ ทุกคนช่วยกันยกกระเป๋าเป้แพ็คใส่หลังพี่แจ็คให้ ไม่เคยเห็นความสามัคคีของกลุ่มขนาดนี้มาก่อนเลยนะเนี่ย  หลังจากนั้นเราก็เคลื่อนขบวนกันต่อ พี่หวานก็ยังคงทดสอบความรู้เรื่องสมุนไพรกับแก๊งเจ้าแม่ต่อไป แต่พักหลังๆ รู้สึกว่าจะเริ่มตอบกันไม่ค่อยได้แล้ว มั่วซะส่วนใหญ่ สมาธิเริ่มจะไม่อยู่กับสมุนไพรแล้ว แต่จะไปอยู่กับความเหนื่อยมั่ง รองเท้ากัดมั่ง หิวมั่ง กระเป๋าหนักมั่ง  เหตุผลร้อยแปด จะว่าไปไอ้เรื่องรองเท้ากัดนี่  ผมก็เจอเหมือนกันพอดีได้รองเท้ามาใหม่ โอ้โหคุณพระ กัดเท้าแทบแหก แต่ต้องขอบคุณผู้สนับสนุนที่ใจดี(เจ้าแม่) ที่มอบผ้าอนามัยมาให้ยัดรองเท้า ไม่งั้นก็คงแย่เหมือนกัน บอกเลยว่าการที่รองเท้ากัดขณะที่เดินอยู่ในป่านี้มันไม่ใช่เรื่องตลกเลยสักนิด เดินไปเดินมาเริ่มรู้สึกเหนื่อยขึ้นมาแล้ว พี่อั๋นก็ช่างถามมาได้                        “เห้ย..ก๊อตIMG_6043ทำไมไม่ค่อยพูดเลยวะ”(อย่าว่าแต่คุยเลย หายใจยังแทบไม่ทัน) โชคยังดีที่เรามีทีมงานที่คอยเอนเตอร์เทนคนอยู่ นั้นคือพี่อั๋นกับพี่แจ็ค พี่อั๋นรกเขาใหญ่ เราก็พอที่จะรู้กันเนาะ ว่าพี่อั๋นแกฝีปากนี่โหดขนาดไหน ถ้าได้โดนแกแซวแล้วละก็ซวยไปชาติ โดยเฉพาะพี่แจ็คที่ไม่ว่าจะทำอะไรก็โดนแซวหมด แต่จะมีอยู่คนหนึงที่พี่อั๋นเค้าไม่แซว ต้องบอกว่าไม่กล้าแซวด้วยซ่ำ นั่นก็คือพี่ตุ๊กตานั่นเอง(พี่อั๋นเค้าบอกว่าเป็นน้องสาว ฮ่าๆ) ผมได้ยินใครสักคนหนึ่งถามพี่ตุ๊กตาว่า “พี่อั๋นเค้าพูดหยาบคายกับพี่ตุ๊กตาไหม” พี่ตุ๊กตาพูดด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม “ไม่นิ อั๋นไม่เคยด่าหรือพูดหยาบคายกับพี่เลย” คนที่นั่งฟังทำหน้าแบบไม่ค่อยอยากจะเชื่อเท่าไร  “ตอนแรกที่พี่คบกันก็ไม่คิดว่าอั๋นจะขนาดนี้ แต่พอเจอเพื่อนฝูงของตัวเองเท่านั้นแหละ พี่ก็ตกใจเหมือนกันตอนเห็นแรกๆ ผู้ชายปากจัด ฮ่าๆ” จะว่าไปในชีวิตผมก็เห็นผู้หญิงไม่กี่คนหรอกที่เวลาฟังคนอื่นเล่าเรื่องของแฟนตัวเองแล้วดูภูมิใจและมีความสุขขนาดนี้ ซึ่งบางทีเรื่องที่คนอื่นเล่าไม่ใช่เรื่องที่แฟนตัวไปทำสิ่งดีงามอะไรเลยหรืออาจเรียกว่าชั่วร้ายเลยบางที กับสิ่งที่ทำ แต่ก็ยิ้มแย้มและรับฟังมันอย่างเต็มใจทุกครั้ง ไม่ใช่ยิ้มเพราะภูมิใจในสิ่งที่ผู้ชายทำกับคนอื่นแต่อย่างใด แต่ภูมิใจในสิ่งที่ผู้ชายให้ทำกับตัวเองมันพิเศษกว่าคนอื่นหรือ สิ่งแย่ๆ บางอย่างที่ทำกับคนทั้งโลก แต่ไม่ทำกับผู้หญิงอันเป็นที่รัก มันอาจจะดูเป็นเรื่องเล็กน้อยไม่มีค่าอะไรสายตาคนอื่น แต่ผู้หญิงดูว่ามันเป็นเรื่องยิ่งใหญ่และคิดว่ามันคือเรื่องพิเศษ
IMG_6035ในการเดินทางครั้งนี้ แต่ละคนก็จะมีประโยคเด็ดของตัวเองที่แตกต่างกัน แต่ค่อนข้างจะพูดซ้ำและพูดบ่อย อาทิเช่น    – “เห้ย มึงดูแลกูด้วย แค่ตัวกูเองก็ไม่ ไหวแล้ว(คิงควายน้อย)”                       -“เค้าโดนถีบมีคนถีบเค้า เค้าไม่ได้ล้มเองนะ(ประธานติ๋ว)”                             – “เจ็บเท้า แม่มเอ้ย เท้าจะแหก(เจ้าแม่)”                                                     –  “ไม่ใช่ปลวก คนสวยต่างหาก ลุงแขก ดูดิ ลุงแขกกกกกก(สาวเปรี้ยว)
แต่จะมีหนึ่งประโยคที่คนค่อนข้างพูดตรงกัน นั้นก็คือ “แป๊ปซี่ อยากกินแป๊ปซี่” นาทีนั้นถ้ามีคนคิดอุตริเอาแป๊ปซี่แช่น้ำแข็งเย็นๆ ขึ้นไป คงขายดีน่าดู ฮ่าๆ (ได้ยินคนพูดแว่วๆ แป๊ปซี่ขวดละห้ารอยก็ซื้อ ถ้าเป็นตอนนั้น) ผมจำไม่ได้ว่าเราใช้เวลาเดินทางกันกี่ชั่วโมงแต่ที่แน่ๆ มันหลายชั่วโมงมาก จากที่ขึ้นก็แล้ว ลงก็แล้ว ล้มก็แล้ว นั่งก็แล้ว ทั้งหอบทั้งบ่นตะเกียดตะกายป่ายปีนขึ้นโขดหินข้ามลำธารเดินไปเดินมากันแบบชนิดที่ว่า สติสตังหลุดออกจากร่างไปแล้ว เราก็มาถึงที่พักกันอย่างปลอดภัยครบทุกคน(ถึงสักที เฮ้อ!) เรารีบว่างกระเป๋าและสัมภาระต่างๆ พี่แขกรีบจัดแจงงาน เพราะเดียวจะIMG_4659มืดค่ำ ฝนฟ้าก็ทำท่าว่าจะตก  ผมได้รับมอบหมายให้เคลียร์เส้นทางระหว่างจุดที่เราจะพักไปถึงลำธาร จัดการกับกิ่งไม้ตอไม้ที่อาจเป็นอันตราย ถางหญ้าให้โล่งเพื่อกันสัตว์มีพิษ ส่วนคนอื่นก็วุ่นอยู่กับการสร้างแค้มป์ บางคนก็หาฟืน บางคนก็ก่อไฟ โดยเฉพาะแค้มป์พี่แขกเน้นเป็นพิเศษต้องเสร็จให้เร็วเพื่อกันฝน สักครู่แค้มป์ยังไม่ทันเสร็จดีฝนก็ตกลงมา(ศักดิ์สิทธิ์ไหมละพี่แก) โชคยังดีที่ตกลงมาแบบปรอยๆ ไม่หนักมาก ทุกคนก็รีบช่วยกันเอาฟลายชีทมาคลุมกระเป๋าเป้และข้าวของทั้งหมด พอผมเคลียร์เส้นทางเสร็จผมก็ไปช่วยคนอื่นแบกฟืน ไม่นานนักฝนก็หยุดตก ฝ่ายผู้หญิงก็เตรียมอุปกรณ์เครื่องปรุง วัตถุดิบต่างๆ เพื่อทำอาหาร ทุกคนก็ทยอยเอาของส่วนกลางมากองรวมไว้ตรงที่ทำครัว พอก่อกองไฟติดก็หุ่งข้าวเป็นอันดับแรก หลังจากนั้นก็ทำกับข้าว ส่วนคนที่ไม่ได้ทำกับข้าวบางคนก็มาสร้างแค้มป์ผูกเปลนอน บางคนก็ไปอาบน้ำอาบท่า สักพักใหญ่ๆ กับข้าวก็เสร็จ ทุกคนมารวมตัวกันเพื่อรับประทานข้าวโดยให้ฝ่ายหญิงรับประทานให้เสร็จก่อน ฝ่ายชายค่อยรับประทาน หลังจากรับประทานกันจนเสร็จสรรพ คนที่ยังไม่อาบIMG_4665น้ำก็ทยอยลงไปอาบกัน ต้องบอกก่อนเลยว่าน้ำที่ลำธารเย็นมากๆ ลงไปทีจะช็อคเอา ก็คงมีแต่พี่แขกที่ไม่ได้แคร์ความหนาวเย็นแต่อย่างใด เปลือยกายลงลำธารดื่มด่ำกับธรรมชาติ มีการบอกด้วยว่า “นี้ถ้าแนทรู้ว่าฉันเปลือยกายลงเล่นน้ำอย่างนี้นิ ฉันโดนตีตายเลยนะเนี่ย ฮ่าๆ” พออาบน่ำเสร็จก็จัดหน้าที่เฝ้าเวรยาม เวรยามแรกตั้งแต่ตอนนี้ยันถึง ตีสาม หนึ่งในเวรยามแรกก็มีผมอยู่ด้วย ค่ำคืนนี้มีการเปิดคอรส์นวดโดย “ฝ้ายแห่งวังบุปผา” แสดงฝีมือที่ได้ร่ำเรียนมา ผมก็แอบจำแบบคร่าวๆ เอาไปนวดให้ที่บ้านนิดหน่อย ต่อด้วยสอนวิธีการหายใจในรูบแบบต่างๆ แบบโยคะ โดยพี่แขก เอาจริงๆ มันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลย เรียกว่ายากเลยดีกว่า กับไอ้การแค่หายใจเนี่ย เห็นพี่แขกบอกถ้าคนฝึกจนชำนาญ สามารถบังคับให้หายใจโดยรูจมูกข้างเดียวได้ เป็นศาสตร์ที่ลึกลับและพิศวงจริงๆ ค่ำคืนก็ดำเนินต่อไป คนก็ค่อยๆ ทยอยไปนอนทีละคนๆ คนที่มีหน้าที่เฝ้าเวรยามก็เฝ้ากันไปIMG_6071

“เสียงดนตรีบรรเลงจากกีตาร์ ขับกล่อมความเหนื่อยล้า ให้ผ่อนคลาย
   ดื่มด่ำกับรสชาติของสุราเมรัย ภายใต้อ้อมกอดอันอบอุ่น ของธรรมชาติ
                                     แต่แล้วความเหนื่อยล้า ก็ร่วมมือกับรัตติกาลที่แสนมืดมิด หลอกล่อทุกชีวิต                                   จมสู่ห่วงนิทรา อีกครั้ง จมลง จมลง”

IMG_6085

“นิมไปทำข้าวต้มกินกันซะหน่อยไป” เสียงพี่แขกพูด“ได้ครับพี่” พี่นิมตอบ พร้อมกับเดินตรงไปหาวัตถุดิบเพื่อทำกับแกล้มกินกับข้าวต้ม ส่วนผมพี่นิมหมอบหมายให้ดูแลทางข้าวต้ม ผมนั่งคนข้าวอยู่สักพักหนึง เหลือบมองไปทางพี่นิมที่กำลังทำกับแกล้มด้วยความทะมัดทะแมง ตอนแรกก็ยังไม่ค่อยหิวเท่าไรแต่พอเห็นหน้าตากับแกล้มที่พี่นิมทำมาเสร็จก็ขอร่วมวงด้วยสักหน่อยละกัน กินเสร็จเวลาก็ประมาณตีสาม พี่หวานทำหน้าตางัวเงีย เดินมาเพื่อเปลี่ยนเวรยาม ผมก็เลยขอตัวเนียนไปนอนเปลพี่หวานสะหน่อยละกัน ไม่ไหวแล้วง่วงมาก _ _ z Z

 

วันที่ ๒
IMG_6117ลืมตาขึ้นมา“นี่ข้าพเจ้าอยู่ที่ไหนวะเนี่ย” นอนประมวลความทรงจำสักพัก ก็ปะติดปะต่อเรื่องราวเมื่อคืนได้ จึงรีบพาร่างตัวเองออกมาจากเปล เดินโซซัดโซเซไปที่แค้มป์หากระเป๋าเป้หยิบแปรงสีฟันแล้วตรงไปที่ลำธาร ล้างหน้าล้างตาเสร็จก็มาหาอะไรรองท้องนิดหน่อยเพื่อเพิ่มพลัง หลังจากนั้น เราก็เตรียมตัวเดินทางขึ้นสู่ยอดเขา  สัมภาระส่วนใหญ่เราไว้ที่แค้มป์ เตรียมแต่เสบียงและสัมภาระที่จำเป็นไปเท่านั้น ผมเริ่มเล็งหากระเป๋าเป้ใบเล็กๆของสุภาพสตรีที่จะแบกขึ้น ทำฟอร์มเข้าไปอาสาแบกให้(จะได้เอาสัมภาระของตัวเองใส่เข้าไปด้วย แฮ่ๆ) ผมได้แบกกระเป๋าของจอมโจรอ้วนผอม เรามีการประชุมกันก่อนเดินทาง แบ่งกลุ่มแบ่งหน้าที่ของสุภาพบุรุษทั้งหลาย

หน่วยแรก หน่วยแกะรอยเส้นทางเก่าและค้นหาเส้นทางใหม่ มีตัวหลักๆ คือ พี่แขก พี่อั๋น
หน่วยที่สอง หน่วยบุกทะลวงป่า ทำสัญลักษณ์เคลียร์เส้นทางให้ผู้ที่เดินตามเดินได้ปลอดภัยมากที่สุด ตัวหลักคือ พี่นิม พี่หวาน
ทีมสุดท้าย หน่วยผูกพัน ก็ตามชื่อละครับทีมนี้ ทำหน้าที่ผูกและพันเชือกปอสีแดงไว้ตามกิ่งไม้ที่เห็นเด่นชัดไว้ตลอดทาง เพื่อจะได้ง่าย ต่อการเดินทางกลับ(จะได้ไม่หลง) ตัวหลักคือ พี่หมออุ๊ พี่คิงควายน้อย

 

IMG_6124เริ่มเดินตอนแรกเส้นทางไม่ได้ลำบากอะไรมากแถมไม่ต้องแบกกระเป๋าเป้ใบใหญ่ๆ อีก สบายมากขอบอก ผมเดินตามหน่วยทะลวง เดินนำพวกสาวๆ โดยทิ้งระยะห่างนิดหน่อยเพื่อความปลอดภัย เราเดินๆ หยุดๆ เป็นระยะๆ เพื่อให้เวลาหน่วยแรกเค้าหาเส้นทาง ดูแมลงน้อยใหญ่ตามต้นไม้ใบหญ้า ส่วนใหญ่สัตว์ที่พบเป็นสัตว์จำพวก กิ้งกือและแมงมุม สาวๆ ข้างหลังก็งุ่นงานอยู่กับการเดินไม่ค่อยได้สนอะไรกันเท่าไร น้ำเกลือแร่นี้จัดเต็มกันทุกคน กินกันเป็นระยะๆ เดินกันไปสักพักใหญ่ๆ หน้าแต่ละคนเริ่มถอดสีใบหน้าเริ่มซีดเซียว ไม่มีใครพูดจาอะไรกันทั้งนั่น ที่ได้ยินก็มีแต่เสียงหายใจอันรุนแรง(นี่ใช้ครีมยี่ห้ออะไรเนี่ยหน้าเปลี่ยนสีเร็วเหลือเกิน ฮ่าๆ) ระหว่างทางก่อนถึงดงบอนเรามีโอกาสได้เห็นปรากฏการณ์ พระอาทิตย์ทรงกลด (ไม่รู้ใช่คำว่าIMG_6143เราได้รึเปล่า เพราะนาทีนั้นสมองแต่ละคนดูไม่ค่อยรับรู้อะไรกันแล้ว) เดินขึ้นเขากันอีกสักพัก เราก็มาถึงตรงจุดพักที่ดงบอน ดงบอนจริงๆ ใบบอนเยอะแยะเต็มพื้นที่ไปหมด เรานำใบบอนำมารองกับพื้นและเอาฟลายชีทปูรองอีกชั้น นั่งรับประทานอาหารกลางวันกันที่นี่ พอรับประทานอาหารกลางวันกันเสร็จ พี่แขกก็เช็คน้ำกินที่ทุกคนเตรียมเอามาทั้งหมด เก็บน้ำขวดใหญ่ไว้ตรงจุดนี้ทั้งหมด ให้พกแต่ขวดเล็กไป เริ่มเคลื่อนขบวนขึ้นสู่ยอดเขาจริงๆ สักที เราเดินไตระดับความสูงของเขาขึ้นไปเรื่อยๆ ระหว่างทางนายโต๋ก็ได้มาขอเปลี่ยนตำแหน่งกับผมให้ผมไปอยู่หน่วยบุกทะลวงแทน ขอบอกเลยครับว่าทำงานค่อนข้างลำบาก ทางเดินแคบและชันมาก ที่ยืนน้อย ข้างทางก็เป็นเหว(ตกลงไปทีสนุกสนานแน่นอนชีวิต) ผมเดินเคลียร์เส้นทางเดินตามพี่หวานมาเรื่อยๆ หันค่อยมองคนที่ตามหลังเป็นระยะๆ กลัวตามไม่ทัน หันไปหันมา ……….“พี่หวานหายไปไหน?” ยืนงงอยู่สักพัก ลองตะโกนเรียกดูละกัน

ข้าพเจ้า : พี่หวาน พี่หวาน
พี่หวาน : ว่าไง
ข้าพเจ้า : อยู่ตรงไหนอะพี่
พี่หวาน : อยู่ข้างบน

จังหวะที่พี่หวานพูด ผมก็แหงนมองเนินเขาข้างบน เอาจริงๆ พี่แกอยู่ตรงไหนยังไม่รู้เลย

พี่หวาน : ตามขึ้นมาเลย
ข้าพเจ้า : เอิ่ม ได้ๆ (ขึ้นไปยังไงว่ะเนี่ย)

IMG_6226

 

ผมเดินเข้าไปอีกหน่อยเห็นทางแยกเล็กๆ ตรงหน้า ทางแรกที่เห็นเป็นทางเลาะริมเขาเส้นทางชัดเจน อีกเส้นทางหนึ่งเป็นเส้นทางปีนขึ้นเขา(ปีนจริงๆ นะ) ทางเดินมันค่อนข้างเลือนลาง เพราะมีพุ่มไม้ค่อนข้างหนา ผมจึงตะโกนถามพี่หวานอีกที

 

 ข้าพเจ้า : พี่หวานตรงนี้มันเป็นทางแยกอะ ขึ้นทางนี้หรือว่าทางนี้ (ถามอะไรว่ะเนี่ยกู พี่เค้าจะรู้เรื่องไหม – -” )
พี่หวาน : อ๋อ ทางนี้เลย
ข้าพเจ้า : o.O (รู้เรื่องด้วยเป็นไงละเทพจริงๆ ฮ่าๆ)

IMG_6258ผมปีนขึ้นทางนี้ ตามที่พี่หวานบอก ทางขึ้นตรงนี้ต้องบอกเลย ต้องใช้ความระมัดระวังสูง ทางค่อนข้างชัน พอปีนตะเกียดตะกายพ้นพุ่มไม้ ผมก็เห็นพี่หวานหน้าพี่หวานชะโงกดูอยู่ ทำให้ใจชื้น(ที่มาถูกทาง) พอปีนถึงข้างบนก็เห็นคนที่นำมาก่อนหน้า นั่งรออยู่บนโขดหินท่าทางดูผ่อนคลาย ผมหันกลับไปเพื่อมองวิวข้างหลัง  ความรู้สึกเหมือนเวลาเราดำน้ำอยู่นานๆ นานจนจะขาดใจสุดท้ายก็โผล่ขึ้นมาจากน้ำเพื่อสูดอากาศ เฮ้อออ..โล่งจริงๆ ความรู้สึกประมาณนั้น บรรยากาศข้างบนนี้ช่างดีเหลือเกิน มองดูวิวภูเขาได้ไกลมาก คนก็เริ่มทยอยๆ ปีนตามขึ้นมา เรานั่งพักบนโขดหินรับลมเย็นๆ จากมุมตรงนี้ สบายจริงๆ สักพักพอทุกคนเริ่มหายเหนือยก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นมาว่า“ป่ะ เดินขึ้นกันต่อ” พี่แขกพูด(อ้าว นี้ยังไม่ถึงเหรอวะเนี่ย) เดินๆ ปีนๆ กันต่อขึ้นมาถึง ชั้นนี้มีโขดหินใหญ่ริมหน้าผาเป็นมุมสวยๆ ให้ถ่ายรูปอีก คนที่เดินขึ้นมาก็ถ่ายรูปกันไป จนกระทั้งพี่มอร์สุดสวยของเราเดินขึ้นมา พี่แกเดินมานั่งแหมะลงตรงโขดหินตรงที่เค้าถ่ายรูปกันอยู่ และพูดต่อว่า“พี่จะนั่งอยู่ตรงนี้แหละไม่ไปไหนแล้ว ใครจะถ่ายรูปก็ถ่ายเลยนะพี่ไม่ว่าอะไร พร้อมกับทำหน้า มุ้งมิ้งฟรุ้งฟริ้ง น่ารักน่าเอ็นดู” แหม่ ไม่ค่อยอยากถ่ายรูปเลยนะพี่มอร์ ฮ่าๆ ผมยืนตะลึงกับความงดงามของพี่มอร์สักพัก ก็ถามตัวเองว่า“มายืนดูเพื่ออะไรวะเนี่ย” เดินต่อดีกว่า เราเดินตามสันเขาไต่ระดับความสูงไปเรื่อยๆ เจออุโมงค์ต้นไม้ที่ต้องปีนขึ้นเท่านั้น(จะชันไปไหน) เจอทางเดินแคบๆ ที่อีกฝังเป็นเหว(ชีวิตอยู่บนเส้นด้ายแท้ๆ) ไหนจะต้องปีนโขดหินที่มีช่องแคบๆ และมีตะไคร่ลื่นๆ เกาะเต็มไปหมด(ทำประกันชีวิตเถอะครับ) แต่แล้วที่สุดเราก็ขึ้นมาถึงยอดเขาสักที เย้ เย้ ฉากแรกที่ทุกคนจะได้เห็นตอนขึ้นมาถึงยอด ก็IMG_6342คือ “ลานทุ่งหญ้าสีเขียวโล่งๆ ที่มีทุ่งดอกไม้เล็กๆ สีม่วงขึ้นแซมเต็มไปหมด ฉากต่อมาเป็นลานหน้าผาหินเล็กๆ ที่มีรอยแตก แยกออกจากลานทุ่งหญ้าสีเขียว เห็นวิวภูเขาน้อยใหญ่พื้นป่าที่กว้างสุดลูกหูลูกตา สวยงามมาก สวยงามจริงๆ รู้สึกขอบคุณตัวเองจริงๆ ที่มา และขอบคุณพวกรุ่นใหญ่ที่พามาถึง” ณ จุดนี้ ผมนั่งลงและมองวิวตรงหน้าผาข้างหน้า เมฆที่ลอยอยู่ไกลๆ ตรงภูเขาลูกข้างหน้าค่อยๆ ลอยเข้ามาทักทายพวกเรา โอบกอดเราอย่างช้าๆ แล้วค่อยจากเราไปอย่างช้าๆ เช่นกัน หลงเหลือไว้แค่เพียงความเย็น ผมนั่งซึมซับบรรยากาศอยู่นานมาก พยายามบันทึกทุกความรู้สึกทั้งหมด เอาไว้ในความทรงจำ ยิ่งถ้ามีโอกาสนอนค้างแรมอยู่นี้สักคืนมันคงจะเป็นอะไรที่สมบูรณ์แบบมาก นอนดูพระอาทิตย์ตกจากมุมนี้ตอนเช้าก็เห็นพระอาทิตย์ขึ้นจากมุมนี้ ดาวและพระจันทร์บนนี้คงเห็นชัดและสวยงามไม่แพ้ที่ไหนแน่นอน แต่เราคงต้องเตรียมเสื้อกันหนาวแบบหนาๆ ไว้สักตัว ไม่งั้นไม่รอด ไม่ต้องรอให้ถึงหน้าหนาวเลย เพราะแค่นั่งอยู่แว๊บเดียวยังรู้สึกหนาวเย็น แบบเห็นได้ชัดโชคดีที่ฝนไม่ตกไม่งั้นคงแย่IMG_6399กันแน่ หลังจากที่ซึมซับกับบรรยากาศมุมนี้ได้เต็มที่แล้ว ผมก็ลุกออกเดินสำรวจพื้นที่บริเวณโดยรอบ โดยเลือกเดินลึกเข้าไปอีก ต้องมุดพุ้มไม้นิดหน่อย เดินเข้าไปสักระยะก็เจอมุนที่สวยๆ มุมอื่นอีกมากมาย แต่พื้นที่ค่อนข้างที่จะรก หญ้าขึ้นสูง ผมก็ต้องหยุดชะงักเมื่อเห็นสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า“งู” เลื้อยผ่านหน้าไป ตัวไม่ใหญ่มากสีน้ำตาล ผมแข็งใจเดินเข้าไปอีกหน่อย ก็เจองูตัวที่สองเลื้อยผ่านอีก “ok กลับก็ได้วะ”(คงจะดงมันแล้วละ) เดินกลับมาที่เดิมตรงลานกว้างเห็นคนถ่ายรูป นังเล่นอะไรกันเหมือนเดิม ผมเลยเดินไปอีกฝั่ง เห็นพี่หมออุ๊ พี่นิม ไอ้พี่คิง และเจ้าทิ้ว นั่งอยู่ตรง..เอิ่ม เค้าเรียกอะไรดีละ ผมเรียกว่าโขดหินใหญ่ละกัน มันเป็นเหมือนหินที่แยกตัวออกจากกัน วิธีที่จะข้ามไปคือการกระโดดข้าม ระยะไม่ห่างกันเท่าไร ผมยืนมองลงไประหว่างซอกหินที่ต้องกระโดดข้าม(ถ้าโดดไม่ข้ามนี้มีสิทธิตายหรือพิการเลยนะเนี่ย) ค่อนข้างสูงเลยทีเดียว ส่วนพี่แขกนั่งอยู่ตรงฝั่งผม นั่งถ่ายรูปวิวทิวทัศน์อยู่ พี่แขกหันมามองผมแล้วถามผมว่า “ยังไง จะข้ามไปเหรอ” ผมยืนครุนคิดพร้อมตอบแบบยิ้มๆ “ไม่อะพี่” และผมก็เดินกลับไปกลับมา ด้วยความรู้สึกที่ ใจหนึ่งก็อยากข้าม อีกใจหนึ่งก็ไม่กล้าIMG_6457

ความรู้สึก(ความกล้า) : ฝั่งโน้นวิวจะสวยไหมนะ มองจากทางนี้มันสวยมากเลยนะ อยากข้ามไปจัง

เหตุผล(ความกลัว) : อย่าเลยมันอันตราย พลาดตกลงไปแข้งขาหักจะทำยังไง โรงพยาบาลก็ไม่ได้อยู่ใกล้ๆ นะกว่าจะเดินออกจากป่าต้องกลายเป็นภาระลำบากคนอื่นอีก ดีไม่ดีตายเลยนะ เห็นไหมข้างๆ มันเป็นเหวตกลงไปนี่มันไม่เท่เลยนะ มองมุมไหนมันก็เหมือนๆ กันแหละ 

รู้สึกตัวอีกทีก็มาอยู่ตรงที่เดิม “จะเอายังไงจะข้ามก็ข้าม”พี่แขกถาม พร้อมกับหลีกทางให้ ผมค่อยๆเดินไปชะโงกมองรอยแยก นั่งมองพิจารณา เอาขาลองยืนออกไปอีกฝั่ง ก็ยังเอือมไม่ถึง(ตกลงไปเจ็บหนักแน่ไม่ข้ามดีกว่า) ลุกขึ้นยืนมองไปอีกฝั่ง……เอาว่ะไม่ได้มีโอกาสขึ้นมากันบ่อยๆ ลองสักครั้ง ถอยหลังเล็กน้อยแล้วก็กระโดดข้ามไป ฮึ่บ(ก็ไม่เห็นจะยากอะไรเลยง่ายจะตาย ฮ่าๆ) พอโดดข้ามมาถึงอีกฝั่ง ก็มีของรางวัลแด่ผู้ที่ก้าวข้ามผ่านมันมาได้ คือ“รีเจนซี บรั่นดีไทย” ของพี่หมออุ๊ เป็นของรางวัลที่เลอค่ายิ่งนัก(ถ้ารู้ว่ามีกระโดดข้ามมานานแล้ว แฮ่ๆ) หาพื้นที่เหมาะๆ นั่งรับลมชมวิวจิบรีเจนซีไปพลางๆ ลมเย็นก็พัดผ่านไปผ่านมาจนทำให้รู้สึกหนาวยิ่งกว่าเดิม ฟ้าเริ่มก็มืดลงทุกที ทุกคนก็IMG_6476ถ่ายรูปรวมและเริ่มเคลื่อนขบวนกลับ พวกเราก็ยังนั้่งชิวมองดูจนคนเริ่มลงไปหมดเราถึงค่อยเคลื่อนขบวนตามไปทีหลังเป็นกลุ่มสุดท้าย ระหว่างที่ผมกำลังปีนลง อาการรองเท้ากัดก็เริ่มเข้ามาทักทาย ผมเดินชักเสียศูนย์  ยิ่งเดินท้องฟ้าก็ยิ่งมืดลง มืดลง ยังดีที่ผมเตรียมไฟฉายมา แม้จะส่องแสงได้อย่างบางเบา มันก็ยังพอทำให้เห็นเส้นทาง เพราะรู้สึกว่าข้างหลังไม่มีไฟฉายเลยนอกจากของผมและของพี่จิม พูดถึงพี่จิมนี้ก็ อายุไม่ได้เป็นอุปสรรคกับพี่เค้าเลยจริงๆ เดินได้อึดมาก ทุกครั้งที่พี่เค้าเห็นวิวสวยๆ พี่เค้าจะชอบพูดด้วยหน้าตาที่แลดูมีความสุขว่า“สุดยอด สุดยอด” พร้อมกับเก็บภาพความประทับใจแต่ละมุมแต่ละฉาก นำภาพมาเล่าเรื่องราว ผ่านโลกโซเชียลฯให้เราได้ติดตาม รู้สึว่าขาลงทุกคนเดินค่อนข้างเร็ว เพราะใช่เวลาไม่นานเราก็ลงมาถึงดงบอน หยุดพักกันตรงจุดนี้อีกครั้ง เราเริ่มต้นก็ก่อไฟ ใช้น้ำขวดใหญ่ที่เก็บไว้ตอนแรก นำมาต้มน้ำต้มกาแฟกิน เสบียงที่เหลือๆ ก็แบ่งกันกิน ได้คนละนิดหน่อยพอประทัง พอหายเหนื่อยเราก็เก็บสัมภาระ ทุกคนเตรียมไฟฉายออกมาเพื่อส่องทาง เพราะว่าเราได้เข้าโหมดกลางคืนอย่างเป็นทางการ ตรงจุดนี้พี่แขกยิ่งย้ำเรื่องการเดินป่าว่า“พยายามอย่าทิ้งระยะห่างกันเยอะ อย่าเดินคลาดสายตาจากคนหน้าเด็ดขาด ไม่ทันให้รีบตะโกนบอก” ทุกคนรับทราบแล้วออกเดินทางรอบนี้ผมเดินปิดท้ายพวกสาวๆ คอยส่องไฟฉายให้ ภายใต้ราตรีที่มืดมิดเห็นแค่เพียงแสงไฟจากไฟฉาย ที่ส่องเป็นดวงๆ แสงสีขาวมั่ง สีส้มมั่งตลอดขบวน เป็นภาพที่สวยดีเหมือนกัน เราเดินตาม“โบรักสีแดง” ที่พี่อุ๊กับพี่คิงหน่วยผูกพัน ผูกไว้ตอนแรก เราเดินกันค่อนข้างยาว ไม่ค่อยได้พักสักเท่าไร เพราะท่านผู้นำที่เดินนำอยู่ข้างหน้าลืมคิดเรื่องการนั่งพัก  อันนี้ผมไม่รู้ว่าใครนำช่วงนั้นเพราะผมอยู่ข้างหลัง คนเดินตาม ก็เดินตามกันขาขวิด ตอนแรกเดินตามส่องไฟให้สาวๆ มันก็ดีอยู่หรอก แต่IMG_6518เนื่องจากสาวๆ เดินตามไม่ทันผมก็เลยต้องเปลี่ยนมาเดินนำ พอต้องเปลี่ยนมาเดินนำสาวๆ เนี่ย รู้เลยว่าการเดินนำตอนกลางวันกับกลางคืนนี้ มันช่างต่างกันอย่างสิ้นเชิง  กลางวันเรามีพระทิตย์คอยให้แสงสว่างทำให้เราเห็นทางเดินและวิวทิวทัศน์รอบตัวอย่างชัดเจน แต่พอเป็นตอนกลางคืน แสงที่เราเห็นมีเพียงแสงจากไฟฉาย เดินค่อนข้างลำบากทัศนวิสัยค่อนข้างแย่มีแต่ความมืด แถมเกิดมาตัวสูงอีก ก็เลย ชนต้นไม้มั่ง ชนกิ่งไม้ จับหนามมั่ง สะดุดรากไม้มั่ง สะดุดเถาวัลย์มั่ง ต้องเดินให้ทันข้างหน้าและต้องค่อยดูข้างหลังว่าเดินตามทันไหม(เหมือนตัวชนยังไงก็ไม่รู้) สาวๆ กลุ่มรักษ์เขาใหญ่ ติ๋ว หนุ่ย อ้วน ใหม่ ก็หากิจกรรมทำกันระหว่างเดินคือการ แข่งกันล้ม คนที่นำกิจกรรมนี้ก็จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากท่านประธานติ๋วผู้ที่ชำนาญการม้วนการล้มเป็นพิเศษ” มีการแสดงตัวอย่างให้ดูด้วย(นี่ก็ล้มจัง) ผมก็ยืนมองดูสาวๆ ค่อยๆ ล้มทีละคนๆ สรุปก็ล้มกันทุกคน(สมใจท่านประธานติ๋วเค้าละ) ยิ่งเดินน้ำก็ค่อยๆ หมด ความหิวก็ค่อยๆ มาเยือน กว่าจะมาถึงที่พักก็แทบสลบ งานนี้ต้องขอขอบคุณสุภาพสตรีทั้งหลาย เป็นอย่างสูง ที่พอกลับมาถึงแค้มป์ก็ต้องทำกับข้าวให้เรากินกันต่ออีก(แข็งแกร่งมาก ข้าน้อยขอคาราวะ) รับประทานอาหารอะไรกันเสร็จสรรพ ข้าพเจ้าก็ไปนั่งเล่นที่เปลพี่หมออุ๊ สาบานเลยว่าจะนั่งเล่นเฉยๆ แต่ เห้ย เห้ย หนังตาชักจะปิด เห้ย เห้ย หนังตาชักจะหนักขึ้นเรื่อยๆ สู้ไม่ไหวแล้ว ………. แว่วๆ ได้ยินเสียงพี่หมออุ๊แซวเรื่องเปลก็เลยสะดุ้งตื่นขึ้นมานั่งทำหน้าง่วงๆ “นอนต่อเถอะพี่ไม่ได้ว่าอะไร” พี่หมออุ๊พูด (หึ หึ พี่พูดเองนะ) shutdown…. Zzz

วันที่ ๓
ตื่นขึ้นมาในเปล(ที่ไม่ใช่ของตัวเอง)อีกแล้ว มองไปในแค้มป์เห็นพี่หมออุ๊กำลังนั่งคั่วถั่ว อยู่ข้างกองไฟ(รู้สึกละอายจัง แฮ่ๆ) เดินหลบๆ สายตาไปล้างหน้าแปรงฟัน หลังจากนั้นก็เก็บข้าวเก็บของเตรียมอพยพย้ายที่อยู่ ได้ออกกำลังกายตอนเช้านิดหน่อยโดยการขุดดินฝั่งกระป๋องกับเศษอาหาร เช้านี้ทุกคนดูชิวๆ เพราะการเดินทางดูไม่ยากใช้เวลาแค่หนึ่งชั่วโมง(โปรดติดตามตอนต่อไป) เราแบ่งกลุ่มเป็นเป็นสองทีม ระหว่างทีมคนธรรมดา ทีมคนธรรมดานำทีมโดยพี่อั๋น ที่ไม่ค่อยธรรมดาสักเท่าไร กับทีมIMG_6522ยอดมนุษย์ที่นำโดยพี่แขก ที่โคตรจะไม่ธรรมดายิ่งกว่า สองทีมนี้แยกกันเดินแต่จุดหมายคือ ไปเจอกันที่พักผาด่านช้าง ผมจึงเลือกขอมาอยู่ทีมธรรมดาดีกว่า เซฟเท้าตัวเองก่อนนาทีนี้ ทางเดินค่อนข้างสบายชิวๆ มีแต่ช่วงก่อนออกเดินทางผมทะเลาะกับเท้าตัวเองนิดหน่อย ปัญหาเรื่องเดิมๆ รองเท้ากัด แต่ก็ฝืนเดินต่อจนมาถึงถึงลำธาร ฝนก็เริ่มโปรยปรายลงมา ทุกคนก็เริ่มเอาเสื้อกันฝนออกมาใส่คลุมตัวใส่ ยกเว้นผม ผมเลือกเอาเสื้อกันฝนออกมาคลุมกีต้าร์อันทรงเกียรติแทน คนเปียกช่างมัน แต่ถ้ากีต้าร์เปียกนี้..ชะตาขาดเป็นแน่ ถึงแม้ข้างในกีต้าร์จะแพ็คถุงดำแล้วก็เถอะ-กันไว้ก่อนดีกว่า เอาจริงการแบกกีต้าร์นี่มันก็ไม่ได้ลำบากมากมายหรอกเพราะกีต้ามันไม่ได้หนักอะไรมาก ปัญหามันคือการที่ต้องดูแลมันเนี่ยและห้ามกระแทกห้ามเปียกต้องคอยดูตลอด มันค่อนข้างใหญ่เทอะทะ ดูแลลำบาก เดินก็ไม่ค่อยสะดวก แพ็คใส่หลังก็ไม่ได้ ที่สำคัญรอบนี้สายห้อยจะขาดอีกถือค่อนข้างลำบาก ถ้าเป็นธรรมดาพี่เค้าก็จะพาปีนลงทางโขดหินเดินตามลำธารไป ซึ่งมันจะตัดลงผาด่านช้างระยะทางใกล้ๆ แต่เนื่องจากฝนตกค่อนข้างแรงทำให้โขดหินค่อนข้างลื่น พี่หวานกับพี่อั๋นจึงปรึกษาหาทางที่จะเดินไปผาด่านช้าง ว่าจะพาเดินอ้อมขึ้นเขาระยะทางไกลมากใช้เวลานาน กับเดินตัดลงน้ำตกน้อยข้างหน้าระยะทางใกล้แต่ค่อนข้างอันตราย ยืนคิดกันอยู่สักครู่ก็ลงมติกันว่าไปทางใกล้ดีกว่าประหยัดเวลาดี เดี๋ยวผูกเชือกเพื่อกันลื่นอีกที จังหวะที่กำลังจะเคลื่อนขบวบ ก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นมาว่า“อ้าวพวกเอ็งยังไม่ไปกันอีกใช่ไหม หึ หึ” ทุกคนหันไปมองเห็น ชายผู้หนึ่งที่เดินมาพร้อมกับรอยยิ้มที่มีเลศนัยและเสียงหัวเราะอันชั้วร้าย(คนที่คุณก็รู้ว่าใคร) ตอนนั้นผมรู้ได้ทันทีดยอัตโนมัติว่าการเดินทางไปผาด่านช้างครั้งนี้ไปถึงแบบไม่ธรรมดาแน่นอน (เท้าฉันพังแน่นอน) หลังจากนั้นเราก็เคลื่อนขบวนขึ้นเขาอีกครั้ง ตามประสงค์ของIMG_4779ท่านผู้นั้น เดิน เดิน เดินเข้าไป เดินไม่จบไม่สิ้น เดินไปเดินกลับ เดินขึ้น เดินลง วนแล้ววนอีก จนเรามาหยุดพักอีกทีก็ตรงหุบเขาที่เหมือนเป็นร่องลำธารที่ไม่มีน้ำแล้ว สรุปได้ว่าเราหลงครับ ดีมาก   พี่อั๋นกับพี่แขกจึงขออาสาไปดูเส้นทาง ส่วนทางเราคนที่มีโทรศัพท์ ก็ตรวจสอบGPS ว่าเราอยู่ตรงส่วนไหนของโลก สรุปก็ตรวจสอบอะไรไม่ได้เพราะไม่มีสัญญาณโทรศัพท์(ก็กลางป่านี่เนาะ) เราก็นั่งรอกันไป รอแล้วรอเล่า สองชั่วโมงผ่านไป เราก็ยังนั่งรอกันอยู่เหมือนเดิม พี่หมออุ๊ พี่นิม พี่หวาน จึงตัดสินใจ พาส่วนหนึ่งกลับไปตรงลำธารตอนแรกที่เดินผ่านมา เพื่อกางแค้มป์รอ ส่วนที่เหลือก็นั่งรอพี่แขกกับพี่อั๋นที่นี่ เวลาเริ่มเย็นมากแล้วเราจีงรีบออกเดินทาง การเดินทาง เราก็ใช้เส้นทางเดิมที่เดินมา เดินไปก็เริ่มงงเส้นทางกันไปเพราะคนที่บากเส้นทางไว้กับต้นไม้ มีหลายคน เดินไปสักพักเราก็ได้ยินเสียงกลุ่มที่รอพี่แขกกับพี่อั๋น ตะโกนเรียก ก็ยังคิดว่ามันอยู่ใกล้แค่นี้เองเหรอ จนมาถึงทางแยกก็ได้ยินเสียงตะโกนเรียกอีก จับใจความได้ว่า“พี่อั๋นกับพี่แขกกลับมาแล้ว” พี่ทีมจึงลองตัดทางลงไปดู เอิ่ม…… นี่เดินวนเพื่ออะไรกลับมาตรงกลุ่มที่นั่งรอเฉยเลย ใกล้แค่นี้เอง(ผมไปแอบอ่านบทความของหลายคน ไม่เข้าใจเลยว่าทำไมทุกคนถึงเขียนว่าผมอยู่ในกลุ่มรอ ทั้งที่ผมไปรวมชะตากรรมวงเวียนชีวิตมาด้วยแท้ๆ มันน่าน้อยใจจริงๆ ) พี่แขกกับพี่อั๋นก็ยืนมองท่าทางใจเย็น พร้อมกับยิ้มๆ ทุกคนก็เริ่มหัวเราะ(รู้สึกเหนื่อยฟรี) พี่แขกบอก ค้นพบน้ำตกใหม่ เดียวคืนนี้เราไปพักกันที่น้ำตกใหม่ “ชื่อน้ำตกสองฟุต” พี่แขกเค้าตั้งชื่ออย่างนั้น แต่ผมและคนส่วนใหญ่อยากให้ชื่อ“น้ำตกราเมศ” พี่หมออุ๊เริ่มฟึดฟัด แต่พี่แขกก็ยืนกรานว่ายังไงก็ต้องไป ทุกคนก็เลยต้องตามน้ำ เราเดินกันต่อเพื่อตามหา น้ำตกสองฟุต ที่พี่แขกภูมิใจเสนอ เหมือนเดิมครับ เดินขึ้น เดินขึ้นลง วนแล้ววนอีก หลงมั่งอะไรมั่ง ตอนนั้นมีประโยคเพลงหนึ่ง ที่คิดขึ้นมาในหัวIMG_4651

แต่ทำไม เดินมาเนิ่นนานไม่ถึงซักที
แต่ทำไม มองดูเส้นทางเหมือนยาวออกไป
อยากรู้ว่าฉันต้องทำตัวอย่างไร

เพลงแม่งโคตรตรงเลย ผมก็ยังคงเดินแบกกีต้าร์ต่อไป(ตอนนี้กีตาร์กำลังจะซึมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายผมละ) แล้วในที่สุดเราก็มาถึงน้ำตกสองฟุต ฟุต ฟุต(น้ำแค่เนี้ย)  พี่หวานเดินมากระซิบ         “เงียบๆ ไว้นะ อย่าเพิ่งไปบอกใคร”(บอกอะไรรึ) ผมก็เดินงงๆ ข้ามน้ำตกน้อยไป ได้ยินเสียงพี่หมออุ๊พูดแว่วๆ อยู่ข้างหลัง“นั่นก็ต้นไทร ต้นตะแบกก็มี” หลังจากนั้นก็ยิ้มๆ ด้วยความรู้สึกที่เสียท่าแล้วก็หัวเราะกันคิกคัก มารู้ทีหลังคือเรามาถึงผาด่านช้างแล้ว โดนพี่แขกกับพี่อั๋นหลอกกันยกคณะ มันเป็นIMG_4802อย่างงี้นี่เอง เอิ่ม พี่หวานครับผมเพิ่งมาที่นี่ครั้งแรกเหมือนกันครับพี่ ฮ่าๆ ผมรีบวางสัมภาระลงตรงโขดหินและสลับรองเท้าเป็นรองเท้าแตะทันที(รู้สึกเท้าจะแหก) หลังจากนั้นก็เดินตามคนอื่นขึ้นไปช่วยทำแค้มป์ แต่รู้สึกว่าคนจะช่วยทำแค้มป์กันเยอะผมจึงเปลี่ยนหน้าที่ไปหาฝืน ขณะที่เดินลากฝืนอยู่นายโต๋ก็มาชวนไปหาฝืน(ตอนนี้กำลังซักผ้าอยู่มั้ง) ผมกับนายโต๋ก็ช่วยกันหาและแบกฝืนท่อนใหญ่ๆ มาที่แค้มป์ ผมเดินหาฟืนต่อที่ลำธารเดินสวนน้ำขึ้นไป เดินมองหาฝืนและคิดอะไรเพลินๆ ทันใดนั้น“ก็มีเสียงไม้โดนทุ่มลงมาจากเนินเขา” ผมรีบเงยหน้าขึ้นไปมองทันที สิ่งที่ผมเห็นคือสิ่งมีชีวิตร่างใหญ่นั่นคือ“หมี” …….. *0* ……… อ้าว พี่หมออุ๊นี่หว่า  เฮ้อ หัวใจแทบวาย  ผมเดินเข้าไปหาพี่เค้า “ตกอกตกใจหมดเลยพี่ มาผมช่วย” ไม่นานฝนก็เทลงมา ตกลงมาแบบไม่มีทีท่าว่าจะหยุด(เริ่มรู้สึกหนาว) ผมแบกฝืนกลับมาที่แค้มป์ จะมาหาที่หลบฝนในแค้มป์ คนก็อย่างเยอะแค้มป์ดูเล็กไปเลย ก็เลยเดินมาผิงไฟขอไออุ่นแทน รู้สึกอบอุ่นเหลือเกินถึงแม้จะได้แค่ช่วงแขนก็ยังดี ตัวกับหัวอยู่นอกแค้มป์สู้กับฝนต่อไป ผู้หญิงก็จัดเตรียมทำกับข้าวกับปลา ผมก็เลยไปช่วย(ก่อกวน) เห็นพวกเจ้าแม่ทำกับข้าวท่าทางเหมือนจะร้อนผมก็เลยอาสาพัดให้ พอพัดให้ ทำหน้าตาดีใจกันใหญ่เลย ดีใจกันจนตัวสั่นเลย พวกเจ้าแม่ก็กลัวผมจะเมื่อยก็เลยพยายามจะแย่งพัดจากผม แล้วพัดให้ผมมั้ง(ซึ้งในน้ำใจจริงๆ) พออาหารเสร็จทุกคนรับประทานอาหารกันอย่างหิวกระหาย กินกันเสร็จสรรพทุกคนก็แยกย้ายกันไปอาบน้ำบางส่วนก็มาชุมนุมกันตรงกองไฟ ผมกับพี่แขกก็เคลียตรงที่รับประทานอาหารเพราะคืนนี้ว่าจะได้นอนตรงนี้แน่ๆ ระหว่างนั้นผมก็ไปผิงไฟเป็นระยะๆ จะหนาวไปไหน คืนนี้ขอไม่อาบน้ำละกันเน่าสักคืน เดี๋ยวพรุ่งนี้เช้าค่อยอาบ พอคิดเช่นนั้นก็เลยเดินไปเปลี่ยนเสื้อผ้าและเอาถุงนอนหนองแดงของข้าพเจ้าออกมา พร้อมนอน ผมเดินไปนั่งอยู่ข้างพี่แขก พี่แขกมองหน้าแล้วถามIMG_4787

พี่แขก : เอ็งอาบน้ำรึยัง
ข้าพเจ้า : ยังเลยพี่
พี่แขก : งั้นไปเลยเอ็งรีบไปอาบเดียวนี้เลย พวกไอ้แจ๊ค ไอ้สองกำลังอาบอยู่ จะได้สบายๆ ตัว
ข้าพเจ้า : ครับพี่  (สุดท้ายก็ต้องอาบ)

ผมกำลังจะเดินลงไปพวกพี่เค้าก็อาบกันเสร็จพอดี เลยได้ดื่มด่ำกับสายน้ำและธรรมชาติคนเดียวน้ำก็เย็นเหลือเกิน มุดลงไปในน้ำโผล่ขึ้นมาที ปวดแก้วหูเลย เย็นมากๆ ดำผุดดำว่ายอยู่สักพักเสร็จ ก็ขึ้นมาผิงไฟ อยากจะบอกว่าตาสว่างมากนั่งเฝ้าแค้มป์กันทั้งคืน แต่ที่ปวดร้าวก็คือ ต้องนั่งทนฟังเสียงอันไพเราะเพราะพริ้งของ”ไอ้พี่คิงควายน้อย”ร้องเพลงทั้งคืน เจ้าแม่ก็ซนอยู่ดีๆ ก็อยากกินต้มถั่วเขียวอะไรก็ไม่รู้ เอาถั่วเขียวมาแช่น้ำไว้และก็หนีไปนอน(อืด) บางคนก็หิวมาม่าก็ต้มกิน ส่วนรุ่นใหญ่คืนนี้คงไม่ไหวเห็นหลับนิ่งเชียว มีพี่หวานที่ลุกขึ้นมาดูต่อตอนตีสาม(เวลาของพี่เค้าเลย) นั่งคุยกันไปคุยกันมา ก็มีคนมาสานต่อเจตนารมณ์ของเจ้าแม่เอาไอ้ถั่วเขียวขึ้นอืดของเจ้าแม่มาต้มน้ำตาลกิน นั่งกันอยู่สักพักบรรยากาศรอบตัวค่อยสว่างขึ้น สว่างขึ้น อ้าว พระอาทิตย์ขึ้น

วันสุดท้าย
“อรุณสวัสดิ์คุณพระอาทิตย์” ดูนาฬิกาเจ็ดโมง ถึงเวลาอันสมควรแล้ว “ราตรีสวัสดิ์คุณพระอาทิตย์” (ส่วนที่นอนก็หาแทรกๆ นอนในแค้มป์นั่นแหละไม่ไหวแล้ว) Z z z ……

วันนี้ผมตื่นมาประมาณ ๙ โมง (ขอตื่นสายสักหน่อยละกัน) ตื่นมาก็ทำกิจวัตรประจำวันอย่างเช่นเคยล้างหน้าแปรงฟัน ส่วนพวกผู้หญิงทำกับข้าวเสร็จตั้งแต่เช้าและคงไปเล่นน้ำกันที่“น้ำตกเอวาซอน” หรือที่พี่คิงเค้าตั้งชื่อว่า“น้ำตกหนองใน” ใช่ครับ อ่านไม่ผิดหรอก ตอนแรกที่ได้ยินพี่หมออุ๊ถามพี่คิงผมก็งงเหมือนกัน

พี่หมออุ๊ : “น้ำตกเอวาซอน”อีกชื่อหนึ่งที่มึงเรียก มึงเรียกว่าอะไรนะ
ไอ้พี่คิง : อ้อ “น้ำตกหนองใน”
พี่หมออุ๊ : ทำไมมึงถึงเรียกอย่างนั้นล่ะ
ไอ้พี่คิง : ก็มันเป็นน้ำตก มันมีหนองและมันก็อยู่ข้างใน ก็เลยเรียก “น้ำตกหนองใน”
ข้าพเจ้า : (ก็ถูกของมึง O_o ) แหม่ ช่างคิดเหลือเกิน ไอ้เรื่องดีๆเนี่ย ฮ่าๆ20140714_072440

พอผู้หญิงกลับมาจากการเล่นน้ำ ก็ถึงคิวเหล่าชายโฉดทั้งหลายที่จะไปแช่น้ำตกกันบาง เนื่องจากผมไปช้าก็เลยได้ไปพร้อมกับพวกพี่ แก๊งข้าวมันไก่ เดินตามลำธารลงไปอีกประมาณ ร้อยเมตร เราก็จะได้พบกับ“หน้าผาน้ำตกอันสูงใหญ่ ข้างหน้าเป็นภูเขาสีเขียว ข้างล่างก็เป็นผืนป่าที่อุดมสมบูรณ์ น้ำจากลำธารไหลตกลงไปยังผืนป่าข้างล่าง” เป็นที่น่าเสียดายที่ผมไม่ได้ลงไปแช่IMG_4810น้ำเนื่องจากไม่ได้เอาเสื้อผ้ามาเปลี่ยน จะเปลือยกายเลยพี่ตุ๊กตาก็มาด้วย ก็เลยได้แต่นั่งดื่มด่ำกับบรรยากาศน้ำตก จิบสุราเมรัยกับพี่อั๋นไปพลาง พี่อั๋นก็เล่าประสบการณ์ชีวิตแบบคร่าวๆ ให้ฟัง ทั้งเรื่อง ที่เคยเจอกระทิงอยู่แถวนี้ เรื่องที่เคยเดินเลาะน้ำตกที่เราเห็นตรงข้างหน้า ลงไปยังผามะนาวที่อยู่ข้างล่าง แกเล่าพร้อมกับชี้ไปตรงข้างๆ น้ำตกที่เป็นพุ้มไม้ “ทางที่ใช้เดินลงไปมันค่อนข้างลำบาก หนามเยอะ ทางชันมากๆ ข้างๆ ก็เป็นหน้าผา ไม่ค่อยมีใครเค้าเดินหรอก อาจารย์นพแกก็เคยมาเดินอยู่ โดนหนามเกี่ยวทั้งตัว ออกมาอย่างกับโดนแมวรุมข่วน” พูดจบก็หัวเราะด้วยท่าทางสะใจ(ดูรักอาจารย์กันจริงๆ เลยนะพี่) แล้วแกก็“บอกฉันเคยจะงัดกับพี่แขกด้วย” o_O ไม่เชื่อลองไปถามพี่แขกดู มันเป็นเรื่องสมัยเจอกันตอนแรกๆ ฉันไม่ชอบสายตาIMG_4937และเวลาเค้ายิ้ม มันดูกวนๆ แต่ตอนนี้รักกันแล้ว ฮ่าๆ ผมว่าพี่คิดไปแล้วละพี่แขกเค้าก็ดูเหมือนคนปกติมาก(ไป) เลยนะ ฮ่าๆ คุยกันอยู่สักพักผมก็ขอตัวมาเก็บข้าวของ กลับมาก็เห็นทุกคนกำลังวุ่นกับการเก็บแค้มป์และสัมภาระส่วนตัวของตน สักพักแก๊งข้าวมันไก่ก็ตามมาเก็บสัมภาระของตัวเอง พอเก็บข้าวของเสร็จทุกองค์ประชุม ก็เริ่มเคลื่อนขบวน เส้นทางขากลับเดินง่ายๆ ค่อนข้างสบายเป็นทางลงอย่างเดียว จะมีก็ปัญหารองเท้ากัดเล็กน้อย (ไม่รู้ผมคิดไปเองหรือเปล่ารู้สึกกระเป๋าตัวเองมันหนักขึ้นกว่าขามา) เราเดินประคองๆ ตัวเองกันตลอดเส้นทางค่อยลงมาตามเนินมาเรื่อยๆ บางคนก็ล้ม บางคนก็กลิ้ง เป็นสีสัน เฮฮากันไป ลงมายังข้างล้าง ทุกคนก็ยังดูมีแรงเหลือกันอยู่ พูดคุยหัวเราะกันสนุกสนาน(เดียวรู้เลย ฮ่าๆ) พี่อ๋อขับรถเข้ามาทำท่าเหมือนจะมารับ แต่ส่วนใหญ่พวกเราไม่ยอม อยากให้ได้สัมผัสกับเนินวัดกันสักหน่อย เรานั่งพักกัน ตรงจุดก่อนถึงเนินวัดเพื่อชาร์ตพลังเฮือกสุดท้ายเพื่อเผชิญหน้ากับ“เนินวัด” โอ้ แม่เจ้า“ขึ้นเขากี่ลูกต่อกี่ลูก เจอเนินไม่รู้กี่เนินผ่านมาได้หมด” ยอมเลยเนินวัด ถึงกับหืดขึ้นคอกันเลยทีเดียว พอขึ้นมาถึงก็เห็น อาจารย์นพ พี่เก่ง พี่อ๋อ ยืนยิ้ม รอรับให้กำลังใจอยู่ข้างบนเนิน แล้วเราก็ผ่านมันมาได้ บางทีเราจะไม่รู้ขีดจำกัดของตัวเองเลย ถ้าไม่ลองเอาไปใช้ ประสบการณ์ดีๆ บางอย่าง มันไม่เข้ามาหาหรอก อยากได้ก็ต้องเข้าไปหามัน จงใช่ชีวิต

 

IMG_4972“อย่า อยู่ อย่าง อยาก”

ท้ายนี้ก็ต้องขอขอบคุณทุกท่าน “ที่ร่วมกันเป็นส่วนหนึ่งในความทรงจำดีๆ ครั้งนี้” ขอบคุณจริงๆ ขอบคุณจากใจ
แล้วเจอกันใหม่นะ ” ย อ ด เ ข า แ ห่ ง ค ว า ม ลั บ “

โดย ก็อต

ปิดการแสดงความเห็น