เขาแหลม…แหลมทะลุฟ้า

IMG_5858ตือดึ๊ง! เสียงแจ้งเตือนข้อความในไลน์ดังขึ้นมา มีเนื้อหาเชิญชวนจากจูน หรือ ‘เจ๊จูนปืนโต’ เพื่อนของฉันเอง “ไปเดินเขาแหลมกันไหม? ๑๑-๑๕ ก.ค.นี้” ด้วยช่วงนี้ฉันยังมีเวลาว่างประกอบกับโฆษณาชวนเชื่อของเจ๊จูนที่ว่า “มีโอกาสก็รีบเดินนะแก เพราะทริปนี้ไม่ได้จัดบ่อยๆ รีบไปก่อนที่ลุงแขกจะเดินไม่ไหวนะ” ฉันจึงตกลงในทันที ทั้งๆ ที่ก็รู้กิตติศัพท์ในการนำทางเดินป่าของลุงแขก จากการเดินป่ารับน้องทั้ง ๒ ครั้ง ทางง่ายๆ ลุงแขกไม่ ทางยากๆ ลุงแขกเดิน!! ฮ่าๆๆ
IMG_5806ช่วง ๑ สัปดาห์ก่อนการเดินป่า เป็นช่วงเตรียมสัมภาระและศึกษาหาข้อมูลจากผู้ที่เคยเดิน อาทิ พี่นิมและโต๋ สองหนุ่มเป็นผู้ที่คอยบอกรายการของที่ต้องเตรียม และคอยเช็คว่าขาดเหลืออะไรบ้าง พร้อมกับคำเตือนที่ดูจะเหมือนขู่นิดๆ ว่า เขาแหลมน่ะเดินไม่ยากหรอก ปีนป่ายก็ไม่เยอะเท่าสมอปูน แต่เดินไกลกว่า ใช้เวลาในการเดินขึ้นอย่างเดียวก็ ๒ วัน และอาจเดินไกลเป็นพิเศษ ถ้าหลงป่า!! ดังนั้นนอกจากเตรียมข้าวของ ฉันจึงเข้าวัดทำบุญก่อนออกเดินทางเผื่อว่าจะช่วยให้ไม่หลง ถึงหลงก็อาจจะน้อยหน่อยล่ะน่า ส่วนเรื่องของร่างกาย ฉันก็วิ่งบ้าง ไม่วิ่งบ้าง คาดว่าตอนที่เดินน่าจะเหนื่อยพอสมควรเนื่องจากออกกำลังกายน้อย สิ่งที่สำคัญเป็นอย่างมากนั่นคือ กระเป๋าที่ต้องเย็บย้ำตรงตะเข็บเพื่อกันขาด สายสะพายกระเป๋าต้องหนาเวลาสะพายIMG_5869จะได้ไม่เจ็บ รองเท้าที่ใช้ต้องใส่ให้คุ้นชินจนมั่นใจได้ว่ารองเท้าจะไม่กัดแน่นอนเวลาที่เดิน และแล้ววันที่นัดเจอกันก็มาถึง ในทริปนี้เราเจอเพื่อนร่วมทางทั้งหน้าใหม่และเก่า(ที่เคยเจอกันในทริปสมอปูน) ทุกคนมารวมตัวกันที่บ้านลุงแขก เพื่อช่วยกันซื้อของ จัดเตรียมเสบียงอาหารและแพ็คกระเป๋า บรรยากาศเป็นไปอย่างสนุกสนาน การแพ็คของบางอย่างก็ต้องมีเทคนิคเล็กๆ น้อยๆ เช่น แพ็คไข่ลงหม้อสนามแล้วเอาข้าวสารอัดไว้กันไข่กระแทก นอกจากไข่ไม่แตกแล้ว ยังประหยัดเนื้อที่กระเป๋าได้ดีมาก กระเป๋าของทุกๆคน จะต้องไม่เบาจนเป็นการเอาเปรียบผู้อื่น แต่ก็ต้องดูสภาพกระเป๋า และสภาพคนแบกด้วย ว่ารับน้ำหนักได้มากน้อยเพียงไหน ในค่ำคืนนี้ ผู้มีประสบการณ์เดินป่าทุกๆ คนก็ยังคงพูดคุยวางแผนการเดินป่าให้รอบคอบที่สุด เพื่อความปลอดภัยของทุกคน และพักผ่อนเพื่อเตรียมตัวเดินทางในวันรุ่งขึ้น
IMG_5816วันที่ ๑ ของการเดินขึ้นเขาแหลม เราเดินทางจากบ้านลุงแขกไปยังวัดมกุฏคีรีวัน ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของเส้นทางเดิน ระหว่างทางนั้นพี่นิมได้ชี้ให้ดูแล้วบอกว่า “ยอดเขานี้ล่ะ ยอดเขาแหลม สูงเป็นอันดับสอง ของอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ แต่ไม่ค่อยจะได้เห็นยอดหรอกถ้าอากาศไม่เปิดจริงๆ ส่วนใหญ่ เมฆจะคลุมยอดเขาอยู่ตลอดอย่างนี้แหละ” ภาพที่ฉันเห็นเป็นเขาที่สูงมากๆ ลูกหนึ่ง มีเมฆบังยอดเขาอยู่ จึงไม่เห็นความสูงที่แท้จริง แค่คิดว่าจะต้องเดินขึ้นสู่ยอดเขาลูกนั้น ก็ตื่นเต้นจนใจเต้นแรงเลยทีเดียว เมื่อเดินทางถึงวัดมกุฏคีรีวัน ทุกคนได้เข้าไปไหว้พระอาจารย์แดงรับพรและน้ำมนต์เพื่อเป็นสิริมงคล พระอาจารย์แดงได้ฝากข้อคิดสั้นๆ ว่า “เดินป่าให้เดินตามน้ำจะไม่อดและไม่หลง เพราะธรรมชาติของน้ำจะไหลจากที่สูงลงสู่ที่IMG_5895ต่ำ เมื่อเดินตามไปเรื่อยๆ มันก็ต้องมีบ้านคนให้เห็น เพราะชุมชนย่อมตั้งอยู่ริมน้ำ” (จริงด้วย!!) เมื่อรับพรกันเรียบร้อยแล้ว จากนั้นจึงเป็นการเริ่มเดินขึ้นสู่เขาแหลม เส้นทางในระยะแรกเดินง่าย ไม่ลำบากมากนักทุกคนยังคงเดินกันไปคุยกันไป ๒ ชม. ต่อมาเส้นทางที่เริ่มชันขึ้น ทำให้ฉันเริ่มรู้สึกเหนื่อยเพราะร่างกายต้องปรับตัวให้เข้ากับความดันอากาศที่เพิ่มขึ้นตามความสูงของพื้นที่นั่นเอง ณ ขณะนั้น ‘รองเท้าของเจ๊จูน’ เริ่มสำแดงฤทธิ์เดช กัดฝ่าเท้าเจ้าของ เราจึงนั่งพัก และช่วยกันนำผ้าอนามัยหนาๆ รองที่พื้นรองเท้าให้นุ่มขึ้น จากนั้นก็เริ่มเดินต่อ จุดมุ่งหมายที่เราจะพักกินข้าวกลางวันคือ เนินพุทรา(มอมะกอก)  เราจึงรีบจ้ำไปเพราะหิวแล้ว แต่เดินได้นิดหน่อยก็หยุดเพราะเหนื่อย ที่หนักคือ เจ๊จูน ที่หน้ามืดเลยทีเดียว ทุกครั้งIMG_5934ที่พักเหนื่อย เราจะมีกิจกรรมพิเศษ จาก ‘พี่หวาน’ ผู้ชายที่ตาหวานเหมือนผู้หญิง คอยเด็ดกิ่งไม้ต้นโน้นต้นนี้ มาถามเราเสมอว่าชื่อต้นอะไร ใช้ทำประโยชน์อะไร เสมือนย้อนเวลากลับไปนั่งสอบแล็บกริ๊งสมุนไพรสดตลอดเวลา แต่นับเป็นสิ่งที่ดีมากนะคะ เพราะในการเรียน(ผู้เขียนเรียนแพทย์แผนไทย) มักจะคุ้นเคยกับสมุนไพรแห้ง ถ้าเป็นต้นไม้สดก็มักจะคุ้นเคยแค่บางชนิดที่มักจะใช้บ่อยๆ การที่ ‘ครูพี่หวาน’ ได้ทดสอบเรานั้น เป็นการเปิดโลกสมุนไพรใบใหม่ให้เรารู้จักเช่นกัน ต้องขอขอบคุณมากๆ ค่ะ  เมื่อเดินถึงเนินพุทรา เราพักกินข้าวกลางวัน ในช่วงนี้เป็นช่วงเวลาของการทำความรู้จักกันภายในกลุ่มและเป็นช่วงเวลาของการแบ่งปัน(ของกิน) ‘พี่มอร์’ คนน่ารักเจ้าของตำแหน่ง ‘หัวหน้าวังบุปผา’ ได้รังสรรค์เมนูสุดแปลกนั่นคือ IMG_5960แซนด์วิชกุนเชียงที่ได้จากกลุ่มพี่อั๋น(ขนมปังห่อกุนเชียง) ซึ่งรสชาติอร่อยมาก ไม่เห็นจะเหมือนที่เสียงที่(หลายคน) ร่ำลือกันว่า ไข่เจียวยังน่ากลัว!!!  จากรสชาติของแซนด์วิชในวันนี้ ฉันก็ตัดสินใจที่จะไม่เชื่อเสียงร่ำลือนั่นก็แล้วกัน เมื่อกินอาหารกลางวันกันเรียบร้อย ชมนกชมไม้สักครู่ก็เริ่มเดินต่อ เส้นทางต่อไปมีชื่อน่ารักๆ ว่า ‘เนิน(มอ)ขี้แตก’ แหม… ฉันก็คิดว่าคงจะกินอิ่มจากเนินพุทราซะจนมาขี้ที่เนินนี้สินะ แต่เมื่อได้พบกับความสูงชันของเนินนี้ที่ถึงกับต้องผูกเชือกเพื่อไต่กันเลยทีเดียว  จึงได้ถึงบางอ้อว่า  ที่แท้ก็เหนื่อยจนขี้แตกนั่นเอง ตลอดระยะทางเดินจะพบเห็นเห็ดรูปร่าง และสีสันแปลกตามากมาย อาจเป็นเพราะเข้าสู่หน้าฝน จึงชุ่มชื้นเหมาะแก่การเจริญเติบโตของเห็ด ต้นไม้อีกต้นที่ฉันชอบคือ ‘ขมิ้นขาว’ เพราะเคยกินIMG_2904เหง้าจิ้มน้ำพริกแสนจะอร่อย แถมฉันยังเพิ่งเคยเห็นช่อดอกของเขาที่มีลักษณะคล้ายๆ กับดอกกระเจียวแต่มีกลีบสีขาวแต้มชมพู มีดอกเล็กๆสีเหลืองแทรกอยู่ น่ารักมากๆ อีกต้นหนึ่งที่มีดอกสวยงามน่ารักมากนั่นคือ ต้น’เข้าพรรษา’ (พี่มอร์คนสวยบอกชื่อให้ฟัง) ด้วยความที่เขาออกดอกช่วงเข้าพรรษาด้วยกระมังจึงเป็นที่มาของชื่อนี้ ฉันค้นหาเพิ่มเติมจึงได้รู้ว่าอีกชื่อหนึ่งของเขาคือ ‘หงส์เหิน’ อาจจะมาจากลักษณะของดอกที่ดูคล้ายหงส์สีเหลืองกำลังจะเหินบินนั่นเอง
IMG_2915ในที่สุดเราก็มาถึงจุดพักตั้งค่ายในตอนเย็น ฟ้ายังไม่มืด จึงรีบเคลียร์พื้นที่ เพื่อปูผ้าใบ กางฟลายชีท กางเปล หาฟืน ก่อกองไฟ จัดเสบียงให้เป็นหมวดหมู่ การจัดเสบียงนั้นของสดทั้งหลาย เราจะแขวนไว้เพื่อหนีมด และพวกผักทั้งหลายจะได้ผึ่งลม ไม่เน่าเร็ว แล้วก็เริ่มเตรียมอาหาร โดยมีแม่ครัวใหญ่ผู้IMG_4671ปรุงคือเปรี้ยว’ คนสวย สมาชิกอีกคนของวังบุปผา ที่ใครๆ เห็นขอนไม้ผุก็มักจะเรียกเปรี้ยวเสมอ(ฮ่าๆๆ) ส่วนตัวฉันมักจะเป็นลูกมือหั่นโน่นล้างนี่มากกว่า เพราะเกรงว่าถ้าเป็นคนปรุงรสคงจะกินไม่มีความสุขกันทั้งค่าย ทางด้านที่พักของเรานั้นตั้งอยู่ใกล้ลำธารจึงสามารถเดินลงไปอาบน้ำได้สบายๆ ใกล้นิดเดียว น้ำเย็นมากๆ จนรู้สึกตาสว่าง สดชื่นหายเหนื่อยเลยทีเดียว ช่วงค่ำๆ ’พี่ตุ๊กตา’ คนสวยตัวจริงของทริป บ่นๆ ว่าปวดขา ฉันจึงใช้วิชาที่ร่ำเรียนมาช่วยรักษาอาการและช่วยสอนแนวเส้นที่สามารถเรียนรู้และนำไปนวดได้ง่ายๆ อีกด้วย จากนั้นก็นั่งเล่น ฟังเพลงเพราะๆ พักผ่อนเพื่อเตรียมตัวเดินทางขึ้นสู่ยอดเขาแหลมในวันพรุ่ง
IMG_6128วันที่ ๒ เราตื่นกันแต่เช้าเพื่อเตรียมหุงข้าว อาหารแห้ง และน้ำ แพ็คใส่กระเป๋าให้เพียงพอ เนื่องจากวันนี้เป็นเส้นทางที่ตรงขึ้นสู่ยอดเขา ตลอดเส้นทางไม่มีแหล่งน้ำ จึงต้องเตรียมพร้อมให้เพียงพอ และดื่มอย่างประหยัด เส้นทางในวันนี้เสี่ยงต่อการหลงทาง เพราะเป็นเส้นทางที่ไม่มีคนเดินมากนัก จึงมีการแบ่งเป็น ๓ ทีม ทีมแรกจะเป็นผู้ที่นำหาเส้นทาง ทีมที่๒ ตามและคอยช่วยเสริมทีมแรก ส่วนทีมที่ ๓ จะเป็นผู้เปิดทาง ทีมที่ฉันชอบคือทีมที่ ๓ ซึ่งนำทีมโดย ‘พี่อุ๊’ เภสัชกรชายหัวใจแอ๊บแบ๊วที่วันนี้มีเชือกฟางสีแดงสดใสตัดเป็นท่อนสั้นๆ ผูกรวมกันไว้รอบๆ เอว ดูคล้ายกับจะไปรำระบำชาวเกาะ ที่ร้ายกว่านั้นคือ พี่อุ๊ส่ายเอวประดุจปอมปอมเชียร์ วี๊ดบึ้ม เรียกเสียงฮาแต่เช้า ทีมเปิดทางจะมีมือฟัน(ต้นไม้) และผูกเชือกฟางสีแดง เพื่อเป็นสัญลักษณ์ให้ง่ายต่อการหาทางเดินกลับ เพราะคาดว่าเราจะเดินทางกลับในยามกลางคืนอย่างแน่นอน
IMG_6179ช่วงแรกของการเดินทางยังไม่ชันมาก เดินได้สบายๆ จนถึงที่พักกินข้าวกลางวัน นำข้าวและเสบียงอาหารออกมาแจกจ่ายกันกิน บรรยากาศยังคงครึกครื้น หลังจากกินเสร็จก็เก็บเสบียงห่อไว้ในผ้าใบ ผูกไว้ให้แน่นหนาจะได้กลับมากินตอนขากลับ ไม่ต้องแบกให้เกะกะเวลาปีนป่าย เส้นทางที่เดินต่อไปนั้นค่อนข้างสูงชัน เลาะไปตามสันเขา บางช่วงสองข้างทางเป็นหน้าผาดูน่าหวาดเสียว ช่วงนี้ฉันเริ่มสัมผัสได้ถึงอากาศที่เริ่มเย็นมากขึ้นเรื่อยๆ และต้นไม้รอบๆ ตัวเริ่มจะมีลักษณะห่มผ้า(มอสและไลเคนปกคลุม) อันเป็นสัญลักษณ์ว่าที่ที่เราอยู่นั้นค่อนข้างสูงเอาการเลยทีเดียว ขณะที่เริ่มรู้สึกเหนื่อยนั้นก็มีเสียงตะโกนดังมาจากข้างหน้าว่า “เห็นยอดเขาแล้วๆ”(แม้จะยังไม่ถึงก็เถอะ!) แต่ก็ทำให้มีกำลังใจมากขึ้นเลยทีเดียว ประกอบกับมีวิวIMG_2952สวยๆ ที่หน้าผาบางช่วงให้หยุดพักชมความงาม แต่มีหน้าผาช่วงหนึ่งที่ฉันออกจะประทับใจเป็นพิเศษเพราะเมื่อมองลงไปยังหุบเขา ฉันได้พบกับนกเงือกที่บินตามกันมาเป็นคู่ ประมาณ ๒-๓ คู่ อันเป็นสัญลักษณ์ของความรักเดียวใจเดียวของเขา จากจุดที่ฉันเห็นค่อนข้างไกลแต่ก็เห็นชัด เนื่องจากนกเงือกมีขนาดใหญ่ บางตัวถ้าวัดขณะที่กางปีก จากปลายปีกข้างหนึ่งไปยังอีกข้างหนึ่ง อาจยาวได้ถึง ๑.๕ เมตรเลยทีเดียว!!! จึงไม่แปลกใจเลยที่ฉันได้เห็นขนนกเงือกที่มีขนาดใหญ่มากเส้นหนึ่งตกอยู่ ในระหว่างทางที่เดินขึ้นเขามา ฉันก็เพิ่งรู้ความจริงในวันนี้เองว่านกเงือกนั้นอาศัยอยู่ในป่าลึกมากๆ เลยทีเดียว แต่คนก็ยังอุตส่าห์ไปพรากพ่อแม่ลูกของมันมา เพียงเพราะหลงใหลความสวยงามของมัน จึงเป็นเรื่องที่น่าเศร้าที่ประชากรนกเงือกลดลงมาก สิ่งมีชีวิตที่น่ากลัวที่สุดในโลกอาจไม่ใช่สัตว์ที่มีเขี้ยวเล็บแหลมคม หรือสัตว์มีพิษร้ายแรงหรอก มนุษย์ที่มีกิเลสอย่างเราๆ ต่างหากล่ะที่น่ากลัวที่สุด!!!
IMG_6202อันที่จริงนั้นระหว่างทางที่เดินขึ้นมามีร่องรอยของสัตว์ชนิดอื่นๆ อีก เช่นรอยกรงเล็บของหมีบนต้นไม้ที่สูงท่วมหัวเรา(บ่งบอกถึงขนาดของเขาขณะยืนสองขาได้เป็นอย่างดี บรื๋อออ) รอยเท้าและมูลของช้างและกระทิง ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่เห็นร่องรอยการมีอยู่ของพวกเขา แต่ก็ภาวนาในใจว่าอย่าให้เจอตัวเลยเพราะหมดแรงจะวิ่งหนีแล้วนั่นเอง ……..   ณ ยอดเขาแหลม ฉันเพิ่งจะเข้าใจนี่ล่ะว่าทำไมถึงมีชื่อนี้ ด้วยพื้นที่ยอดเขาที่มีไม่มาก ถ้ามองจากข้างล่างก็คงจะเห็นลักษณะเป็นยอดเขาแหลมๆ และด้วยความที่ถูกปกคลุมด้วยเมฆอยู่ชั่วนาตาปี จึงคล้ายๆ กับเป็นยอดเขาที่แหลมทะลุฟ้าขึ้นไป จุดที่ฉันยืนอยู่นั้นสามารถชมวิวได้รอบตัวแบบ ๓๖๐ องศาเลยทีเดียว มีเมฆ (ย้ำ! ว่าเมฆจริงๆ) ลอยปะทะตัวให้เย็นชื่นใจกันเป็นระยะๆ อากาศบริสุทธิ์สดชื่นมาก จึงหายใจเข้าออกยาวๆ เพื่อฟอกปอดเสียหน่อย ทุกคนนั่งพักเหนื่อยและดื่มด่ำกับบรรยากาศของความเป็นผู้พิชิตที่ครั้งหนึ่ง เคยขึ้นยอดเขาแหลมที่มีความสูงกว่า ๑,๓๐๐ เมตร ซึ่งแน่นอนว่ามีเพียงน้อยคนที่จะมาถึงจุดนี้ได้ เพราะเป็นเส้นทางที่ไม่ค่อยมีใครเดิน ต้องขอยกความดีนี้ให้กับลุงแขกเลยทีเดียว ที่พาทุกคนมาพบกับธรรมชาติที่สวยงามอย่างนี้IMG_6409IMG_2953หลังจากเก็บภาพความประทับใจกันให้ชุ่มฉ่ำแล้ว ก็เป็นเวลาเดินทางกลับไปยังค่ายเดิม ตอนนี้เป็นเวลาเย็น แต่ในป่ามืดเร็วมาก ทุกคนจึงนำไฟฉายออกมาใช้ พี่ๆ กำชับหนักหนาว่าให้ทุกคนเดินติดๆ กันเข้าไว้ และจำตำแหน่งให้ดีว่าอยู่หน้าใครและหลังใคร เพราะโอกาสที่จะหลงมีมากในยามค่ำคืนเช่นนี้ ข้างหน้าฉันคือจูน ส่วนข้างหลังฉันคือพี่หวาน เราเดินตามติดกันไปเรื่อยๆ เพียงอึดใจเดียวเราก็ถึงจุดที่พักกินอาหารเมื่อยามกลางวัน แกะเสบียงอาหารและแจกจ่ายอาหารให้ทุกคนได้กินรองท้อง ก่อนจะเก็บของเดินต่อ ทางช่วงนี้ไม่ยากลำบากมากนัก แต่ฉันก็สะดุดเถาต้นไม้ สองขาลอยจากพื้น รู้ตัวอีกทีก็ลงไปคุกเข่าจับกบอยู่กับพื้นแล้ว โชคดีที่ไม่มีหนามแหลมอยู่ที่พื้นและไม่บาดเจ็บอะไรมากนัก จึงรีบลุกแล้วเดินต่อ กลับถึงค่ายประมาณ ๓ ทุ่มกว่าๆ ช่วยกันก่อกองไฟ และเตรียมอาหาร หลังจากกินข้าว ไปสักระยะ ฉันก็เริ่มรู้สึกปวดมวนท้องคล้ายๆ ว่าจะท้องเสีย พี่มอร์เห็นท่าทางไม่ดีจึงไถ่ถามพอได้ความก็ซุ่มพาฉันเข้าป่า แล้วก็กินยา ชงชาแก่ๆ ให้มีรสฝาดดื่มให้หยุดถ่าย แต่ท้องก็ยังลั่นโครกครากไปจนถึงตีสาม ระหว่างนั้น ฉันก็นั่งคุยเล่นกับเพื่อนๆ และนวดให้ลุงแขก หลายๆ คนอาจจะคิดว่าฉันฟิต ไม่หลับไม่นอนอยู่เฝ้ากองไฟ แต่เปล่าเลย ปวดอึต่างหาก!!! สุดท้ายก็ทนง่วงไม่ไหว หลับไปเสียก่อน
IMG_4767วันที่ ๓ ยามเช้าก็แล้ว ท้องเจ้ากรรมก็ยังไม่หายปวด จึงชวนพี่มอร์อีกครั้ง ไปนั่งหันหลังชนกันทำธุระส่วนตัว  อาจมี     ซาวน์ดเอ็ฟเฟกต์ออกมาพอให้ขำ(แต่ในขณะนั้นขำไม่ออกหรอก) แต่ก็ยังดีที่อากาศโปร่งโล่งสบาย เพราะถ้าได้กลิ่นไม่พึงประสงค์โชยมาไม่ว่าจะเป็นของฝ่ายไหน เราสองคนคงจะมองหน้ากันไม่ติดอย่างแน่นอน ฮ่าๆๆ  หลังจากทำธุระส่วนตัว ทำอาหารเช้ากินกันเป็นที่เรียบร้อย ก็เริ่มเก็บค่าย เผาทำลายขยะให้เรียบร้อยและออกเดินทางลงจากเขา   จุดมุ่งหมายในวันนี้ที่เราจะตั้งค่ายพักกันอีกคืนคือ  ‘ผาด่านช้าง’ ซึ่งใช้เวลาประมาณ ๓-๔ ชม.ในการเดินไปถึง คาดการณ์ไว้ว่าเมื่อไปถึงคงจะเป็นเวลาเย็น เราอาจโชคดีได้เจอฝูงนกเงือกบินผ่านที่หน้าผานั้น ขณะที่เราลงเล่นน้ำตก ‘เอวาซอน’(เป็นชื่อที่ตั้งกันขึ้นมาเอง) แค่คิดก็ฟินไปถึงไหนต่อไหน มีกำลังใจเดินขึ้นเยอะ แต่เมื่อเดินไปถึงทางแยกที่จะเดินตัดลงไปผาด่านช้าง ฝนก็ดันเทลงมาจึงต้องเปลี่ยนเส้นทาง เพราะเกรงว่าเส้นทางเก่าอาจจะลื่น อันตราย เดินไปเดินมาบรรยากาศเริ่มอึมครึม ไม่พูดจากัน พี่ๆ หลายๆ คนเริ่มมีสีหน้าเป็นกังวล เราหลงทางกันแล้วนั่นเอง!!! ลุงแขกกับพี่อั๋นซึ่งเป็นทัพหน้าสละเป้ ไปหาเส้นทางกันสองคน ผ่านไป ๒ ชม. ทั้งสองคนก็ยังไม่กลับมาทีมที่เหลือจึงแบ่งเป็น ๒ ทีมคือ ผู้ชาย ๓ คน (พี่เฟิร์น คิง โต๋) อยู่รอทีมลุงแขก ส่วนผู้หญิงทั้งหมด และพี่ๆ ที่เหลือ ให้เดินย้อนกลับไปยังเส้นทางเดิมสู่ผาด่านช้าง ขณะนั้นบรรยากาศเป็นไปด้วยความตึงเครียด ด้วยความที่เป็นห่วงผู้บุกเบิกทางทั้งสองคนที่ยังไม่กลับมา แต่เมื่อออกเดินไปได้สักพัก ก็มีเสียงตะโกนให้กลับมา เพราะลุงแขกกลับพี่อั๋นกลับมาแล้ว มาพร้อมกับข่าวดีที่ว่าเจอเส้นทางแล้วเช่นกัน เมื่อทุกคนกลับมาพร้อมหน้ากันอีกครั้ง ความตึงเครียดที่มีมาก่อนหน้าก็หายไป เหลือเพียงความโล่งใจ รอยยิ้ม และเสียงหัวเราะ _MG_4115IMG_6533ลุงแขกบอกว่าที่จริงแล้วไม่ได้เจอเส้นทางไปผาด่านช้างหรอก แต่เจอธารน้ำตกอีกแห่งหนึ่ง ซึ่งตั้งชื่อให้ใหม่ว่า ‘น้ำตกสองฟุต’   มีพี่ๆ บางคนเสนอให้ตั้งชื่อว่า “น้ำตกราเมศ” เพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้ค้นพบ และธารน้ำตกนั้นเองที่จะเป็นจุดมุ่งหมายที่จะเข้าพักในคืนนี้ก่อนจะหาเส้นทางเดินไปผาด่านช้างในวันรุ่งขึ้น เนื่องจาก เป็นเวลาเย็นแล้ว กลัวว่าจะมืดค่ำไปเสียก่อน ฉันซึ่งไม่เคยเดินเส้นนี้ ก็หลงเชื่อเสียสนิท ที่แท้น้ำตกสองฟุตที่ลุงแขกบอกก็คือผาด่านช้างนั่นเอง(ลุงแขกกับพี่อั๋น สุดยอดจริงๆ!) ฟ้ากำลังมืดลง ฝนก็เริ่มลงเม็ด เราจึงต้องสร้างค่ายโดยด่วน และทำกับข้าวท่ามกลางสายฝน ทุกคนเปียกปอนถ้วนหน้า แต่ไม่มีใครสมัครใจไปอาบน้ำในยามวิกาลและมีฝนตกเช่นนี้ เพราะค่อนข้างเสี่ยงกับน้ำป่า ทุกคนจึงรวมใจกันมาอยู่รอบๆกองไฟ และแก้วน้ำร้อนก็ถูกส่งเวียนไปให้ทุกคน เพื่อเพิ่มความอบอุ่นให้กับร่างกาย บ้างก็ร้องเพลง นั่งคุยกัน หัวเราะสนุกสนาน แต่ด้วยความเหนื่อย ฉันจึงผล็อยหลับไป
20140714_071719วันที่ ๔ เนื่องจากฉันผล็อยหลับไปเสียก่อนเมื่อคืนนี้ จึงตื่นเช้าตรู่เพื่อทำกับข้าวร่วมกับเจ๊จูน ส้มโอ พี่ทีม พี่หวานและพี่นิม ของสดที่มีอยู่ถูกนำมาทำอาหารจนหมด เมื่อทำอาหารเสร็จ ฉัน ส้มโอ จูน จึงชวนกันไปอาบน้ำ โดยมีพี่มอร์ผู้ใจดีพาไป เราเลือกนั่งเล่นตรงซอกหินที่มีน้ำตกไหลลงมาใส่ตัว มีแผ่นหินให้นั่งพิงสบายๆ อาบน้ำสระผมให้สบายใจ นั่งชมวิวให้น้ำตกลงมานวดตัวคลายความเมื่อยล้า วิวที่ฉันเห็นเบื้องหน้านั้นเป็นหน้าผาที่น้ำตกไหลลงไปในหุบเขา เห็นเขาลูกหนึ่งตั้งตะหง่านอยู่ข้างหน้า มีสายหมอกคลออยู่บางๆ สวยจนแทบจะหยุดหายใจ แวบหนึ่ง ฉันอยากจะให้เดียร์กับจ๊ะจ๋า ที่เคยร่วมทริปกันมาตอนขึ้นสมอปูน ได้มาเห็นภาพทั้งหมดอย่างที่ฉันเห็นบ้างก็คงจะดี (สองคนนั้นชอบเล่นน้ำมากๆ เสียด้วยสิ) ผาด่านช้างที่ฉันเห็นตอนฟ้าสว่างในยามเช้านั้น สังเกตเห็นได้ว่ามีขี้ช้างกองอยู่ประปรายตามลานหิน ที่นี่คงจะเป็นจุดแวะพักของโขลงช้างเช่นกัน จึงเป็นที่มาของชื่อ ‘ผาด่านช้าง’ ในที่สุด *(บริเวณนี้ ช้าง ใช้เป็นที่หาอยู่หากิน เป็นประจำ) 
IMG_4809เมื่อทุกคนในค่ายตื่นนอน ทำธุระส่วนตัว กินข้าวเช้าเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จึงช่วยกันล้างถ้วยชาม เก็บเสบียงที่เหลือเฉลี่ยแพ็คลงกระเป๋าแต่ละคนให้เรียบร้อย เก็บค่าย เผาทำลายขยะ ดับกองไฟ ขณะนั้นก็ได้ยินเสียง “กรี๊ดด พลั่ก!!”  มาจากลำธารข้างล่าง ซึ่งได้ความแว่วๆมาว่า ‘น้องติ๋ว’  ขาใหญ่ประจำทริป ล้มเอาแขนข้างขวาลงกระแทกพื้น ฉันจึงลงไปดู ตรวจดูเบื้องต้นให้แน่ใจว่า ไม่มีข้อเคลื่อน หรือกระดูกหักเสียหาย แต่ก็ฟกช้ำบวมแดงพอสมควร และคาดว่าจะปวดมากในอีกไม่ช้า จึงรีบพามาปฐมพยาบาลเบื้องต้นและให้กินยาแก้ปวดกันไว้ก่อน อันที่จริงแล้วทริปนี้น้องติ๋วล้มสิริรวมประมาณ สามครั้ง(หรือมากกว่านั้น) มากที่สุดในกลุ่มก็ว่าได้ แต่เห็นน้องร้องไห้แล้วก็สงสาร ขำไม่ลงเลยจริงๆ
IMG_4914เส้นทางจากผาด่านช้างไปยังวัดมกุฏคีรีวันใช้เวลาเดินประมาณ ๓-๔ ชม. เนินขี้แตกที่ขาขึ้นแสนจะยากลำบากจนขี้แทบจะแตกนั้น ขาลงค่อนข้างง่ายแต่ก็ลื่นกันไปหลายราย โดนเก็บภาพกันไปหลายช็อต แต่ช่วงที่มหาโหดจริงๆ ก็คือ ‘เนินนรก’ เนินยาวๆ ที่เราเดินลงจากวัดตอนขาไป  ซึ่งเราต้องเดินขึ้นตอนขากลับระยะทางร่วมๆ กิโลเมตรน่าจะได้ ทำเอาฉันหน้ามืดขาสั่นไปเลยทีเดียว ดีนะที่ได้ความน่ารักของ ‘น้องกันต์’ ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของพี่เก่ง ที่สถาปนาตนเป็นผู้ว่าการรถไฟและอาจจะเป็นเจ้าของร้านปะยางรถไฟในอนาคต(รวยแน่ๆ ลูกเอ๊ย!!) มาโปรยเสน่ห์และความน่ารักให้น้าๆ อย่างฉันยิ้มออก บางทีก็หยุดให้ฉันเติมน้ำมัน บางทีก็หยุดให้ฉันหยอดกาว (รถไฟที่ไหนหยอดกาว??) สุดแล้วแต่จินตนาการของเด็กน้อยวัยอย่างเขา แต่ก็ทำให้ฉันลืมเหนื่อยไปได้มากทีเดียว เมื่อเราถึงจุดหมาย ปลายทางที่วัดมกุฏคีรีวัน ก็ได้พบกับ ‘อาจารย์นพ’ ที่มาคอยรับขวัญลูกๆ ทุกๆ คนด้วยรอยยิ้ม ช่วงนี้เป็นบรรยากาศที่อบอุ่น พวกเราสนทนากันถึงประสบการณ์ในสี่วันที่ผ่านมาอย่างสนุกสนาน ออกรสชาติ ก่อนจะร่ำลากับฝั่งปราจีนบุรีได้แก่ พี่หวาน พี่ทีม และส้มโอ ที่ต้องกลับไปทำงานต่อ ส่วนที่เหลือทุกคนพร้อมใจกันไปสังสรรค์ต่อที่บ้านลุงแขก
IMG_4925ขณะที่นั่งรถออกมานั้น ได้มองย้อนกลับไปที่เขาแหลม ยังไงๆ เขาแหลม ก็ยังแหลมทะลุฟ้า ไม่ยอมอวดโฉมยอดเขาให้เราได้ชมอยู่ดี ไม่น่าเชื่อว่าฉันซึ่งเป็นมนุษย์ตัวเล็กๆ ได้มีโอกาสเดินขึ้นไปพิชิตยอดเขามาแล้ว คิดแล้วก็แอบอมยิ้มเบาๆ ให้กับตัวเอง ความประทับใจในทริปนี้ อันที่จริงไม่ได้มีแค่ความรู้สึกของการเป็นผู้พิชิตเพียงเท่านั้น แต่อยู่ที่มิตรภาพระหว่างเพื่อน พี่น้อง ทุกๆ คนที่อยู่ร่วมทุกข์และสุขในยามที่เดินทางด้วยกัน ช่วยเหลือกันในยามที่ยากลำบาก และการที่ได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติเพื่อเรียนรู้ที่จะ ‘รักษ์’ ไม่ใช่ ‘ทำลาย’  ถ้าจะขอบคุณ ก็ต้องขอบคุณทุกๆ คนที่ชวน และร่วมทางสร้างความทรงจำดีๆ ด้วยกัน จากคนที่ไม่เคยใกล้ชิด ก็ได้คุย รู้จัก และเรียนรู้ซึ่งกันและกันมากขึ้น และสุดท้ายต้องขอบคุณธรรมชาติที่สร้างสรรค์ความสวยงามและกำเนิดทุกสรรพสิ่ง ให้เราได้ไปสัมผัสและเรียนรู้ ขอบคุณนะ แล้วเจอกันใหม่ถ้ามีโอกาสหน้า “เขาแหลม…แหลมทะลุฟ้า”

โดย … นางสาวสิริกุล กวมทรัพย์ (ฝ้าย)

ปิดการแสดงความเห็น