ผู้ร้าย ตายตอนจบ

IMG_6651“นี่เป็นครั้งแรกที่ผมเขียนบันทึกการเดินป่า…” โดยแทนที่จะเล่าเรื่องของทั้งคณะแต่กลับเขียนเล่าแต่เรื่องของตัวเอง ไหนๆ ก็เขียนถึงตัวเองเลยขอออกดราม่าเต็มที่ ก็เขากำลังนิยมนี่ แถมดันตัวเองเป็นผู้ร้ายอีกด้วย ส่วนพระเอกน่ะหรือ?        อะ แฮ่ม! พี่แกหน้าตาผู้ร้ายสุดๆ แต่เร้าใจน่าดู แกเป็นผู้รักการเดินป่า สนุก มัน ฮากับการเดินดงแบบไม่เกรงอกเกรงใจใคร และถ้ามีโอกาสก็จะไม่เว้นสร้างสถานการณ์คับขันให้ผู้ร่วมเดินทาง เป็นคนนำทางเดินป่าที่เราวางใจได้เลย แต่อย่าเผลอไว้ใจ นั่นแหละ…“พี่หน่อง” ที่พวกผมเรียก, “ลุงแขก” ของน้องๆ, “หน่อง” (เฉยๆ) ของเมียรัก, “พ่อ” ของลูกๆ และ “ไอ้..(สารพัดจะเรียก..)” ของพระอาจารย์ พี่เขาเป็นเจ้าของสำนวนที่ว่า (กรุณาทำเสียงเล็กๆ ขึ้นจมูกก่อนพูด) “ถ้ากูมีอันเป็นอะไรที่ทำให้เดินป่าไม่ได้ กูขอตายซะดีกว่า” น้องๆ ที่ได้ยินคิดในใจพร้อมเพรียงกันพรึ่บเดียว..“จัดไป”
IMG_6121การเดินขึ้นเขาแหลม ครั้งนี้ง่ายกว่าเมื่อสองปีที่แล้ว แม้จะเหน็ดเหนื่อยย่ำแย่ไปตามกัน รูปขบวนก็จัดชุดตามเดิมคือมีกองหน้าทะลวงฟันนำโดยพระเอกหน่องของเรา มีอั๋นและนิมเป็นมือขวามือซ้าย กองกลางกลุ่มเบ้อเริ่มให้หวานคุมเข้ม ส่วนผู้ร้ายอย่างผมพาคิงกับไปป์เป็นกองปิดท้ายทำหน้าที่มองหลังดูทางกลับและผูกเชือกทำเครื่องหมายเพิ่มจากรอยมีดที่กองหน้าบากทางไว้ เราทำงานอย่างตั้งใจเพื่อจะได้ไม่หลงทางกลับตอนมืดค่ำ ขี้เกียจเดินเกินจำเป็น เชือกฟางสีแดงเส้นโตผูกตามกิ่งไม้เป็นปมเสร็จก็คลี่ให้บานพลิ้วเหมือนปีกผีเสื้อหรือหูกระต่ายด้วยความติสต์ที่ไอ้คิงไปร่ำเรียนมา
เฟิร์น น้องชายของลุงแขกเป็นอีกคนที่เดินในกลุ่มท้ายขบวน คงเซ็งพ่อ เอ๊ย! พี่ชายบ่นอยู่หัวแถว อีกคนคือไปป์ (ท่อใหญ่) ที่เพิ่งเดินป่ากับเราครั้งที่สอง มันขึ้นชื่อเรื่องความซื่อ อย่าว่าแต่คนเลย ผีป่ายังระอาใจ ใครยิงมุกขำๆ ใส่ มันทำแป้กหมด

“ถ้าเอ็งเจอผู้หญิงแต่งชุดไทยสวมชฎาในป่าเอ็งจะทักว่าไง?”  ผมถามถึงคุณชฎาที่ทำพี่หวานขวัญผวาเมื่อสองปีก่อน มันก็ตอบแบบให้คนถามงงกลับตามประสามัน พอแปลความได้ว่ามันคงทักกลับไปว่า
“จะเสด็จไหนรึ พระธิดา?” …คุณชฎาท่าจะเงิบ คงรู้แล้วว่าเช้าวันหยุดมันดูทีวีช่องไหน
ล่าสุดแอบถามเรื่องไอ้ทิ้ว (ท่อเล็ก) เพื่อนรูปหล่อของมัน
“เฮ้ย! ไอ้ทิ้วมันมีแฟนยังวะ?”  ผมกระซิบถาม
“มีแล้วพี่”
“เอ็งเคยเห็นแฟนมันมั้ย ?”
“ผมไม่เคยเห็นครับ แต่ไอ้ทิ้วมันเคยเห็น”
“…? ! ?…”

IMG_6188ที่หัวขบวน พระเอกของเราคงนำทางได้อย่างราบรื่นดีเพราะเดินลิ่วทำเวลาได้ดีตลอด บรรยากาศการเดินและความงดงามของจุดหมายปลายทางคงมีน้องๆ บรรยายให้อ่านกันถ้วนทั่ว ขากลับ เราลงจากยอดมาพักกินอาหารเย็นตรงไหล่เขาและเริ่มจัดขบวนเดินกลับแค้มป์ตอนฟ้ามืดสนิทแล้ว เชือกกับรอยบากทำหน้าที่พาเรากลับได้ดีจริงๆ เราเดินดิ่งลงเขากันตัวปลิวโดยมีแสงจันทร์เป็นเพื่อน ในกลุ่มชะ ชะ ช่ารั้งท้ายของผมมีเจ้าทิ้วอยู่ด้วย ครั้งแรกที่มันเริ่มเดินป่ากับเราก็เส้นทางเขาแหลมนี้แหละ คราวนั้นยังเป็นกระทิงหนุ่มบ้าพลัง พี่ๆ ต้องผลัดกันรั้งบังเหียนมัน เคี่ยวมันจนเข้าที่ ทริปหลังๆ มันได้ตำแหน่งเป็นถึงองครักษ์ประจำตัวพระอาจารย์ แต่ครั้งนี้พระอาจารย์ไม่มาด้วย..มันเลยป่วย.. เราเดินดุ่ยๆ กันหลายชั่วโมงต่อเนื่องไอ้ทิ้วออกอาการหายใจไม่ทัน ผมคิดว่าจะใช้ความแก่ของตัวเองขอความเห็นใจจากข้างหน้า

IMG_6525“พักก่อนได้มั้ย?”
เสียงผมดังพอได้ยินทั้งขบวน แต่ผู้นำยังพาเดินดิ่งลงเขาเรื่อยจนผมเองจากที่แกล้งเหนื่อยแทน ไอ้ทิ้วกลายเป็นเหนื่อยเสียเอง รอถึงโขดหินใหญ่ที่หุบเขาโน่น พี่หน่องจึงพานั่งพัก
“ตรงนี้ถึงจะน่าพัก เลยยิงยาวทีเดียว”                        พี่หน่องบอกผมขณะที่ชุดท้ายแถวไปถึง ก้อนหินที่นั่งสบายๆ ก็โดนยึดด้วยก้นของสมาชิกเรียงราย
“น่าจะผูกเชือกให้หลงทางมุ่นกันซักหน่อยก็ดี กรูจะได้มีเวลาพักหายใจบ้าง” ผมคิดในใจตามสคริปของตัวร้าย

 

 

IMG_4653จากจุดที่นั่งพักเหลือระยะเดินอีกเพียงครึ่งค่อนชั่วโมงก็ถึงแค้มป์ ทางเดินช่วงสุดท้ายสบาย ทั้งราบและโล่งไม่น่าหลง พวกเราเดินสบายใจตามเครื่องหมายที่พวกผมทำเหมือนที่เดินลงเขามาตลอด จนกระทั่งหน่วยหน้าพาเราข้ามไม้ล้มต้นใหญ่…
ไม่รู้เขาดูกันหรือเปล่า แต่ผมดูแล้วดูอีกก็ไม่พบทั้งรอยบากและโบว์แดงเลยสักอัน พี่หน่องคงรู้แล้วเลยแยกไปเดินหาร่องรอยอีกทางหนึ่งแต่ยังสั่งให้เราเดินต่อไปเพราะจากตรงนี้ เดินหลงยังไงก็จะถึงห้วยสายเดียวกับที่เราตั้งแค้มป์แล้วค่อยตะล่อมเข้าที่หมายได้ โชคดีที่เราไม่ต้องตะล่อมมากเพราะอั๋นกะนิมคะเนทิศทางได้ดีพาเราเบนขบวนเข้าทางหน้าแค้มป์อย่างงดงาม(เมื่อเช้าออกทางหลังแค้มป์..เจ๋งป่ะล่ะ) ถึงอย่างไรผมก็เจ็บใจนิดๆ อยู่ดีที่เดินมาตั้งนานมาหลงตอนจะถึงอยู่แล้ว แววที่จะได้เป็นผู้ร้ายและตายตอนจบของผมมันเลยเริ่มวับแวมขึ้น…
………………………………

IMG_4771ทั้งสี่วันในเขา วันนี้น่าจะเป็นวันที่เดินเบาที่สุด เราจะไม่ได้แบกสัมภาระทั้งหมดเดินเหนื่อยหอบขึ้นเขาเหมือนวันแรก ไม่ได้เดินขึ้นลงทางชันตั้งแต่เช้ายันดึกเหมือนเมื่อวาน และไม่ได้แบกของลงเขายาวไกลเหมือนพรุ่งนี้ที่จะเดินลง วันนี้เราแค่เปลี่ยนที่ตั้งแค้มป์ไปยังจุดประจำของเรา “ผาด่านช้าง” ที่น้ำไหลเต็มห้วย ทิวทัศน์สวย ลานโล่งขึ้น น่าจะใช้เวลาเดินเลาะห้วยโกรกเด้นี่แค่ชั่วโมงเศษ แต่ฝนเจ้ากรรมที่จะตกเมื่อไหร่ก็ได้ดันมาตกตอนเราเริ่มเดินเลาะห้วยน้ำ ทำให้พี่หน่องเกรงอันตรายจากการลื่นและน้ำป่า ตัดสินใจเบนเส้นทางออกจากลำธารไปสู่ทางเดินเลาะสันเขาด้านในที่ทั้งแกและเราไม่คุ้นเคย คิดว่าไม่น่ามีปัญหาเพราะอย่างไรเราก็อิงลำห้วยไว้ แต่มันไม่เป็นอย่างที่คิด…
ลำห้วยช่วงนี้กลายเป็นน้ำตกมะนาวใหญ่ มีผาหินสูงชันขนาบสองข้างให้เราเดินเลี่ยงออกจากลำห้วยเรื่อยๆ ยังมีร่องน้ำเล็กๆ ตัดเชื่อมเข้ามาเหมือนสับขาหลอก เราเดินลงและขึ้นร่องน้ำหนึ่งร่อง สองร่อง สามร่อง เดินเลยไปจนหน่วยหน้าไปถึงหน้าผาที่มองเห็นผาด่านช้างจุดหมายของเราอยู่ห่างไปสองหุบ…เราถูกต้อนจนมาผิดสันเขา… พี่หน่องพาเราเดินย้อนกลับมาจนอยู่ในหุบเขาน้อยๆ หุบหนึ่งแล้วให้น้องๆ ปลดเป้นั่งพักรอ ส่วนแกกะอั๋นออกไปสำรวจทางให้แน่ใจ
เวลาผ่านไปเนิ่นนาน หุบที่พักกันเป็นร่องน้ำก็จริงแต่ไม่มีน้ำให้กินได้ ยิ่งเย็นย่ำฟ้ายิ่งมืดครึ้มยุงยิ่งเยอะ ผมเห็นว่าเราควรได้พักผ่อน ตั้งแค้มป์ อาบน้ำให้สบายตัว

IMG_4777“ถ้าเราเดินกลับไปลำธารแล้วเดินเลาะห้วยตามแผนเดิมเราจะใช้เวลาประมาณสองชั่วโมง ถ้าเดินตามนี้หวานคิดว่าจะรอถึงเมื่อไหร่?” ผมถามหวาน
“ก่อนสี่โมงเย็น” หวานให้เส้นตาย

อุปกรณ์ค้นหาตำแหน่งทางอีเลคโทรนิคส์ แทบทุกค่ายทุกยี่ห้อเรามีหมด แต่สัญญาณจางเหลือเกิน ไอ้คิงค้นเจอสัญญาณ 3G เข้าประเดี๋ยวเดียวเราได้เฮกันลั่นเมื่อรู้ผลฮอลแลนด์ชนะบราซิลได้อันดับสามฟุตบอลโลก แล้วเสียงเฮก็เงียบกริบตามสัญญาณที่ขาดหาย พิกัดของเราก็ยังเป็นเข็มน้อยในมหาสมุทรต่อไป(มารู้หลังจากออกจากป่าแล้วว่าพี่จิมพบพิกัดของเราชัดเจนแต่ผู้เฒ่าเลือกที่จะเงียบเฉยไว้…อุ..อุ)

IMG_4781เลยสี่โมงเย็นเล็กน้อย ผมเลือกจะไม่รอชุดสำรวจแต่ให้โจทย์กับคณะของเราไว้ว่าทั้งสิบสาวต้องไปด้วยกันทั้งหมด และต้องมีบางคนอยู่รอที่นี่ เมื่อถามความสมัครใจก็มีเฟิร์น คิง ก๊อต ตามและสองอยู่รอ ที่เหลือออกเดินตามหวานย้อนกลับไปหาลำธาร .. ตอนนี้คณะเราแบ่งออกเป็นสามกลุ่ม..
ออกเดินไม่ถึงสิบนาที เราเดินข้ามกลับจากหุบเขาที่สองมาหุบแรก ขณะเดินย้อนกลับแบบลังเลอยู่นั้นก็ได้ยินเสียงกู่ตะโกนของพี่หน่องกับคิง แสดงว่าพวกเขาเจอกันแล้วและเสียงตะโกนถามเราด้วยว่าจะกลับไปไหม?
“ไม่” ผมยึดแผนของตัวเองแบบถือดี “เจอกันผาด่านช้าง..บ๊าย บาย” นั่นแหนะ
แต่ว่าเราเดินไปไหนก็ยังได้ยินเสียงห้าวกังวานของไอ้คิงเป็นระยะเปลี่ยนทิศวนไป จนกระทั่งหวานพาเดินลงหุบเขาอีกหุบหนึ่งซึ่งทำให้ผมแทบลมจับเพราะมันก็คือหุบที่พี่หน่อง คิงและพวกนั่งจิบกาแฟสบายใจอยู่นั่นเอง..เหมือนรู้ว่าเราจะไปไม่รอด..
ผมเคยดูแต่ในหนังที่คนหลงป่าเดินวนไปวนมาแล้วกลับมาที่เดิม นี่เจอกับตัวเองทั้งงงทั้งขำ..วงเวียนชีวิต..
เดิมทีนั้นเราทั้งหมดก็เรียกได้ว่าเดินหลงป่ากันอยู่แล้ว ยังมีการหลงซ้อนหลงอีกชั้นหนึ่ง ในฐานะคนตัดสินใจและต้องรับผิดชอบในขณะที่ผู้นำใหญ่ไม่อยู่ในกลุ่มมันทำให้ผมมึน งง ชา ในตอนนั้นและเสียใจมาถึงตอนนี้ ไม่ใช่ความผิดของหวานหรือนิมที่พาไปไม่ถึงธารน้ำนั้น แต่เป็นความผิดของผมที่ตัดสินใจให้น้องพาเดินไป

ระหว่างที่รอพี่หน่องกับอั๋นสำรวจทาง
..ผมน่าจะให้ทุกคนเอาเสบียงและน้ำมารวมกัน
..เราน่าจะก่อไฟต้มน้ำหุงหาอะไรร้องท้องและเตรียมไว้สำหรับผู้ที่ไปสำรวจเส้นทางกลับมาได้กิน กองไฟยังพอให้ไออุ่นและควันไฟก็ยังไล่ยุงพร้อมกับเป็นสัญญาณให้คนที่เดินกลับมาได้รู้ทิศ
..ผมน่าจะให้น้องๆ ได้เรียนรู้เรื่องการอดทนและรอคอย และยิ่งตัวผมเองที่ต้องเรียนรู้มันให้มากกว่าพวกเขา
..ผมน่าจะรอให้ถึงที่สุดก่อน น่าจะใคร่ครวญให้ละเอียดกว่านี้ ทั้งที่เรียนรู้มาหลายปีแต่ก็ยังคิดอย่างประมาทต่อสถานการณ์เกินไป ที่รอดมานั่งเขกกะโหลกตัวเองได้นี่ก็เพราะโชคและเสียงไอ้คิงช่วยไว้แท้ๆ
และที่สำคัญที่สุด..ผมน่าจะไว้ใจคนนำทางที่ยอดเยี่ยมที่สุดในชีวิตเดินป่าของผม แม้ใครเคยเดินกับพี่หน่องจะรู้สึกว่าต้องรับความเสี่ยงจากการ “จัดหนัก” ของแกแทบทุกที เส้นทางก็มีความยากของมันอยู่แล้วแกยังสามารถเพิ่มเว่วความลำบากได้อีก ที่น่าจะเดินถึงจุดหมายแต่หัววันแกก็พาเดินจนดึกดื่นได้ แต่เพราะอย่างนี้แหละผมจึงกล้าบอกว่าแกเป็นคนนำทาง เป็นครู เป็นพี่เลี้ยงและเป็นเพื่อนร่วมทางที่ดีที่สุด เพราะทางที่คนอื่นส่ายหน้าปฏิเสธ แกพาเราไป โมงยามที่คนอื่นเลือกหยุด แกพาเดิน ขอแค่เรากล้าไป แกพาไป แต่ครั้งนี้…จนกลับมาอยู่บ้านนานนับเดือนแล้ว ผมยังถามตัวเองอยู่ว่า ‘ความเชื่อใจกันของผม มันไปไหนเสีย?’

ในหุบห้วยที่ทางเดินวงเวียนนั้นพาผมกลับมาจุดเดิม ขณะที่ความคิดอ่านของผมเสียกระบวนสิ้นท่า ผมเห็นสายตาที่เป็น “พี่” และ “ครู” มองมา ไม่มีแววตัดพ้อหรือเยาะเย้ย แกเดินมาส่งถ้วยกาแฟร้อนๆ ใส่มือผม ถ้าเปรียบแกเป็นพระเอกหนังจีน(หน้าแกยิ่งเมื้อนเหมือน) กาแฟที่ยื่นมาคงเปรียบกับกระบี่ที่รวบรัดทว่าแทงใส่จุดตายของคู่ต่อกรที่กำลังเพลี่ยงพล้ำ พริบตานั้นผมได้แต่ทิ้งดาบยอมจำนนรักษาชีวิต รับกาแฟมาอึกๆ ๆ หมดถ้วย(‘ฮ่วย! ไม่เหลือให้กรูเลย’..แกมองถ้วยเปล่าตาปริบๆ)
จากนั้น ผมได้แต่ปล่อยให้แกนำทางแล้วแต่จะพาไป จะ “น้ำตกสองฟุต” “น้ำตกราเมศ” หรือที่ไหนผมก็หมดสิทธิ์ค้าน
IMG_4803“เราจะไปพักอีกที่นึงก่อน..ผมตั้งชื่อว่าน้ำตกสองฟุต..พอมีน้ำ มีที่ให้ตั้งแค้มป์ น่าจะใช้เวลาเดินแค่ครึ่งชั่วโมง” แกแนะนำจุดหมายที่เราจะไปก่อนออกเดิน
“ไปก็ไป ขอให้ถึงก่อนมืด เป็นห่วงเด็กๆ” ผมยังมีหน้าตอบโดยอ่านบทของพระเอกทั้งที่ตัวเองเป็นผู้ร้ายเต็มๆ
อั๋นเดินนำไปตามทางที่ค้นหามา มีหยุดบ้างพักใหญ่เพราะทางยังรกและฟ้ามืดลง ผ่านไปครึ่งชั่วโมง เราเพิ่งถึงลำธารเล็กๆ พอวักน้ำดื่มและล้างหน้าแต่ไม่มีกะใจจะชื่นชมมัน น้ำตกสองฟุตของแกเป็นอย่างไร? พอพักนอนกันมั้ย? คุ้มฝนได้หรือเปล่า? ผมได้แต่เก็บคำถามไว้แล้วเดินตามเงียบๆ ลำธารมีลักษณะเป็นธารน้อย น้ำใสไหลเรื่อยผ่านลานและแก่งหิน ช่วงหนึ่งของแก่งมีหินก้อนกลมใหญ่สูงท่วมหัวเรียงกันสี่ห้าก้อนจนมีเสียงจากน้องๆ แว่วมาว่า “อยากกินลูกชิ้นนนน” ก็มันเหมือนจริงๆ หรือไม่เราก็คงจะหิวกันแล้ว คุณภาพน้ำเหมาะที่จะอาบหรือกินกว่าห้วยโกรกเด้ที่เราพักประจำเสียอีก แต่ยังไม่เห็นจุดที่เหมาะกับการพักแรม..
เลยครึ่งชั่วโมงของพี่หน่องมาเป็นชั่วโมงเต็ม ฝนโปรยเม็ดหนา ลำธารแผ่กว้างออกแล้วเปิดเชื่อมลำห้วยอีกสายหนึ่ง

“เห็นน้ำตกสองฟุตแล้วอย่าว่าอะไรผมนะ”  พี่หน่องออกตัวพร้อมกับผายมือให้เราดูธารน้ำ
“เหมือนผาด่านช้างมั้ย?” ไอ้คิงร้องพากย์เสริมเมื่อผมไปถึงเป็นคนท้ายๆ ผมมองผ่านม่านฝนพรำก็เห็นเหมือนที่มันว่า ลำธารเลี้ยวลดผ่านลานหินสู่ผากว้างไกลออกไป มีไทรต้นใหญ่ย้อยอยู่ริมธารด้านขวา “ลักษณะเหมือนผาด่านช้างคงเพราะอยู่ในป่าเดียวกัน ลักษณะพืชพรรณก็คล้ายกัน” จุดตั้งแค้มป์ที่เขาชี้ให้ดูอยู่ทางซ้ายมือสูงจากตลิ่งขึ้นไปก็เหมือนกันเลย แต่ยังรกเรื้อด้วยต้นไผ่ต้นหญ้า “เดี๋ยวถางออกหน่อยคงพอใช้ได้” ผมคิด แต่เอ๊ะ! ที่ข้างแค้มป์ก็ต้นไทรยักษ์.. “ก็ที่นี่ป่าต้นไทรยักษ์อยู่แล้วมันมีเหมือนกันหลายต้น”  เฮ่ย! ต้นตะแบกใหญ่อยู่ตรงนี้อีก คราวนี้เปลี่ยนเป็นหนังคาวบอยบ้าง…กระสุนตะกั่วกลมวิ่งผ่านลำกล้องเหล็กท่อตรงแบบปืนรุ่นเก่าเข้ากระแทกหน้าผากผมจนผงะ…
“ก็นี่มันผาด่านช้างนี่” 
ที่นี่ ผมเดินขึ้นมานอนพักแรมเกือบยี่สิบปี นับคืนที่นอนพักน่าจะเกินร้อยคืนแล้ว แต่ผมเพิ่งจะจำมันได้ ตอนนั้นผมไม่รู้แล้วว่าคนอื่นเดินผ่านตัวไปยังไง แบ่งงานอะไรกันบ้าง รู้แต่ว่าตัวเองปล่อยให้ฝนซัดใส่หัวที่มึนตื้อครั้งแล้วครั้งเล่าในวันนี้ ผมจำไม่ได้แล้วว่าอาการเสียรูปมวยซ้ำแล้วซ้ำอีกเกิดขึ้นกับตัวเองครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ วันนี้..เป็นนักมวยที่โดนต่อยนับแล้วนับอีกแต่กรรมการก็ไม่ยอมจับแพ้ ผมจึงเลือกนั่งแช่น้ำและตากฝนอยู่อย่างนั้น กะว่าค่อยไปยืนหนาวสั่นข้างกองไฟรอให้จับไข้แล้วล้มลงนอน พรุ่งนี้เช้าค่อยว่ากันใหม่…
……………………………………

IMG_6522ผมตื่นเช้าบนเปลหลังจากเมื่อคืนแยกนอนบนผ้ายางเปียกฉ่ำได้งีบใหญ่ พอรู้สึกว่าฝนเบาเม็ดลงก็ลุกมาผูกเปลนอนเพื่อไม่เพิ่มความแออัดให้คนที่นอนอยู่
…ไม่เป็นไข้แฮะ..เลยชวนหวานเดินดูลำธารน้อยที่เราผ่านมาเมื่อวาน มีโต๋วิ่งมาสมทบอีกคน เราเดินทวนธารน้ำขึ้นสูงไปเรื่อยๆ ผ่านก้อนหินลูกชิ้นและจุดที่เดินตัดเข้ามาเมื่อวานโดยไม่รู้ตัว ลำธารเริ่มสูงชันให้ต้องปีนป่าย ลานและแก่งหินเปลี่ยนเป็นผาน้ำตกน้อยๆ ..มันเกินสองฟุต บางช่วงน้ำไหลตกลงมาจากหินชื้นเขียวสูงเกินศีรษะ บางช่วงไม่สูงมากแต่ต่อเนื่องลดหลั่นเป็นชั้นๆ ยาวไกล น้ำไหลแยกกันไปตามซอกหินแล้วไหลรวมแอ่งใหญ่น้อยก่อนล้นไหลผ่านตัวเราไป เราสามคนมองสูงขึ้นไปตามธารน้ำอย่างตื่นตาและก้าวเท้าตามสายตาไปอย่างไม่เหน็ดเหนื่อย ป่ารอบๆ มีร่องรอยผู้มาเยือนบ้างแต่ไม่เห็นร่องรอยมนุษย์ ธารน้ำพาเราเดินสูงขึ้นไปอย่างไม่มีทีท่าว่าจะหมดความน่าทึ่ง ธารน้ำตกสายนี้ไม่ได้ใหญ่โต อาจไม่ตระการตา แต่ถ้าใช้คำว่า “น่ารัก” ล่ะใช่เลย เป็นธารน้ำตกที่น่ารักมากๆ
ตลอดเวลาเกือบยี่สิบปีที่มาพักแรมที่นี่ ผมไม่เคยสนใจห้วยน้อยๆ ที่ไหลมารวมกับห้วยโกรกเด้ที่เป็นผาด่านช้างห่างจากจุดตั้งแค้มป์แค่นิดเดียว ผมไม่เคยใส่ใจมันจนกระทั่งวันนี้…………IMG_4868

ขอบคุณพี่จิม น้องๆ สิบสาวที่มีพี่ตุ๊กตา ป้ามอร์ เปรี้ยว หมอจูน หมอฝ้าย หมอส้มโอ ครูติ๋ว ครูใหม่ น้องหนุ่ยและน้องอ้วน รวมถึงหนุ่มน้อยทุกคนที่ยอมเดินหลงในวงเวียนใหญ่มาด้วยกันและขอโทษมาพร้อมกันนี้
ขอบคุณพระเอกหน่อง อั๋น นิม หวาน ที่พาเดินหลงไปและหลงมาจนผมพบว่าต้องเรียนบทเรียนอะไรเพิ่มเติมอย่างเข้มข้นทั้งเรื่องการเดินป่าและเรื่องความเป็นผู้ร้ายของตัวเอง
ขอบคุณที่สุดที่พามาพบธารน้ำตกน้อยน่ารักอยู่ไม่ไกลจากบ้านเราเลย ลำธารน้อยที่ไหลตามผมมาถึงบ้านให้แอบคิดถึงทุกวันจนเกิดเป็นแผนการเดินป่าครั้งต่อไปขึ้นในหัว (ใจ) ทั้งที่ตั้งใจว่าปีนี้จะอยู่บ้านให้ตลอดจนกว่าจะปีหน้า แต่ทว่าเพราะธารน้อยๆ นี้ เลยไม่แน่ใจว่า ผู้ร้ายจะรอดครบปีไหม?

จบบันทึก 30 ก.ค. 57
ผู้ร้ายตลอดกาล

One thought on “ผู้ร้าย ตายตอนจบ

  1. ทุกความพลาดผิด…ทำให้เราเติบโตขึ้นนิดหนึ่งเสมอ